Affichage des articles dont le libellé est ค่ายผู้พิทักษ์ป่า. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est ค่ายผู้พิทักษ์ป่า. Afficher tous les articles

jeudi 26 novembre 2009

งานอันหนักอึ้ง กระสอบทราย 450 ถุง ถุงละประมาณ 40 กิโล!!

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันสิ จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย



ตื่นตี ๔ มาอยู่ยามกับดีดี้ อากาศดี นั่งดูรูปที่เขื่อนกันไปเรื่อยๆ เช้านี้หลายคนค่อนข้างตื่นเช้า เพราะทีมของเฉาเหว่ยต้องไปดูหนังเรื่อง Age of Stupid ที่ หมู่บ้านเตลุก บินใจ มีช่างภาพ ช่างวีดีโอไปด้วยหลายคน



เมื่อคืนอยู่ยาม เช้านี้เลยง่วงมาก อยากนอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คน เลยแอบไปนอนในเต็นท์ (ผู้ชาย) เนื่องจากไม่น่าจะมีใครเข้าไปรบกวน (มีอัคนันโด Action Logistic จากบราซิล นอนอยู่อีกเตียงนึง เพราะเพิ่งกลับมาตอนตี ๕) กะว่าจะนอนเตียงพี่ริวเพราะไม่อยู่ แต่กลัวแดดส่องเลยย้ายไปนอนเตียงพี่ท๊อป คิดผิดอย่างแรง ตื่นมาอีกทีตอน ๑๑ โมง ร้อนนนนนนนนนน มาก แล้วก็หิวข้าว จะย้ายเตียงก็เจอพี่แป๋งกับพี่ท๊อปยึดไว้ทั้งสองเตียง(ผู้ชายกรีนพีซไม่มีคำว่าเสียสละ-หญิงชายย่อมเท่าเทียมกัน) เลยจำใจนอนร้อนต่อไป ตื่นมาอีกทีเจออัคนัลโด นั่งบ่นว่า “I need my my girlfriend” งงว่าจะเอาไงดีเลยตัดสินใจตื่น ออกมาเจอยานเซ่นผัดมาม่า (โอ้ พระเจ้า สวรรค์ส่งมาโปรดแท้ๆ) กินไปประมาณ ๓ ใน ๔ เริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ของเรา เลยบอกขอบใจ รอกินข้าวเที่ยงต่อ ยานเซ่นสัญญาว่าเย็นนี้จะทำให้กินอีก วันนี้ทีมไทยไม่มีใครไปที่เขื่อน นุ่นกับพี่ท๊อปมีงานที่ค่าย ส่วนพี่แป๋งก็เหนื่อย



กิจกรรมที่เขื่อนก็ดำเนินไปตามปกติ ขนมและน้ำถูกลำเลียงไปส่งที่เขื่อนในตอนบ่ายอีกเช่นเคย วันนี้งานค่อนข้างหนัก เพราะมีถุงทรายมาส่งเพิ่มอีก ๔๕o ถุง คาดว่าเขื่อนจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ช่วงเย็นไม่มีอะไร ทีมเขื่อนกลับมาถึงประมาณ ๒ ทุ่ม เหนื่อย เปียก และดูหิวกันมาก ก็มีเหล่าขนมปังและมาม่าในครัวมาให้รองท้อง (ซึ่งที่นี่ขนมมีจุนเจือให้ตลอด 24 ชั่วโมง) พี่ริวกลับมาถึงตอน ๔ โมง ส่วนน้องอุ้มกลับมาถึงมืดมาก (บ่นว่านั่งรถผิด คิดจนตัวตาย) ข้าวเย็นวันนี้เป็นอะไรก็จำไม่ได้ ไม่รู้อร่อยรึเปล่า เข้าใจว่าความรู้สึกเดียวของทุกคนตอนนี้คือหิวจนหน้ามืด ข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว (ดูจากภาพคงไม่ต้องบรรยาย)



