Affichage des articles dont le libellé est climate change. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est climate change. Afficher tous les articles
mardi 15 juin 2010
Khao Yai
Entering the region of Nakhon Ratchasima, Thailand an immediate damper is set over Thanarat Road, the four lane highway that leads to Thailand’s oldest and most cherished national park and the World Heritage site of Khao Yai. A route once inhabited by brilliant fresh greens now lies with a ten kilometer boarder of broken rock, red dirt and roots ripped from the ground, contributing to a “natural” scenic route.
Sopon Sarum, Thailand’s Minister of Transportation demanded road expansion to lessen traffic jams, and create more fluid means of travel through Khao Yai. However, cars on Thanarat Road can be counted on two hands, making reason to double the size of the route, merely seem like a monetary outsource. The ministry of transportation claims that road expansion will raise town development; however, real consequences include rising land costs, with decreasing property area. People of Khao Yai do not hold favor in the expansion, and only became aware of construction once it had begun, giving them no chance, nor choice to voice their opinion. For this, Greenpeace created a mission and responsibility to represent public voice, in discovering means of how this forest destruction, and rising climate change can be halted.
Over the next three days Greenpeace held hands with local environmental NGO's (later formed a coalition called "People's Alliance for Conservation of Khao Yai- the World's Heritage")
Efforts advanced to success with the message from Prime Minister Abhisit Vejjajiva that the project will be suspended until further investigation of environmental impact. Now the people await a confirmed response to the future of Thanarat Road, while Greenpeace staff hopes authorities continue to consider social and environmental impacts before embarking on potential projects.
samedi 5 juin 2010
เขาใหญ่.....เราเล็ก
Share Share
การขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาอาจเป็นความตั้งใจแอบแฝงของปัญหาการพัฒนารูปแบบเดิมๆ ของนักการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ ความตั้งใจอย่างเต็มที่ของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจในกระเป๋าของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอนุมัติโครงการฯ แต่คนเหล่านั้นกลับพยายามปกปิดความจริงดังกล่าวไว้
ความรีบร้อนในการขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรในช่วงแรกของโครงการ กลายเป็นเผือกร้อนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนในพื้นที่และคนรักเขาใหญ่แทบนั่งไม่ติด ประจักษ์พยานในพื้นที่เกิดเหตุบอกว่าโครงการนี้เริ่มลงมือขุดเจาะ ตัดต้นไม้ใหญ่ออกและไถกลบจนเป็นถนนลูกรังอย่างที่เห็นตั้งแต่เดือนที่แล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำของรถแมคโครและการย้ายต้นไม้ใหญ่บางส่วนออกนอกพื้นที่ตามคำสั่งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ลักลอบปฏิบัติการในช่วงที่คนไทยมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปักหลักในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาไม่รู้จะไปแจ้งหรือเรียกร้องต่อหน่วยงานใด
การอ้างความชอบธรรมของการขยายถนนสู่เขาใหญ่ กลับเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลเมื่อเกิดการเปิดฉากต่อต้านอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุกยื่นจดหมายเรียกร้องให้ยุติโครงการฯต่อรัฐมนตรีคมนาคมขณะลงสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายหลังจากท่านรัฐมนตรียืนยันดำเนินการต่อจนโครงการเสร็จสิ้นพร้อมปิดท้ายคำสัมภาษณ์ที่น่าสลดว่า “สิ่งที่เสียไปแล้ว ย่อมเอากลับคืนมาไม่ได้” โดยเชื่อมโยงกับความเป็นเด็กบ้านนอกของตัวเองที่เคยหากบหาเขียด แต่ตอนนี้กบเขียดมีน้อยลงและหาได้ยากขึ้น ท่านลืมนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกบเขียดที่มีผลมาจากการพัฒนา แต่กลับมีสายตากว้างไกลมองเห็นการพัฒนาที่จะทะลุทะลวงเขาใหญ่อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผลกระทบที่ตามมาคือสัญญาณบ่งบอกหายนะทางสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเหมือนกัน
บทเรียนราคากว่า 69 ล้านบาทของโครงการฯ ที่จะทำให้การต่อสู้ด้วยสองมือเปล่าและหนึ่งความคิดดีๆของคนทั้งในและนอกพื้นที่ด้วยสำนึกดีที่จะคืนความสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมาได้สำเร็จ จำเป็นต้องมองต่างมุมในบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ โครงการการขยายถนนสู่เขาใหญ่ขาดการบูรณาการในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานอย่างสิ้นเชิง งบประมาณหลายสิบล้านและความหายนะที่เกินกว่าค่าภาษีคือสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องตระหนักร่วมกันในเชิงผลกระทบและความซ้ำซากของวงจรการโยนความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นหลังจากใกล้สิ้นสุดโครงการแทบทุกกรณี ประการที่สองคือ การอ้างประชาพิจารณ์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่บกพร่องอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชาวบ้าน เจ้าของรีสอร์ทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเขาใหญ่บอกว่าพวกเขาไม่เคยได้รับจดหมายเชิญหรือเอกสารเพื่อเข้าร่วมกระบวนการบังหน้าของผู้มีส่วนได้เสียที่เรียกกันว่าการทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด แล้วรายชื่อของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานประชาพิจารณ์ที่ถูกแอบอ้างมาปรากฏในเอกสารประกอบโครงการได้อย่างไรภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ประการสุดท้ายคือ ตราบใดที่การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการมองจากความต้องการของคนใหญ่กว่าธรรมชาติ แน่นอนว่าการบุกรุกและเหยียบย่ำธรรมชาติย่อมไม่มีวันสิ้นสุด เขาใหญ่ในวันนี้จึงต้องการคนตัวเล็กที่มองเห็นอุทยานแห่งชาติ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
การขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาอาจเป็นความตั้งใจแอบแฝงของปัญหาการพัฒนารูปแบบเดิมๆ ของนักการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ ความตั้งใจอย่างเต็มที่ของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจในกระเป๋าของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอนุมัติโครงการฯ แต่คนเหล่านั้นกลับพยายามปกปิดความจริงดังกล่าวไว้
ความรีบร้อนในการขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรในช่วงแรกของโครงการ กลายเป็นเผือกร้อนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนในพื้นที่และคนรักเขาใหญ่แทบนั่งไม่ติด ประจักษ์พยานในพื้นที่เกิดเหตุบอกว่าโครงการนี้เริ่มลงมือขุดเจาะ ตัดต้นไม้ใหญ่ออกและไถกลบจนเป็นถนนลูกรังอย่างที่เห็นตั้งแต่เดือนที่แล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำของรถแมคโครและการย้ายต้นไม้ใหญ่บางส่วนออกนอกพื้นที่ตามคำสั่งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ลักลอบปฏิบัติการในช่วงที่คนไทยมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปักหลักในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาไม่รู้จะไปแจ้งหรือเรียกร้องต่อหน่วยงานใด
การอ้างความชอบธรรมของการขยายถนนสู่เขาใหญ่ กลับเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลเมื่อเกิดการเปิดฉากต่อต้านอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุกยื่นจดหมายเรียกร้องให้ยุติโครงการฯต่อรัฐมนตรีคมนาคมขณะลงสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายหลังจากท่านรัฐมนตรียืนยันดำเนินการต่อจนโครงการเสร็จสิ้นพร้อมปิดท้ายคำสัมภาษณ์ที่น่าสลดว่า “สิ่งที่เสียไปแล้ว ย่อมเอากลับคืนมาไม่ได้” โดยเชื่อมโยงกับความเป็นเด็กบ้านนอกของตัวเองที่เคยหากบหาเขียด แต่ตอนนี้กบเขียดมีน้อยลงและหาได้ยากขึ้น ท่านลืมนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกบเขียดที่มีผลมาจากการพัฒนา แต่กลับมีสายตากว้างไกลมองเห็นการพัฒนาที่จะทะลุทะลวงเขาใหญ่อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผลกระทบที่ตามมาคือสัญญาณบ่งบอกหายนะทางสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเหมือนกัน
บทเรียนราคากว่า 69 ล้านบาทของโครงการฯ ที่จะทำให้การต่อสู้ด้วยสองมือเปล่าและหนึ่งความคิดดีๆของคนทั้งในและนอกพื้นที่ด้วยสำนึกดีที่จะคืนความสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมาได้สำเร็จ จำเป็นต้องมองต่างมุมในบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ โครงการการขยายถนนสู่เขาใหญ่ขาดการบูรณาการในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานอย่างสิ้นเชิง งบประมาณหลายสิบล้านและความหายนะที่เกินกว่าค่าภาษีคือสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องตระหนักร่วมกันในเชิงผลกระทบและความซ้ำซากของวงจรการโยนความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นหลังจากใกล้สิ้นสุดโครงการแทบทุกกรณี ประการที่สองคือ การอ้างประชาพิจารณ์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่บกพร่องอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชาวบ้าน เจ้าของรีสอร์ทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเขาใหญ่บอกว่าพวกเขาไม่เคยได้รับจดหมายเชิญหรือเอกสารเพื่อเข้าร่วมกระบวนการบังหน้าของผู้มีส่วนได้เสียที่เรียกกันว่าการทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด แล้วรายชื่อของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานประชาพิจารณ์ที่ถูกแอบอ้างมาปรากฏในเอกสารประกอบโครงการได้อย่างไรภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ประการสุดท้ายคือ ตราบใดที่การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการมองจากความต้องการของคนใหญ่กว่าธรรมชาติ แน่นอนว่าการบุกรุกและเหยียบย่ำธรรมชาติย่อมไม่มีวันสิ้นสุด เขาใหญ่ในวันนี้จึงต้องการคนตัวเล็กที่มองเห็นอุทยานแห่งชาติ
เขาใหญ่ใหญ่กว่านักการเมืองและอย่าปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นใหญ่กว่าเขาใหญ่เด็ดขาด
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
jeudi 27 mai 2010
ตรวจบัญชีธนาคารนิวเคลียร์ : 10 อันดับธนาคารพาณิชย์ที่ให้เงินกู้แก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
เรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี าก “Nuclear Bank, No Thanks!” เอกสารรณรงค์เผยแพร่ของ Greenpeace International, Urgewald, Les Amis de la Terre, Antiatom Szene, WISE, Campagna per la Riforma della Banca Mondiale and BankTrack
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตไฟฟ้าที่สร้างปัญหา มีข้อขัดแย้งและเป็นอันตราย แต่ยังเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เป็นหลัก
ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักว่าธนาคารพาณิชย์ระดับโลกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ ธนาคารมักจะเปิดเผยแต่ตัวเลขการลงทุนประจำปีในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และปกปิดการให้เงินกู้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้เป็นความลับ การให้เงินกู้ส่วนมากจะเป็นแบบทางอ้อม ผ่านการกู้เงินของบริษัทหรือการออกพันธบัตร เป็นต้น ธนาคารต่าง ๆ จึงค่อนข้างประสบผลสำเร็จจากการปกปิดเรื่องราวการลงทุนเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของสาธารณชน
เพื่อทำให้เรื่องนี้ให้เป็นสาธารณะ กรีนพีซสากลและองค์กรสาธารณะจากเยอรมนี (Urgewald) ฝรั่งเศส (Les Amis de la Terre) ออสเตรีย (Antiatom Szene) เนเธอร์แลนด์ (WISE) และอิตาลี (Campagna per la Riforma della Banca Mondiale) ได้ร่วมกับองค์กร BANKTRACK ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ www.nuclearbanks.org ข้อค้นพบจากการศึกษาที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป
กลุ่มที่ทำงานวิจัยตอบโจทย์ให้กับเรามีชื่อว่า Profundo เป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระจากเนเธอร์แลนด์ งานวิจัยเน้นพิจารณาการให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2552 ด้วยเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ การทำงานจึงย้อนหลังกลับไปดูผู้รับเงินกู้ปลายทาง และเลือกสุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับตั้งแต่การทำเหมืองยูเรเนียม ไปจนถึงการประกอบแท่งเชื้อเพลิง การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ การดำเนินงานโรงไฟฟ้าและการจัดการกากนิวเคลียร์ จากทุกทวีปบนโลกนี้
ตารางแสดงประเภทและผลรวมของธุรกรรมทางเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
จากตาราง เราพบว่า การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์โดยตรงในโครงการนิวเคลียร์นั้นมีบทบาทน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลรวมของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ยกเว้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavoda 2 ในโรมาเนีย การให้เงินกู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น การทำเหมืองยูเรเนียมและการแปรรูป เป็นต้น
การสนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการลงทุนด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้
อาจมีข้อโต้แย้งว่า เป็นไปได้ยากที่ระบุความเชื่อมโยงระหว่างการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) กับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งได้โดยตรง แต่เราก็เชื่อว่า ธุรกรรมทางการเงินสองประเภทนี้เป็นช่องทางหลักที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้ระดมเม็ดเงินเพื่อลงทุนในโครงการของตน เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีภาระรับผิดชอบต่อบริการทางการเงินดังที่กล่าวมานี้
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของเงินกู้ของบรรษัทก็คือ หากการลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ล้มเหลวก็จะกระทบกับสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่ในกรณีของการออกพันธบัตรและการออกหุ้น ธนาคารพาณิชย์จะกันตัวเองออกจากความเสี่ยงทางการเงินได้ แทนที่ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินทุนของตนไปลงที่โครงการโดยตรง ธนาคารฯ จะเป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์หานักลงทุนที่พร้อมจะซื้อพันธบัตรหรือหุ้น การที่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้ ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์
ต่อเงินก้อนใหญ่ที่ระดมไปใช้ในการลงทุนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้วย
10 อันดับของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่สนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ฺBNP Paribas (ฝรั่งเศส)
Barclays (สหราชอาณาจักร)
Citi (สหรัฐอเมริกา)
Societe Generale (ฝรั่งเศส)
Royal Bank of Scotland (สหราชอาณาจักร)
Deutsche Bank (เยอรมนี)
HSBC (สหราชอาณาจักร/ฮ่องกง)
JP Morgan (สหรัฐอเมริกา) และ
Bank of China (จีน)
โดยจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระหว่างปี 2543 ถึง 2552 มีมูลค่าทั้งสิ้น 92 พันล้านยูโร
สถาบันทางเงินระหว่างประเทศที่มีนโยบายไม่ให้เงินกู้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)
ทำไมธนาคารพาณิชย์ไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท หรือ รู้จักกันดีในชื่อย่อ CSR เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เราพูดถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จากการทำเหมืองยูเรเนียม การสร้างเตาปฏิกรณ์ไปจนถึงการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย มีการทำภาพเหตการณ์จำลองคอมพิวเตอร์ในเบลเยี่ยมซึ่งระบุว่า หากมีอุบัติเหตุขั้นรุนแรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อคนนับล้านคน ทั้งทางด้านสุขภาวะและการอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่อันตราย พื้นที่ที่ต้องอพยพคนออกอาจมีขนาดเท่ากับเบลเยี่ยมทั้งประเทศ ส่วนประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกต่อไป
กรีนพีซได้ตีพิมพ์เผยแพร่ปฏิทิน 365 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์ และเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งไม่ควรร่วมสังฆกรรมกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ในประเทศไทย กรีนพีซได้จับตาและติดตามโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งวางการลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะเวลา 20 ปี (ปี 2553-2572) จากการประเมินของเรา รายงานความเหมาะสมของพื้นที่โครงการน่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงพลังงาน แต่ในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราดและขอนแก่น ฝ่ายที่ผลักดันโครงการ โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเดินหน้าโครงการขั้นต่อไป
ประเด็นที่กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานมาโดยตลอดคือ มีความคุ้มทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อเทียบกับทางเลือกของระบบพลังงานที่ยั่งยืนและกระจายศูนย์ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์" และนำเสนอประเด็นสำคัญนี้ให้กับผู้กำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เราต้องการเห็นระบบพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน ประชาชนมีส่วนร่วมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง มิใช่ความมั่นคงของผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
คุณจะมีส่วนร่วมกับกรีนพีซในการยุติยุคนิวเคลียร์ได้อย่างไร?
