Affichage des articles dont le libellé est ป่าพรุ. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est ป่าพรุ. Afficher tous les articles

mercredi 19 mai 2010

ความสำเร็จอันหวานชื่นของงานรณรงค์คิทแคทที่ท่านเรียกร้อง และเนสท์เล่ตอบสนอง

เราใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านหลายแสนคน ได้สนับสนุนงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคท เป็นเวลา 2 เดือน ด้วยการส่งอีเมล์, โทรศัพท์ หรือเผยแพร่ข้อความรณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และสังคมออนไลน์อื่นๆ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เนสท์เล่ประกาศให้ลิงอุรังอุตัง รวมทั้งป่าฝนและป่าพรุของอินโดนีเซีย ได้พัก โดยให้คำมั่นว่าหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทำลายป่าฝน


ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน

เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส

การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์

แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น

แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท


โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน

พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต

การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม  นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า

ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา

ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:

แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค

แบ่งปันที่ทวิตเตอร์

ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?


ภาพจากงานรณรงค์

dimanche 29 novembre 2009

นักกิจกรรมก้าวลงจากเครน แต่ข้อความของพวกเขายังดำรงอยู่ - หยุดทำลายป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

ข้อความที่นักกิจกรรม 4 คนส่งจากยอดรถเครนในอินโดนีเซียหลังยึดรถเครนถึง 27 ชั่วโมง นั้นชัดเจน นั่นคือ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา มันส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ใด และการหยุดการทำลายป่าเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและมีราคาถูกที่สุด ในการแตะเบรกความบ้าคลั่งที่กำลังพุ่งดิ่งตรงมาหาเรา"

จากยอดรถเครน 1 คัน และอีก 3 คันที่ถูกยึดจนถึงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เราสามารถมองเห็นผืนป่าและป่าพรุอินโดนีเซียที่ถูกทำลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และอ้างว้างทอดไปไกล ผืนป่าและป่าพรุนี้ถูกทำลายราบเรียบและเผาอย่างมีวิธีการ โดยบริษัทต่างๆ เช่น APP เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ปลูกต้นอาคาเซียและปาล์มน้ำมัน การทำเช่นนี้ทำให้ที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์อันใหญ่มโหฬารถูกปลดล็อก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่ระดับที่อันตรายมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะพยายามนำตัวนักกิจกรรมลงมา สิ่งที่พวกเขาทำ ได้แก่ การแกว่งเครน และการขมขู่อื่นๆ พวกเขา่ประจำที่คุมเข้มจนถึง 10 โมงเช้าของวันที่ 27 พ.ย. จากนั้นตำรวจได้กักตัวนักกิจกรรม และนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจเมืองเปกันบารูเพื่อสอบปากคำ กลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชาวเยอรมัน ดัช ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ได้แสดงให้ผู้นำโลกเห็นว่า การลงมือปฏิบัติในทันทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และจำเป็น และการเปิดโปงอาชญากรสภาพภูมิอากาศ เช่น ซีนาร์ มาส ซึ่งมี APP เป็นบริษัทในเครือ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะเกินควบคุม

ในเวลานี้ถึงเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามา และผู้นำประเทศที่พัฒนาแล้วคนอื่นๆ จะจัดหาเงิน และช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ในการปกป้องป่าของพวกเขา ในขณะเดียวกันประธานาธิบดียุดโฮโยโนควรเปลี่ยนพันธะสัญญาของเราเป็นการกระทำ โดยสั่งระงับการทำลายป่าในอินโดนีเซียในทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่เหลืออยู่จากปอดสีเขียวอันมีพลังมหาศาลจะไม่พ่ายแพ้ไปตลอดกาล

ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนที่เปิดตัวเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อน บนคาบสมุทรกัมปาร์ ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และกรีนพีซจะคงอยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซียต่อไป

vendredi 27 novembre 2009

เรามาผจญภัยกันในที่ห่างไกล ก็เพื่อบอกผู้นำโลกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ ปกป้องป่าทันที

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

เมื่อคืนมีทีมอาสาสมัครของอินโดนีเซียและช่างภาพ (ไม่ทราบจำนวน) ไปกางป้ายกันในป่า ตั้งใจกันว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายไปกันประมาณตี ๓ (สงสัยตื่นกันไม่ไหว) ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้เพราะต้องนั่งเรือจากค่ายไปท่าเรือที่ เตลุก บินใจ ๔๕ นาที นั่งรถต่อไปถึงทางเข้าป่า แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร พร้อมป้ายผืนใหญ่ ๒ ผืน ส่วนร๊อปจะตามไปตอนเช้ามืด

หน้าตาทีมงานตอนไปถึง

การเดินทางต่อจากนี้ แบนเนอร์จะถูกลำเลียงลงเรือสำปัน (เรือพายพื้นเมือง ขุดจากต้นไม้ทั้งต้น) ๒ ลำ พายเข้าไปตามคลอง จุดหมายปลายทางคือ ๔ กิโลเมตร จากนี้ จุดที่พื้นที่ป่าถูกทำลายมากที่สุดบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ส่วนทีมงานที่เหลือ เดินเท้าเข้าไปและเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อให้เรือผ่านไปได้โดยสะดวก



สภาพป่าพรุที่ถูกเผาทำลาย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

จุดตั้งค่ายที่พักชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายป้ายขนาดใหญ่มาก ด้วยกำลังคน





ป้ายที่มีภาพของนายกรัฐมนตรีแองเจอล่า เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และข้อความว่า
Climate Change Starts Here. Less Talk, More Money! 
(ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ พูดให้น้อย เงินให้มาก)
และ ป้ายที่มีภาพนายกรัฐมนตรีนิฌคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส และข้อความว่า
"จัดหาเงินหลายล้านยูโร ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ"
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งสองจัดหาเงินทุนเพื่อหยุดการทำลายป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน ณ
การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคมนี้