หลังข้าวเย็นก็สรุปกิจกรรมประจำวัน โจอังมี NVDA Training (การอบรมปฏิบัติการสันติวิธีของกรีนพีซ) ภาคทฤษฎี ให้กับอาสาสมัครใหม่ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน (ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า) คืนนี้ค่อนข้างเงียบ ตอนเตรียมที่นอนไม่อุปสรรคแต่อย่างใด คืนนี้บุสตาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ป่าไม้ หลีกทางให้แต่โดยดี แถมยังช่วยเก็บโต๊ะด้วย พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ข้าวเช้า ๖ โมงครึ่ง ออกเดินทางไปเขื่อน ๗ โมง (ข่าวจากเพตเตอรี่ )

เมื่อทุกคนเข้านอน ก็นั่งเขียนบล็อกต่อ ปัญหาคือไม่มีไฟ แบตเตอร์รี่คอมก็เหลือน้อย เพราะตอนหัวค่ำไม่สามารถแย่งเก้าอี้ดนตรีมาได้ แถมแมลงก็เยอะมากกก เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัณญาณ Low Battery สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปูที่นอนดีกว่า นั่งรอเวลาอยู่ยามจากเที่ยงคืนถึงตี ๒ ที่ เรือน Big Common หิวมาก อยู่คู่กับโคโค่ ส่วนเดบี้กับน้องอุ้มนอนไม่หลับ อาวังซึ่งอยู่ต่อช่วงตี ๒ ถึง ตี ๔ ก็มานั่งอยู่ด้วย (จริง ๆ พวกเราคิดว่าอุ้มคงอยากอยู่คุยกับอาวัง และอาวังก็คงอยากคุยกับอุ้ม แล้วทำมาอ้างว่านอนไม่หลับ) เอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจ เพาะความรักมันสวยงาม (คำพูดอัคนันโด) ส่วนอะเซ็บอยู่ในถุงนอน เมื่อสมาชิกเริ่มเยอะเลยไปผัดมาม่ามากินกัน (โคโค้ อาวัง เดบี้ นุ่น อะเซ็บ) โดยมีนุ่นแม่ครัว และโคโค่เป็นผู้ช่วย แต่ตอนเสร็จอะเซ็บหลับไปก่อน เพราะต้องตื่นมาอยู่ยามตอนตี ๔ พอดีโรดายังไม่นอนเลยมีตัวหารเพิ่ม ไม่งั้นแย่ สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มเดบี้อาสาเป็นคนล้างจาน โดยมีพวกเราหลายคนตามไปเป็นกำลังใจ คืนนี้ เรือน Small Common ค่อนข้างเต็มเพราะมีลอร่ากับสุรีย์ ออกมานอน อุ้มบ่นว่าโดนแย่งที่ ส่วนเดบี้อยากนอนข้างนอก แต่ที่เต็มและไม่มีถุงนอน เลยต้องกลับเข้าไปนอนข้างใน อยู่ยามถึงตี 2 ง่วงมาก หาวตลอด โคโค่บอกไปนอนได้แล้ว โอเค พรุ่งนี้เจอกัน กู๊ดไนท์ จ้า





คืนนี้อากาศดีเย็น ดาวเต็มท้องฟ้า สวยมากๆ พระจันทร์เกือบจะครึ่งดวง (ท่าทางอุ้มคงหลับฝันดี) สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ( กินมังสวิรัติดีกว่า)

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นเช้ากี่โมงไม่รู้ กินข้าว กินยา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่ ถามว่าพร้อมมั้ย ถ้าพร้อมอีกสิบนาทีให้ลงไปรอข้างล่างอีก 10 นาทีจะไปรับ หรือจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้นะ โอย กลับวันนี้สิคะ

ริชชี่พานั่งแท็กซี่ไปสำนักงานไปถึงก็ง่วงเลย สงสัยเพราะยาล่ะมั้ง เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นบน หลับไปชั่วโมงนึง ฮาลิมมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง อุ้มกลับไปวันนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตามไปก็ได้ แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน แล้วก็กะว่าจะนอนต่อ พอดีพี่ริวเรียกบอกว่ารถพร้อมแล้ว คนพร้อมแล้ว รออุ้มอยู่คนเดียวเนี่ย อ้าวชิบหายล่ะสิ วิ่งด่วนเลย