กรีนพีซและองค์กรแนวร่วมที่ได้ทำรายงานเปิดเผยบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Bank) มีข้อเรียกร้องต่อธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้
รายละเอียดเกี่ยวกับ Nuclear Bank เข้าไปที่ www.nuclearbanks.org
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตไฟฟ้าที่สร้างปัญหา มีข้อขัดแย้งและเป็นอันตราย แต่ยังเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เป็นหลัก
ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักว่าธนาคารพาณิชย์ระดับโลกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ ธนาคารมักจะเปิดเผยแต่ตัวเลขการลงทุนประจำปีในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และปกปิดการให้เงินกู้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้เป็นความลับ การให้เงินกู้ส่วนมากจะเป็นแบบทางอ้อม ผ่านการกู้เงินของบริษัทหรือการออกพันธบัตร เป็นต้น ธนาคารต่าง ๆ จึงค่อนข้างประสบผลสำเร็จจากการปกปิดเรื่องราวการลงทุนเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของสาธารณชน
เพื่อทำให้เรื่องนี้ให้เป็นสาธารณะ กรีนพีซสากลและองค์กรสาธารณะจากเยอรมนี (Urgewald) ฝรั่งเศส (Les Amis de la Terre) ออสเตรีย (Antiatom Szene) เนเธอร์แลนด์ (WISE) และอิตาลี (Campagna per la Riforma della Banca Mondiale) ได้ร่วมกับองค์กร BANKTRACK ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ www.nuclearbanks.org ข้อค้นพบจากการศึกษาที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป
กลุ่มที่ทำงานวิจัยตอบโจทย์ให้กับเรามีชื่อว่า Profundo เป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระจากเนเธอร์แลนด์ งานวิจัยเน้นพิจารณาการให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2552 ด้วยเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ การทำงานจึงย้อนหลังกลับไปดูผู้รับเงินกู้ปลายทาง และเลือกสุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับตั้งแต่การทำเหมืองยูเรเนียม ไปจนถึงการประกอบแท่งเชื้อเพลิง การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ การดำเนินงานโรงไฟฟ้าและการจัดการกากนิวเคลียร์ จากทุกทวีปบนโลกนี้
ตารางแสดงประเภทและผลรวมของธุรกรรมทางเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
| ประเภท | จำนวนธุรกรรมทางการเงิน | มูลค่าทางการเงิน (ล้านยูโร) |
| การออกพันธบัตร | 595 | 92,118 |
| เงินกู้ของบรรษัท | 134 | 66,281 |
| การออกหุ้น | 45 | 6,763 |
| ผู้ถือหุ้น | 29 | 435,000 |
| เงินกู้โครงการ | 15 | 2,189 |
| สินเชื่อหมุนเวียน | 6 | 1,278 |
| ตราสารหนี้ | 16 | 401,000 |
| อื่น ๆ | 27 | 3,004 |
| รวม | 867 | 176,492 |
จากตาราง เราพบว่า การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์โดยตรงในโครงการนิวเคลียร์นั้นมีบทบาทน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลรวมของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ยกเว้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavoda 2 ในโรมาเนีย การให้เงินกู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น การทำเหมืองยูเรเนียมและการแปรรูป เป็นต้น
การสนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการลงทุนด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้
อาจมีข้อโต้แย้งว่า เป็นไปได้ยากที่ระบุความเชื่อมโยงระหว่างการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) กับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งได้โดยตรง แต่เราก็เชื่อว่า ธุรกรรมทางการเงินสองประเภทนี้เป็นช่องทางหลักที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้ระดมเม็ดเงินเพื่อลงทุนในโครงการของตน เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีภาระรับผิดชอบต่อบริการทางการเงินดังที่กล่าวมานี้
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของเงินกู้ของบรรษัทก็คือ หากการลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ล้มเหลวก็จะกระทบกับสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่ในกรณีของการออกพันธบัตรและการออกหุ้น ธนาคารพาณิชย์จะกันตัวเองออกจากความเสี่ยงทางการเงินได้ แทนที่ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินทุนของตนไปลงที่โครงการโดยตรง ธนาคารฯ จะเป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์หานักลงทุนที่พร้อมจะซื้อพันธบัตรหรือหุ้น การที่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้ ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์
ต่อเงินก้อนใหญ่ที่ระดมไปใช้ในการลงทุนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้วย
10 อันดับของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่สนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ฺBNP Paribas (ฝรั่งเศส)
Barclays (สหราชอาณาจักร)
Citi (สหรัฐอเมริกา)
Societe Generale (ฝรั่งเศส)
Royal Bank of Scotland (สหราชอาณาจักร)
Deutsche Bank (เยอรมนี)
HSBC (สหราชอาณาจักร/ฮ่องกง)
JP Morgan (สหรัฐอเมริกา) และ
Bank of China (จีน)
โดยจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระหว่างปี 2543 ถึง 2552 มีมูลค่าทั้งสิ้น 92 พันล้านยูโร
สถาบันทางเงินระหว่างประเทศที่มีนโยบายไม่ให้เงินกู้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)
ทำไมธนาคารพาณิชย์ไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท หรือ รู้จักกันดีในชื่อย่อ CSR เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เราพูดถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จากการทำเหมืองยูเรเนียม การสร้างเตาปฏิกรณ์ไปจนถึงการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย มีการทำภาพเหตการณ์จำลองคอมพิวเตอร์ในเบลเยี่ยมซึ่งระบุว่า หากมีอุบัติเหตุขั้นรุนแรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อคนนับล้านคน ทั้งทางด้านสุขภาวะและการอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่อันตราย พื้นที่ที่ต้องอพยพคนออกอาจมีขนาดเท่ากับเบลเยี่ยมทั้งประเทศ ส่วนประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกต่อไป
กรีนพีซได้ตีพิมพ์เผยแพร่ปฏิทิน 365 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์ และเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งไม่ควรร่วมสังฆกรรมกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ในประเทศไทย กรีนพีซได้จับตาและติดตามโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งวางการลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะเวลา 20 ปี (ปี 2553-2572) จากการประเมินของเรา รายงานความเหมาะสมของพื้นที่โครงการน่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงพลังงาน แต่ในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราดและขอนแก่น ฝ่ายที่ผลักดันโครงการ โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเดินหน้าโครงการขั้นต่อไป
ประเด็นที่กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานมาโดยตลอดคือ มีความคุ้มทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อเทียบกับทางเลือกของระบบพลังงานที่ยั่งยืนและกระจายศูนย์ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์" และนำเสนอประเด็นสำคัญนี้ให้กับผู้กำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เราต้องการเห็นระบบพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน ประชาชนมีส่วนร่วมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง มิใช่ความมั่นคงของผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
คุณจะมีส่วนร่วมกับกรีนพีซในการยุติยุคนิวเคลียร์ได้อย่างไร?