ส่วนที่ค่าย วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มไปทำงานที่เขื่อนเต็มวัน (เคลียร์พื้นที่ต่อ) จริง ๆพวกเราก็อยากไปร่วมกับทีมป้าย แต่งานสร้างเขื่อนมันค้ำคอ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน เพตเตอรี่นัดพวกเราออกเดินทางประมาณ ๗ โมงเช้า แต่สายตามเคยเพราะอาหารเช้า ๗ โมง เช้านี้เราหารองเท้าบูธที่เตรียมไว้ในห้องเก็บของไม่เจอ นึกได้ว่าอาจจะเป็นทีมกางแบนเนอร์ในป่าเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน เราเลยเสียเวลาเตรียมของอีกนิดหน่อย งานของพวกเราวันนี้คือ ขนไม้ที่อยู่บริเวณชายหาดเข้าไปที่เขื่อนให้ได้ สมาชิกวันนี้มี เพตเตอรี่ พี่ริว พี่ท๊อป พี่แป๋ง นุ่น ส่วนน้องอุ้มปวดท้อง (แบบผู้หญิง ผู้หญิง) บอกว่าประมาณ ๒ วัน น่าจะหาย เลยให้นอนอยู่ที่ค่าย มีสุรีย์ คอยดูแลให้กินยาสมุนไพร อะไรบางอย่าง คอยนวดเท้า ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง พวกเราเลยออกเดินทางกัน

เมื่อเรือปอมปองมาส่งเราที่หาด เจอกับพวกบานี่ (มีชาวบ้าน + อาสาสมัคร) ประมาณ ๕ คน ที่ไปสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งที่ ๒ บอกว่าเข้าไปเจอสัตว์ตัวนึงเหมือนจะโดนตัวอะไรกัด เลยช่วยออกมา

วันนี้น้ำลงเยอะต้องเดินไกลกว่าปกติ ทิม กับ โจฮาน อยู่ช่วยพวกเราด้วย พี่ท๊อปอาสาแบกไม้ที่จะต้องเอาไปสร้างที่พักชั่วคราว ส่วนวันนี้พี่ริวแต่งตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย (จริงๆ กลัวแดดเผา) และคนอื่นที่เหลือก็ช่วยกันขนของอื่นๆ ตามไป

เมื่อพร้อมเริ่มงาน เพตเตอรี่ก็สรุปว่างานของวันนี้ที่ต้องทำ คือ ขนไม้ที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ที่หาดเข้ามาให้ถึงบริเวณที่จะสร้างเขื่อน ตอนแรกก็บอกให้พวกเราช่วยกันแบก แล้วเดินเข้าไปที่เขื่อน แต่หลังจากทดลองกันพบว่าเป็นงานที่หนักมาก เพตเตอรี่บอกว่าคนไม่พอต้องไปตามคนมาช่วย (มองเห็นทีมเรือจอดเรืออยู่ไกลๆ) แต่พวกเรามีหรือจะยอมลำบากขนาดนั้น งานแบบนี้มันต้องใช้สมอง ไม่ใช่แค่แรงงาน

หลังจากวิเคราะห์กันแล้วพวกเราเลยตัดสินใจ ใช้เชือกที่ผูกมากับไม้ ผูกไม้ลากไปตามคลอง จนถึงเขื่อน ไกล เหนื่อย แต่ก็ดีกว่าแบกไป ส่วนเพตเตอรี่ได้คนมาช่วยอีก ๒ คน

เวลาและเรี่ยวแรงของเราทั้งหมดในวันนี้ ทุ่มเทไห้กับการลากไม้เดินลุยน้ำเข้าไปตามคลอง ส่วนการยกไม้ขึ้นฝั่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เริ่มสร้างเขื่อนวันแรก จะมีคนมาช่วยเยอะไว้ค่อยช่วยกันยกพรุ่งนี้แล้วกัน ห้าโมงเย็นถึงเวลาเลิกงาน พวกเราพาร่างกายที่เหนื่อยล้า เดินกลับมารอปอมปองที่ชายหาด

กลับมาถึงค่ายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน น้องอุ้มบอกช่วงบ่ายก็ดีขึ้นนิดหน่อยเลยออกมานั่งข้างนอก โรดาก็ให้ช่วยกวาด เรือน Big Common คนป่วยอยู่นะ ถึงแม้จะกลับกันมาเร็วแต่ก็ต้องรออาหารเย็นตอน ๑ ทุ่มครึ่ง วันนี้มีอาสาสมัครจากเยอรมัน ชื่อเลาร่า และช่างภาพ อีก ๒ คน มาที่ค่าย ประมาณ ๒ ทุ่ม ทีมกางป้ายในป่าก็กลับกันมา สกปรกกันมาก แต่ไม่มีใครยอมไปอาบน้ำก่อนกินข้าวแม้แต่คนเดียว (คงกลัวอาหารหมด ในเมื่อผู้จัดการค่ายไม่เรียกประชุมซะที (แบบว่าไม่เห็นใจคนที่ทำงานเหนื่อยวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากันเลย) เพตเตอรี่ พระเอกขี่ม้าขาวของเรา ก็เรียกประชุมซะเอง จนวันต่อ ๆมา พวกอาสาสมัครอินโด จะชอบพูดว่า Briefing Briefing (เมื่อเพตเตอรี่เดินมา ) เป็นเรื่องตลกกันไป คืนนี้กว่าจะสรุปกิจกรรมประจำวันก็เกือบ ๓ ทุ่ม มีแนะนำสมาชิกใหม่ และก็สรุปกิจกรรมของวันนี้ ทั้งการรณรงค์ จากบุสตาร์ กางป้าย จากร๊อปและยูดี้ และ งานสร้างเขื่อนจาก เพตเตอรี่ ซึ่งแจ้งว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสร้างเขื่อนกัน ให้ทุกคน เตรียมตัว เตรียมน้ำดื่ม อุปกรณ์ทั้งหมดที่จะต้องใช้ คนที่จะไปสร้างเขื่อนให้แจ้งชื่อที่โรดา ๔ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาปิดไฟ คนที่ยังไม่ง่วงก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกันต่อที่ท่าน้ำ ส่วนฉันปวดแขนและไหล่ข้างที่ใช้ลากไม้มาก ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ ตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะไปนวดไทยให้หายคิดถึง วันนี้หลังจากเข้านอน ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่
นุ่น

jeudi 26 novembre 2009

งานอันหนักอึ้ง กระสอบทราย 450 ถุง ถุงละประมาณ 40 กิโล!!