เราออกเดินทางจากสำนักงานตอนสิบโมง มีรถ 2 คัน คันแรก โตโยต้า อะวันซา พี่ริวนั่งมากับทนายความ นักข่าว คันที่สองเป็นโฟร์วีลมีอุ้ม ฟินดี้ แล้วก็นักข่าวอีกคน คนขับรถดูเป็นมิตรดี เค้าบอกว่าชื่อโดนี่ แล้วก็ขอให้เขียนชื่อเค้าเป็นภาษาไทยให้หน่อย


นั่งรถครั้งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงอยากให้ถึงเร็วเกินไปล่ะมั้ง ระหว่างนั่งรถนั้นฟินดี้กับคุณนักข่าวคุยกันมาตลอด คุยเก่งเกินไปหรือเปล่าคะ เราแวะที่ที่หนึ่งด้วยเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ซูซานทำหล่นไว้ ฝนก็ตก ป่วยก็ป่วย เอ้า หาก็หาว่ะ ผลคือไม่เจอคะ แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันดูคุ้นๆชอบกลเลยถามคนที่เป็นนักข่าวว่า ที่นี่ใช่ที่ที่กรีนพีซเอาแบนเนอร์ผืนใหญ่มากางหรือเปล่า ปรากฎว่าใช่ด้วยล่ะ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก4กิโลเมตรนะ

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สงสัยว่าพี่ริวจะมาถึงก่อนแล้วนั่งเรือไปค่ายแล้ว เราก็เลยต้องนั่งรอเรืออีกเกือบๆชั่วโมงที่หมู่บ้านเตลุก บินใจ ระหว่างนี้ก็มีเรือขนผลปาล์มมาส่งขึ้นรถบรรทุกด้วย โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะใช้เหล็กแหลมมีด้ามจับทิ่มผลปาล์มแล้วเหวี่ยงจากเรือขึ้นฝั่ง แล้วก็จะมีคนรับช่วงต่อเหวี่ยงจากพื้นดินขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง โดยมีเด็กๆพากันมาดำน้ำหาผลปาล์มที่หล่นลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงก็จูงเด็กเล็กๆมาให้กำลังใจอยู่ที่ท่าน้ำ และจับกลุ่มคุยกัน ส่วนฉันก็สงสัยจะว่างเกิน นั่งเขียนบันทึกอยู่นี่ไง โอยเมื่อไหร่เรือจะมานะ



ในที่สุดเรือก็มา คราวนี้ไม่ใช่ปอม ปอง แต่เป็นเรือยางของกรีนพีซ มีโยย่นเป็นกัปตันกับแพททริคเป็นลูกเรือ อุตส่าห์ได้ลงเรือแล้วก็นึกว่าจะถึงค่ายเสียที เปล่าเลย แวะหมู่บ้านตูลุก มารานติ คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวอยู่เป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดโน่นล่ะ ถึงได้ออกเรือมาค่าย

กว่าจะถึงค่ายก็หกโมงกว่าแล้ว พอมาถึงยานเซ่นก็ทักก่อนเลยว่า เฮ้ อุ้ม ยูยังไม่ตายเหรอเห็นริว (ที่กลับมาถึงก่อนแล้ว) บอกว่าอุ้มไม่กลับมาแล้ว ตายไปแล้ว แหม ให้กำลังใจกันดีเหลือเกิน กลับมาถึงค่ายดูเงียบๆ ผิดปกติ พอดีพี่ท๊อปบอกว่าเค้าไปขนถุงทรายประมาณ 400 ถุง กันที่เขื่อนตั้งแต่บ่ายๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย นั่งคุยกันสักพักโรด้าก็เดินมาบอกพี่แป๋งว่าคุณต้องไปช่วยงานในครัวตามตารางเวรที่จัดไว้นะ พี่แป๋งเลยต้องรับภาระขนชาม จาม แก้ว กองโตไปล้างที่ท่าน้ำ เพราะน้ำในครัวไม่ไหลอีกแล้วครับท่าน ก็นะ จะไม่ไปช่วยก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว เลยไปขอยืมไฟฉายจากโจอัง แล้วก็รีบวิ่งตามไป ถามพี่แป๋งว่าอุ้มไม่อยู่ใครล้างจานให้ พี่แป๋งบอกว่าก็มีผู้ช่วยใหม่ไง แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร โธ่เอ๊ย ไม่เชื่อหรอก มี บางคน บอกมาว่าบรรดาบอสๆ ทั้งหลายล้างจานกันเองทั้งนั้น