กรีนพีซและองค์กรแนวร่วมที่ได้ทำรายงานเปิดเผยบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Bank) มีข้อเรียกร้องต่อธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้
- ยุติการให้เงินกู้กับโครงการนิวเคลียร์
- ควรมีนโยบายและข้อกำหนดเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการดำเนินธุรกรรมทางการเงินทั้งโดยตรงและ โดยอ้อมต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์
- ให้คำมั่นว่างบประมาณที่ใช้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์จะถูกแยกออกจากการปล่อยเงินกู้และ พันธบัตรที่มีให้กับบริษัทด้านพลังงาน
- เปลี่ยนการสนับสนุนทางการเงินไปที่โครงการพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน ที่ปลอดภัยและความยั่งยืน
รายละเอียดเกี่ยวกับ Nuclear Bank เข้าไปที่ www.nuclearbanks.org
lundi 24 mai 2010
กระดานคะแนนผู้นำบริษัทไอทีสุดเจ๋ง เผยความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคำพูดและการกระทำ ในเรื่องการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
การจัดอันดับด้านสภาพภูมิอากาศของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ฉบับใหม่ล่าสุดของเราเปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่กี่แห่งกำลังเป็นผู้นำอย่างไร พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิธีแก้ปัญหาทางไอที ในการช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ดูเหมือนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยใช้วิธีทางไอทีนั้น เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด
วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน
กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน
คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน
รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ
ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก
ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม
บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด
» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที
วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน
กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน
คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน
รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ
ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก
ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม
บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด
» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที
vendredi 21 mai 2010
เปิดตัวการเดินทางสำรวจ ‘อาร์กติกใต้แรงกดดัน’
เรือเอซเพอรันซาของเรากลับไปเยือนมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนนี้ เพื่อเสริมความสำคัญให้กับเรื่องความจำเป็นอันเร่งด่วนในการปกป้องหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์และเปราะบางมากที่สุดของโลก
เรือลำนี้นำนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำไปศึกษา ภาวะความเป็นกรดของทะเล ซึ่งจะเป็นผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่า แต่มีศักยภาพที่จะทำลายมหาสมุทรของเรามากเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ การเดินทางสำรวจครั้งนี้จะเปิดเผยและบันทึกภัยคุกคามที่ร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่ น้ำแข็งในทะเลที่กำลังละลาย การขยายตัวของอุตสาหกรรมประมงไปสู่ภูมิภาคนี้ ความพยายามให้ได้มาซึ่ง ‘สิทธิ’ ในการประมง เส้นทางขนส่งใหม่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ในอาร์กติก ซึ่งทำให้น้ำแข็งอาร์กติกละลายต่อเนื่อง ยิ่งเราเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ อาร์กติกก็จะละลายเร็วขึ้นเท่านั้น และโลกของเราก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะเร็วขึ้นเท่านั้น
มหาสมุทรอาร์กติกสมควรได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในฐานะเขตสงวนทางทะเล นอกจากนี้ เราเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เลิกใช้ถ่านหิน และจุดประกายการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องอาร์กติกที่มีชีวิตในธรรมชาติอันงดงามยิ่ง รวมถึงหมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแต่ละแห่งที่พวกเขาอนุมัติ และเราจะไปเดินทางที่อาร์กติกเป็นเวลา 3 เดือนข้างหน้า เพื่อแสดงสิ่งนั้นให้พวกเขาได้เห็น
» อ่านต่อ และลงมือทำ
เรือของเราออกเดินทางออกจากเยอรมนีแล้ว เรือเอสเพอรันซาจะไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก ณ หมู่เกาะสวาลบาร์ดในปลายเดือนนี้
เรือลำนี้นำนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำไปศึกษา ภาวะความเป็นกรดของทะเล ซึ่งจะเป็นผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่า แต่มีศักยภาพที่จะทำลายมหาสมุทรของเรามากเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ การเดินทางสำรวจครั้งนี้จะเปิดเผยและบันทึกภัยคุกคามที่ร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่ น้ำแข็งในทะเลที่กำลังละลาย การขยายตัวของอุตสาหกรรมประมงไปสู่ภูมิภาคนี้ ความพยายามให้ได้มาซึ่ง ‘สิทธิ’ ในการประมง เส้นทางขนส่งใหม่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ในอาร์กติก ซึ่งทำให้น้ำแข็งอาร์กติกละลายต่อเนื่อง ยิ่งเราเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ อาร์กติกก็จะละลายเร็วขึ้นเท่านั้น และโลกของเราก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะเร็วขึ้นเท่านั้น
มหาสมุทรอาร์กติกสมควรได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในฐานะเขตสงวนทางทะเล นอกจากนี้ เราเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เลิกใช้ถ่านหิน และจุดประกายการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องอาร์กติกที่มีชีวิตในธรรมชาติอันงดงามยิ่ง รวมถึงหมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแต่ละแห่งที่พวกเขาอนุมัติ และเราจะไปเดินทางที่อาร์กติกเป็นเวลา 3 เดือนข้างหน้า เพื่อแสดงสิ่งนั้นให้พวกเขาได้เห็น
» อ่านต่อ และลงมือทำ
mercredi 19 mai 2010
ภาวะทะเลเป็นกรด โดยสังเขป
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์คุกคามที่จะเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีของน้ำทะเล และเปลี่ยนแปลงชีวิตในมหาสมุทรของเรา ภายในชั่วชีวิตเดียวของมนุษย์
แอนนิเมชั่น โดย ลีโอเ เมอร์เรย์ เพื่อกรีนพีซ
ความสำเร็จอันหวานชื่นของงานรณรงค์คิทแคทที่ท่านเรียกร้อง และเนสท์เล่ตอบสนอง
เราใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านหลายแสนคน ได้สนับสนุนงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคท เป็นเวลา 2 เดือน ด้วยการส่งอีเมล์, โทรศัพท์ หรือเผยแพร่ข้อความรณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และสังคมออนไลน์อื่นๆ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เนสท์เล่ประกาศให้ลิงอุรังอุตัง รวมทั้งป่าฝนและป่าพรุของอินโดนีเซีย ได้พัก โดยให้คำมั่นว่าหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทำลายป่าฝน

ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน
เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส
การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์
แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น
แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท

โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน
พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต
การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ
เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า
ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา
ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:
แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค
แบ่งปันที่ทวิตเตอร์
ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?
ภาพจากงานรณรงค์

ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน
เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส
การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์
แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น
แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท

โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน
พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต
การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ
เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า
ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา
ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:
แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค
แบ่งปันที่ทวิตเตอร์
ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?
ภาพจากงานรณรงค์
vendredi 23 avril 2010
การระเบิดของภูเขาไฟ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การระเบิดของภูเขาไฟได้เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากระเบิดของภูเขาไฟ (ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ถือว่าน้อยมาก กล่าวคือ การระเบิดของภูเขาไฟปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศราว 110-250 ตันต่อปี ในขณะที่กิจกรรมของมนุษย์นั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า
การระเบิดของภูเขาไฟจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น หรือจะมีส่วนต่อความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากการระเบิดรุนแรงมากพอ ก็จะทำให้ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซที่เป็นกรดชนิดต่างๆ กระจายขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ และแผ่ปกคลุมโลกภายในไม่กี่สัปดาห์ และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็นเดือนหรือเป็นปี
ละอองเถ้าขนาดเล็กที่อยู่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์บางส่วนกลับออกสู่อวกาศแทนที่จะลงสู่พื้นผิวโลก ก๊าซที่เป็นกรดซัลเฟอร์เมื่อรวมตัวกับน้ำในชั้นบรรยากาศกลายเป็นละอองลอย (aerosols) ที่ดูดซับรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์และสะท้อนรังสีเหล่านั้นกลับออกสู่อวกาศ การสะท้อนของรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังพื้นผิวโลกนี้เป็นผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การระเบิดของภูเขาไฟที่รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลงชั่วคราวนั้นได้เกิดขึ้นในหลายๆ โอกาสด้วยกันในช่วง 600 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่รู้จักกันมากที่สุดและเกิดขึ้นในปี 2534 คือการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ในฟิลิปปินส์ ที่ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ราว 17 ล้านตัน และละอองเถ้าขนาดเล็ก ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูง 40 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก ภายใน 3 สัปดาห์ กลุ่มควันภูเขาไฟก็ได้แผ่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง 0.4 องศาเซลเซียส การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกดังกล่าวมีต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี
กลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ยังลอยขึ้นไปไม่ถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ นอกจากนี้ การระเบิดที่เกิดขึ้นมิได้ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล ดังนั้น อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ยกเว้นเสียแต่ว่า การระเบิดจะรุนแรงมากขึ้น หรือมีช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศอาจเกิดในวงที่กว้างขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การลดลงของอุณภูมิผิวโลกจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและไม่อาจชดเชยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นที่การกระทำของมนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์และการทำลายป่าไม้
อะไรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ต่อวันมากกว่ากัน อุตสาหกรรมการบินในยุโรป หรือ ภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์?
การระเบิดของภูเขาไฟจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น หรือจะมีส่วนต่อความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากการระเบิดรุนแรงมากพอ ก็จะทำให้ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซที่เป็นกรดชนิดต่างๆ กระจายขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ และแผ่ปกคลุมโลกภายในไม่กี่สัปดาห์ และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็นเดือนหรือเป็นปี
ละอองเถ้าขนาดเล็กที่อยู่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์บางส่วนกลับออกสู่อวกาศแทนที่จะลงสู่พื้นผิวโลก ก๊าซที่เป็นกรดซัลเฟอร์เมื่อรวมตัวกับน้ำในชั้นบรรยากาศกลายเป็นละอองลอย (aerosols) ที่ดูดซับรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์และสะท้อนรังสีเหล่านั้นกลับออกสู่อวกาศ การสะท้อนของรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังพื้นผิวโลกนี้เป็นผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง
การระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์
กลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ยังลอยขึ้นไปไม่ถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ นอกจากนี้ การระเบิดที่เกิดขึ้นมิได้ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล ดังนั้น อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ยกเว้นเสียแต่ว่า การระเบิดจะรุนแรงมากขึ้น หรือมีช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศอาจเกิดในวงที่กว้างขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การลดลงของอุณภูมิผิวโลกจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและไม่อาจชดเชยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นที่การกระทำของมนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์และการทำลายป่าไม้
ธารา บัวคำศรี
vendredi 2 avril 2010
โปสการ์ดจากภาคเหนือ
ภัยแล้งได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ชีวิตที่นั่นยังคงดำเนินต่อไป
เริ่มต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ภัยแล้งใน 36 จังหวัดทั่วประเทศไทย จากนั้นในช่วงสิ้นเดือน ตัวเลขของภัยแล้งได้เพิ่มขึ้นเป็น 53 จังหวัด โดยรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ว่าจะรุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน
ภาพที่เห็นจากหน้าต่างรถประจำทางตั้งแต่เชียงรายไปเชียงของ จนกระทั่งถึงเชียงแสน คือไร่นาอันแห้งแล้ง บ่อน้ำที่แห้งผาก ลำน้ำโขงที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ระดับน้ำในลำน้ำโขงนั้นดูแทบจะสูงไม่ถึงหนึ่งเมตร หรือมีระดับน้ำแค่ครึ่งเมตรในบางพื้นที่