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันสิ จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย



ตื่นตี ๔ มาอยู่ยามกับดีดี้ อากาศดี นั่งดูรูปที่เขื่อนกันไปเรื่อยๆ เช้านี้หลายคนค่อนข้างตื่นเช้า เพราะทีมของเฉาเหว่ยต้องไปดูหนังเรื่อง Age of Stupid ที่ หมู่บ้านเตลุก บินใจ มีช่างภาพ ช่างวีดีโอไปด้วยหลายคน



เมื่อคืนอยู่ยาม เช้านี้เลยง่วงมาก อยากนอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คน เลยแอบไปนอนในเต็นท์ (ผู้ชาย) เนื่องจากไม่น่าจะมีใครเข้าไปรบกวน (มีอัคนันโด Action Logistic จากบราซิล นอนอยู่อีกเตียงนึง เพราะเพิ่งกลับมาตอนตี ๕) กะว่าจะนอนเตียงพี่ริวเพราะไม่อยู่ แต่กลัวแดดส่องเลยย้ายไปนอนเตียงพี่ท๊อป คิดผิดอย่างแรง ตื่นมาอีกทีตอน ๑๑ โมง ร้อนนนนนนนนนน มาก แล้วก็หิวข้าว จะย้ายเตียงก็เจอพี่แป๋งกับพี่ท๊อปยึดไว้ทั้งสองเตียง(ผู้ชายกรีนพีซไม่มีคำว่าเสียสละ-หญิงชายย่อมเท่าเทียมกัน) เลยจำใจนอนร้อนต่อไป ตื่นมาอีกทีเจออัคนัลโด นั่งบ่นว่า “I need my my girlfriend” งงว่าจะเอาไงดีเลยตัดสินใจตื่น ออกมาเจอยานเซ่นผัดมาม่า (โอ้ พระเจ้า สวรรค์ส่งมาโปรดแท้ๆ) กินไปประมาณ ๓ ใน ๔ เริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ของเรา เลยบอกขอบใจ รอกินข้าวเที่ยงต่อ ยานเซ่นสัญญาว่าเย็นนี้จะทำให้กินอีก วันนี้ทีมไทยไม่มีใครไปที่เขื่อน นุ่นกับพี่ท๊อปมีงานที่ค่าย ส่วนพี่แป๋งก็เหนื่อย



กิจกรรมที่เขื่อนก็ดำเนินไปตามปกติ ขนมและน้ำถูกลำเลียงไปส่งที่เขื่อนในตอนบ่ายอีกเช่นเคย วันนี้งานค่อนข้างหนัก เพราะมีถุงทรายมาส่งเพิ่มอีก ๔๕o ถุง คาดว่าเขื่อนจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ช่วงเย็นไม่มีอะไร ทีมเขื่อนกลับมาถึงประมาณ ๒ ทุ่ม เหนื่อย เปียก และดูหิวกันมาก ก็มีเหล่าขนมปังและมาม่าในครัวมาให้รองท้อง (ซึ่งที่นี่ขนมมีจุนเจือให้ตลอด 24 ชั่วโมง) พี่ริวกลับมาถึงตอน ๔ โมง ส่วนน้องอุ้มกลับมาถึงมืดมาก (บ่นว่านั่งรถผิด คิดจนตัวตาย) ข้าวเย็นวันนี้เป็นอะไรก็จำไม่ได้ ไม่รู้อร่อยรึเปล่า เข้าใจว่าความรู้สึกเดียวของทุกคนตอนนี้คือหิวจนหน้ามืด ข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว (ดูจากภาพคงไม่ต้องบรรยาย)



หลังข้าวเย็นก็สรุปกิจกรรมประจำวัน โจอังมี NVDA Training (การอบรมปฏิบัติการสันติวิธีของกรีนพีซ) ภาคทฤษฎี ให้กับอาสาสมัครใหม่ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน (ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า) คืนนี้ค่อนข้างเงียบ ตอนเตรียมที่นอนไม่อุปสรรคแต่อย่างใด คืนนี้บุสตาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ป่าไม้ หลีกทางให้แต่โดยดี แถมยังช่วยเก็บโต๊ะด้วย พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ข้าวเช้า ๖ โมงครึ่ง ออกเดินทางไปเขื่อน ๗ โมง (ข่าวจากเพตเตอรี่ )

เมื่อทุกคนเข้านอน ก็นั่งเขียนบล็อกต่อ ปัญหาคือไม่มีไฟ แบตเตอร์รี่คอมก็เหลือน้อย เพราะตอนหัวค่ำไม่สามารถแย่งเก้าอี้ดนตรีมาได้ แถมแมลงก็เยอะมากกก เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัณญาณ Low Battery สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปูที่นอนดีกว่า นั่งรอเวลาอยู่ยามจากเที่ยงคืนถึงตี ๒ ที่ เรือน Big Common หิวมาก อยู่คู่กับโคโค่ ส่วนเดบี้กับน้องอุ้มนอนไม่หลับ อาวังซึ่งอยู่ต่อช่วงตี ๒ ถึง ตี ๔ ก็มานั่งอยู่ด้วย (จริง ๆ พวกเราคิดว่าอุ้มคงอยากอยู่คุยกับอาวัง และอาวังก็คงอยากคุยกับอุ้ม แล้วทำมาอ้างว่านอนไม่หลับ) เอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจ เพาะความรักมันสวยงาม (คำพูดอัคนันโด) ส่วนอะเซ็บอยู่ในถุงนอน เมื่อสมาชิกเริ่มเยอะเลยไปผัดมาม่ามากินกัน (โคโค้ อาวัง เดบี้ นุ่น อะเซ็บ) โดยมีนุ่นแม่ครัว และโคโค่เป็นผู้ช่วย แต่ตอนเสร็จอะเซ็บหลับไปก่อน เพราะต้องตื่นมาอยู่ยามตอนตี ๔ พอดีโรดายังไม่นอนเลยมีตัวหารเพิ่ม ไม่งั้นแย่ สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มเดบี้อาสาเป็นคนล้างจาน โดยมีพวกเราหลายคนตามไปเป็นกำลังใจ คืนนี้ เรือน Small Common ค่อนข้างเต็มเพราะมีลอร่ากับสุรีย์ ออกมานอน อุ้มบ่นว่าโดนแย่งที่ ส่วนเดบี้อยากนอนข้างนอก แต่ที่เต็มและไม่มีถุงนอน เลยต้องกลับเข้าไปนอนข้างใน อยู่ยามถึงตี 2 ง่วงมาก หาวตลอด โคโค่บอกไปนอนได้แล้ว โอเค พรุ่งนี้เจอกัน กู๊ดไนท์ จ้า





