Affichage des articles dont le libellé est กรีนพีซ. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est กรีนพีซ. Afficher tous les articles

vendredi 12 mars 2010

วอน เฮอร์นันเดซ ใน แบบสำรวจความเชื่อมั่นรีดเดอร์ ไดเจส เอเชีย

วอน เฮอร์นันเดซ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหนึ่งในชาวฟิลิปปินส์ 20 อันดับต้น ที่ได้รับความเชื่อมั่นที่สุด จากการสำรวจทั่วประเทศชื่อ “แบบสำรวจความเชื่อมั่นของรีดเดอร์ไดเจสแห่งเอเชีย” (Asian Reader's Digest Trust Poll) ซึ่งให้ประชาชนจัดลำดับความน่าเชื่อถือ โดยใช้รายชื่อชาวฟิลิปปินส์ 80 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุด รายชื่อนี้ประกอบด้วยนักร้องนักแสดง ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักการกุศลสังคม นักข่าว และ นักการเมือง




การจัดอันดับในครั้งนี้ นายวอนอยู่ในอันดับที่ 18 ถือเป็นการยอมรับครั้งล่าสุดที่มอบให้แก่นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมชั้นนำแห่งเอเชีย ในพ.ศ.2550 นายวอนเคยได้รับการอวยชัยให้เป็นหนึ่งในฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อมของนิตยสารไทม์ ส่วนใน พ.ศ.2546 เขาได้รับรางวัลโกลด์แมนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลโนเบลสำหรับนักสิ่งแวดล้อมระดับแก่นแท้ จากผลงานรณรงค์ต่อต้านของเสียและการเผาขยะ

“งานปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่มีวันจบสิ้น แต่เราจะสามารถตัดใจเลิกล้มการต่อสู้เพื่ออนาคตของเราได้จริงหรือ”
วอน เฮอร์นันเดซ
ในพ.ศ. 2538 วอนเริ่มทำงานกับกรีนพีซสากล ในตำแหน่งผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษในเอเชีย ในช่วงการเป็นเป็นนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมมามากกว่า 15 ปี เขาได้ริเริ่มการรณรงค์และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากในฟิลิปปินส์ เช่น การรณรงค์ฟื้นฟูสภาพแม่น้ำปาสิก และการเคลื่อนไหวเพื่อล้างสารพิษจากสถานที่ปนเปื้อน ณ อดีตฐานทัพสหรัฐอเมริกาในอ่าวคล๊าก และซูบิค นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ขับเคลื่อนคนหลัก ของโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มสัมพันธมิตรต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาประเทศ ซึ่งได้แก่ พันธมิตรต่อต้านการเผาขยะระดับโลก (Global Anti-Incineration Alliance; GAIA), พันธมิตร Waste Not Asia, Lakbay Kalikasan, สัมพันธมิตรขยะชีวภาพ,  กลุ่มเคลื่อนไหวแม่น้ำปาสิก (Sagip Pasig Movement) และ กลุ่มพลังปฏิบัติการเพื่อล้างฐานทัพ (People’s Task Force for Bases Clean-up)

นับแต่พ.ศ. 2551 วอนเป็นผู้ถือหางเสือของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำพางานรณรงค์ขององค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ไปสู่วิธีการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) การปกป้องป่าโบราณในภูมิภาค การกำจัดมลพิษทางน้ำ และ การส่งเสริมเกษตรกรรมแบบยั่งยืน

คุณช่วยได้
ลงมือทำเพื่อสิทธิ์ของคุณ Right to Know
-  ปฏิรูปการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม โดยผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน

mercredi 2 décembre 2009

Heads of State, 2020: โฆษณาของกรีนพีซที่สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน

World leaders apologise for climate failure in Copenhagen airport ads

เราหวังว่าโฆษณาคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเหล่านี้จะไม่เป็นจริงในอนาคต!