ความแห้งแล้งยิ่งทำให้แสงแดดทุกวันนี้ดูร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความร้อนรวมตัวกันกับไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งของภูมิภาคนี้ บางครั้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติและส่วนมากเกิดด้วยความตั้งใจ ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เราจะได้กลิ่นเหม็นไหม้จากการเผาไร่ เผานา เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกควันและฝุ่นขี้เถ้า และภาพของตอไหม้และนาข้าวสีดำๆ กระจายอยู่ทั่วไป และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้จะถูกปกปิดด้วยภาพชีวิตของผู้คนที่ยังดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เสมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”
ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เราได้รู้จักกับเกษตรกรชื่อนายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี เขาเริ่มปลูกข้าวเมื่อเดือนมกราคมที่แล้ว หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมผ่านไปไม่นาน แต่ด้วยปัญหาระบบชลประทานที่จำกัดมาก ทำให้ทั้งเขาและภรรยาเริ่มกังวลกับการเก็บเกี่ยว นาของเขาดูแห้งแล้งจนเกือบจะแตกระแหง และต้นข้าวก็แทบจะอยู่ไม่รอด เขาคุ้นเคยกับความร้อนของฤดูแล้งเป็นอย่างดี แต่ปีนี้เขาบอกว่าเป็นฤดูร้อนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
“สองสามปีที่แล้ว ผมยังไปหาน้ำจากคลองใกล้ ๆ บ้านมาปลูกข้าวได้ แต่ว่าปีนี้น้ำในคลองแห้งมากและผมก็ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำของหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปอีก 500 เมตร ฝนที่ตกน้อยกว่าทุกปีก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก” นายสมชายกล่าว แต่เขาก็ยังโชคดีกว่าเพื่อนบ้านหลาย ๆ คนที่ต้นข้าวของพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดจากความร้อนได้
ชาวประมงในอำเภอเชียงของก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ปลาในแม่น้ำ ทำให้เกิดความกังวลว่าการจับปลาในปีนี้จะลดลงอย่างมาก ชุมชนโดยรอบต่างพากันแสดงความกังวลถึงความอยู่รอดของปลาบึก ซึ่งเป็นปลาประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเชียงของและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ถึงแม้ว่าทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนจะมีโครงการขยายพันธุ์ปลาบึก แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นปลาบึกในแม่น้ำเลย
ไม่เพียงแค่ปลาบึกเท่านั้น ปลาพันธุ์อื่นๆ ในลำน้ำโขงก็กำลังขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะไก ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในช่วงฤดูร้อน บริเวณริมแม่น้ำที่มีน้ำตื้นเขินและมีก้อนกรวด สาหร่ายไกหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลงและน้ำขุ่นมากขึ้น นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายประชาชนในท้องถิ่น อายุ 50 ปี เล่าให้เราฟังว่า ในอดีตนั้นเราสามารถทำนายหรือคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้จากการดูระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังรู้ว่าจะไปหาสาหร่ายไกได้ที่ไหน และเมื่อไหร่ “แต่ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ สาหร่ายไกหาได้ยากมาก เราคาดเดาอะไรไม่ได้อีกแล้ว”
ในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ทุกอย่างดูเหมือนจะยังดำเนินไปอย่างปกติ ตรงข้ามกับรายงานภัยแล้งอันรุนแรงของปีนี้ ชุมชนชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่บนภูเขาในเชียงของได้เริ่มเพาะปลูกตามขั้นบันไดในเช้าวันหนึ่งหลังจากมีฝนตกลงมาอย่างไม่คาดฝัน ชาวบ้านที่นี่พึ่งน้ำฝนมากกว่าน้ำจากระบบชลประทานแบบที่ใช้ในการเพาะปลูกในที่ราบ และยิ่งระดับน้ำในสันปันน้ำลดลงเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขา ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะยิ่งรุนแรงขึ้นสำหรับชาวบ้านในชุมชนนี้ ฝนทำให้ดินเกิดความชุ่มชื่น แต่ละครอบครัวจึงลงมือปลูกมันสำปะหลังตามไร่สวนข้างทาง ถึงแม้พืชหัวจะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชประเภทนี้ในช่วงที่มีภัยแล้งนั้นอาจทำให้กลายเป็นพืชมีพิษได้
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขงต่างก็ต้องพึ่งพาวัฏจักรของความแห้งแล้งและน้ำท่วมมาโดยตลอด แต่เมื่อภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและวัฏจักรก็ค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเนื่องจากการสร้างเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ความเสียหายอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ทันจะตั้งตัวรับนั้นอาจมีมากกว่าที่เราคิด
เริ่มต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ภัยแล้งใน 36 จังหวัดทั่วประเทศไทย จากนั้นในช่วงสิ้นเดือน ตัวเลขของภัยแล้งได้เพิ่มขึ้นเป็น 53 จังหวัด โดยรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ว่าจะรุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน
ภาพที่เห็นจากหน้าต่างรถประจำทางตั้งแต่เชียงรายไปเชียงของ จนกระทั่งถึงเชียงแสน คือไร่นาอันแห้งแล้ง บ่อน้ำที่แห้งผาก ลำน้ำโขงที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ระดับน้ำในลำน้ำโขงนั้นดูแทบจะสูงไม่ถึงหนึ่งเมตร หรือมีระดับน้ำแค่ครึ่งเมตรในบางพื้นที่
เชียงของ, เชียงราย, 18 มีนาคม 2553 – หญิงชราชาวม้งกำลังเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกบริเวณชายเขาในเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ความแห้งแล้งยิ่งทำให้แสงแดดทุกวันนี้ดูร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความร้อนรวมตัวกันกับไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งของภูมิภาคนี้ บางครั้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติและส่วนมากเกิดด้วยความตั้งใจ ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เราจะได้กลิ่นเหม็นไหม้จากการเผาไร่ เผานา เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกควันและฝุ่นขี้เถ้า และภาพของตอไหม้และนาข้าวสีดำๆ กระจายอยู่ทั่วไป และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้จะถูกปกปิดด้วยภาพชีวิตของผู้คนที่ยังดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เสมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”
ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2553 นายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี ชี้ให้ดูระดับน้ำที่ลดลงของบ่อเก็บน้ำที่อยู่กลางนาของเขาในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เราได้รู้จักกับเกษตรกรชื่อนายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี เขาเริ่มปลูกข้าวเมื่อเดือนมกราคมที่แล้ว หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมผ่านไปไม่นาน แต่ด้วยปัญหาระบบชลประทานที่จำกัดมาก ทำให้ทั้งเขาและภรรยาเริ่มกังวลกับการเก็บเกี่ยว นาของเขาดูแห้งแล้งจนเกือบจะแตกระแหง และต้นข้าวก็แทบจะอยู่ไม่รอด เขาคุ้นเคยกับความร้อนของฤดูแล้งเป็นอย่างดี แต่ปีนี้เขาบอกว่าเป็นฤดูร้อนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
“สองสามปีที่แล้ว ผมยังไปหาน้ำจากคลองใกล้ ๆ บ้านมาปลูกข้าวได้ แต่ว่าปีนี้น้ำในคลองแห้งมากและผมก็ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำของหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปอีก 500 เมตร ฝนที่ตกน้อยกว่าทุกปีก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก” นายสมชายกล่าว แต่เขาก็ยังโชคดีกว่าเพื่อนบ้านหลาย ๆ คนที่ต้นข้าวของพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดจากความร้อนได้
ชาวประมงในอำเภอเชียงของก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ปลาในแม่น้ำ ทำให้เกิดความกังวลว่าการจับปลาในปีนี้จะลดลงอย่างมาก ชุมชนโดยรอบต่างพากันแสดงความกังวลถึงความอยู่รอดของปลาบึก ซึ่งเป็นปลาประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเชียงของและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ถึงแม้ว่าทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนจะมีโครงการขยายพันธุ์ปลาบึก แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นปลาบึกในแม่น้ำเลย
9 มีนาคม 2553 – ชาวประมงกำลังจอดเรือเทียบตลิ่งทรายในลำน้ำโขง ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ไม่เพียงแค่ปลาบึกเท่านั้น ปลาพันธุ์อื่นๆ ในลำน้ำโขงก็กำลังขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะไก ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในช่วงฤดูร้อน บริเวณริมแม่น้ำที่มีน้ำตื้นเขินและมีก้อนกรวด สาหร่ายไกหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลงและน้ำขุ่นมากขึ้น นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายประชาชนในท้องถิ่น อายุ 50 ปี เล่าให้เราฟังว่า ในอดีตนั้นเราสามารถทำนายหรือคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้จากการดูระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังรู้ว่าจะไปหาสาหร่ายไกได้ที่ไหน และเมื่อไหร่ “แต่ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ สาหร่ายไกหาได้ยากมาก เราคาดเดาอะไรไม่ได้อีกแล้ว”
ในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ทุกอย่างดูเหมือนจะยังดำเนินไปอย่างปกติ ตรงข้ามกับรายงานภัยแล้งอันรุนแรงของปีนี้ ชุมชนชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่บนภูเขาในเชียงของได้เริ่มเพาะปลูกตามขั้นบันไดในเช้าวันหนึ่งหลังจากมีฝนตกลงมาอย่างไม่คาดฝัน ชาวบ้านที่นี่พึ่งน้ำฝนมากกว่าน้ำจากระบบชลประทานแบบที่ใช้ในการเพาะปลูกในที่ราบ และยิ่งระดับน้ำในสันปันน้ำลดลงเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขา ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะยิ่งรุนแรงขึ้นสำหรับชาวบ้านในชุมชนนี้ ฝนทำให้ดินเกิดความชุ่มชื่น แต่ละครอบครัวจึงลงมือปลูกมันสำปะหลังตามไร่สวนข้างทาง ถึงแม้พืชหัวจะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชประเภทนี้ในช่วงที่มีภัยแล้งนั้นอาจทำให้กลายเป็นพืชมีพิษได้
20 มีนาคม 2553 – ชาวม้งปลูกมันสำปะหลังตามไร่ริมถนนในเชียงของ จังหวัดเชียงราย
20 มีนาคม 2553 - หญิงสาวชาวม้งกำลังเตรียมก้านมันสำปะหลังสำหรับเพาะปลูกในไร่บริเวณข้างถนน ในเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขงต่างก็ต้องพึ่งพาวัฏจักรของความแห้งแล้งและน้ำท่วมมาโดยตลอด แต่เมื่อภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและวัฏจักรก็ค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเนื่องจากการสร้างเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ความเสียหายอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ทันจะตั้งตัวรับนั้นอาจมีมากกว่าที่เราคิด
เขียนโดย เลยา เกเรโร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพโดย ชัยเลนดรา ยัสวัน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพโดย ชัยเลนดรา ยัสวัน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
mardi 16 mars 2010
หน้าร้อน มาคลายร้อนให้โลกกัน
หน้าร้อนมาถึงแล้ว.....หากคุณกำลังวางแผนจะไปท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนและช่วงปิดเทอมนี้ล่ะก็ อย่าลืมคำแนะนำดีๆ จากกรีนพีซ ที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ลดความสนุกลงด้วยนะคะ
♥ น้องๆ อาจวางแผนเที่ยวใกล้ๆ บ้าน หรือจังหวัดที่ไม่ไกลนัก อาจจะไปชมพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ทะเล สวนสนุก ที่ยังไม่เคยไป เพื่อลดการใช้น้ำมันในการเดินทางไกลไปต่างประเทศ บางทีน้องๆ อาจค้นพบแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ไม่ไกลจากบ้านก็ได้นะ
♥ เดินทางโดยใช้เครื่องบินเมื่อจำเป็นจริงๆ เพราะการจราจรทางอากาศเป็นหนึ่งในตัวการหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอน สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน อาจเดินทางโดยรถไฟ หรือนั่งรถยนต์กันหลายๆ คนจะดีกว่า
♥ หากไปพักที่โรงแรม สิ่งที่ช่วยได้ คือ
- อาบน้ำอย่านาน และปิดน้ำในขณะที่แปรงฟัน
- เมื่อออกจากห้อง ช่วยกันปิดแอร์ เครื่องทำความร้อน ไฟ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
- ใช้ผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวซ้ำ แทนที่จะให้โรงแรมเปลี่ยนให้ทุกวัน โรงแรมหลายแห่งจะไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวให้ถ้าแขวนไว้อย่างเรียบร้อย หากไม่แน่ใจ ให้เขียนโน้ตสำหรับคนทำความสะอาด หรือแจ้งเคาน์เตอร์โรงแรม
- นำเครื่องอาบน้ำต่างๆ แทนที่จะใช้สิ่งที่โรงแรมจัดไว้ในหีบห่อ ถ้าใช้เครื่องอาบน้ำของโรงแรมไม่หมด นำกลับติดตัวไปใช้ในระหว่างวันเดินทางท่องเที่ยวที่เหลือได้
- แยกขยะ ถ้าโรงแรมไม่มีมาตรการรีไซเคิล อาจจะนำขวดเปล่าและวัสดุอื่นๆ กลับบ้านไปรีไซเคิล
- ให้ความเห็นกับโรงแรม โดยชื่นชมโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของโรงแรม ถ้าโรงแรมไม่มีโครงการเช่นนั้น อาจฝากข้อเสนอแนะในแบบฟอร์มของโรงแรมให้เปลี่ยนโรงแรมเป็นสีเขียวในอนาคต
♥ หากจะไปเยี่ยมญาติช่วงปิดเทอม อย่าลืมนำของฝากน่ารักๆ ติดไม้ติดมือไปด้วยนะคะ อย่างเช่นต้นไม้หรือดอกไม้ ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น แถมเพิ่มออกซิเจนให้กับโลกอีกต่างหาก
♥ หากพักผ่อนอยู่ที่บ้าน อาจทำงานอดิเรก เช่น ดูแลสวนหย่อม ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน ตกแต่งสวนใหม่โดยใช้รั้วที่โปร่ง เพื่อให้กระแสลมถ่ายเทความร้อนและความชื้นที่สะสมในบริเวณบ้านให้ออกไป
♥ เที่ยวจนเต็มที่แล้ว อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวสนุกๆในวันหยุดให้เพื่อนๆฟัง และบอกต่อวิธีลดโลกร้อนที่คุณทำในหน้าร้อนนี้ ที่ Facebook ของเรา หรือจะ tweet มาเล่ากันแบบสดๆ ก็ได้ค่ะ
mercredi 23 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen -- 10 I วิกฤตผู้นำ: ทั้งมิอาจ “บรรลุข้อตกลง” และ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” ได้
หัวค่ำวันศุกร์หนาวจัดมาก หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ “Climate Shame” ผมก็ออกจาก Oksnehallen Hall ในเขต Copenhagen’s Vesterbro ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งของ NGO, ภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กได้จัดไว้ให้ใหม่เพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปใน Bella Centre ที่นี่มีทีวีถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวต่างๆ จาก Bella Centre มาด้วย
ผมเดินจากจัตุรัสเมืองไปยังย่านถนนคนเดิน Konges Nytorv และมาหยุดที่ “สถานที่หนึ่งร้อยแห่งที่ควรจดจำก่อนมันจะสูญหายไป” เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดโดยองค์กร CO+Life และ Care เดนมาร์ก เป็นการแสดงภาพสถานที่หนึ่งร้อยแห่งบนโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปภายในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม
ด้านหลังของนิทรรศการกลางแจ้งนี้เป็นป้ายโฆษณาใหญ่บนตึกขององค์กร European Environmental Agency ซึ่งเขียนว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต!”(Bend the Trend!)