คืนนี้อากาศดีเย็น ดาวเต็มท้องฟ้า สวยมากๆ พระจันทร์เกือบจะครึ่งดวง (ท่าทางอุ้มคงหลับฝันดี) สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ( กินมังสวิรัติดีกว่า)

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นเช้ากี่โมงไม่รู้ กินข้าว กินยา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่ ถามว่าพร้อมมั้ย ถ้าพร้อมอีกสิบนาทีให้ลงไปรอข้างล่างอีก 10 นาทีจะไปรับ หรือจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้นะ โอย กลับวันนี้สิคะ

ริชชี่พานั่งแท็กซี่ไปสำนักงานไปถึงก็ง่วงเลย สงสัยเพราะยาล่ะมั้ง เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นบน หลับไปชั่วโมงนึง ฮาลิมมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง อุ้มกลับไปวันนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตามไปก็ได้ แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน แล้วก็กะว่าจะนอนต่อ พอดีพี่ริวเรียกบอกว่ารถพร้อมแล้ว คนพร้อมแล้ว รออุ้มอยู่คนเดียวเนี่ย อ้าวชิบหายล่ะสิ วิ่งด่วนเลย

เราออกเดินทางจากสำนักงานตอนสิบโมง มีรถ 2 คัน คันแรก โตโยต้า อะวันซา พี่ริวนั่งมากับทนายความ นักข่าว คันที่สองเป็นโฟร์วีลมีอุ้ม ฟินดี้ แล้วก็นักข่าวอีกคน คนขับรถดูเป็นมิตรดี เค้าบอกว่าชื่อโดนี่ แล้วก็ขอให้เขียนชื่อเค้าเป็นภาษาไทยให้หน่อย


นั่งรถครั้งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงอยากให้ถึงเร็วเกินไปล่ะมั้ง ระหว่างนั่งรถนั้นฟินดี้กับคุณนักข่าวคุยกันมาตลอด คุยเก่งเกินไปหรือเปล่าคะ เราแวะที่ที่หนึ่งด้วยเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ซูซานทำหล่นไว้ ฝนก็ตก ป่วยก็ป่วย เอ้า หาก็หาว่ะ ผลคือไม่เจอคะ แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันดูคุ้นๆชอบกลเลยถามคนที่เป็นนักข่าวว่า ที่นี่ใช่ที่ที่กรีนพีซเอาแบนเนอร์ผืนใหญ่มากางหรือเปล่า ปรากฎว่าใช่ด้วยล่ะ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก4กิโลเมตรนะ

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สงสัยว่าพี่ริวจะมาถึงก่อนแล้วนั่งเรือไปค่ายแล้ว เราก็เลยต้องนั่งรอเรืออีกเกือบๆชั่วโมงที่หมู่บ้านเตลุก บินใจ ระหว่างนี้ก็มีเรือขนผลปาล์มมาส่งขึ้นรถบรรทุกด้วย โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะใช้เหล็กแหลมมีด้ามจับทิ่มผลปาล์มแล้วเหวี่ยงจากเรือขึ้นฝั่ง แล้วก็จะมีคนรับช่วงต่อเหวี่ยงจากพื้นดินขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง โดยมีเด็กๆพากันมาดำน้ำหาผลปาล์มที่หล่นลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงก็จูงเด็กเล็กๆมาให้กำลังใจอยู่ที่ท่าน้ำ และจับกลุ่มคุยกัน ส่วนฉันก็สงสัยจะว่างเกิน นั่งเขียนบันทึกอยู่นี่ไง โอยเมื่อไหร่เรือจะมานะ



ในที่สุดเรือก็มา คราวนี้ไม่ใช่ปอม ปอง แต่เป็นเรือยางของกรีนพีซ มีโยย่นเป็นกัปตันกับแพททริคเป็นลูกเรือ อุตส่าห์ได้ลงเรือแล้วก็นึกว่าจะถึงค่ายเสียที เปล่าเลย แวะหมู่บ้านตูลุก มารานติ คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวอยู่เป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดโน่นล่ะ ถึงได้ออกเรือมาค่าย

กว่าจะถึงค่ายก็หกโมงกว่าแล้ว พอมาถึงยานเซ่นก็ทักก่อนเลยว่า เฮ้ อุ้ม ยูยังไม่ตายเหรอเห็นริว (ที่กลับมาถึงก่อนแล้ว) บอกว่าอุ้มไม่กลับมาแล้ว ตายไปแล้ว แหม ให้กำลังใจกันดีเหลือเกิน กลับมาถึงค่ายดูเงียบๆ ผิดปกติ พอดีพี่ท๊อปบอกว่าเค้าไปขนถุงทรายประมาณ 400 ถุง กันที่เขื่อนตั้งแต่บ่ายๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย นั่งคุยกันสักพักโรด้าก็เดินมาบอกพี่แป๋งว่าคุณต้องไปช่วยงานในครัวตามตารางเวรที่จัดไว้นะ พี่แป๋งเลยต้องรับภาระขนชาม จาม แก้ว กองโตไปล้างที่ท่าน้ำ เพราะน้ำในครัวไม่ไหลอีกแล้วครับท่าน ก็นะ จะไม่ไปช่วยก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว เลยไปขอยืมไฟฉายจากโจอัง แล้วก็รีบวิ่งตามไป ถามพี่แป๋งว่าอุ้มไม่อยู่ใครล้างจานให้ พี่แป๋งบอกว่าก็มีผู้ช่วยใหม่ไง แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร โธ่เอ๊ย ไม่เชื่อหรอก มี บางคน บอกมาว่าบรรดาบอสๆ ทั้งหลายล้างจานกันเองทั้งนั้น