โฆษณาเหล่านี้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆออกมามองย้อนหลังถึงสิ่งที่เขา 'ควรทำ' ในอดีต แต่ไม่ได้ทำ ซึ่งที่ควรทำที่ว่านี้คือการบรรลุตกลงเกี่ยวกับสภาวะภูิมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนนี้


ขณะที่ยังพอมีเวลาให้เหล่าผู้นำโลกกลับตัว-ไม่ต้องเสียใจในอนาคตกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต  เีพียงแค่พวกเขาบรรลุข้อตกลงสูงสุดที่เป็นธรรมและมีพันธะผูกพันธ์ทางกฏหมาย ในการที่จะปกป้องสภาพภูิมิอากาศของโลกเราเท่านั้น

Barack Obama (US)


Photo:Greenpeace/Åslund

Angela Merkel (Germany)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Nicolas Sarkozy (France)

Photo:Greenpeace/Åslund


Gordon Brown (UK)

Photo:Greenpeace/Åslund


Luiz Inacio Lula da Silva (Brazil)

Photo:Greenpeace/Åslund


Donald Tusk (Poland)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Jose Luis Rodriguez Zapatero

Photo:Greenpeace/Åslund


Stephen Harper (Canada)

Photo:Greenpeace/Åslund

Share

lundi 23 novembre 2009

Rice Harvest : เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย

คนไทยรักข้าวไทย

คุณคิดเหมือนกันไหมคะว่า ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก ?

วันนี้มีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครกรีนพีซในงาน “เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย" ที่ราชบุรี หลังจากที่ได้เริ่มปลูกกันตั้งแต่ต้นปี วันนี้ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพันธุ์ก่ำพะเยา หรือข้าวที่ให้สีดำในภาพศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์นี้แล้วนะคะ

ข้าวไทย อาหารหลักในประเทศและยังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก การปลูกข้าวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความภูมิใจในข้าวไทยรวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนและรัฐบาลตระหนักถึงวิถีแห่งการเพาะปลูกข้าวที่สืบทอดกันมา การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นวิถีแห่งความอยู่รอด เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องข้าวไทยอันเป็นสมบัติของชาติให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ

งานกิจกรรมเกี่ยวข้าวนี้เริ่มต้นจากการกล่าวเปิดงานจากท่านรองผู้ว่าจังหวัด ราชบุรี และต่อด้วยการเข้าสู่พิธีบายศรีโดยหมอขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ และการสวดพิธีไหว้แม่พระโพสพเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและขอขมาขอพร ให้เก็บเกี่ยวข้าวให้ได้ผลดีเพื่อนำมาเป็นข้าวขวัญใช้ปลูกข้าวในปีต่อไป

เสียงสวดของหมอขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จบลงด้วยเสียงบทเพลงเชิญชวนให้ไปเกี่ยวข้าว และลงท้ายด้วยเสียงไชโย…โห่…ฮิ้วววว! ให้ทุกคนขานรับ เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันลงเกี่ยวข้าวกันในนา

จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในพื้นทีแถวนั้น อาสาสมัครกรีนพีซ ผู้สนับสนุนกรีนพีซ เด็กนักเรียน ก็ร่วมแรงกายแรงใจลงไปเกี่ยวข้าวในนากัน

'.... เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว อย่ามันชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอา.....'

(ต้องระวัง เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวตัวเองเอาจริงๆคะ...)

ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พวกเราทุกคนก็ดูเหมือนสนุกสนานกับการได้ลงเกี่ยวข้าว ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงความยากลำบากของชาวนา 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ได้ยินเสียงมาจากน้องข้างๆว่า โห ปลูกข้าวมีขั้นตอนลำบากอย่างนี้ กว่าจะได้ข้าวสารมาเป็นเม็ดๆหุงได้ ต่อไปนี้ต้องทานข้าวให้หมดจานแล้วล่ะ....

หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็มีการสาธิตการกระเทาะเม็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีการแบบดั่งเดิมที่ใช้วัววิ่งบดมัดข้าวที่วางบนขี้วัวอัดแข็งเป็นรองพื้น นอกจากนี้ในบริเวณยังมีซุ้มสาธิตขั้นตอนการผลิตข้าวแบบดั่งเดิมของไทยเราต่างๆ เช่นการโม่ข้าว วิถีภูมิปัญญาไทยด้วยนะคะ

...วันนี้ ที่ราชบุรี ท้องฟ้าแจ่มใน แดดออกเต็มที่ แต่อากาศเย็นสบาย เห็นภาพที่ผู้คนเกือบสองร้อยชีวิต ร่วมแรงร่วมใจ ลุยท้องนา เกี่ยวข้าว และมัดข้าว เพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป กันในผืนนา ก็ทำให้ดีใจไม่หาย ถึงความร่วมมือร่วมใจปกป้องข้าวไทย ก็เรา คนไทย รักข้าวไทย นี่คะ








> อ่่านเรื่องราวทั้งหมดของศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและ ปกป้องข้าวไทยจาก GMO คลิก

>
ติดตามเรื่องราวทางกรีนพีซทาง Facebook คลิก


ริน

mercredi 11 novembre 2009

ผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศเริ่มการปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน ในอินโดนีเซีย





เช้าวันนี้นักรณรงค์กรีนพีซ ได้เข้ายึดรถขุดของบริษัทผลิตกระดาษ APRIL
แล้ว 4 ตัว ในเขตคาบสมุทร กัมปาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อต้องการประกาศเจตนารมณ์ความต้องการอันเร่งด่วนในการยุติการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซีย

การปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมสภาพของสภาพป่าและป่าพรุในอินโดนีเซียนี้ เป็นต้นเหตุใหญ่อันดับ 3 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลก

เวลา 6.15 นาฬิกาวันนี้ นักรณรงค์กรีนพีซกว่า 50 คน ได้เข้ามาถึงพื้นที่ APRIL และหลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมง ก็ได้ปิิดยึดรถขุด 3 คัน และแขวนป้ายผ้าที่เขียนว่า "OBAMA YOU CAN STOP THIS" (โอบามาหยุดทำลายป่าได้)

นอกจากนักรณรงค์ทั้ง 3 ทีมที่เข้าหยุดรถขุดแล้ว ยังมีนักรณรงค์์อีกทีมชูป้าย "Climate Crime" (อาชญากรรมทางสภาพภูิมิอากาศ) เพื่ออ้างถึงการกระทำที่บริษัท APRIL ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศจากการทำลายป่านี้ ซึ่งเป็นการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด


Read the English version : http://weblog.greenpeace.org/climate/

Rin

mardi 10 novembre 2009

เยาวชนยุคพลังงานสะอาด ยุตินิวเคลียร์

วันนี้ Solar Generation (กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาด) และ Green DJ (นักจัดรายการวิทยุเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม) ของกรีนพีซ เปิดตัวหนังสือการ์ตูนรณรงค์ออนไลน์เรื่อง “มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : สาส์นจากความมืด” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับภัยจากพลังงานนิวเคลียร์ผ่านการผจญภัยของเยาวชนที่ต้องการสร้างให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น

ในงานเปิดตัวนี้ มีตัวแทนจากชุมชนที่เป็นจุดที่ถูกสำรวจว่าจะมีการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ที่พื้นที่นี่มาร่วมเสวนาด้วย ซึ่งตัวแทนได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจในมุมมองของคนจากชุมชนหลายประเด็นนะคะ เช่น ตัวแทนจากชุมชนตำบลมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท เล่าว่า อยู่ดีๆ อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก็ไปเห็นว่ามีบ่อสี่เหลี่ยมถูกขุดอยู่ ถามไปถามมา ถึงได้ทราบว่าจะมีการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แถวพื้นที่นี่
พวกเขาไม่มีความรู้ แต่ก็ได้พยายามศึกษาและได้รับทราบถึงผลกระทบที่เป็นอันตราย ตัวแทนชุมชนนี้บอกต่อว่า ข้อมูลที่พวกเขาได้รับ จะได้แต่ข้อมูลทางแง่ดี ซึ่งพวกเขาก็มีข้อโต้แย้งทั้งนั้น ดังเช่นว่า

>> การไฟฟ้าบอกว่าจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี :
พวกเราก็คิดว่า จะฟรีได้ยังไง การสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์นี้ ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งส่วนหนึ่งก็ มาจากภาษีประชาชนมิใช่หรือ

>> การบอกว่าจะให้มีงานทำใน 6 เดือน :
พวกเราคิดว่าพวกเราคงไม่มีความสามารถทำได้ เพราะทุกอย่างเป็นเทคนิคหมด และอะไรจะเกิดขึ้นหลัง 6 เดือน ? รังสีในร่างกาย หรือ อันตรายต่อสุขภาพต่างๆล่ะ

>> การประกาศแจ้งว่าจะสร้างโรงงานในที่ห่างไกลชุมชน :
แต่พื้นที่ๆพวกเราอยู่ก็เป็นชุมชนไม่ใช่หรือ มีสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ

>> การบอกเราว่าจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี :
พวกเราไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอย่างไร ชัยนาทเคยถูกประกาศว่าเป็นจังหวัดภัยแล้งอยู่แล้ว นี่ยังจะต้องใช้้น้ำจำนวนมากไปหล่อในแท่นปฏิกรณ์อีกหรือ??

>> กากนิวเคลียร์ จะนำไปทิ้งที่ทะเล หรือฝังลึกใต้ดิน :
ชัยนาทอยู่ห่างจากทะเล 200 เมตร ถ้ามีการรั่วระหว่างทาง หรือ ถ้าฝังใต้ดินแล้วมีการรั่วซึมสู่ผืนดินและแหล่งน้ำล่ะ

อืม... เป็นความเห็นตรงๆจากคนในพื้นที่ที่เป็นห่วงพื้นที่ของตน สุขภาพและสภาพแวดล้อมของพวกเขา ที่ควรจะได้รับการรับฟังพิจารณานะคะ

คุณ ทราบไหมคะ การไฟฟ้าเคยให้ Abac Poll ทำการสำรวจความเห็นต่อการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ปรากฎว่าผลเป็นอย่างไรทราบไหมคะ 80 % บอกว่า เห็นด้วย แต่ 60% ของคนที่เห็นด้วยนั้นบอกว่า แต่อย่ามาสร้างแถวบ้านของฉัน (อ้าว!?!)

จังหวัดชัยนาทเป็นหนึ่งพื้นที่ ที่ถูกพิจารณาว่าเหมาะแก่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยสำนักพัฒนาพลังงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ กระทรวงพลังงาน เนื่องจากภูมิประเทศขนาบข้างด้วยแม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา © Greenpeace/ Virunan Chiddaycha

พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่อันตราย มีผลกระทบต่อสภาวแวดล้อมรวมถึงมนุษย์ ตัวอย่างเห็นได้ชัดที่เกิดขึ้นมาแล้วคือผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์จากอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล


เราควรหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย ซึ่งเป็นทางออกที่แท้จริงของการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เพราะพลังงา หมุนเวียนที่ใช้เพิ่มขึ้นช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ซึ่งหมายถึงอุทกภัย ภัยแล้ง และ เหตุการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกจะลดน้อยลงด้วยค่ะ

อ่านเรื่องราวในรูปแบบการ์ตูนการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของคอสโมและลูนาร์ ที่เดินทางย้อนเวลาจากโลกอนาคต เพื่อมาบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวคลียร์ที่เกิดขึ้นในยุคของพวกเขา ได้ที่นี่

ดูรูปงานเปิดตัวหนังสือการ์ตูน 'มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : สาส์นจากความมืด' ได้ที่นี่

Rin

lundi 28 septembre 2009

กระุปุกออมสินช้างน้อย ที่การประชุมโลกร้อน ....ส่งท้ายช้างคาราวาน

วันนี้ เป็นวันแรกที่ตัวแทนจาก 180 ประเทศ ร่วมประชุมด้านภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติในกรุงเทพฯ เพื่อจัดทำร่างข้อตกลงด้านภาวะโลกร้อน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ที่จะสรุปผล ณ การประชุมสุดยอดโลกร้อน ที่กรุงโคเปนเฮเกน และวันนี้ เด็กไทย 5 คน ได้ส่งมอบกระปุกออมสินช้างน้อยที่มี "เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน" ให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติ กิจกรรมนี้เป็นการส่งท้ายโครงการ “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งกรีนพีซและช้างนักรณรงค์ 5 เชือกได้ เดินทางในประเทศไทย เป็นระยะทาง 250 กิโลเมตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อเน้นย้ำผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายป่า

เด็กๆ กลุ่มนี้เป็นตัวแทนของประชาชนมากกว่า 1.4 ล้านคนซึ่งได้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้กับแนวร่วม tcktcktck ระดับโลก เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นธรรม สูงส่ง และ มีผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่การประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่จะมาถึงในเดือนธันวาคมนี้

การประชุมด้านภาวะโลกร้อนในนิวยอร์กและพิสเบอร์กเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นหายนะ ผู้นำโลกจำเป็นต้องผลักดันให้การเจรจาที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้คืบหน้าให้ได้ ผู้นำโลกต้องลงมือปฏิบัติการอย่างหาญกล้า และทำให้ถ้อยแถลงอันยิ่งใหญ่ของผู้นำโลก ที่ประกาศ ณ การประชุมสหประชาติที่นิวยอร์กในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น เราจำเป็นต้องได้ข้อตกลงด้านภาวะโลกร้อนที่แข็งแกร่ง คุณมีส่วนช่วยได้ ลงชื่อที่นี่ ทันที เพื่อผลักดันนโยบายที่จะหยุดหายนะโลกร้อน


เด็กไทย 5 คน ส่งมอบกระปุกออมสินช้างน้อย ที่มี
“เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน (small change for the climate)”
ให้แก่นายอีฟ เดอ บัวร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
ในการเริ่มต้นรอบการเจรจาเรื่องโลกร้อนล่าสุดในกรุงเทพมหานคร


กระปุกออมสินช้างน้อยที่มี
“เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน"
บนโต๊ะกล่าวปราศรัย ในวันแรกของการเจรจาภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติ ที่กรุงเทพฯ

Rin

dimanche 27 septembre 2009

เรื่องของ 'ช้าง'

คุณรู้ไหมคะ ช้างไทย รวมถึงช้างอีกทั้ง 4 ประเภทของเอเซีย (ซึ่งมีช้างสุมาตรา ช้างศรีลังกา ช้างบอเนียว และ ช้างอินเดีย) กำลังเผชิญปัญหาการลดลงของถิ่นที่อยู่อาศัยที่ช้างจะสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยตััวของมันเอง

บล็อกเรื่องราวของช้างคราวนี้ ขอให้ความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับช้าง ดังนี้นะคะ (ขอขอบคุณพี่อลงกต ในการให้ข้อมูลให้ความรู้ตลอดเส้นทางช้างคาราวานคะ)

>> ช้างป่า และ ช้างบ้าน
ช้างบ้าน - ช้างที่ถูกจับมาฝึกอยู่ในที่พักเป็นหลักแหล่ง ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3,000 เชือก
ช้างป่า - ปัจจบันในประเทศไทย จากป่าทั้งหมด 49 แห่ง มีช้างป่าเร่ร่อนเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ตัว (ช้างป่า ใช้สรรพนามว่าตัวนะคะ เมื่อถูกจับมาเป็นช้างบ้าน ถึงใช้เรียกว่า เชือก คะ)

>> ช้างตกมัน
ช้างจะมีต่อมที่อยู่ระหว่าง หู กับ ตา ซึ่งต่อมนี้จะบวม และ มีำน้ำมันไหลออกมา เวลาที่มันตกมันคะ
ซึ่งจริงๆแล้ว ควาญช้างจะไม่นำช้างพลายที่ตกมันไปทับช้างตัวพังตัวเมีย เพราะช้างตกมันจะแรงมาก จนสามารถแทงตัวเมียเสียชีวิตได้
ช้างสามารถตกมันได้ระหว่าง 1-8 เดือน

>> ช้าง(จะ)ผสมพันธุ์
ช้างตัวผู้ จะใช้งวงดมอวัยวะเพศของช้างตัวเมีย แล้วเอาเข้าปาก (บนเพดานปาก จะมีต่อมรับรสสารเคมี) ซึ่งจะทำให้ช้างตัวผู้รับรู้ว่าช้างตัวเมียนั้นๆ พร้อมที่จะผสมพันธุ์หรือยัง

>> ช้างกับระบบนิเวศน์
ช้างเป็นสัตว์ Umbrella Specie หรือ Super Keystone ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร และ กลไกระบบนิเวศน์ ดังเช่น
- สัตว์ผู้ย่อยสลาย มากินเศษกระดูก เนื้อ หนังที่เหลือ จากเศษอาหารที่่ช้างทาน
- ชีวมวลช้าง (หรือขี้ช้าง...) - ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อื่นๆบางชนิด เป็นต้น


ก่อนที่คนรุ่นหลังจะร้องเพลง 'ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ... น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา.... จมูกยาวๆ เรียกว่างวง...' ร้องเพลงนี้อย่างที่ไม่มีโอกาสได้เห็นช้างมีชีวิตอยู่จริงๆ
ก่อนที่จะสายเกินไป เรามาช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่า ด้วยการไม่ทำลายสภาพแวดล้อม สภาพภูิมิอากาศตั้งแต่วันนี้ดีไหมคะ? Stop Global Warming Now!









Rin

lundi 21 septembre 2009

ตักบาตรบนหลังช้าง

12 เมษายน 2552 วันออกเดินทาง




ช้างนำพระเข้าสู่สถานที่ตักบาตร


 
 

เสี่ยวเว่ย นักร้องวงร็อคชื่อดังชาวจีนตักบาตร






พระพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคลก่อนออกเดินทาง

dimanche 20 septembre 2009

สังคมไทยกับช้าง

20 กันยายน 2552
โดย พลาย ภิรมย์

กิจกรรมเดินกับช้างร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว วันนี้ขบวนคาราวานได้มาร่วมกิจกรรม “39 วันมหัศจรรย์รักษ์ลุ่มน้ำบางปะกง เทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน” ภายใต้โครงการ 108 วันมหัศจรรย์พอเพียงจากวันแม่สู่วันพ่อ โดยหลายภาคีทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคพัฒนาชุมชนรวมนับพันคนได้ร่วมกันจัดทัพขบวนเดินรณรงค์ตามเส้นทางข้างแม่น้ำบางปะกงในประเด็นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ปกป้องผืนดิน และ การทำเกษตรกรรมยั่งยืน (เกษตรอินทรีย์โดยภูมิปัญญาไทย ไม่พึ่งสารเคมี) วันนี้ยังถือเป็นวันสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของไทย คือ วันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำ คู คลองแห่งชาติ และ วันปลอดรถโลก (Car Free Day)



แม้วันนี้แดดจะร้อนมาก แต่บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน ผู้คนเป็นกันเอง ต่างหยิบยื่นไมตรีจิตให้แก่กัน นักกิจกรรมของกรีนพีซร่วมถือป้ายผ้าข้อความรณรงค์ปกป้องป่า ปกป้องสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งทีมอาสาสมัครกรีนพีซได้ร่วมกันทำคืนก่อนหน้านี้จนถึงตี 3) และช้าง 5 เชือกของเราก็ได้ถูกประดับด้วยป้ายรณรงค์เช่นกัน ทำให้ดูมีสีสันสวยงามและได้รับความสนใจเป็นพิเศษ กลุ่มของเราได้รับการตั้งชื่อว่า “กองกำลังคชสาร (ฝูงช้าง)” และกลุ่มอื่นๆ ที่มาร่วมกิจกรรมก็ต่างมีชื่อตามลักษณะหน้าที่และบริบทในสังคม อาทิ “กองกำลังอาชา (ฝูงม้า)” “กองกำลังทางอากาศ (พารามอเตอร์นับสิบลำบินวนเวียน)” “กองกำลังทางทางน้ำ (กองเรือ)” “กองกำลังคนลุ่มปะกงเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายลุ่มน้ำแห่งความพอเพียง (กลุ่มเกษตรและประชาชน)” “กองกำลังทหารหาญ (ทุกหน่วยในกองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ)”  “กองกำลังน่องเหล็ก (ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ ฉะเชิงเทรา)”  “กองกำลังยุทธศึกษา (นักเรียนนักศึกษา)” “กองกำลังสื่อสารและงานข่าว (นักข่าว สื่อสารมวลชน และช่างภาพ)” โดยกองกำลังต่างๆ ได้ตั้งแถวเป็นขบวนอย่างสวยงามยิ่งใหญ่ เมื่อเวลาย่างถึง 9.59 น. ประธานกล่าวเปิดงานและทุกคนร่วมกันโยน “ลูกระเบิด (ก้อนจุลินทรีย์สำหรับบำบัดน้ำ เพิ่มออกซิเจน ที่ทำโดยภูมิปัญญาคนไทย)” ลงสู่แม่น้ำบางปะกง และเคลื่อนขบวนสู่ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กองพลทหารราบที่ 11 เพื่อร่วมกันกล่าวร่วมปฏิญญาเพื่ออนุรักษ์ลุ่มน้ำบางปะกง (ปฏิญญาศูนย์การเรียนรู้ภาคกลางฯ กองพลทหารราบที่ 11)      

หลังจากจบกิจกรรม เป็นที่ตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ช้าง 5 เชือกของเราได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ สมศักดิ์ศรี เป็นทูตรณรงค์เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและปกป้องป่าไม้ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของตน และทรัพยากรพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต

ฉบับที่แล้วที่ผมได้เขียนเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของช้างในการเป็น Umbrella Species หรือสัตว์สายพันธุ์ที่เป็นร่มเงา ในฉบับนี้ผมจึงขอเล่าเรื่องช้างกับสังคมไทยในมิติของประวัติศาสตร์เรื่องความสำคัญและความสัมพันธ์ของช้างกับสังคมไทย ดังนี้

“ช้างเป็นสัตว์ใหญ่เป็นสัตว์มงคล ในสังคมมนุษย์นั้น ช้างทำหน้าที่อันหลากหลาย เป็นทั้งสมมุติเทพในทางศาสนา เป็นจุดศูนย์รวมแห่งความเชื่อและความศรัทธาทางจิตวิญญาณ”  (ไพรัตน์ ทองไสย์, จุลสารภูมิช้าง ปีที่ 1 ฉบับที่ 6)

ช้างของคาราวานช้างนำโดยกรีนพีซอาบน้ำเพื่อเตรียมเดินรณรงค์กับกับประชาชนในชุมชน ข้าราชการท้องถิ่น และกลุ่มประชาสังคม ในฉะเชิงเทรา



ช้างของคาราวานช้างนำโดยกรีนพีซอาบน้ำเพื่อเตรียมเดินรณรงค์


หากย้อนไปในอดีต ช้างเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชาติสร้างสังคมมนุษย์ และมีคุณูปการอย่างมากต่อสังคมไทย ตราสัญลักษณ์ ชื่อสถานที่ รวมถึงประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าช้างได้ผนวกอยู่ร่วมกับสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก การที่ช้างมีสรีระร่างกายและสมรรถนะที่แข็งแรง ในอดีตภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่บางอย่างได้ผูกดวงชะตาไว้กับช้าง อาทิ การเป็นราชพาหนะและยุทธปัจจัยในการออกศึกสงคราม ขนส่งลำเลียงเสบียงและอาวุธ เป็นสัญลักษณ์ในธงชาติออกรบ เป็นต้น นอกจากนี้ช้างเผือกยังถูกใช้เป็นเครื่องบรรณาการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเมืองต่างๆ และเป็นรัตนะ 7 สิ่ง คู่บารมีขององค์พระมหากษัตริย์ ในยุคบ้านเมืองสงบ ช้างเป็นสินค้าส่งออกสำหรับคนชั้นสูงที่ค้าขายได้ และในการว่างเว้นจากศึก ช้างส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ลากซุงและเป็นพาหนะสำหรับการเดินทางในป่าเขา จะเห็นได้ว่าในอดีตช้างสัมพันธ์แนบแน่นกับสังคมมนุษย์ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา และ ศิลปวัฒนธรรม

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญทางวัตถุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย บทบาทของช้างจึงถูกลดทอนความสำคัญและศักดิ์ศรีลงมาเรื่อยๆ จนเป็นเพียงแค่ “สัตว์ชนิดหนึ่ง” ที่มีค่าแค่เป็นตราสัญลักษณ์ (อาทิ ตราสัญลักษณ์กรุงเทพมหานคร ในขณะที่ผู้ว่าฯ ปัจจุบันผลักไสไล่ช้างออกจากพื้นที่โดยที่ไม่เข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริง และช้างส่วนใหญ่ไปอดตายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ) และหลายคนมีทัศนะคติว่าช้างเป็นภาระของสังคม ไม่คิดถึงบุญคุณของช้าง ไม่เข้าใจถึงความสำคัญของช้างในระบบนิเวศ ไม่รู้ไม่เข้าใจถึงปัญหาของช้าง กลับมองช้างเป็นปัญหา ช้างถูกทิ้งถูกขว้าง ถูกลดความสำคัญ และถูกย่ำยีศักดิ์ศรี และในขณะเดียวกันถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างก็กำลังถูกมนุษย์ทำลายจนไม่เหลือ ช่างน่าสงสารช้างจริงๆ ทั้งความเป็นจริงแล้วมนุษย์เองเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับช้างให้กับสิ่งแวดล้อมนั้นเอง



ช้างและควาญช้างกินอาหารเช้า เพื่อเตรียมเดินรณรงค์

ท่านรู้หรือไม่     

ช้างป่า” (Wild elephant) มีเหลืออยู่ไม่ถึง 2,000 ตัว และกำลังถูกคุกคามจากการถูกบุกรุกถิ่นที่อยู่อาศัย ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการลักลอบตัดไม้ สร้างถนน สร้างเขื่อน และ การถางป่าบุกรุกเพื่อทำแปลงเกษตรหรือตั้งบ้านเรือน ทำให้ช้างป่าไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และอาจสูญพันธุ์ในที่สุด ทั้งนี้การลดลงหรือสูญพันธุ์ของช้างป่าจะส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ในการอยู่รอดเช่นกัน เนื่องจากช้างสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าต่างๆ

ช้างบ้าน” (Captive elephants) คือช้างที่ถูกฝึกเพื่ออยู่ร่วมกับคนหรือสังคมได้  ซึ่งประเทศไทยมีช้างบ้านอยู่ประมาณ 3,000 เชือก อาศัยอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในทั่วทุกภาค ปัจจุบันช้างบ้านกำลังประสบปัญหาอย่างหนักรอบด้าน อาทิ

   o ป่าชุมชนและพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของช้างบ้านได้ถูกบุกรุกและจับจองโดยนายทุน เปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกต้นยูคาลิปตัส ทำให้ต้องหาซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงช้างแทนการหาเองตามแหล่งธรรมชาติ เกิดค่าใช้จ่าย และส่งผลให้ควาญช้างต้องนำช้างมาเร่หากินตามเมืองต่างๆ เพื่อการอยู่รอด 

   o ปัญหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีปริมาณลดลงจากการบุกรุกป่าและทำเกษตรเชิงเดี่ยว และปัญหาคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะการปนเปื้อนสารพิษจากการใช้ยาฆ่าแมลงหรือยากำจัดวัชพืชในไร่นาซึ่งจะทำให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อช้างถึงขั้นเสียชีวิตเมื่อบริโภคแหล่งน้ำปนเปื้อนดังกล่าว

   o องค์ความรู้เรื่องช้างกำลังสูญหายไปจากสังคมไทย และสังคมยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับช้าง จนได้รับรู้ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับช้าง


ช้างจากช้างคาราวานนำโดยกรีนพีซเดินหาอาหาร ก่อนเดินรณรงค์

ท่านสามารถช่วยเหลือช้างป่าและช้างบ้านได้โดย

   o ร่วมปกป้องป่าไม้ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อาทิ แหล่งน้ำ

   o ยุติการสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งผลต่อการลดลงของป่าไม้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

   o ร่วมหยุดยั้งการบุกรุกป่า

   o ร่วมหยุดยั้งการทำเกษตรเชิงเดี่ยว การทำเกษตรเคมี และ การปลูกยูคาลิปตัส

   o สนับสนุนกิจกรรมช้างเพื่อการอนุรักษ์  อาทิ ด้านการท่องเที่ยว และด้านการศึกษา

   o สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อการศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสัตว์

   o มีความรัก ความเข้าใจ และเข้าใจปัญหาช้างอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะในมิติของช้างกับระบบนิเวศป่า และการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างบ้านกับสังคมไทยที่ไม่อาจแยกหรือทอดทิ้งกันกันได้

พลาย ภิรมย์

vendredi 18 septembre 2009

ช้างระยะประชั้นชิด

คุณไม่มีวันจะได้รู้จักช้างถ้าไม่ไปร่วมคาราวานช้าง และเราก็ได้อยู่ใกล้ชิดช้าง 5 เชือกในการเดินทางครั้งนี้มาหลายวัน รู้จักช้างแต่ละตัวได้ที่นี่

และนี่เป็นภาพระยะใกล้จากพี่ตุ้ย ช่างภาพของเรา
Chang-14Sept09-websize-02

Chang-14Sept09-websize-01

ดูช้างอาบน้ำนานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ



ช้างสามารถดูดน้ำสูงสุด 14 ลิตรต่อครั้ง สัตว์ใหญ่อย่างเช่นช้างต้องการน้ำมากเหลือเกิน










การสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อวานโดย WWF กรีนพีซ และ 350.org แสดงให้เห็นว่าชาวเอเชียคิดว่าการขาดแคลนน้ำเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่น่าหวั่นวิตกมากที่สุด ตามด้วยสุขภาพที่เลวร้ายลง การสูญพันธุ์สัตว์และพืช และ การขาดแคลนอาหาร

ถ้าช้างรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหล่าช้างคงกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำเช่นกัน

ลีอา เกอร์เรโร