กราฟบนป้ายโฆษณาแสดงถึงการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนซึ่งเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เส้นกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ถึง 2593 และตรงช่วงกลางกราฟมีการทำเครื่องหมายและเขียนว่า “COP 15 วันนี้” แล้วก็มีลูกศรชี้ขึ้น แสดงถึงผลจาก “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งจะทำให้เราไปสู่หายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลูกศรชี้ลง ซึ่งแสดงถึง “ดำเนินการลดการปล่อยอย่างเข้มข้นร่วมกัน” ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่มากไปกว่าสององศา และเป็นระดับที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” และผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าผลจากการเจรจาในวันสุดท้ายจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผมนึกถึงอีเมล์ล่าสุดจากทีมการเมืองของ Greenpeace International ที่ว่า
“...การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนอยู่ในกำหนดการเป็นเวลาสองปีแล้ว ในขณะที่เหล่าผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยที่มารวมตัวกันที่นี่ด้วยความคิดและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซโดยเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
มันไม่เป็นธรรม ที่จะคาดหวังให้ประเทศยากจนแบกรับภาระที่ก่อขึ้นและไม่ได้รับความสนใจจากประเทศอุตสาหกรรม
มันไม่เข้มข้น หากประเทศที่ร่ำรวยจะปฏิเสธไม่ยอมลดการปล่อยตามที่วิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์เรียกร้อง
มันไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หากข้อตกลงที่ได้ประกอบไปด้วยความหวัง ความผัน และความปรารถนา แทนที่จะเป็นพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
เวลาเกือบจะหมดลงแล้ว วันนี้จะถูกจดจำว่าเป็นวันที่ประเทศที่ร่ำรวยสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในการจัดการกับมหันตภัยโลกร้อน หรือจะเป็นวันที่ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่กำหนดความตายของคนนับล้านล้านคน...”
ภาพถ่ายจากนิทรรศการที่ผมเห็นภาพหนึ่งคือ ตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ใช่แล้ว กรุงเทพฯ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกร้อย ๆ แห่งที่ควรค่าแก่การจดจำก่อนที่จะสูญหายไป!!! ภาพถ่ายนี้ชื่อว่า “the Sinking City of Angles” จริงๆ แล้วภาพถ่ายไม่ใช่กรุงเทพฯ หรอก น่าจะเป็น “สมุทรสาคร” หรือ “สมุทรสงคราม” จังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่า
ใต้ภาพถ่ายเขียนว่า
“กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของวัดหลายร้อยแห่ง มีคลองเล็กคลองน้อย มีของขายหาบเร่ตามถนนหนทาง ตึกสูงระฟ้านับพัน มีรถไฟฟ้าในเขตเมือง และมีสนามบินที่ทันสมัยมาก กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก...”
“...ตั้งอยู่บน “ที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่” แห่งหนึ่งของเอเชีย และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองเมตร กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับเมืองมีการทรุดตัวลงเนื่องจากดินที่อ่อนยวบ การพัฒนาเมืองอย่างหนักหน่วง และการสูบน้ำใต้ดินมาใช้อย่างมาก บางคนประมาณการว่าเมืองทั้งเมืองมีการทรุดตัวลงถึง 5 ซม. ต่อปี...”
“ด้วยสภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและจะก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง การรุกล้ำของน้ำเค็มก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำดื่ม...”
“หากไม่มีการดำเนินการอะไรเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ก็จะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้”
จบคำอธิบายความ
ผมรู้สึกขนลุกซู่ แล้วก็ถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ผมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ผลลัพธ์จากการเจรจาที่ Bella Centre น่าผิดหวังอย่างมาก ผมรู้สึกเศร้าในหัวใจ สิ่งที่จากโคเปนเฮเกนคือความรู้สึกโกรธ แน่นอน ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งประวัตศาสตร์ แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันคงไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” หรือ “บรรลุข้อตกลง” ได้ และผมก็รู้สึกเห็นด้วยกับประธานาธิบดีของมัลดีฟว์ที่พูดว่า “เราไม่สามารถต่อรองกับธรรมชาติได้หรอก” แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อเรามาถึงโค้งสุดท้ายของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤติโลกร้อนแล้ว มนุษย์เราก็ย่อมจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้
ผมปวารณาตัวเองว่าจะดำเนินชีวิตในเชิงบวกให้มากขึ้นเมื่อผมกลับไปประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้า Greenpeace คนหนึ่งที่หัวใจความเป็นนักกิจกรรมของผมยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่จะทำในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนนึงที่เป็นพ่อของลูกสองคนและในฐานะสามีด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นที่ที่ “การดำเนินการเรื่องโลกร้อน การแก้ปัญหา และความเป็นธรรมด้านโลกร้อน” เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
mardi 22 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen -- 9 I การโต้วาทีและคำแถลงการณ์
หิมะตกตลอดคืนวันพุธ ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดในโคเปนเฮเกน ผมอยู่บนรถเมล์กับคุณอัมฤทธิ์ นักข่าวจาก TPBS ซึ่งเดินทางมาถึงตอนวันเสาร์ มาทำข่าวแล้วส่งข่าวกลับประเทศไทย
ที่ Klima Forum และ Oksnehallen สถานที่แห่งใหม่ที่กลุ่มประชาสังคมและ NGO มาชุมนุมกัน มีคนมหาศาลในคืนวันพฤหัสฯ ประกอบกับอากาศหนาวเหน็บจัด ผมเลยตัดสินใจกลับที่พัก
ค่ำวันนี้ เป็นช่วงที่เหล่าผู้นำประเทศได้มาถึงพร้อมหน้ากันแล้ว(ยกเว้น ปธน.โอบามา) และจะไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ ที่ Christainsborg Slot
ผมดูข่าว COP 15 จากช่องทีวีเดนมาร์กในหอพักนักกีฬาใน Gladsaxe แล้วก็ตื่นเต้นที่เห็นข่าวด่วนทันเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ Greenpeace ปลอมตัวเป็นผู้นำประเทศเข้าไปในงาน gala dinner ปูพรมแดงหรู ของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์ก!!!! แล้วชูป้าย “Politicians talk, leaders act” (นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ)
มีการรายงานข่าวซ้ำหลายครั้งในช่องทีวีนี้ ได้ผลจริงๆ
แล้วผมก็ได้ดูการถ่ายทอดสด คำกล่าวของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กในงาน gala dinner นี้ “...เป็นความหวังของทุกคน เมื่อทุกท่านเดินทางออกจากโคเปนเฮเกนในวันพรุ่งนี้ เราก็น่าจะได้บรรลุข้อตกลงเชิงบวกที่ให้ค่ำมั่นสัญญาในการดำเนินการได้ ซึ่งจะเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประชุม COP 15 นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี”
นอกจากข่าวเรื่องกิจกรรมของผู้นำประเทศในช่วงพรมแดงหรูแล้ว ก็ยังมีการพูดคุยสดทางทีวีด้วยที่พิธีกรตั้งกระทู้ให้ผู้ที่มาร่วมอภิปรายตอบ ซึ่งรวมถึง Kavin Rudd นายกฯออสเตรเลีย คุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมอัฟริกาใต้ Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟว์ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa ประธานาธิบดีเม็กซิโก และตัวแทนจากกลุ่ม EU รวมทั้งผู้เข้าร่วมในห้องส่งด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Kumi Naidoo ผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International ซึ่งเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย
อีกคนหนึ่งที่พูดคือ Lumumba Stanislaus Di-Aiping หัวหน้านักเจรจาของ G 77 ซึ่งอ้างถึงจดหมายของ Nobel Laureate Archbishop Desmond Tutu ที่เขียนถึงผู้นำทุกคนว่า ไม่มีข้อตกลง ยังจะดีกว่าถ้าได้ข้อตกลงที่แย่ๆ “ตัวตั้งต้นของข้อตกลงนี้มันผิดเพี้ยนมาแล้ว” กล่าวปิดจบ
จากนั้น Mohamed Nasheed ก็รีบตอบว่า “ในกลุ่ม G 77 เอง เราต้องการข้อตกลงจากโคเปนเฮเกน แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นเลย เราต้องพยายามบรรลุข้อตกลงให้ได้ที่นี่ มีอุปสรรคและแรงต้านอย่างมากทีเดียว ซึ่งคร่ำครึและเป็นอุบายเก่าๆที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นมาแล้ว ตอนนี้เราประสบกับปัญหาใหม่ การเจรจาในครั้งนี้ไม่ได้สนใจหรือจริงจังกับผลที่จะเกิดขึ้นเลย”
พิธีกรเลยตั้งคำถามอีกว่า “น่าจะเป็นไปได้ที่จะพูดว่า จะไม่เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบที่โคเปนเฮเกนนี้ แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร” แล้วให้ Kavin Rudd ตอบ
ซึ่งน่าเกลียดมาก
“...มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง” Kavin Rudd ตอบ เมื่ออ้างถึงข้อเสนอจาก US และประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศยากจนในการจัดการและปรับตัวกับโลกร้อน “ไม่ว่าเราจะมีความคืบหน้าในการเจรจาขนาดไหน เราก็ต้องทำการบ้านอีกเยอะสำหรับการเจรจาในรอบต่อไปอยู่ดี ผมเชื่อว่า ภายใต้การเป็นประธานของ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa เราน่าจะบรรลุข้อตกลงได้”
พิธีกรเลยหันไปถามประธานาธิบดีเม็กซิโก “ท่านคิดว่า อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ท่านจะจัดการประชุมแบบนี้ที่เม็กซิโกมั้ยครับ”
Calderon ตอบว่า “ผมหวังว่า มันจะต้องแตกต่างไปจากที่จัดขึ้นที่นี่”
พิธีกรยังคงถามต่อ “เหล่าผู้นำที่อยู่ในโคเปนเฮเกนขณะนี้ ควรจะพยายามให้ได้ข้อตกลงที่นี่ หรือควรจะรอให้ได้ที่เม็กซิโกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า”
“เราต้องพยายามอย่างหนักในอีกวันหรือสองวันข้างหน้านี้ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่หลังจากโคเปนเฮเกนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ นี่เป็นโลกใบเดียวที่เรามีอยู่ และเรามีเวลาเหลือไม่มากนัก” Calderon กล่าว
แล้วพิธีกรก็หันมาถามคุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมของอัฟริกาใต้ “ตามความเห็นของกลุ่มอัฟริกัน คิดว่าเราควรสู้ให้ได้ข้อตกลงตอนนี้เลย หรือจะมาเจรจากันใหม่ที่เม็กซิโก”
“เราสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ที่นี่ที่โคเปนเฮเกน เพียงแต่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำในการแก้ไขและนำไปสู่ผลที่ต้องการเท่านั้น” Buyelwa เน้น
คำถามเดียวกันนี้ ถามไปยังผู้แทนจาก EU ซึ่งก็ตอบว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้เดี๋ยวนี้ และก็น่าจะทำให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า ตอนนี้ใน EU เอง เราก็มีความคืบหน้าไปมากในเรื่องข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่ได้ข้อตกลงที่นี่ตอนนี้ เราก็จะไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเงิน เราจะต้องเริ่มดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย มีเวลาเหลือไม่มากนัก”
คำตอบสุดท้ายโดย Mohamed Nasheed “เหล่าผู้นำของโลกมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดข้อตกลงขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกนนี้ ซึ่งน่าจะยังคงเกิดขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เราไม่สามารถคาดหวังถึงข้อตกลงในเม็กซิโก เพราะมันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”
ผมว่ามันเป็นการพูดคุยที่ไร้พลังจริงๆ ผมเห็นด้วยกับข้อความใน email ที่ส่งต่อๆกันว่า
“ประเทศอุตสาหกรรมได้ทำให้การเจรจาเรื่องโลกร้อนประสบกับความล้มเหลวจากการที่ไม่ยอมรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซอย่างเข้มข้นและไม่ยอมให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเพียงพอกับการดำเนินการลดและการปรับตัวกับประเทศกำลังพัฒนา
ความโกรธจากความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวได้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเลื่อนการประชุมออกไปหลายครั้ง และได้สร้างความแตกแยกในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคนในประเทศ และในหมู่ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งต้องการให้ประเทศอุตสาหกรรมดำเนินการลดแต่ก็กลับกลัวว่าตนเองจะถูกบังคับให้มีเป้าหมายต้องดำเนินการลดการปล่อยไปด้วย
เหล่าผู้นำของโลกที่มาถึงโคเปนเฮเกน โดยเฉพาะ Obama, Merkel, Sarkozy และ Brown จะต้องควบคุมสถานการณ์นี้ให้ได้ จะต้องทำให้เราบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากโลกร้อน”
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
บันทึกจาก Copenhagen -- 8 I พังลงอย่างไม่เป็นท่า
วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ทางกลุ่ม Climate Justice Action และ Climate Justice Now วางแผนที่จะเดินขบวนเข้าไปในเวที COP 15 เพื่อประกาศ “People’s Assembly” (สมัชชาประชาชน) แต่ไม่สามารถฝ่าด่านและกำแพงของตำรวจตัวโตของเดนมาร์กเข้าไปได้ สถานีรถไฟตรง Bella Centre ถูกปิดลง พร้อมมีรั้วกั้นอย่างแน่นหนาบริเวณรอบๆศูนย์ประชุม