ประมาณสองทุ่ม คนที่ไปขนถุงทรายก็กลับกันมา ก็ได้ยินแต่ประโยคที่ว่า ไฮ อุ้ม ฮาว อาร์ ยู เหมือนจะป๊อปปูลาร์ขึ้นมาทันที ขนาดคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ยังมาถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ดีว่ะ อยู่อินโด ป่วยนิดเดียว มีคนเป็นห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วที่เค้าอยากให้หายน่ะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่เอาหวัดไปติดคนอื่นนะซิ อาวังบอกว่าโทรไปที่โรงแรมด้วย แต่พี่ริวรับสายแล้วก็บอกว่าอุ้มหลับแล้ว อะไรอ่ะ งง จะรับแทนได้ไงนอนกันคนละห้องนี่นา แล้วพี่ริวก็ไม่เห็นบอกเลยด้วย เดบี้ผู้เป็นเหมือนพี่สาวของฉันที่นี่ก็มาบอกว่าเป็นห่วงนะ เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนอัลโบบอกว่าทำไมยูยังไม่ตายอีก เห็นแป๋งกับริวบอกว่ายูตายไปแล้วนี่นา เลยตอบกลับไปว่า ไอ คัม แบ็ค ฟรอม เดอะ เฮฟเวน

วันนี้ตอนกลางคืนมีบรรยาย NVDA โดยโจอังเป็นคนบรรยายแต่เป็นภาษาบาฮาซาร์ อินโดนีเซียอ่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้อาวังแปลให้ฟังหน่อย ก็นะ แปลแค่ประโยคแรกประโยคเดียวจบ แล้วยังไงล่ะที่เหลือให้เดาเอาเองเหรอไง พี่ท๊อปก็มานั่งดูด้วย บอกว่าต้องดูเสียหน่อย พี่เองก็ลืมเหมือนกัน อ้าวลืมแล้วไหงมาสอนอุ้มได้ล่ะ พี่ท๊อปก็บอกว่าพี่ไม่ได้สอนอุ้ม พี่แป๋งสอนต่างหาก โอเคจำได้ล่ะที่พี่แป๋งมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังนั่นเอง ฮ่าๆๆ

ฉันก็เลยเอาโน้ตบุ้คมานั่งพิมพ์บันทึกจากที่จดใส่กระดาษไว้ เผลอก้มไปกินน้ำแป๊ปเดียว กระดาษที่จดไว้ตกน้ำเปียกหมดเลย เฮ้อ หาเรื่องแท้ๆเลย ว่าแล้วก็ใส่บูทลุยน้ำเก็บกระดาษมาตากไปพิมพ์ไป สักพักแบตหมด ไว้ทำต่อพรุ่งนี้ล่ะกัน

เห็นพี่ริวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเขื่อนด้วย อืมคิดเหมือนกันเลย ไม่อยากหยุดแล้ว พักพอแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าอุ้มพักผ่อนอยู่ค่ายแหละดีแล้ว ห้ามไปนะ อ้าวแล้วทำไมพี่ริวไปได้ล่ะ เออไม่ไปก็ไม่ไป ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่เป็นภาระของคนอื่นอีก เซ็งขั้นเทพ

พอสี่ทุ่มปิดเครื่องปั่นไฟ พี่นุ่นมาไล่ให้ไปนอน โธ่เอ๊ย ใครจะไปนอนหลับกันล่ะ นอนมาสองวันแล้วเนี่ยนะ ก็นั่งเล่น นอนเล่นเป็นเพื่อนพี่นุ่น อาวัง เดบี้ แล้วก็โคโค่ ตอนไนท์วอช กว่าจะหลับก็ตีสอง หลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ ต้องตื่นมาทายากันยุงอีก ไม่ไหวยุงดุเหลือเกิน กัดจมูกบวมเลย เซ็งเป็ดมากมายสำหรับวันนี้

อุ้ม

mercredi 25 novembre 2009

ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ นักกิจกรรมไม่ยอมแพ้แม้ความมืดเข้าปกคลุม



ขณะคุณกำลังอ่านบล็อกนี้ มีคน 4 คน อยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย พวกเขายอมทำทุำกอย่างเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มต้นที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนี้

>> อ่านข่าวอัพเดทแบบเรียล-ไทม์ ที่นี่

นักกิจกรรม 4 คน จากฟิลิปปินส์ เยอรมนี อินโดนีเซีย และฮอลแลนด์ กำลังขัดขวางการทำงานของรถเครนในโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษของ APP ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ แม้จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามนำตัวลงมานับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่เรือของบริษัทในแม่น้ำใกล้ๆ ทำให้น้ำกระเพื่อมเพื่อยับยั้งไม่ให้ช่างภาพบันทึกภาพการปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตามแม้ต้องทนกับภัยคุกคาม ความเหนื่อยอ่อน ความร้อน และกลิ่นสารเคมีเหม็นหืน มามากกว่า 9 ชั่วโมง แต่นักกิจกรรมของเรายังปักหลัก และสร้างความมั่นใจว่าความสนใจของโลกจะมาอยู่ที่ทิศทางนี้

และสิ่งที่โลกได้เป็นประจักษ์พยานนั้นน่าตกตะลึง พื้นที่ป่าที่เคยไร้การคุกคามของมนุษย์อันกว้างขวาง ในปัจจุบันถูกทำลายจนหมดสิ้น เพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน หรือต้นอาคาเซีย ผืนป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์เมื่อถูกเผาจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก มากพอที่จะเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อสภาพภูมิอากาศของโลก

หนึ่งในนักกิจกรรมยังคงอยู่บนรถเครน โจเอลจากฟิลิปปินส์ต้องการบอกว่า "ผมอยู่บนเครนนี้ และจะคงอยู่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมต้องการช่วยจริงๆ โรงงานขนาดมหึมากำลังทำลายป่าฝนของอินโดนีเซีย และเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมคิดว่าเราควรทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อเราทุกคน เราเพิ่งประสบกับไต้ฝุ่น 2 ลูก ที่ดูเหมือนเป็นหายนะมากที่สุด ในฟิลิปปินส์ ผมรู้ว่าผมกำลังทำบางอย่างที่สามารถป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก"

โรงงานนี้บดเนื้อไม้เป็นเยื่อกระดาษมากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ไม้เหล่านี้มาจากป่าปลูกและป่าธรรมชาติ รวมถึงป่ารอบๆ คาบสมุทรกัมปาร์ที่กำลังถูกคุกคาม แม้เราจะเรียกร้องอย่างไม่สิ้่นสุดให้บริษัทต่างๆ หยุดการทำลายป่าในทันที แต่บริษัทอย่าง APP ก็ยังทำงานสกปรกของพวกเขาต่อไป ทำให้ทุกชีวิตบนโลกอยู่ในความเสี่ยงที่ร้ายแรง

ในขณะที่ความมืดแผ่ปกคลุมโรงงานของ APP เราตระหนักดีว่าอาจมีเพียงนักกิจกรรมเพียง 4 คนที่หยุดรถเครน แต่ยังมีประชาชนหลายล้านคนที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับที่เกินควบคุม

ผู้พิทักษ์สภาพภูมิอาำกาศเดินเครื่องอีกครั้ง การส่งออกเยื่อกระดาษถูกยุติ ณ 'จุดปะทุระเบิดปรมาณู' ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศรอไม่ได้ ผืนป่าที่เหลืออยู่ในอินโดนีเซียก็รอไม่ได้ ดังนั้นในวันนี้ กรีนพีซจึงส่งข้อความอันเข้มแข็งต่อผู้นำโลก โดยการหยุดการทำงานของ Asia Pulp and Paper ซึ่งเป็นโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษ ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย โรงงานนี้ใหญ่มโหฬาร จึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล มันใหญ่เสียจนต้องมีโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับการดำเนินการ

ณ รุ่งสาง นักกิจกรรม 12 คน [จากเยอรมนี เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เนเธอแลนด์ และ อินโดนีเซีย] เดินฟันฝ่าอากาศที่ร้อนและเหม็นหืนเข้าไปยังโรงงาน จากนั้นปีนรถเครนที่สูงลิ่ว ที่ใช้ส่งออกเยื่อกระดาษ และเ้ข้าประจำที่ ภายในไม่กี่นาที พวกเขาหย่อนตัวลงมาจากโครงสร้างอันใหญ่ยักษ์นี้ และลอยตัวอยู่กลางอากาศ จากนั้นกางป้ายผ้าที่เขียนว่า "อาชญากรสภาพภูมิอากาศ" (Climate criminals) และข้อความถึงผู้นำโลกที่เขียนว่า "คุณหยุดมันได้"



ในขณะที่นักกิจกรรมจัดที่จัดทาง มีเรือท้องแบนแล่นผ่านไป แต่ละลำเต็มไปด้วยกองท่อนซุงมหาศาล เท่ากับอย่างน้อยไม้ในรถบรรทุก 4-5 คัน ไม้เหล่านี้ได้รับการระบุว่ามาจากป่าธรรมชาติ ไม่ได้มาจากป่าปลูก ทั้งหมดกำลังจะถูกทำเป็นเยื่อกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษ

ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา และหย่อนเครน 2 คันลงมา และควบคุมตัวนักกิจกรรม 2 กลุ่มแรก ในขณะนี้พวกเขากำลังถูกนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจในเมืองเปกันบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดรีอาล จังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ และค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนของเรา ทีมที่ 3 เพิ่งถูกควบคุมตัว และทีมสุดท้ายยังคงอยู่ที่รถเครน

นักกิจกรรมมีผู้ช่วยเหลือ คือ เจ้าหน้าที่รณรงค์จากแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเช่นกัน

APP เป็นบริษัทของซีนาร์ มาส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกอันดับต้นๆ เพราะมีบทบาททำลายป่าในวงกว้าง การทำลายป่าฝน และดินพรุที่อุดมไปด้วยคา์ร์บอน ทำให้อินโดนีเซียเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 3 ของโลก

เหลือเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เราเหลือเวลาน้อยที่จะปัดเป่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นักกิจกรรมผู้ทุ่มเทของเรายังเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซีย และในต่างประเทศ เป็นสิงที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกต้องรับฟังข้อความนี้: "การทำลายป่า: คุณหยุดมันได้" และแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ในการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเดือนหน้า

"การทำลายป่าเป็นหนึ่งในสาเหตุรากฐานของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เรากำลังหยุดการส่งออกของหนึ่งในโรงงานเยื่อกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ ที่ที่ป่าถูกทำลายมากที่สุก เพื่อบอกกับผู้ที่เราเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพวกเขาสามารถ และต้องดึงเราขึ้นมาจากขอบเหวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะ" ชายเลนดรา ยาชวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

มีส่วนร่วมกับเรา ร่วมเป็นผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ และติดตามข่าวการปฏิบัติการล่าสุดอย่างใกล้ชิด ที่นี่

mardi 24 novembre 2009

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุติ ณ ที่แห่งนี้ ภาระกิจสร้างฝายเสร็จสิ้น

ไม่กี่วันที่แล้ว แอสติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรยายความประทับใจแรกเมื่อเธอมาถึงค่าย ตั้งแต่มาถึง เธอวุ่นอยู่กับการช่วยชุมชนท้องถิ้นสร้างฝาย ที่จะช่วยพิทักษ์ป่าพรุอันมีค่า และช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศ

คลิกที่นี่เพื่อร่วมลงมือปฏิบัติการ

เรื่องราวล่าสุดจากแอสติ:

สถานที่สร้างฝ่ายใกล้กับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศอาจไม่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมากเช่นนี้มาก่อน ดังที่เกิดขึ้่นในวันสุดท้ายที่พวกเราสร้างฝายได้สำเร็จ แม้แต่ลูกเสือชาวอินโดนีเซียประมาณ 10 คนก็มีส่วนร่วมกับงานนี้ โดยปักธงไว้ทั่วสถานที่ ฉันหวังจริงๆ ว่า ลูกเสือชาวอินโดนีเซียจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้กอบกู้ป่า" ในเร็ววัน ไปทั่วทั้งประเทศ

กระสอบทรายหนักอึ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกเติมทราย และแบกไปยังสถานที่สร้างฝายนั้น มีจำนวนเกือบนับไม่ถ้วน ฉันหวังว่าผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ช่วยแบกกระสอบทรายจะไม่มีอาการหนักอึ้งหลงเหลืออยู่ในขณะนี้

ฝายได้ทำให้เกิดสระน้ำจริงๆ ที่คุณสามารถลงไปว่ายน้ำได้ เราเรียกมันว่า 'ทะเลสาบวิสกี้' ทะเลสาบวิสกี้มีน้ำจากดินพรุสีน้ำตาล- แดง หากคุณลองลิ้มรสน้ำนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า 'ทะเลสาบมะนาว' แทน เพราะมันมีความเป็นกรดสูงเหลือเชื่อ หากคุณได้ลองชิม คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคลองเหล่านี้ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุจึงมีผลกระทบด้านลบต่อความสมดุลของน้ำ และประชากรปลา

The completed dam


การดึงน้ำออกจากป่าพรุไม่เพียงสร้างหายนะให้แก่ดินพรุ แต่ยังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และสามารถลดประชากรปลาและกุ้งจำนวนมหาศาล เพราะความเป็นกรดได้เพิ่มขึ้นในน้ำ (อ่านบล็อกของอาชิช และ โครินนา เพิ่มเติม)

ฉันแน่ใจว่าผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มจะประหลาดใจว่าฝายนี้ช่างเติบโตเป็นฝายที่สมบูรณ์ได้อย่างอย่างรวดเร็วมาก อารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำการสร้างฝาย และทุกคนที่ช่วยออกแรงกายในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจได้เลยกับผลลัพธ์นี้ เราเฉลิมฉลองการสร้างฝายเสร็จสิ้น ด้วยการเปลี่ยนทะเลสาบวิสกี้ให้กลายเป็นสวนน้ำแสนสนุก ด้วยการแข่งขันกระโดดน้ำนัดพิเศษของเจ้าหน้าที่สร้างฝาย

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" นี่เป็นคำขวัญบนป้ายผ้่าและที่อยู่ในใจเรา เรากำลังออกจากสถานที่สร้างฝาย และเริ่มคิดแล้วว่าจะไปที่ไหนต่อ เพราะมีคลองที่สร้างเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุมากมายนักที่รอการสร้างฝายอยู่ ;-)

แอสติ

dimanche 22 novembre 2009

ชุมชนเป็นผู้นำ ขณะนักกิจกรรมกลับสู่ค่าย

จากอาชิช เจ้าหน้าที่รณรงค์จากอินเดีย ที่มาถึงค่ายในที่สุด:

เรามาถึงค่ายเมื่อกลางดึกวันศุกร์ ป้ายผ้าสีเหลืองของกรีนพีซเด่นออกมากในเวลากลางคืน ในขณะที่เรือของเรากำลังแล่นข้ามแม่น้ำจาก Teluk Banjai ฉันมาถึงกรุงจาการ์ตาเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มสงสัยว่าจะได้เห็นค่ายหรือไม่หลังจากตำรวจระรานและขับไล่นักกิจกรรมออกนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ฉันก็มาถึงที่นี่ในที่สุด ไม่มีเวลาทำอะไรมากนักนอกจากแนะนำตัว 1 รอบ ทานอาหารเย็น และ เข้านอน



ตัวค่าย

อย่างไรด็ตาม ในเช้าวันนี้ ฉันสำรวจดูค่ายเป็นครั้งแรก แรกสุดพวกเขามุ่งหน้าไปยังฝายที่สร้างขวางคลองหนึ่ง ที่ใช้ดึงน้ำออกจากป่าพรุ การสร้างฝายเริ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ที่แล้ว และเกือบเสร็จแล้ว คลองเหล่านี้ถูกขุดข้นเพื่อดึงน้ำไปสู่แม่น้ำ ทำให้ป่าพรุเหือดแห้งมากพอสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อการค้า การสร้างฝายขวางคลองเท่ากับเป็นการย้อนกลับกระบวนการดึงน้ำ และฟื้นคืนสุขภาวะให้กับป่าพรุ นอกเหนือจากการป้องกันการปล่อยก๊าซคา์ร์บอนไดออกไซต์มากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความพยายามนี้ก็คือ ชาวท้องถิ่นจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ ใกล้ๆ ค่ายเป็นผู้นำ ในขณะที่กรีนพีซคอยสนับสนุน บุสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้กล่าวว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ นอกจากต้องพึ่งพาป่าผืนนี้ น้ำจากป่าพรุเป็นกรดสูง และน้ำจากป่าพรุที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและไหลไปยังแม่น้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตปลาและกุ้ง

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังเขตอนุัรักษ์เครูมูตัน ซึ่งใกล้ต้นน้ำของเตลุก เมอรันติยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้รับการปกป้อง และทำให้เราเห็นว่าป่าพรุควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อเราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ น้ำจากป่าพรุที่สงบนิ่งแต่มืดหม่นสะท้อนให้เห็นใบไม้และกิ่งไม้เหนือผืนน้ำ และที่ดักจับปลาจำนวนมากตามทางน้ำแสดงให้เห็นว่าผืนน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับดำรงชีพของชุมชน

พรุ่งนี้ฉันจะมุ่งหน้ากลับไปยังฝาย โดยในครั้งนี้จะไปช่วยสร้างฝาย จนถึงขณะนี้ เรายังไม่ถูกระรานโดยตำรวจ พวกเขาอาจจะหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ และแม้ในขณะที่ที่ฉันเขียนบล็อกนี้ เพื่อนๆ กลายคนของเราจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติได้มาถึงค่ายเพื่อเยี่ยมพวกเรา แ้ล้วพบกันฉบับหน้า

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

อาชิช 

mercredi 11 novembre 2009

กรีนพีซหยุดการทำงานรถขุดทั้งหมด 7 คัน ในพื้นที่สัมปทานป่าไม้อินโดนีเซีย

นักกิจกรรมกรีนพีซเพิ่งล็อคตัวเองเ้ข้ากับรถขุดอีก 3 คัน ทำให้สามารถหยุดการทำงานของรถขุดทั้งหมด 7 คันของบริษัท APRIL ในพื้นที่สัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษแห่งหนึ่ง ในคาบสมุทรกัมปาร์

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ กรีนพีซเปิดเผยหลักฐานใหม่เอี่ยมเกี่ยวกับการถางป่า และการดึงน้ำออกจากดินพรุโดยบริษัท APRIL ในพื้นที่แห่งนี้ แม้ว่า APRIL จะออกแถลงการณ์่ว่าได้หยุดการดำเนินการในคาบสมุทรกัมปาร์แล้ว มีหลักฐานที่แข็งแกร่งระบุว่าดินพรุ ณ ที่นี้ ลึกกว่า 3 เมตร ทำให้การดึงน้ำออกเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

Aerial view of the APRIL concession
ภาพถ่ายทางอากาศของพื้นที่สัมปทานป่าไม้ของบริษัท APRIL ที่ถ่ายเมื่อวานนี้

(c) Greenpeace/John Novis

นักกิจกรรมกรีนพีซจะยังล็อคตัวเองกับรถขุด และปฏิบัติการสันติวิธีัต่อไป จนกว่า APRIL จะเปิดเผยแถลงการณ์ต่อสาธาณชนว่าจะมีพันธะหยุดการถางป่าบนคาบสมุทรกัมปาร์ตลอดไป

» ติดตามการปฏิบัติการของเราที่ Twitter และ Facebook

vendredi 9 novembre 2007

บริษัทชื่อ "ปรุงโลกร้อนให้ร้อนขึ้น"




อาสาสมัครกรีนพีซยุติการทำลายระบบนิเวศน์ป่าพรุในพื้นที่ของบริษัทน้ำมันปาล์มพีที ดูทา พาลมา ที่จังหวัดรีอาล (Riau) ในสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อาสาสมัครกำลังสร้างเขื่อนชั่วคราว 5 แห่งในบริเวณคลองน้ำลึก 3 เมตร ที่ใช้ในการทำซุงและดึงน้ำออกจากพื้นที่ป่าพรุเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งขัดต่อกฎหมายอินโดนีเซียในเรื่องการปกป้องป่าและยังส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาล

อาสาสมัครกรีนพีซกว่า 30 คนทำงานร่วมกับชุมชนจากหมู่บ้านใกล้เคียงในกัวลาเชนากูเพื่อสร้างเขื่อนชั่วคราวกั้นไม่ให้มีการระบายน้ำออกจากป่าพรุซึ่งจะทำให้พื้นที่บริเวณนั้นไม่เหือดแห้งและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกมา


เขื่อนชั่วคราวนี้จะช่วยป้องกันบริษัทน้ำมันปาล์มจากการเผาพื้นที่ป่าพรุอย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่จะมีการนำไปใช้เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะเพิ่มให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้น


“บริษัทน้ำมันปาล์มนี้กำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบริเวณผืนป่าพรุแห่งนี้” ฮัปโซโร ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “และนอกจากนี้ยังส่งผลไปสู่ภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

เหลือเวลาเพียง 1 เดือนก่อนจะถึงวันที่รัฐบาลทั่วโลกจัดการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซียเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการขั้นต่อไปเพื่อต่อสู่กับภาวะโลกร้อน กรีนพีซได้เปิดเผยการตรวจสอบสินค้ายี่ห้อชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของทำลายป่าพรุในอินโดนีเซีย และทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่การทำลายป่าพรุนั้นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกไปแล้ว 4%


รายงานของกรีนพีซที่ชื่อ ปรุงโลกให้ร้อน (Cooking the Climate) แสดงให้เห็นว่าบริษัท เช่น ยูนิลีเวอร์ (Unilever) เนสท์เล่ (Nestlé) และพร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล (Procter & Gamble) เป็นตัวการของการทำลายป่าพรุในอินโดนีเซียจากสาเหตุการใช้น้ำมันปาล์มในอาหาร เครื่องสำอาง และเชื้อเพลิง ป่าพรุใน


อินโดนีเซียเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้มากที่สุดในโลก ดังนั้นการทำลายป่าพรุเหล่านี้จึงเป็นตัวการที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อนอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้“การตรวจสอบนี้แสดงให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว บริษัทนานาชาติเพียงไม่กี่แห่งนี้เป็นผู้ทำลายและเผาป่าพรุของอินโดนีเซียเพื่อนำไปผลิตอาหาร น้ำมัน และน้ำยาซักผ้า


สินค้ายี่ห้อที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดบางยี่ห้อได้กำลังเพิ่มความร้อนให้กับภูมิอากาศอย่างแท้จริง” เอ็มมี่ ฮาฟิลด์ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว



------------



กรีนพีซเป็นองค์กรต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรัฐบาลและบริษัท เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลและเอกชน จึงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากประชาชนเช่นคุณ

กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ! เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเพื่อของคุณเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ของกรีนพีซโดยบอกให้พวกเขาไปเยี่ยมเว็บไซต์ของกรีนพีซ – http://www.greenpeace.or.th/ และมีส่วนร่วมโดยสมัครจดหมายข่าวนักกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการณรงค์ทางอินเทอร์เน็ต


1. บริจาควันนี้ – ช่วยกรีนพีซให้ดำรงอยู่ สมัครสมาชิกวันนี้


2. ลงมือทำ – เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์กรีนพีซ รับวิธีง่ายๆ เพื่อปกป้องโลก


3. เป็นอาสาสมัคร – มีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องโลกใบนี้สำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