mercredi 25 novembre 2009

ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ นักกิจกรรมไม่ยอมแพ้แม้ความมืดเข้าปกคลุม



ขณะคุณกำลังอ่านบล็อกนี้ มีคน 4 คน อยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย พวกเขายอมทำทุำกอย่างเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มต้นที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนี้

>> อ่านข่าวอัพเดทแบบเรียล-ไทม์ ที่นี่

นักกิจกรรม 4 คน จากฟิลิปปินส์ เยอรมนี อินโดนีเซีย และฮอลแลนด์ กำลังขัดขวางการทำงานของรถเครนในโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษของ APP ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ แม้จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามนำตัวลงมานับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่เรือของบริษัทในแม่น้ำใกล้ๆ ทำให้น้ำกระเพื่อมเพื่อยับยั้งไม่ให้ช่างภาพบันทึกภาพการปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตามแม้ต้องทนกับภัยคุกคาม ความเหนื่อยอ่อน ความร้อน และกลิ่นสารเคมีเหม็นหืน มามากกว่า 9 ชั่วโมง แต่นักกิจกรรมของเรายังปักหลัก และสร้างความมั่นใจว่าความสนใจของโลกจะมาอยู่ที่ทิศทางนี้

และสิ่งที่โลกได้เป็นประจักษ์พยานนั้นน่าตกตะลึง พื้นที่ป่าที่เคยไร้การคุกคามของมนุษย์อันกว้างขวาง ในปัจจุบันถูกทำลายจนหมดสิ้น เพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน หรือต้นอาคาเซีย ผืนป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์เมื่อถูกเผาจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก มากพอที่จะเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อสภาพภูมิอากาศของโลก

หนึ่งในนักกิจกรรมยังคงอยู่บนรถเครน โจเอลจากฟิลิปปินส์ต้องการบอกว่า "ผมอยู่บนเครนนี้ และจะคงอยู่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมต้องการช่วยจริงๆ โรงงานขนาดมหึมากำลังทำลายป่าฝนของอินโดนีเซีย และเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมคิดว่าเราควรทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อเราทุกคน เราเพิ่งประสบกับไต้ฝุ่น 2 ลูก ที่ดูเหมือนเป็นหายนะมากที่สุด ในฟิลิปปินส์ ผมรู้ว่าผมกำลังทำบางอย่างที่สามารถป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก"

โรงงานนี้บดเนื้อไม้เป็นเยื่อกระดาษมากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ไม้เหล่านี้มาจากป่าปลูกและป่าธรรมชาติ รวมถึงป่ารอบๆ คาบสมุทรกัมปาร์ที่กำลังถูกคุกคาม แม้เราจะเรียกร้องอย่างไม่สิ้่นสุดให้บริษัทต่างๆ หยุดการทำลายป่าในทันที แต่บริษัทอย่าง APP ก็ยังทำงานสกปรกของพวกเขาต่อไป ทำให้ทุกชีวิตบนโลกอยู่ในความเสี่ยงที่ร้ายแรง

ในขณะที่ความมืดแผ่ปกคลุมโรงงานของ APP เราตระหนักดีว่าอาจมีเพียงนักกิจกรรมเพียง 4 คนที่หยุดรถเครน แต่ยังมีประชาชนหลายล้านคนที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับที่เกินควบคุม

ผู้พิทักษ์สภาพภูมิอาำกาศเดินเครื่องอีกครั้ง การส่งออกเยื่อกระดาษถูกยุติ ณ 'จุดปะทุระเบิดปรมาณู' ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศรอไม่ได้ ผืนป่าที่เหลืออยู่ในอินโดนีเซียก็รอไม่ได้ ดังนั้นในวันนี้ กรีนพีซจึงส่งข้อความอันเข้มแข็งต่อผู้นำโลก โดยการหยุดการทำงานของ Asia Pulp and Paper ซึ่งเป็นโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษ ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย โรงงานนี้ใหญ่มโหฬาร จึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล มันใหญ่เสียจนต้องมีโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับการดำเนินการ

ณ รุ่งสาง นักกิจกรรม 12 คน [จากเยอรมนี เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เนเธอแลนด์ และ อินโดนีเซีย] เดินฟันฝ่าอากาศที่ร้อนและเหม็นหืนเข้าไปยังโรงงาน จากนั้นปีนรถเครนที่สูงลิ่ว ที่ใช้ส่งออกเยื่อกระดาษ และเ้ข้าประจำที่ ภายในไม่กี่นาที พวกเขาหย่อนตัวลงมาจากโครงสร้างอันใหญ่ยักษ์นี้ และลอยตัวอยู่กลางอากาศ จากนั้นกางป้ายผ้าที่เขียนว่า "อาชญากรสภาพภูมิอากาศ" (Climate criminals) และข้อความถึงผู้นำโลกที่เขียนว่า "คุณหยุดมันได้"



ในขณะที่นักกิจกรรมจัดที่จัดทาง มีเรือท้องแบนแล่นผ่านไป แต่ละลำเต็มไปด้วยกองท่อนซุงมหาศาล เท่ากับอย่างน้อยไม้ในรถบรรทุก 4-5 คัน ไม้เหล่านี้ได้รับการระบุว่ามาจากป่าธรรมชาติ ไม่ได้มาจากป่าปลูก ทั้งหมดกำลังจะถูกทำเป็นเยื่อกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษ

ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา และหย่อนเครน 2 คันลงมา และควบคุมตัวนักกิจกรรม 2 กลุ่มแรก ในขณะนี้พวกเขากำลังถูกนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจในเมืองเปกันบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดรีอาล จังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ และค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนของเรา ทีมที่ 3 เพิ่งถูกควบคุมตัว และทีมสุดท้ายยังคงอยู่ที่รถเครน

นักกิจกรรมมีผู้ช่วยเหลือ คือ เจ้าหน้าที่รณรงค์จากแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเช่นกัน

APP เป็นบริษัทของซีนาร์ มาส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกอันดับต้นๆ เพราะมีบทบาททำลายป่าในวงกว้าง การทำลายป่าฝน และดินพรุที่อุดมไปด้วยคา์ร์บอน ทำให้อินโดนีเซียเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 3 ของโลก

เหลือเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เราเหลือเวลาน้อยที่จะปัดเป่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นักกิจกรรมผู้ทุ่มเทของเรายังเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซีย และในต่างประเทศ เป็นสิงที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกต้องรับฟังข้อความนี้: "การทำลายป่า: คุณหยุดมันได้" และแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ในการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเดือนหน้า

"การทำลายป่าเป็นหนึ่งในสาเหตุรากฐานของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เรากำลังหยุดการส่งออกของหนึ่งในโรงงานเยื่อกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ ที่ที่ป่าถูกทำลายมากที่สุก เพื่อบอกกับผู้ที่เราเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพวกเขาสามารถ และต้องดึงเราขึ้นมาจากขอบเหวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะ" ชายเลนดรา ยาชวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

มีส่วนร่วมกับเรา ร่วมเป็นผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ และติดตามข่าวการปฏิบัติการล่าสุดอย่างใกล้ชิด ที่นี่

mardi 24 novembre 2009

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุติ ณ ที่แห่งนี้ ภาระกิจสร้างฝายเสร็จสิ้น

ไม่กี่วันที่แล้ว แอสติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรยายความประทับใจแรกเมื่อเธอมาถึงค่าย ตั้งแต่มาถึง เธอวุ่นอยู่กับการช่วยชุมชนท้องถิ้นสร้างฝาย ที่จะช่วยพิทักษ์ป่าพรุอันมีค่า และช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศ

คลิกที่นี่เพื่อร่วมลงมือปฏิบัติการ

เรื่องราวล่าสุดจากแอสติ:

สถานที่สร้างฝ่ายใกล้กับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศอาจไม่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมากเช่นนี้มาก่อน ดังที่เกิดขึ้่นในวันสุดท้ายที่พวกเราสร้างฝายได้สำเร็จ แม้แต่ลูกเสือชาวอินโดนีเซียประมาณ 10 คนก็มีส่วนร่วมกับงานนี้ โดยปักธงไว้ทั่วสถานที่ ฉันหวังจริงๆ ว่า ลูกเสือชาวอินโดนีเซียจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้กอบกู้ป่า" ในเร็ววัน ไปทั่วทั้งประเทศ

กระสอบทรายหนักอึ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกเติมทราย และแบกไปยังสถานที่สร้างฝายนั้น มีจำนวนเกือบนับไม่ถ้วน ฉันหวังว่าผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ช่วยแบกกระสอบทรายจะไม่มีอาการหนักอึ้งหลงเหลืออยู่ในขณะนี้

ฝายได้ทำให้เกิดสระน้ำจริงๆ ที่คุณสามารถลงไปว่ายน้ำได้ เราเรียกมันว่า 'ทะเลสาบวิสกี้' ทะเลสาบวิสกี้มีน้ำจากดินพรุสีน้ำตาล- แดง หากคุณลองลิ้มรสน้ำนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า 'ทะเลสาบมะนาว' แทน เพราะมันมีความเป็นกรดสูงเหลือเชื่อ หากคุณได้ลองชิม คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคลองเหล่านี้ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุจึงมีผลกระทบด้านลบต่อความสมดุลของน้ำ และประชากรปลา

The completed dam


การดึงน้ำออกจากป่าพรุไม่เพียงสร้างหายนะให้แก่ดินพรุ แต่ยังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และสามารถลดประชากรปลาและกุ้งจำนวนมหาศาล เพราะความเป็นกรดได้เพิ่มขึ้นในน้ำ (อ่านบล็อกของอาชิช และ โครินนา เพิ่มเติม)

ฉันแน่ใจว่าผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มจะประหลาดใจว่าฝายนี้ช่างเติบโตเป็นฝายที่สมบูรณ์ได้อย่างอย่างรวดเร็วมาก อารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำการสร้างฝาย และทุกคนที่ช่วยออกแรงกายในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจได้เลยกับผลลัพธ์นี้ เราเฉลิมฉลองการสร้างฝายเสร็จสิ้น ด้วยการเปลี่ยนทะเลสาบวิสกี้ให้กลายเป็นสวนน้ำแสนสนุก ด้วยการแข่งขันกระโดดน้ำนัดพิเศษของเจ้าหน้าที่สร้างฝาย

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" นี่เป็นคำขวัญบนป้ายผ้่าและที่อยู่ในใจเรา เรากำลังออกจากสถานที่สร้างฝาย และเริ่มคิดแล้วว่าจะไปที่ไหนต่อ เพราะมีคลองที่สร้างเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุมากมายนักที่รอการสร้างฝายอยู่ ;-)

แอสติ

lundi 23 novembre 2009

Rice Harvest : เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย

คนไทยรักข้าวไทย

คุณคิดเหมือนกันไหมคะว่า ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก ?

วันนี้มีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครกรีนพีซในงาน “เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย" ที่ราชบุรี หลังจากที่ได้เริ่มปลูกกันตั้งแต่ต้นปี วันนี้ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพันธุ์ก่ำพะเยา หรือข้าวที่ให้สีดำในภาพศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์นี้แล้วนะคะ

ข้าวไทย อาหารหลักในประเทศและยังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก การปลูกข้าวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความภูมิใจในข้าวไทยรวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนและรัฐบาลตระหนักถึงวิถีแห่งการเพาะปลูกข้าวที่สืบทอดกันมา การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นวิถีแห่งความอยู่รอด เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องข้าวไทยอันเป็นสมบัติของชาติให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ

งานกิจกรรมเกี่ยวข้าวนี้เริ่มต้นจากการกล่าวเปิดงานจากท่านรองผู้ว่าจังหวัด ราชบุรี และต่อด้วยการเข้าสู่พิธีบายศรีโดยหมอขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ และการสวดพิธีไหว้แม่พระโพสพเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและขอขมาขอพร ให้เก็บเกี่ยวข้าวให้ได้ผลดีเพื่อนำมาเป็นข้าวขวัญใช้ปลูกข้าวในปีต่อไป

เสียงสวดของหมอขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จบลงด้วยเสียงบทเพลงเชิญชวนให้ไปเกี่ยวข้าว และลงท้ายด้วยเสียงไชโย…โห่…ฮิ้วววว! ให้ทุกคนขานรับ เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันลงเกี่ยวข้าวกันในนา

จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในพื้นทีแถวนั้น อาสาสมัครกรีนพีซ ผู้สนับสนุนกรีนพีซ เด็กนักเรียน ก็ร่วมแรงกายแรงใจลงไปเกี่ยวข้าวในนากัน

'.... เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว อย่ามันชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอา.....'

(ต้องระวัง เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวตัวเองเอาจริงๆคะ...)

ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พวกเราทุกคนก็ดูเหมือนสนุกสนานกับการได้ลงเกี่ยวข้าว ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงความยากลำบากของชาวนา 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ได้ยินเสียงมาจากน้องข้างๆว่า โห ปลูกข้าวมีขั้นตอนลำบากอย่างนี้ กว่าจะได้ข้าวสารมาเป็นเม็ดๆหุงได้ ต่อไปนี้ต้องทานข้าวให้หมดจานแล้วล่ะ....

หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็มีการสาธิตการกระเทาะเม็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีการแบบดั่งเดิมที่ใช้วัววิ่งบดมัดข้าวที่วางบนขี้วัวอัดแข็งเป็นรองพื้น นอกจากนี้ในบริเวณยังมีซุ้มสาธิตขั้นตอนการผลิตข้าวแบบดั่งเดิมของไทยเราต่างๆ เช่นการโม่ข้าว วิถีภูมิปัญญาไทยด้วยนะคะ

...วันนี้ ที่ราชบุรี ท้องฟ้าแจ่มใน แดดออกเต็มที่ แต่อากาศเย็นสบาย เห็นภาพที่ผู้คนเกือบสองร้อยชีวิต ร่วมแรงร่วมใจ ลุยท้องนา เกี่ยวข้าว และมัดข้าว เพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป กันในผืนนา ก็ทำให้ดีใจไม่หาย ถึงความร่วมมือร่วมใจปกป้องข้าวไทย ก็เรา คนไทย รักข้าวไทย นี่คะ








> อ่่านเรื่องราวทั้งหมดของศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและ ปกป้องข้าวไทยจาก GMO คลิก

>
ติดตามเรื่องราวทางกรีนพีซทาง Facebook คลิก


ริน

dimanche 22 novembre 2009

พร้อมรับมือกับเหล่าจระเข้

ในตอนบ่ายวันนี้ที่ค่ายมีความอึกทึก เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนค่ายอย่างน้อย 400 คน มีเด็กๆ มากมายที่หัวร่อและร้องเพลง การเปิดค่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง คริสนา มุกติ นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดใจ เด็กๆ จากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติกำลังร่วมการแข่งขัน Bantun ซึ่งเป็นประเพณีของชนเผ่ามาลัยอันน่ารักมาก ของการร้อยเรียงชีวิตประจำวันเป็นกลอน ฉันรู้ว่าพลาดหลายอย่างเพราะไม่เข้าใจ บทกลอนของ Buntun ทุกบทในปัจจุับันนั้นเกี่ยวกับป่า กิจกรรมสร้างความตระหนักในค่ายของกรีนพีซในวันนี้น่าทึ่งและสร้างแรงบันดาลใจ





ในที่สุดฉันก็มาึถึงค่ายเมื่อวานในตอนเย็น และหลังจากที่เกือบจะหม่นหมองในห้องของโรงแรม ฉันก็รู้สึกมีพลังในทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ค่าย พวกเรา (เจ้าหน้าที่รณรงค์ชาวสวิตเซอร์แลนด์และอินเดีย พร้อมด้วยผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซีย) จัดการเดินทางขาสุดท้ายในความมืด เพราะเราต้องการไปถึงค่ายก่อนถูกกักตัวและส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราจากอิตาลี อินเดีย และ เบลเยี่ยม เมื่อวันจันทร์