ตัวแทยภาคประชาชนไทยก็ไปร่วมขบวนด้วยบริเวณ Sundby ใกล้ๆกับศูนย์ประชุม ผมกับคุณศรีสุวรรณ ควรขจร นักเคลื่อนไหวอาวุโสของไทย จะตามไปร่วมด้วยตรงด้านหน้า ระหว่างทางผมเจอกับ Emmy อดีตผู้อำนวยการบริหาร Greenpeace Southeast Asia มาประชุมในนามของคณะเจรจาของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากศูนย์ประชุม เพื่อเตรียมตัวบินกลับบ้าน Emmy อธิบายบรรยากาศด้วย 2 คำ คือ “สับสนอลหม่าน” และ “แย่มาก”
“พอขบวนเรามาถึง Bella Centre ตำรวจก็ประกาศออกโทรโข่งเป็นภาษาอังกฤษและภาษายุโรปอื่นๆด้วยที่เราไม่เข้าใจ แล้วตำรวจก็ตัดสินใจที่จะตัดตอนขบวน ทั้งๆที่เราส่งสัญญาณบอกแล้วว่าเราจะไม่บุกเข้าไปใน Bella Centre เลย แต่จะยืนชุมนุมอยู่ด้านนอกเท่านั้น” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ซึ่งร่วมในขบวนด้วย เล่าให้ฟัง
“แต่ตำรวจก็ยังฉีดสเปรย์พริกไทยใส่กลุ่มผู้เกิดขบวน แล้วก็ทุบตีผู้เดินขบวน” เพ็ญโฉมกล่าวต่อ
แต่เหตุการณ์ก็สงบลงตอนช่วงบ่ายต้นๆ เราพยายามโทรหากลุ่มคนไทยเพื่อดูว่าปลอดภัยหรือเปล่า แล้วก็ได้รับรู้ว่า เหล่านักเดินขบวนประมาณ 230 คนถูกจับไป
“คนไทยปลอดภัยหมด” คุณศรีสุวรรณบอก หลังจากทราบข่าวว่าคนไทยทั้งหมดเดินทางกลับที่พักชานเมืองโคเปนเฮเกนแล้ว
ในวันพฤหัสฯ กลุ่ม NGO และประชาสังคม ถูกจำกัดให้เข้าใน Bella Centre ไม่เกิน 1,000 คนเท่านั้น แล้วจะลดลงเหลือเพียง 90 คนในการประชุมวันสุดท้าย
เป็นเหตุให้กลุ่ม NGO 50 องค์กร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาฯ UNFCCC นาย Yvo de Boer และ ถึงประธาน COP 15 นาย Lars Lokke Rasmussen เพราะ Connie Hedegaard ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานไปแล้ว
ข้อความในจดหมายมีว่า “เรารับไม่ได้ที่มีการจำกัดกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมไม่ให้เข้าร่วมในเวทีการเจรจา และหวังว่าทางเลขาฯ UNFCCC จะตระหนักในเรื่องนี้และแก้ไขการทำงานในลักษณะที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยเช่นนี้ การเจรจาภายใต้กรอบ UNFCCC และ พิธีสารเกียวโต จะส่งผลอย่างมากและเพิ่มขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปในโลก การมีส่วนร่วมของคนเหล่านี้ในกระบวนการเจรจาจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจาก Copenhagen นั้นมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ” แล้วยังบอกเพิ่มว่า “การจำกัดจำนวนภาคประชาสังคมในการเข้าร่วมนี้ เป็นการบิดเบือนข้อกฎหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคสาธารณะในกระบวนการเจรจา หากเสียงของภาคประชาสังคมถูกจำกัดไว้เพียงชายขอบในตอนนี้ ก็จะต้องอยู่เพียงชายขอบต่อไปในอนาคตแน่ๆ”
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
lundi 21 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen -- 7 I Flopenhagen
“เราไม่ต้องการให้ Copenhagen ถูกจดจำว่าเป็น “Flopenhagen” (Flop = ล้มเหลว) แต่ให้จดจำว่าเป็น “Hopenhagen” (Hope = มีความหวัง)” เป็นคำกล่าวปิดของ Kumi Naidoo ในเวที side event วันแรกของ COP 15 เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก นาย Lars Lokke Rasmussen ให้เกิดข้อตกลงที่เป็นธรรม มุ่งมั่นและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย (Fair, Ambitious and Binding: FAB) ทุกหนแห่งใน Copenhagen ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟ ป้ายโฆษณา หรือในหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นโฆษณา “Hopenhagen” ซึ่งก็กลายเป็นลูกเล่นตลอดช่วง 2 สัปดาห์ของการประชุมเลยทีเดียว
หลังจากการเดินรณรงค์แสดงพลังในวันที่ 12 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือได้ว่าป็นการรวมพลังอย่างสันติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเดนมาร์ก แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้ว COP 15 และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องจะมีผลกระทบสูงสุดทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอย่างไรต่อคนในเดนมาร์ก
กลับมาที่คำว่า “Hopenhagen” อีกครั้ง คราวนี้ ป้ายโฆษณาตรงป้ายรถเมล์ซึ่งสนับสนุนโดย Coca Cola ก็มีคนเขียนตัวอักษร “S” เพิ่มไปข้างหน้า อ่านว่า “Shopenhagen”!!! (shop = จับจ่าย) ส่วนอีกป้ายหนึ่งสนับสนุนโดย Siemens มีลายมืออ่านว่า “Our climate, not your business!” (ภูมิอากาศของเรา ไม่ใช่ธุรกิจของคุณ!)
วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO ไทยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่โดยสารรถเมล์ในวันที่ประท้วง แล้วคนขับบ่นให้ฟังว่า แย่มากในวันนั้น เพราะพวกชอบก่อความวุ่นวายทั่วโลก มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ใน Copenhagen! เพื่อนไม่ได้ตอบอะไร แต่นึกในใจ ก็คนขับก็กำลังบ่นอยู่กับหนึ่งในคนจำนวนนั้นอยู่ด้วย!!
หลังจากที่ทาง UNFCCC จำกัดจำนวน NGO และภาคประชาสังคมที่จะเข้าไปใน Bella Centre คำว่า “Hopenhagen” ก็ดูจะกลายเป็น “Flopenhagen” ไปในบัดดล ผมก็เข้าไม่ได้ ต้องไปที่ Klima Forum ส่ง emails แล้วก็ปะทะสังสรรค์กับผู้คนที่มาร่วมกิจกรรม
ความคิดที่จะให้เกิดข้อตกลง Copenhagen (บนพื้นฐานของพิธีสารเกียวโต) แทนการมีพิธีสารเกียวโตต่อนั้น กลายเป็นอะไรที่ไม่เข้ารูปเข้ารอย จนนายกฯเดนมาร์กต้องตัดข้อเสนอดังกล่าวออกไปก่อนเริ่มการประชุม แม้แต่อดีตรองประธานาธิบดี Al Gore ก็ยังพูดว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากได้ หรือ ต้องการเลย “ที่ โคเปนเฮเกนนี้ เราต้องได้ข้อตกลงทางการเมือง โดยประเทศหลัก ๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จะต้องยอมรับและลงนามด้วย” Al Gore ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ก Politiken
ถ้าผู้นำประเทศเห็นว่าการได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายมันไกลเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกน Al Gore เองก็คงไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นๆที่มองหาช่องทางที่จะให้เกิดแรงต้านน้อยที่สุด มากกว่าที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้บอกและประชาชนคนทั้งโลกต้องการ คำพูดของ Al Gore ที่โคเปนเฮเกนนับว่าน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
หลังจากการเดินรณรงค์แสดงพลังในวันที่ 12 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือได้ว่าป็นการรวมพลังอย่างสันติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเดนมาร์ก แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้ว COP 15 และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องจะมีผลกระทบสูงสุดทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอย่างไรต่อคนในเดนมาร์ก
กลับมาที่คำว่า “Hopenhagen” อีกครั้ง คราวนี้ ป้ายโฆษณาตรงป้ายรถเมล์ซึ่งสนับสนุนโดย Coca Cola ก็มีคนเขียนตัวอักษร “S” เพิ่มไปข้างหน้า อ่านว่า “Shopenhagen”!!! (shop = จับจ่าย) ส่วนอีกป้ายหนึ่งสนับสนุนโดย Siemens มีลายมืออ่านว่า “Our climate, not your business!” (ภูมิอากาศของเรา ไม่ใช่ธุรกิจของคุณ!)
วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO ไทยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่โดยสารรถเมล์ในวันที่ประท้วง แล้วคนขับบ่นให้ฟังว่า แย่มากในวันนั้น เพราะพวกชอบก่อความวุ่นวายทั่วโลก มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ใน Copenhagen! เพื่อนไม่ได้ตอบอะไร แต่นึกในใจ ก็คนขับก็กำลังบ่นอยู่กับหนึ่งในคนจำนวนนั้นอยู่ด้วย!!
หลังจากที่ทาง UNFCCC จำกัดจำนวน NGO และภาคประชาสังคมที่จะเข้าไปใน Bella Centre คำว่า “Hopenhagen” ก็ดูจะกลายเป็น “Flopenhagen” ไปในบัดดล ผมก็เข้าไม่ได้ ต้องไปที่ Klima Forum ส่ง emails แล้วก็ปะทะสังสรรค์กับผู้คนที่มาร่วมกิจกรรม
ความคิดที่จะให้เกิดข้อตกลง Copenhagen (บนพื้นฐานของพิธีสารเกียวโต) แทนการมีพิธีสารเกียวโตต่อนั้น กลายเป็นอะไรที่ไม่เข้ารูปเข้ารอย จนนายกฯเดนมาร์กต้องตัดข้อเสนอดังกล่าวออกไปก่อนเริ่มการประชุม แม้แต่อดีตรองประธานาธิบดี Al Gore ก็ยังพูดว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากได้ หรือ ต้องการเลย “ที่ โคเปนเฮเกนนี้ เราต้องได้ข้อตกลงทางการเมือง โดยประเทศหลัก ๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จะต้องยอมรับและลงนามด้วย” Al Gore ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ก Politiken
ถ้าผู้นำประเทศเห็นว่าการได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายมันไกลเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกน Al Gore เองก็คงไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นๆที่มองหาช่องทางที่จะให้เกิดแรงต้านน้อยที่สุด มากกว่าที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้บอกและประชาชนคนทั้งโลกต้องการ คำพูดของ Al Gore ที่โคเปนเฮเกนนับว่าน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
บันทึกจาก Copenhagen -- 6 I ที่ Bella Centre ไร้ซึ่งประชาธิปไตย
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา” ผมตอบตกลง
แต่การเข้าร่วมในการปิดอ่าวของเราชาวไทยก็ถูกยกเลิกไป เนื่องจากประเมินดูแล้วว่าความเสี่ยงสูงและมีความเป็นไปได้ที่อาจจะถูกจับกุมตัวได้ และตัวแทนชุมชนเองก็ไม่คุ้นกับกิจกรรมในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ ประกอบกับในวันเดียวกัน คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาถึงแล้วก่อน ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวแทนชุมชนจึงคิดว่าน่าจะไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ
ก่อนที่จะเดินทางมาที่โคเปนเฮเกน ตัวแทนภาคประชาสังคมไทย ได้เข้าพบนายกฯอภิสิทธิ์ และได้ยื่นข้อเสนอแนะถึงท่าทีและจุดยืนของประเทศไทยต่อการประชุมโลกร้อนในครั้งนี้ พร้อมทั้งข้อกังวลถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะออกมาจากการเจรจาที่โคเปนเฮเกนที่อาจจะกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย โดยเฉพาะชุมชนที่ขณะนี้กำลังต่อสู้เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้านสิทธิและการใช้ประโยชน์ป่า สิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน อุตสาหกรรมการเกษตร แผนพลังงานแห่งชาติซึ่งเน้นการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น
และเราก็นัดเจอกันที่ Klima Forum ผมพบกับผู้นำชุมชน 7 คนจากภาคเหนือ ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และใต้ พร้อมกับ NGO ไทยอีก 5 คน เราทั้งหมดเดินทางพร้อมกันไปที่โรงแรมมาริออท ที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์พักอยู่ เราใช้พื้นที่ตรง Lobby ของโรงแรมเป็นที่พูดคุยกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลที่มีต่อจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกน
“เราคิดว่าข้อเสนอของเราคงจะไม่ได้รับการพิจารณาถึงแม้ว่าจะส่งไปถึงมือท่านนายกฯแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นการดีที่เราจะได้ย้ำข้อเสนอของเราอีกครั้งกับท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ และก็จะดียิ่งขึ้นอีกถ้าเราได้พบกับท่านนายกฯที่นี่ด้วย” เพื่อน NGO กล่าว
และก็เป็นที่ชัดเจนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ว่า ในประเด็นเรื่องการลดการปล่อยนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนคือ 1) “พันธกรณีทางกฎหมาย”สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเป็นพันธกรณีการลดการปล่อยตามระดับเศรษฐกิจสำหรับช่วงพันธกรณีที่สอง (พ.ศ. 2556-2560) และภายในปีพ.ศ. 2563 ให้ใช้หลักความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ และความสามารถของประเทศในการดำเนินการลดที่สามารถวัดได้ รายงานได้ และตรวจสอบได้ และ 2) การดำเนินการลดการปล่อยตามความเหมาะสมในระดับประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเป็นไปตามความสมัครใจ และอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน การถ่ายโอนเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศพัฒนาแล้ว
และที่ชัดเจนอีกประเด็นหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องการให้หลักการพื้นฐานในพิธีสารเกียวโตคงอยู่ต่อไป ซึ่งก็ยังมีคำถามที่สำคัญที่ทำให้การเจรจายังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้หลายประเด็นที่สำคัญด้วยเช่น การเสนอให้มีการนำเงินจากกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) มาใช้ในการสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) แม้แต่ในกลุ่ม G77 เอง ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ผมยังได้ยินอีกว่า ในทีมเจรจาของไทยเอง ก็มีผู้แทนบางคนมาจากภาคอุตสาหกรรม (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)) ซึ่งทางภาคประชาสังคมเองก็ได้เคยหยิบยกประเด็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมนี้หลายครั้งกับภาครัฐแล้วว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมจึงสามารถเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาของไทยได้ แล้วภาคประชาสังคมอยู่ที่ไหน คำตอบที่เราได้ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาเพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในการเจรจาเรื่องโลกร้อน
ผมว่ามันน่าขันสิ้นดี!!!
การเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับพหุภาคีทุกอย่าง ควรจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเพื่อกำไรของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ที่เวที COP 15 นี้ ผมได้เรียนรู้ถึงกระบวนการเจรจาว่าเป็นอย่างไร และเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่จะจับตาดูภาครัฐและเหล่านักการเมืองให้ดำเนินการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศ ข้อกังวลที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ต่อเรื่องการเจรจาเรื่องโลกร้อน ก็เห็นจะเป็นการทำหน้าที่เจรจาของทีมเจรจาไทยที่เป็นไปในลักษณะโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย
สัปดาห์ที่สองของการเจรจาเริ่มขึ้น ก็กลับปรากฏว่า ทั้ง NGOs และ INGOs จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใน Bella Centre ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกระบวนการทำงานของสหประชาชาติภายใต้ UNFCCC อันดับที่หนึ่งเลยทีเดียว
มีข่าวแพร่สะพัดใน Bella Centre หลังจากที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งนำโดยกลุ่มอัฟริกัน ถอนตัวและไม่ให้ความร่วมมือ “เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศเจ้าภาพซึ่งเป็นประธานชาวเดนมาร์กกำลังพยายามช่วยสนับสนุนความต้องการของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยไม่คำนึงถึงพันธกรณีที่แตกต่างกันของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ดำเนินไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นการดำเนินการจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่สมควรจะต้องเร่งและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการการเจรจาในนามของภาคีทุกประเทศ” ข่าว BBC รายงาน
และประกอบกับการประท้วงโดยประเทศตูวาลู ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศแถบแปซิฟิก ที่ยืนยันให้มีการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ไขทั้งอนุสัญญาฯและพิธีสารอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การเลื่อนกำหนดการประชุมเวทีใหญ่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และนี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของ UNFCCC อันดับที่สอง
ผมเดินผ่านตรงที่รัฐมนตรีสุวิทย์ กำลังยืนอยู่กับทีมงาน และก็ได้ทักทายที่ปรึกษารัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมได้ยินจากเพื่อน NGO ไทยว่าท่านรมว.ก็เดินออกนอกห้องประชุมเหมือนกัน เป็นการสนับสนุนจุดยืนของกลุ่มอัฟริกัน
และคงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมในการติดตามดูการเจรจาของทีมเจรจาไทยจากภายใน Bella Centre ผมน่าจะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (second badge) แน่ๆ แต่ก็ได้คุยกับ Yuyun เพื่อนจากอินโดนีเซียในทีมการเมืองของ Greenpeace เขายิ้มและพูดว่า “ผมดีใจมากที่จะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (ตีความได้ว่า ผมอยากจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน!!!)”
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
samedi 19 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen -- 5 I กลองแซมบ้า
ช่วงเที่ยงของวัน อุณหภูมิติดลบ 2 องศาเซลเซียส ผมรีบมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสรัฐสภา เพื่อร่วมขบวนด้วย จนประมาณบ่าย 2 ขบวนจึงเริ่มเดินมุ่งหน้าไปยัง Bella Centre ผมเข้าร่วมในกลุ่มอาสาสมัคร Greenpeace ร่วม 200 คน ที่ใส่เสื้อเขียวสดใสเขียนว่า “Act Now, Change the Future” หรือ ลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคต บางคนก็ชูป้ายข้อความอื่นๆ ตลอดทั้งขบวนก็มีการเต้นรำ ตีกลอง ส่งเสียงกันอึกทึกครึกโครม ผมก็ร่วมเต้น กระโดดขึ้น กระโดดลงไปกับบรรยากาศที่หนาวเหน็บด้วย
ผมเองเคยร่วมขบวนรณรงค์มาก็เยอะ กว่า 20 ปีแล้ว แต่ครั้งนี้นับเป็นขบวนรณรงค์โลกร้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วม มีองค์กรเข้าร่วมกว่าร้อยองค์กรทั้งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนา ศาสนา แรงงาน เยาวชน และกลุ่มการเมือง และที่ในโคเปนเฮเกนนี้กลุ่มที่เข้าร่วมที่สำคัญได้แก่ Greenpeace, Oxfam, 350.org, Avaaz, IndyAct, ActionAid, DanChurch Aid, WWF Denmark, Climate Justice Action เป็นต้น
บนเวทีก่อนที่ขบวนจะเริ่มเดิน มีเหล่านักพูดมาพูดด้วยถ้อยคำที่กินใจกับฝูงชน แล้วพอประมาณบ่ายสองโมงขบวนก็เคลื่อนออกจากจตุรัสรัฐสภามาจนถึงท่าเรือ Nyhavn ผมก็มองเห็นเรือ Arctic Sunrise ซึ่งจอดอยู่ที่โคเปนเฮเกนเรือจอดอยู่ตั้งแต่การประชุมเริ่มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เหล่าตัวแทนการเจรจาบรรลุข้อตกลงทางกฎหมายให้ได้ และมีป้ายใหญ่เขียนว่า “Politicians Talk, Leaders Act“ หรือ ”นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ”
ขบวนเคลื่อนมาเรื่อย จนถึงสี่โมงครึ่ง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว บางส่วนของขบวนก็มาถึงบริเวณ Sundby ซึ่งผมสามารถมองเห็นกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1 MW ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง Bella Centre
วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO คนไทยที่มาร่วมประชุมด้วย เล่าให้ฟังว่า เมื่อมองออกมาจาก Bella Centre เห็นฝูงชนจำนวนมหาศาลทีเดียวที่มาร่วมสร้างความหวังและความเป็นหนึ่งเดียว ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆก็ออกมาดูฝูงชนกันด้วยความทึ่งเหมือนกัน
กลุ่มภาคประชาสังคมไทยที่ไปร่วมการประชุมที่โคเปนเฮเกน ก็มาร่วมขบวนด้วย เล่าให้ฟังว่า ตรงด้านหน้าขบวนนั้นเคลื่อนกันเร็วมาก เหลือช่องว่างให้ตำรวจเข้ามาแทรกได้ ซึ่งตำรวจก็จับกุมตัวเหล่านักประท้วงไปได้หลายร้อยคนทีเดียวในวันนั้น
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
mardi 15 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen --3,4 I สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน
คนจำนวนมากยังคงยืนเข้าคิวรอการลงทะเบียนเพื่อเข้าไปใน Bella Center อยู่ ผมพบปะผู้คนทุกวันที่มีแนวคิด อุดมการณ์และวิสัยทัศน์ต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนและผลที่จะออกมาจากการประชุม COP 15 ที่คล้ายๆ กัน ผู้คนกว่า 25,000 คนจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเพื่อเป็นพยานในการประชุมในครั้งนี้ รวมทั้งผู้นำประเทศอีกกว่า 110 คนด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดขนาดไหน โดยเฉพาะตรงทางเข้า Bella Centre และที่ผมชอบก็เห็นจะเป็น ทีวีจอใหญ่มหึมาตรงทางเข้า ที่ฉายเรื่อง Climate Defender Camp ที่อินโดนีเซียด้วย
เมื่อผ่านเข้ามาใน Bella Centre แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจุดหนึ่งที่ผมอยากเข้าไปชมมากที่สุดก็คือ Climate Rescue Station (CRS) หรือ สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งกลุ่ม NGO ที่เป็นสมาชิกของ Global Campaign for Climate Action หรือ GCCA ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีกิจกรรมตลอดช่วงการประชุม ทั้งการแสดงภาพถ่าย การอภิปรายพูดคุย ฉายภาพยนตร์ แล้วยังมีกาแฟฟรีให้ดื่มกันทุกเช้าอีกด้วย

Climate Rescue Station (CRS) ก็มีประวัติอยู่เหมือนกัน โดยเริ่มในปี 2551 ที่เมืองพอซนาน ประเทศโปแลนด์ ในครั้งนั้น สถานีตั้งอยู่ตรงพื้นที่ขอบเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเพื่อรณรงค์และเปิดโปงต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน ตำแหน่งตรงขอบเหมืองก็เสมือนการใช้ถ่านหินเป็นตัวการหลักที่ผลักดันให้เราเข้าสู่ขอบหรือห้วงโค้งสุดท้ายของโลก เหล่านักกิจกรรมของ Greenpeace ได้ร่วมกับชุมชนและนายกเทศมนตรีในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติด้านพลังงานและเรียกร้องพลังงานสะอาดในเมืองพอซนานด้วย
และในช่วง COP 14 สถานีนี้ก็ย้ายไปที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน และเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการฉลองครบรอบ 25 ปี ของ Greenpeace สเปน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะและนิทรรศการมากมาย เพื่อให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากโลกร้อนต่อสเปน เป็นสถานที่จัด Concert การอภิปรายพูดคุยทางการเมือง และเป็นศูนย์เพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ เรื่องพลังงานหมุนเวียน
และการจัดที่เมือง Glastonbury ในประเทศอังกฤษ ช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีนิทรรศการและเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการรณรงค์ของ Greenpeace ประเทศอังกฤษที่กำลังต่อต้านการสร้าง runway ที่สามที่สนามบิน Heathrow และการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในอังกฤษ
และผมก็มีโอกาสได้เห็นผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International คุณ Kumi Naidoo คำพูดที่กินใจ และนิทรรษการภาพถ่ายที่น่าทึ่งด้วย
ผมยังได้แนะนำเพื่อนคนไทยที่มาร่วมประชุมที่นี่ ให้เข้ามาเยี่ยมชมสถานีนี้ นอกจากจะมีกาแฟฟรีให้ดื่มแล้ว ยังใช้เป็นที่หลบหลีกจากความวุ่นวายและการถกเถียงอันยาวนานของ COP15 อีกด้วย
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่ บันทึกวันที่ 3 และ บันทึกวันที่ 4
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
เมื่อผ่านเข้ามาใน Bella Centre แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจุดหนึ่งที่ผมอยากเข้าไปชมมากที่สุดก็คือ Climate Rescue Station (CRS) หรือ สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งกลุ่ม NGO ที่เป็นสมาชิกของ Global Campaign for Climate Action หรือ GCCA ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีกิจกรรมตลอดช่วงการประชุม ทั้งการแสดงภาพถ่าย การอภิปรายพูดคุย ฉายภาพยนตร์ แล้วยังมีกาแฟฟรีให้ดื่มกันทุกเช้าอีกด้วย
Climate Rescue Station (CRS) ก็มีประวัติอยู่เหมือนกัน โดยเริ่มในปี 2551 ที่เมืองพอซนาน ประเทศโปแลนด์ ในครั้งนั้น สถานีตั้งอยู่ตรงพื้นที่ขอบเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเพื่อรณรงค์และเปิดโปงต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน ตำแหน่งตรงขอบเหมืองก็เสมือนการใช้ถ่านหินเป็นตัวการหลักที่ผลักดันให้เราเข้าสู่ขอบหรือห้วงโค้งสุดท้ายของโลก เหล่านักกิจกรรมของ Greenpeace ได้ร่วมกับชุมชนและนายกเทศมนตรีในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติด้านพลังงานและเรียกร้องพลังงานสะอาดในเมืองพอซนานด้วย