ประมาณสองทุ่ม คนที่ไปขนถุงทรายก็กลับกันมา ก็ได้ยินแต่ประโยคที่ว่า ไฮ อุ้ม ฮาว อาร์ ยู เหมือนจะป๊อปปูลาร์ขึ้นมาทันที ขนาดคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ยังมาถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ดีว่ะ อยู่อินโด ป่วยนิดเดียว มีคนเป็นห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วที่เค้าอยากให้หายน่ะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่เอาหวัดไปติดคนอื่นนะซิ อาวังบอกว่าโทรไปที่โรงแรมด้วย แต่พี่ริวรับสายแล้วก็บอกว่าอุ้มหลับแล้ว อะไรอ่ะ งง จะรับแทนได้ไงนอนกันคนละห้องนี่นา แล้วพี่ริวก็ไม่เห็นบอกเลยด้วย เดบี้ผู้เป็นเหมือนพี่สาวของฉันที่นี่ก็มาบอกว่าเป็นห่วงนะ เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนอัลโบบอกว่าทำไมยูยังไม่ตายอีก เห็นแป๋งกับริวบอกว่ายูตายไปแล้วนี่นา เลยตอบกลับไปว่า ไอ คัม แบ็ค ฟรอม เดอะ เฮฟเวน

วันนี้ตอนกลางคืนมีบรรยาย NVDA โดยโจอังเป็นคนบรรยายแต่เป็นภาษาบาฮาซาร์ อินโดนีเซียอ่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้อาวังแปลให้ฟังหน่อย ก็นะ แปลแค่ประโยคแรกประโยคเดียวจบ แล้วยังไงล่ะที่เหลือให้เดาเอาเองเหรอไง พี่ท๊อปก็มานั่งดูด้วย บอกว่าต้องดูเสียหน่อย พี่เองก็ลืมเหมือนกัน อ้าวลืมแล้วไหงมาสอนอุ้มได้ล่ะ พี่ท๊อปก็บอกว่าพี่ไม่ได้สอนอุ้ม พี่แป๋งสอนต่างหาก โอเคจำได้ล่ะที่พี่แป๋งมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังนั่นเอง ฮ่าๆๆ

ฉันก็เลยเอาโน้ตบุ้คมานั่งพิมพ์บันทึกจากที่จดใส่กระดาษไว้ เผลอก้มไปกินน้ำแป๊ปเดียว กระดาษที่จดไว้ตกน้ำเปียกหมดเลย เฮ้อ หาเรื่องแท้ๆเลย ว่าแล้วก็ใส่บูทลุยน้ำเก็บกระดาษมาตากไปพิมพ์ไป สักพักแบตหมด ไว้ทำต่อพรุ่งนี้ล่ะกัน

เห็นพี่ริวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเขื่อนด้วย อืมคิดเหมือนกันเลย ไม่อยากหยุดแล้ว พักพอแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าอุ้มพักผ่อนอยู่ค่ายแหละดีแล้ว ห้ามไปนะ อ้าวแล้วทำไมพี่ริวไปได้ล่ะ เออไม่ไปก็ไม่ไป ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่เป็นภาระของคนอื่นอีก เซ็งขั้นเทพ

พอสี่ทุ่มปิดเครื่องปั่นไฟ พี่นุ่นมาไล่ให้ไปนอน โธ่เอ๊ย ใครจะไปนอนหลับกันล่ะ นอนมาสองวันแล้วเนี่ยนะ ก็นั่งเล่น นอนเล่นเป็นเพื่อนพี่นุ่น อาวัง เดบี้ แล้วก็โคโค่ ตอนไนท์วอช กว่าจะหลับก็ตีสอง หลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ ต้องตื่นมาทายากันยุงอีก ไม่ไหวยุงดุเหลือเกิน กัดจมูกบวมเลย เซ็งเป็ดมากมายสำหรับวันนี้

อุ้ม

dimanche 22 novembre 2009

พร้อมรับมือกับเหล่าจระเข้

ในตอนบ่ายวันนี้ที่ค่ายมีความอึกทึก เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนค่ายอย่างน้อย 400 คน มีเด็กๆ มากมายที่หัวร่อและร้องเพลง การเปิดค่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง คริสนา มุกติ นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดใจ เด็กๆ จากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติกำลังร่วมการแข่งขัน Bantun ซึ่งเป็นประเพณีของชนเผ่ามาลัยอันน่ารักมาก ของการร้อยเรียงชีวิตประจำวันเป็นกลอน ฉันรู้ว่าพลาดหลายอย่างเพราะไม่เข้าใจ บทกลอนของ Buntun ทุกบทในปัจจุับันนั้นเกี่ยวกับป่า กิจกรรมสร้างความตระหนักในค่ายของกรีนพีซในวันนี้น่าทึ่งและสร้างแรงบันดาลใจ





ในที่สุดฉันก็มาึถึงค่ายเมื่อวานในตอนเย็น และหลังจากที่เกือบจะหม่นหมองในห้องของโรงแรม ฉันก็รู้สึกมีพลังในทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ค่าย พวกเรา (เจ้าหน้าที่รณรงค์ชาวสวิตเซอร์แลนด์และอินเดีย พร้อมด้วยผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซีย) จัดการเดินทางขาสุดท้ายในความมืด เพราะเราต้องการไปถึงค่ายก่อนถูกกักตัวและส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราจากอิตาลี อินเดีย และ เบลเยี่ยม เมื่อวันจันทร์

เมื่อเรามาถึง เราได้รับการต้อนรับโดยผู้คน ประชาชนในท้องถิ่น และ อาสาสมัครกรีนพีซ จำนวน 50-60 คน พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ 2 ตัว และบรรยากาศที่สงบสุขและสร้างแรงบันดาลใจ

มีคนบอกฉันว่าจระเข้ (ตำรวจ รัฐบาล และ บริษัท) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรากฏตัวในสุดสัปดาห์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันในการทำกิจกรรม และไปเยี่ยมฝายที่กำลังถูกสร้าง ซึ่งอาจเสร็จพรุ่งนี้ และเรายังได้แสดงป้ายผ้าที่มีข้อความถึงผู้นำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบการปกป้องป่าและสภาพภูมิอากาศ


แอสติรณรงค์ในเมืองซูริค


ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนให้ความชัดเจนแก่ฉันว่า สถานที่เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยสร้างพลังและแรงบันดาลใจ ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนป่าของเรา สภาพภูมิอากาศของเรา อนาคตของเรา ค่ายเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นทุกหนแห่ง คุณก็สามารถสร้างค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนเล็กๆ ของคุณที่ใดก็ได้

ฉันได้ร่วมกิจกรรมกับค่ายแลัว และพร้อมเผชิญกับเหล่าจระเข้แล้ว ;-)

แอสติ

mercredi 18 novembre 2009

Climate Defenders Camp : ค่ายปกป้องป่า

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ
จังหวัดรีัอาล อินโดนีเซีย

หลังจากเมื่อคืนทีมเราแตกเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นในหมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ โฮมสเตย์ที่พวกเราบางส่วนพักอยู่ด้วย ส่วนฝ่ายชายต้องตื่นขึ้นมาพร้อมบรรยากาศของเสียงค้อนตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ ที่ค่าย ซึ่งกำลังเร่งการสร้าง เพื่อให้ทันการเปิดค่ายในวันพรุ่งนี้ แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกเรารู้สึกเหมือนกันคือ การตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนียวเหนอะจากการเดินทางไกลกว่า ๑๖ ชั่วโมง แล้วไม่ได้อาบน้ำก่อนนอน

วัตถุประสงค์หลักในการสร้างค่าย คือ
๑) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการทำกิจกรรมจากทั่วโลกก่อนการประชุมสุดยอด ของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้

๒) เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นเรื่องป่าต้องถูกพูดถึงและเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมนี้

๓) เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดียุดโฮโยโน แห่งอินโดนีเซีย ให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากที่นี่เป็นที่แรก

๔) เพื่อตั้งคำถามเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วนำเงินมาลงทุน เพื่อปกป้องป่า

๕) เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาป่า ที่ก่อปัญหาให้กับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย

๖) ต้องการผลักดันให้ประเด็นเรื่องการพิทักษ์ผืนป่าเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนทั่วโลกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นเหล่าตัวแทนนักกิจกรรมจากกรีนพีชทั่วโลก เช่น เบลเยียม สเปน บราซิล ฟิลิปปินส์ อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน ฟินแลนด์ และที่ขาดไม่ได้ คือ อินโดนีเซีย และ ไทย จึงออกเดินทางโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่นี่ เพื่อร่วมกันเป็นประจักษ์พยานและบอกเล่าให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ที่นี่ยังมีการทำลายพื้นที่ป่าพรุ ที่อุดมสมบูรณ์ และสำคัญต่อระบบนิเวศมากแห่งหนึ่งของโลกอยู่ โดยธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผิดกฏหมาย ซึ่งมีทั้งบริษัทผลิตกระดาษและบริษัทปาล์มน้ำมัน

วันนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นสภาพโดยทั่วไปภายในค่าย เริ่มต้นจากหน้าตาของ Climate Defenders Camp (ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน) กันก่อน


ที่ตั้ง: ตัวค่าย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกัมปาร์ ในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ หมู่บ้านเล็ก ๆในจังหวัดรีอาล ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในค่าย
Big Common: คอยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน มีมุมกาแฟ ใช้สำหรับทานข้าว
ประชุมประจำวัน ร้องเพลง เล่นกีต้าร์ และยังเป็นที่นอนของบางคนในตอนกลางคืน
เอาเป็นว่าที่นี่เป็นที่รวมของกิจกรรมหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน


Small Common: สำหรับประชุมกลุ่มย่อย ตารางกิจกรรมประจำวัน ตู้ยาสามัญประจำบ้าน
ต้อนรับแขกกลุ่มเล็กๆ และเป็นที่นอนประจำของนุ่นกับอุ้มในตอนกลางคืน (มีขาจรมานอนบ้างเป็นครั้งคราว)


Kitchen: เปรียบเหมือนโกดังเก็บอาหาร สำหรับ ๘o ชีวิต (เมื่อค่ายเต็ม)
สามารถเข้า-ออกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีแม่ครัวชาวอินโดนีเซีย เป็นแม่ครัวใหญ่ที่นี่


Bedroom: ห้องนอนแบ่งเป็นห้องผู้หญิง ๑ ห้อง ห้องของทีมเรือ
ส่วนผู้ชายมีเต้นท์ใหญ่ ๔ เต้นท์ ห้องนอนใหญ่ ๑ ห้อง
ช่วงที่ค่ายเต็มบางส่วนต่องไปนอนที่หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ


Toilet: เป็นเรื่องที่ลำบากใจที่สุด ในช่วงแรก หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องกลิ่น
เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ใช้หน้ากากปิดปากปิดจมูก ความรู้สึกคงไม่ต้องบรรยาย ภาพมันฟ้องอยู่แล้ว
รุ่นนี้การใช้งานไม่ยุ่งยากแค่เปิดฝาก็พร้อมใช้ทันที!!


Shower Room: ห้องอาบน้ำมี ๔ ห้อง ขนาดพอดีตัว ไม่มีประตู
ถ้าวันไหนคนเยอะน้ำหมดก็เปลี่ยนไปอาบน้ำในแม่น้ำ
(แต่ปกติทุก ๆ วันคนกว่าครึ่งก็ต้องอาบน้ำในแม่น้ำอยู่แล้ว อันนี้เกื่ยวข้องกับการบริหารค่าย)


Warehouse: ห้องเก็บอุปกรณ์ ผู้ถือกุญแจคือโรดา และโตจัด


Boat Team Room: ห้องนี้เป็นห้องนอนของทีมเรือ เป็นทั้งห้องเก็บ
ของและห้องนอนในตัว เพราะต้องสแตนบายเรือทั้งกลางวันกลางคืน เลยต้องมีห้องส่วนตัว


Water Supply System: ระบบประปาในค่าย โดยสูบน้ำจากแม่น้ำ
แล้วใช้คลอรีนฆ่าเชื้อ


Garbage Bins: เราพยายามแยกประเภทขยะ แต่ไม่ค่อยจะเป็นผล
ไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการจัดการในค่ายกันแน่


Power Supply System: มีแหล่งกำเนิดพลังงานจากสองส่วน
ส่วนแรกจากพลังแสงอาทิตย์ ส่วนที่สองคือใช้เครื่องปั่นไฟ (ถ้าช่วงไหนไม่มีแดด)


Radio Room: ห้องสำหรับการสื่อสาร ทุกรูปแบบ อินเตอร์เน็ต (ระบบดาวเทียม)
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ดาวเทียม GPS และควบคุมการจ่ายไฟของค่าย
โดยระบบไฟจะเริ่มทำงานตอน ๑oโมงเช้า และปิดตอน ๔ ทุ่ม


ระบบการเดินทางหลัก: ใช้เรือ มีเรือยางของกรีนพีช ๒
และเรือท้องถิ่น (ปอมปองและสปีทโบ๊ท)



ตู้ยา: ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเสริมและวิตามิน และที่ขาดไม่ได้คือยามาลาเรีย
(Klorokuin Fosfat) ซึ่งทุกคนต้องกินเมื่อเดินทางมาถึงค่าย
และต้องกินต่อเนื่องไปทุก ๆ ๗ วัน โดยสุรีย์ พยาบาลประจำค่าย จะเขียนโน๊ต
บอกว่าแต่ละคนกินยาวันแรกเมื่อไหร่ (กลับไปแล้วยังต้องกินต่ออีก ๑ เดือน)


Information: กระดานข่าว จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ

หมดไปอีกวัน............ ขอให้หลับฝันดี

นุ่น


>>อ่านข่าวการปฏิบัติการ "อินโดนีเซียเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสภาพภูมิอากาศ"

>>ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมต้องมีค่ายผู้พิทักษ์ป่า กู้วิกฤตโลกร้อน ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/climatedefenders

mercredi 11 novembre 2009

เดินทางขาที่ 2 แสนเหนื่อย สู่ป่าทึบ

๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒
โรงแรมฟอร์มูล่า วัน
จาการ์ตา อินโดนีเซีย

วันนี้เริ่มมื้อเช้าด้วยอาหารอินโดนีเซีย เทมเป้ ไข่เผ็ด กับอาหารที่ไม่รู้จักอีกหลายอย่าง หลังอาหารเช้ากลับมาเช็คเอ้าท์ ที่โรงแรม นัดแท็กซี่ (Golden Bird) มารับตอน ๙ โมงครึ่งเพื่อไปส่งที่สนามบิน จริงๆ แล้วคนที่นี่แนะนำให้นั่ง Blue Bird แต่พวกเรามากันหลายคนและสัมภาระเยอะ เลยนั่ง Golden Bird ได้ถูกกว่า วันนี้ต้องเดินทางต่อไปเปกันบารู ซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนต้องไปแวะก่อนเดินทางไปที่ค่าย เพื่อฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ กู้วิกฤตโลกร้อน และสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ ว่ากันว่าการเดินทางจริงๆ เริ่มต้นที่นี่

๓o นาทีต่อมา พวกเรามายืนอยู่ที่สนามบิน ซูกราโน ฮัตต้า อีกครั้ง (ไม่ถึง ๒๔ ชม.) วันนี้เราเดินทางโดยสายการบินการูดา สายการบินประจำประเทศอินโดนีเซีย เที่ยวบิน GA ๑๔๕ ออกเดินทางเวลา ๑๒.๓o น. เรามาถึงค่อนข้างเร็วเลยมีเวลาเดินเล่นและหาอะไรกินนิดหน่อยก่อนขึ้นเครื่อง อีกอย่างวันนี้เรามีเพื่อนร่วมทีมซึ่งเป็นอาสาสมัครจากอินโดนีเซีย ประมาณ ๑๔ คน จะขึ้นเครื่องไปพร้อมกันด้วย

ที่สนามบินพี่แป๋งได้เจอดาราในดวงใจ เลยขอถ่ายรูปคู่ซะหน่อย พี่ท๊อปเองก็ไม่ขอน้อยหน้า

บนเครื่องบินเจอคุณป้าชาวอินโดนีเซีย กลัวเครื่องบินตกมาก กังวลตลอดเวลาเลย จนไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ก็พยามปลอบแล้วคุณป้าแกไม่มีที่ท่าว่าจะคลายความกังวลลง สุดท้ายเลยคุยกันตลอดเวลา ๑ ชั่วโมงครึ่ง แน่นอนเรื่องที่คุยต้องเป็นเรื่องเมืองไทย ( ถือโอกาสเผยแพร่วัฒนธรรมซะเลย ) รูปนี้ถ่ายตอนขึ้นเครื่องบิน

ถึงสนามบิน Sultan Syarif Khasim II ที่เปกันบารู มีคนมารอรับ เราเดินทางกันต่อไปที่บ้าน คนขับรถบอก ๑o นาที (คล้าย ๆ กับ ๑ กิโลแม้ว) จริงๆ ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ถึงบ้านที่เปกันบารู ที่นี่มีโจอัง Action Coordinator จากอินโดนีเซีย เป็นคนดูแลทำหน้าที่ชี้แจงวัตถุประสงค์การเดินทางในครั้งนี้ โดยมีริสกากับเทสซา คอยเป็นล่ามแปลให้พวกเราฟัง


ประมาณ ๔ โมงเย็น ขบวนคาราวานของเราก็ออกเดินทางอีกครั้ง (Avanza ๓ คัน กะบะอีก ๑ คัน) มุ่งหน้าสู่ท่าเรือที่ Teluk Binjai ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ ๕ ชั่วโมง ที่นั่นเราต้องโทรหาโยย่น หัวหน้าทีมเรืออินโดนีเซีย ให้ส่งเรือมารับเรา ๒ ทุ่มเวลาในไทยเรากินข้าวที่ร้านขายอาหารปาดัง คล้ายๆ ร้านข้าวแกงบ้านเรา แต่ต่างกันที่จะเสริฟกับข้าวทุกอย่างที่มีในร้าน ประมาณ ๒o อย่าง แต่กฏมีอยู่ว่าชิมชามไหน ชามนั้นคิดเงิน (ทรมานใจมากกับการกินอาหารที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร) หลังท้องอิ่ม ก็มีข่าวร้ายว่ารถในขบวนเกิดยางระเบิด ต้องรอเปลี่ยนยาง คาดว่าคืนนี้เราจะถึง Teluk Binjai ประมาณ ๕ ทุ่ม (ข่าวร้ายจริง ๆ) ที่สำคัญเส้นทางหลังจากนี้ มันโหดจริง ๆ ใครเคยไปแม่ฮ่องสอนลองจินตนาการดู เส้นทางเหมือนกันแต่เป็นถนนดิน บางช่วงถนนกำลังสร้าง ไม่มีไฟ สองข้างทางมืดมาก ๆ แล้วคิดดูชีวิตของพวกเราฝากไว้ในรถ Avanza คันเล็กๆ (ปกติถนนแบบนี้น่าจะใช้โฟวิลล์ มากกว่า ) พยามนอนมาตลอดทาง รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงท่าเรือแล้ว จากนั้นเรารอเรือที่จะมารับอีก ๔๕ นาที ได้ข่าวว่าเป็นสปีดโบ๊ท และแล้วก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง เพราะเรือที่มารับกลายเป็นเรือปอมปอง (Pompong) ความเร็วประมาณ ๑o กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต้องแบ่งเป็นสองทีม ทีมแรกพักที่ Teluk Maranti ใช้เวลาเดินทาง ๔๕ นาที ส่วนอีกทีมเข้าไปที่ค่าย ซึ่งห่างกันประมาณ ๕ นาที ตอนนี้เวลาประมาณตี ๑ ง่วงนอนมาก แต่ปัญหามีอยู่ว่ากระเป๋าทั้งหมดของเราถูกส่งไปที่ค่าย เมื่อต้องรอกระเป๋า เจ้าของบ้านใจดีเลยตื่นขึ้นมาต้อนรับเราด้วยข้าวโพดต้ม ซึ่งก็ไม่มีใครกิน ตี ๒ หลังจากได้กระเป๋าพวกเราเข้านอนทันที โดยไม่มีใครอยากอาบน้ำ

วันนี้พวกเราเดินทางไกลกันจริง ๆ
นุ่น