เมื่อเรามาถึง เราได้รับการต้อนรับโดยผู้คน ประชาชนในท้องถิ่น และ อาสาสมัครกรีนพีซ จำนวน 50-60 คน พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ 2 ตัว และบรรยากาศที่สงบสุขและสร้างแรงบันดาลใจ

มีคนบอกฉันว่าจระเข้ (ตำรวจ รัฐบาล และ บริษัท) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรากฏตัวในสุดสัปดาห์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันในการทำกิจกรรม และไปเยี่ยมฝายที่กำลังถูกสร้าง ซึ่งอาจเสร็จพรุ่งนี้ และเรายังได้แสดงป้ายผ้าที่มีข้อความถึงผู้นำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบการปกป้องป่าและสภาพภูมิอากาศ


แอสติรณรงค์ในเมืองซูริค


ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนให้ความชัดเจนแก่ฉันว่า สถานที่เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยสร้างพลังและแรงบันดาลใจ ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนป่าของเรา สภาพภูมิอากาศของเรา อนาคตของเรา ค่ายเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นทุกหนแห่ง คุณก็สามารถสร้างค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนเล็กๆ ของคุณที่ใดก็ได้

ฉันได้ร่วมกิจกรรมกับค่ายแลัว และพร้อมเผชิญกับเหล่าจระเข้แล้ว ;-)

แอสติ

ชุมชนเป็นผู้นำ ขณะนักกิจกรรมกลับสู่ค่าย

จากอาชิช เจ้าหน้าที่รณรงค์จากอินเดีย ที่มาถึงค่ายในที่สุด:

เรามาถึงค่ายเมื่อกลางดึกวันศุกร์ ป้ายผ้าสีเหลืองของกรีนพีซเด่นออกมากในเวลากลางคืน ในขณะที่เรือของเรากำลังแล่นข้ามแม่น้ำจาก Teluk Banjai ฉันมาถึงกรุงจาการ์ตาเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มสงสัยว่าจะได้เห็นค่ายหรือไม่หลังจากตำรวจระรานและขับไล่นักกิจกรรมออกนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ฉันก็มาถึงที่นี่ในที่สุด ไม่มีเวลาทำอะไรมากนักนอกจากแนะนำตัว 1 รอบ ทานอาหารเย็น และ เข้านอน



ตัวค่าย

อย่างไรด็ตาม ในเช้าวันนี้ ฉันสำรวจดูค่ายเป็นครั้งแรก แรกสุดพวกเขามุ่งหน้าไปยังฝายที่สร้างขวางคลองหนึ่ง ที่ใช้ดึงน้ำออกจากป่าพรุ การสร้างฝายเริ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ที่แล้ว และเกือบเสร็จแล้ว คลองเหล่านี้ถูกขุดข้นเพื่อดึงน้ำไปสู่แม่น้ำ ทำให้ป่าพรุเหือดแห้งมากพอสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อการค้า การสร้างฝายขวางคลองเท่ากับเป็นการย้อนกลับกระบวนการดึงน้ำ และฟื้นคืนสุขภาวะให้กับป่าพรุ นอกเหนือจากการป้องกันการปล่อยก๊าซคา์ร์บอนไดออกไซต์มากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความพยายามนี้ก็คือ ชาวท้องถิ่นจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ ใกล้ๆ ค่ายเป็นผู้นำ ในขณะที่กรีนพีซคอยสนับสนุน บุสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้กล่าวว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ นอกจากต้องพึ่งพาป่าผืนนี้ น้ำจากป่าพรุเป็นกรดสูง และน้ำจากป่าพรุที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและไหลไปยังแม่น้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตปลาและกุ้ง