และในช่วง COP 14 สถานีนี้ก็ย้ายไปที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน และเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการฉลองครบรอบ 25 ปี ของ Greenpeace สเปน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะและนิทรรศการมากมาย เพื่อให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากโลกร้อนต่อสเปน เป็นสถานที่จัด Concert การอภิปรายพูดคุยทางการเมือง และเป็นศูนย์เพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ เรื่องพลังงานหมุนเวียน
และการจัดที่เมือง Glastonbury ในประเทศอังกฤษ ช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีนิทรรศการและเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการรณรงค์ของ Greenpeace ประเทศอังกฤษที่กำลังต่อต้านการสร้าง runway ที่สามที่สนามบิน Heathrow และการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในอังกฤษ
และผมก็มีโอกาสได้เห็นผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International คุณ Kumi Naidoo คำพูดที่กินใจ และนิทรรษการภาพถ่ายที่น่าทึ่งด้วย
ผมยังได้แนะนำเพื่อนคนไทยที่มาร่วมประชุมที่นี่ ให้เข้ามาเยี่ยมชมสถานีนี้ นอกจากจะมีกาแฟฟรีให้ดื่มแล้ว ยังใช้เป็นที่หลบหลีกจากความวุ่นวายและการถกเถียงอันยาวนานของ COP15 อีกด้วย
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่ บันทึกวันที่ 3 และ บันทึกวันที่ 4
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
samedi 12 décembre 2009
บันทึกจาก Copenhagen - 2 เจราจากันต่อไปเถอะ เรือพร้อมแล้ว
เจรจากันต่อไปเถอะ … เรือพร้อมแล้ว

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ผมพลาด highlight ของงานวันแรก ตอนที่ คุณ Leah Wickham เยาวชนจากฟิจิเป็นตัวแทนคนนับล้านที่ร่วมลงชื่อกับ tcktcktck เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมทั้งผมยังพลาดพิธีเปิดที่มี Abigail Jabines ผู้แทนจาก International Solar Generation รวมถึง Yvo De Boer เลขาธิการระดับสูงของ UNFCCC และ Connie Hedegaard ประธานคนใหม่ของ COP 15 คุณ Wickham จบการพูดลงด้วยประโยคที่ทุกคนก็พูดถึงอย่างติดปากเลยว่า “the time for talking is over and now it’s time for action“ หรือ “เวลาแห่งการพูดคุยกันหมดลงแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องลงมือดำเนินการทันที”
เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “...ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…
เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด
ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station
และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก
การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552
ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “...ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…
เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด
ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station
และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก
การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552
ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
บันทึกจาก Copenhagen -- นับถอยหลังที่โคเปนเฮเกน
พอเครื่องบินลงเรียบร้อยที่สนามบิน Kastrup ของกรุงโคเปนเฮเกน มีโอกาสเข้าเว็บไซต์ของ Greenpeace แล้วก็พบว่านาฬิกานับถอยหลังสู่การประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน (Countdown to Copenhagen) นั้น เหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงพอดี ก่อนที่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของโลกจะเริ่มขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมหันตภัยจากโลกร้อน
สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนออกจากสนามบินคือ แผ่นป้าย Billboard โฆษณาที่มีผู้นำของโลกที่แก่แล้วพูดว่า “เราเสียใจมาก เราน่าจะได้ทำอะไรเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายจากมหันตภัยโลกร้อน … แต่เราก็ไม่ได้ทำ”
ผมก็ได้แต่หวังว่า เหล่าผู้นำของโลกที่อยู่ในป้ายโฆษณานี้ ไม่ว่าจะเป็น Lula ของบราซิล Tusk ของโปแลนด์ Brown ของอังกฤษ Merkel ของเยอรมนี Sarkozy ของฝรั่งเศส ~Zapatero ของสเปน Medvedev ของรัสเซีย Harper ของแคนาดา และ Rudd ของออสเตรเลีย จะมองเห็นและเข้าใจนัยยะของป้ายโฆษณาชิ้นนี้ของ Greenpeace ว่าเป็นการเตือนและเร่งให้สำนึกถึงความรับผิดชอบของผู้นำเหล่านี้ต่อคนรุ่นต่อไปและตัดสินใจในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อให้โลกเราได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสูง และมีผลบังคับทางกฎหมาย หรือที่เรียกว่า FAB (Fair, Ambitious and Binding) สำหรับการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้
คนนับหมื่นเดินทางมาร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า การประชุม COP 15 ซึ่งเป็นการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 โรงแรมและที่พักต่างๆเต็มหมด แม้กระทั้ง หอพักนักเรียน หรือห้องใต้ถุนก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นที่พักเพื่อต้อนรับคนนับหมื่นเหล่านี้ แล้วก็นับว่าโชคดีทีเดียว ผมได้ที่พักที่หอพักนักเรียนซึ่งผมต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คนจากองค์กร Friend of the Earth เยอรมนี
ในวันแรกที่ Bella Centre สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้ ผมต้องตะลึงกับคิวผู้เข้าร่วมประชุมที่ยาวเหยียดเป็นกิโล เพื่อรอลงทะเบียนท่ามกลางอากาศที่หนาวจับจิต มีทั้งเหล่านักเจรจา นักข่าว จาก 192 ประเทศทั่วโลก ยังไม่นับรวมกลุ่ม NGO และกลุ่มภาคประชาสังคมที่มาจากทั่วทุกหัวระแหงของโลกแต่คิวที่ยาวเหยียดนี้ ก็มีข้อดีอยู่ คือทำให้หลายกลุ่มสามารถเล่นแคมเปญต่างๆกับคนที่กำลังรอคิวอยู่ได้ ซึ่งก็รวมถึงซุ้มกาแฟของ Greenpeace ที่มีนักกิจกรรมมาคอยให้บริการการแฟร้อนๆ กับผู้ที่อยู่ในคิวพร้อมทั้งเรียกร้องข้อตกลงที่ FAB ด้วย อีกทั้งยังมีจอฉายขนาดใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Greenpeace และองค์กรสมาชิกของ tcktcktck ตั้งอยู่ใต้รถไฟลอยฟ้า (metro) ซึ่งก็ตรงกับทางเข้าที่ประชุมพอดีฉาย VDO Clips ต่างๆ ทั้ง climate defender camp ของป่าสุมาตรา บริเวณที่ราบ Kampar ของอินโดนีเซีย และผลกระทบจากโลกร้อนในแถบแปซิฟิก เป็นต้น
ตรงทางเข้าที่ประชุม กลุ่มต่างๆก็มีข้อเรียกร้องกันไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชายหญิงในชุดแดงๆ แต่งเป็นตัวแทนทวงหนี้ด้านโลกร้อน (climate debt agent) ยืนถือป้ายที่อ่านว่า “rich countries – pay your climate debt!” แปลไทยก็คือ “ประเทศร่ำรวยทั้งหลาย จงจ่ายหนี้โลกร้อนมาซะดีๆ! นอกจากนี้ ก็มีใบปลิวรณรงค์ให้มาทานมังสะวิรัติกัน จะช่วยโลกใบนี้ได้ “Be Veg, Go Green, Save the Planet” และยังมีชายหญิงแต่งตัวในชุดจิงโจ้พร้อมด้วยข้อความประณาม “ถ่านหินของออสเตรเลีย” ว่าเป็นอาชญากรของโลก และก็มีกาแฟฟรีไว้คอยให้บริการตรงทางเข้าด้วย
เดินทางไกลมาถึงโคเปนเฮเกน ถือเป็นครั้งแรกของผมที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดโลกร้อนครั้งนี้ ผมไม่สามารถเข้าลงทะเบียนในวันแรกได้ เพราะต้องรอให้ชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมจาก Global Campaign for Climate Action(GCCA),ก่อน แต่ผมก็รู้สึกตะลึงทีเดียวเมือมองเห็นศูนย์ประชุม Bella Centre จากชานชาลารถไฟ ที่มีกังหันลมตั้งอยู่ด้านหลัง ไกลออกไปสูดขอบฟ้า เห็นโรงไฟฟ้าที่กำลังปล่อยควันออกมา แล้วก็มีแคมป์ Climate Rescue Camp ของ Greenpeace ตั้งอยู่ด้านข้างของ Bella Centre ผมก็นึกหวังให้เราได้ข้อตกลงที่ FAB จริงๆ ไม่งั้น การประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ คงเป็นเพียงแค่ปาหี่หรือการแก้ปัญหาที่ถูกผลักดันโดยภาคอุตสาหกรรม และเป็นอีกหนึ่ง talk show ทางการเมืองเท่านั้นเอง
นาฬิกานับถอยหลังสู่โคเปนเฮเกนในเว็บไซต์ของ UNFCCC ตอนนี้ เป็นเลขศูนย์ทั้งหมด การเจรจาเริ่มขึ้นแล้วท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัวของกรุงโคเปนเฮเกน …
อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์
mercredi 2 décembre 2009
Heads of State, 2020: โฆษณาของกรีนพีซที่สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน
World leaders apologise for climate failure in Copenhagen airport ads
เราหวังว่าโฆษณาคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเหล่านี้จะไม่เป็นจริงในอนาคต!
โฆษณาเหล่านี้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆออกมามองย้อนหลังถึงสิ่งที่เขา 'ควรทำ' ในอดีต แต่ไม่ได้ทำ ซึ่งที่ควรทำที่ว่านี้คือการบรรลุตกลงเกี่ยวกับสภาวะภูิมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนนี้
ขณะที่ยังพอมีเวลาให้เหล่าผู้นำโลกกลับตัว-ไม่ต้องเสียใจในอนาคตกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต เีพียงแค่พวกเขาบรรลุข้อตกลงสูงสุดที่เป็นธรรมและมีพันธะผูกพันธ์ทางกฏหมาย ในการที่จะปกป้องสภาพภูิมิอากาศของโลกเราเท่านั้น
Barack Obama (US)
Angela Merkel (Germany)
Nicolas Sarkozy (France)
Gordon Brown (UK)
Luiz Inacio Lula da Silva (Brazil)
Donald Tusk (Poland)
Jose Luis Rodriguez Zapatero
Stephen Harper (Canada)
Share
เราหวังว่าโฆษณาคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเหล่านี้จะไม่เป็นจริงในอนาคต!
โฆษณาเหล่านี้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆออกมามองย้อนหลังถึงสิ่งที่เขา 'ควรทำ' ในอดีต แต่ไม่ได้ทำ ซึ่งที่ควรทำที่ว่านี้คือการบรรลุตกลงเกี่ยวกับสภาวะภูิมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนนี้
ขณะที่ยังพอมีเวลาให้เหล่าผู้นำโลกกลับตัว-ไม่ต้องเสียใจในอนาคตกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต เีพียงแค่พวกเขาบรรลุข้อตกลงสูงสุดที่เป็นธรรมและมีพันธะผูกพันธ์ทางกฏหมาย ในการที่จะปกป้องสภาพภูิมิอากาศของโลกเราเท่านั้น
Barack Obama (US)
Photo:Greenpeace/Åslund
Angela Merkel (Germany)
Photo:Greenpeace/Åslund
Nicolas Sarkozy (France)
Photo:Greenpeace/Åslund
Gordon Brown (UK)
Photo:Greenpeace/Åslund
Luiz Inacio Lula da Silva (Brazil)
Photo:Greenpeace/Åslund
Donald Tusk (Poland)
Photo:Greenpeace/Åslund
Jose Luis Rodriguez Zapatero
Photo:Greenpeace/Åslund
Stephen Harper (Canada)
Photo:Greenpeace/Åslund
Share
Inscription à :
Articles (Atom)