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังเขตอนุัรักษ์เครูมูตัน ซึ่งใกล้ต้นน้ำของเตลุก เมอรันติยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้รับการปกป้อง และทำให้เราเห็นว่าป่าพรุควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อเราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ น้ำจากป่าพรุที่สงบนิ่งแต่มืดหม่นสะท้อนให้เห็นใบไม้และกิ่งไม้เหนือผืนน้ำ และที่ดักจับปลาจำนวนมากตามทางน้ำแสดงให้เห็นว่าผืนน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับดำรงชีพของชุมชน

พรุ่งนี้ฉันจะมุ่งหน้ากลับไปยังฝาย โดยในครั้งนี้จะไปช่วยสร้างฝาย จนถึงขณะนี้ เรายังไม่ถูกระรานโดยตำรวจ พวกเขาอาจจะหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ และแม้ในขณะที่ที่ฉันเขียนบล็อกนี้ เพื่อนๆ กลายคนของเราจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติได้มาถึงค่ายเพื่อเยี่ยมพวกเรา แ้ล้วพบกันฉบับหน้า

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

อาชิช 

ป่าฝนเป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ที่จำเป็นและยั่งยืน สำหรับชุมชนท้องถิ่น

หลังจากหลายสัปดาห์ฺที่เธออธิบายว่าสะเทือนอารมณ์และเข้มข้น ณ ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน บนเกาะสุมาตรา ในที่สุด โครินนา โฮลเซล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้จากเยอรมนี ได้เดินทางออกจากอินโดนีเซียแล้ว โครินนาตั้งใจที่จะอยู่ที่ค่ายอีกนานมาก แต่หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการต่อต้าน APRIL ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ สภาพการณ์ได้เปลี่ยนไป และมีการออกข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางภายในจังหวัดรีอาล

ก่อนเดินทางกลับ โครินนา ได้บรรยายประสบการณ์การทำงานกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพิทักษ์ระบบนิเวศป่าฝนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ ดังนี้

ฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ิอย่างน้อยมีโอกาสอยู่ที่ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศระยะหนึ่ง แต่เพื่อนร่วมงานของฉันบางคน ที่มาถึงค่ายช้ากว่าฉัน ไม่มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ที่สำคัญนี้

ในขณะนี้ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และค่าย และในขณะที่ผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซียของเรากำลังถูกสอบปากคำโดยตำรวจ ฉันกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนจากชุมชนท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนงานของเรา และหยุดยั้งพวกเราไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากค่าย





ในอินโดนีเซีย ตำรวจและบริษัทต่างๆ เช่น APRIL และ ซีนาร์ มาส เกี่ยวโยงกันอย่างมาก และพวกเขาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดกรีนพีซออกจากคาบสมุทรกัมปาร์ หลังจากที่ฉันถูกกักตัวและสอบปากคำโดยตำรวจ ตำรวจบอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้กลับสู่ค่าย ฉันถามว่าทำไม และคำตอบที่ได้นั้นแปลก เขาบอกว่าก่อนที่กรีนพีซสร้างค่ายขึ้นมาบนคาบสมุทรกัมปาร์ ประชาชนล้วนมีความสุขและสงบสุข ตั้งแต่กรีนพีซมาอยู่ที่นี่ คาบสมุทรกัมปาร์ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านกรีนพีซ และพวกเขาต่อสู้กัน สำหรับเขาทางออกเดียวคือไล่กรีนพีซออกไป

ฉันบอกเขาว่าฉันได้พบว่าประชาชนที่นั่นตระหนักเป็นอย่างดีและมั่นใจในตัวเอง พวกเขารู้แน่ชัดว่าป่ามีความหมายอย่างไรต่อพวกเขา และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ ยึดที่ดินไปจากพวกเขา และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้

แทนที่จะไล่กรีนพีซ พวกเขาควรเคารพความปรารถนาของชุมชนในท้องถิ่น




แม้ว่าจำเป็นเวลาสั้นๆ แต่ฉันจะจดจำช่วงเวลาในค่ายไว้เสมอ ฉันได้ทำงานร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นและนักกิจกรรมจากทั่วโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน คือ ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ

การสร้างค่ายเป็นงานที่หนัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกระสอบทรายในอินโดนีเซียต้องมีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัีม ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิก็สูงด้วย แต่ทุกนาทีนั้นคุ้มค่า บรรยากาศในค่ายนั้นยอดเยี่ยม และคำอำลาแบบปัจจุบันทันด่วนของฉัน ที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจขับไล่นั้น ซาบซึ้งมาก ในขณะนี้ฉันดีใจที่ได้รู้ว่าคนในท้องถิ่นกำลังเดินหน้าสร้างฝายกั้นน้ำต่อไป


Corinna at the camp


ประชาชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ที่ดินของพวกเขาแก่บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น APRIL พวกเขารู้ว่านั่นเป็นการมองการณ์ใกล้ เพราะแม้พวกเขาจะได้เงินจากการขายที่ดิน แต่ก็ยังไม่พอ ฉันพูดคุยกับผู้คนที่ดำรงชีพด้วยการตกปลา เกษตรกรรมขนาดเล็ก และ การใช้ประโยชน์จากป่า และพบว่าในป่าพรุที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขาพบยา ผลไม้ ถั่ว เห็ด และ วัสดุก่อสร้าง พวกเขาสามารถปลูกข้าวในป่า ส่วนในไร่ใกล้หมู่บ้าน พวกเขาปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมันเพื่ิอนำไปใช้เอง และเพื่อขายที่ตลาดในท้องถิ่น ขณะเดินไปตามหมู่บ้าน คุณจะเห็นวัวควาย ไก่ และ แพะ พวกเขากล่าวว่าป่าผืนนี้เป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ของพวกเขา ความแตกต่างอย่างเดียวก็คือพวกเขาไม่ต้องเสียเงินจับจ่าย

อาซเวีย ซึ่งเป็นชาวนาในท้องถิ่น บอกฉันว่าเขามีรายได้เพียงพอสำหรับรายจ่ายทั้งหมด สิ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจหากป่าผืนนี้ถูกยึดโดย APRIL หรือ ซีนาร์ มาส ที่จะถางและทำให้ดินเหือดแห้ง ซุปเปอร์มาเก็ตฟรีแห่งนี้จะล้มละลาย และคลังปลาจะลดลงมหาศาล แล้วเขาก็จะต้องมีเงินมากขึ้นเพื่อเลี้ยงครอบครัว เงินนั้นจะมาจากไหนล่ะ ฉันถามเขาว่าเขาจะสามารถทำงานในป่าปลูกได้หรือไม่ แต่เขาปฏิเสธเพราะนั่นจะทำให้เขาต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่ๆ และเขาจะมีรายได้น้อยลง และเพราะเขาต้องการให้ลูกและหลานของเขาเติบโตขึ้นกับป่า นั่นเป็นเหตุผลที่้เขาต่อสู้เพื่อการปกป้องป่า และต่อสู้ 'บริษัทนั้น' (นี่เป็นคำที่ประชาชนท้องถิ่นเรียก APRIL) และต่อสู้กับรัฐบาลที่ได้ให้สัมปทานพื้นที่ป่าของชุมชนขนาด 240 ตารางกิโลเมตร แก่ APRIL

เขายังได้ลงชื่อในจดหมายที่ชุมชนแห่งนี้ส่งไปให้รัฐบาลเดือนพฤษภาคม 2552 แต่พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบ

ฉันประทับใจมากกับความแน่วแน่ของอาซเวีย เขาตระหนักว่าป่าของเขาไม่เพียงสำคัญต่อตัวเขาและชุมชนของเขา แต่เขารู้ว่าป่าสำคัญต่อทั้งโลกด้วย เขามีความหวังอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในกรุงโคเปนเฮเกน และมีความหวังชุมชนนานาชาติจะเห็นชองมาตรการที่จะปกป้องป่าของเขา เขาต้องการไปโคเปนเฮเกนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกรับรู้ เขาบอกว่าเขาจะทำหลายๆ สิ่งเพื่อปกป้องป่าของเขา แต่เขาจะไม่มีวันจากป่าแห่งนี้ เขาจะไม่มีวันจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่จะ "ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย"

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา