Affichage des articles dont le libellé est โลกร้อน. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est โลกร้อน. Afficher tous les articles

mercredi 2 décembre 2009

Heads of State, 2020: โฆษณาของกรีนพีซที่สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน

World leaders apologise for climate failure in Copenhagen airport ads

เราหวังว่าโฆษณาคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเหล่านี้จะไม่เป็นจริงในอนาคต!

โฆษณาเหล่านี้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆออกมามองย้อนหลังถึงสิ่งที่เขา 'ควรทำ' ในอดีต แต่ไม่ได้ทำ ซึ่งที่ควรทำที่ว่านี้คือการบรรลุตกลงเกี่ยวกับสภาวะภูิมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนนี้


ขณะที่ยังพอมีเวลาให้เหล่าผู้นำโลกกลับตัว-ไม่ต้องเสียใจในอนาคตกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต  เีพียงแค่พวกเขาบรรลุข้อตกลงสูงสุดที่เป็นธรรมและมีพันธะผูกพันธ์ทางกฏหมาย ในการที่จะปกป้องสภาพภูิมิอากาศของโลกเราเท่านั้น

Barack Obama (US)


Photo:Greenpeace/Åslund

Angela Merkel (Germany)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Nicolas Sarkozy (France)

Photo:Greenpeace/Åslund


Gordon Brown (UK)

Photo:Greenpeace/Åslund


Luiz Inacio Lula da Silva (Brazil)

Photo:Greenpeace/Åslund


Donald Tusk (Poland)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Jose Luis Rodriguez Zapatero

Photo:Greenpeace/Åslund


Stephen Harper (Canada)

Photo:Greenpeace/Åslund

Share

mardi 10 novembre 2009

เยาวชนยุคพลังงานสะอาด ยุตินิวเคลียร์

วันนี้ Solar Generation (กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาด) และ Green DJ (นักจัดรายการวิทยุเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม) ของกรีนพีซ เปิดตัวหนังสือการ์ตูนรณรงค์ออนไลน์เรื่อง “มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : สาส์นจากความมืด” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับภัยจากพลังงานนิวเคลียร์ผ่านการผจญภัยของเยาวชนที่ต้องการสร้างให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น

ในงานเปิดตัวนี้ มีตัวแทนจากชุมชนที่เป็นจุดที่ถูกสำรวจว่าจะมีการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ที่พื้นที่นี่มาร่วมเสวนาด้วย ซึ่งตัวแทนได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจในมุมมองของคนจากชุมชนหลายประเด็นนะคะ เช่น ตัวแทนจากชุมชนตำบลมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท เล่าว่า อยู่ดีๆ อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก็ไปเห็นว่ามีบ่อสี่เหลี่ยมถูกขุดอยู่ ถามไปถามมา ถึงได้ทราบว่าจะมีการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แถวพื้นที่นี่
พวกเขาไม่มีความรู้ แต่ก็ได้พยายามศึกษาและได้รับทราบถึงผลกระทบที่เป็นอันตราย ตัวแทนชุมชนนี้บอกต่อว่า ข้อมูลที่พวกเขาได้รับ จะได้แต่ข้อมูลทางแง่ดี ซึ่งพวกเขาก็มีข้อโต้แย้งทั้งนั้น ดังเช่นว่า

>> การไฟฟ้าบอกว่าจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี :
พวกเราก็คิดว่า จะฟรีได้ยังไง การสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์นี้ ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งส่วนหนึ่งก็ มาจากภาษีประชาชนมิใช่หรือ

>> การบอกว่าจะให้มีงานทำใน 6 เดือน :
พวกเราคิดว่าพวกเราคงไม่มีความสามารถทำได้ เพราะทุกอย่างเป็นเทคนิคหมด และอะไรจะเกิดขึ้นหลัง 6 เดือน ? รังสีในร่างกาย หรือ อันตรายต่อสุขภาพต่างๆล่ะ

>> การประกาศแจ้งว่าจะสร้างโรงงานในที่ห่างไกลชุมชน :
แต่พื้นที่ๆพวกเราอยู่ก็เป็นชุมชนไม่ใช่หรือ มีสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ

>> การบอกเราว่าจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี :
พวกเราไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอย่างไร ชัยนาทเคยถูกประกาศว่าเป็นจังหวัดภัยแล้งอยู่แล้ว นี่ยังจะต้องใช้้น้ำจำนวนมากไปหล่อในแท่นปฏิกรณ์อีกหรือ??

>> กากนิวเคลียร์ จะนำไปทิ้งที่ทะเล หรือฝังลึกใต้ดิน :
ชัยนาทอยู่ห่างจากทะเล 200 เมตร ถ้ามีการรั่วระหว่างทาง หรือ ถ้าฝังใต้ดินแล้วมีการรั่วซึมสู่ผืนดินและแหล่งน้ำล่ะ

อืม... เป็นความเห็นตรงๆจากคนในพื้นที่ที่เป็นห่วงพื้นที่ของตน สุขภาพและสภาพแวดล้อมของพวกเขา ที่ควรจะได้รับการรับฟังพิจารณานะคะ

คุณ ทราบไหมคะ การไฟฟ้าเคยให้ Abac Poll ทำการสำรวจความเห็นต่อการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ปรากฎว่าผลเป็นอย่างไรทราบไหมคะ 80 % บอกว่า เห็นด้วย แต่ 60% ของคนที่เห็นด้วยนั้นบอกว่า แต่อย่ามาสร้างแถวบ้านของฉัน (อ้าว!?!)

จังหวัดชัยนาทเป็นหนึ่งพื้นที่ ที่ถูกพิจารณาว่าเหมาะแก่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยสำนักพัฒนาพลังงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ กระทรวงพลังงาน เนื่องจากภูมิประเทศขนาบข้างด้วยแม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา © Greenpeace/ Virunan Chiddaycha

พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่อันตราย มีผลกระทบต่อสภาวแวดล้อมรวมถึงมนุษย์ ตัวอย่างเห็นได้ชัดที่เกิดขึ้นมาแล้วคือผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์จากอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล


เราควรหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย ซึ่งเป็นทางออกที่แท้จริงของการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เพราะพลังงา หมุนเวียนที่ใช้เพิ่มขึ้นช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ซึ่งหมายถึงอุทกภัย ภัยแล้ง และ เหตุการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกจะลดน้อยลงด้วยค่ะ

อ่านเรื่องราวในรูปแบบการ์ตูนการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของคอสโมและลูนาร์ ที่เดินทางย้อนเวลาจากโลกอนาคต เพื่อมาบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวคลียร์ที่เกิดขึ้นในยุคของพวกเขา ได้ที่นี่

ดูรูปงานเปิดตัวหนังสือการ์ตูน 'มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : สาส์นจากความมืด' ได้ที่นี่

Rin

vendredi 11 septembre 2009

ชาวนาไทย หัวใจสู้


คุณ ทราบไหมคะว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยได้รับประกาศนียบัตรจากกินเนสบุ๊ก Guiness Book World's Record ว่า ในปี 2008 ประเทศไทยได้ส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ประมาณ 8 ล้านตัน - คิดเป็นประมาณ 27% จากทั้งโลก)




ข้าว อาหารหลักของคนไทย สินค้าส่งออกหลักของประเทศ แล้วมีใครทานข้าวแล้วนึกถึงชาวนา คนปลูกข้าว 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ไหมคะ

คุณป้าสำเนียง ฮวดลิ้ม อายุ 62 ปี - ชาวนาไทยคนหนึ่ง เกิดในครอบครัวที่ทำนามาตลอด และปัจจุบันก็ยังทำนาด้วยวิถีดั่งเดิมอยู่



คุณป้าเล่าชีวิตการทำนาให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ;

"ป้าทำนามาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าอายุ 13-14 ปี ก็ช่วยพ่อไถนาแล้ว สมัยนั้นก็ไม่เคยใช้เคมี ใช้ขี้วัว ไปตามธรรมชาติ แล้วอยู่มา ก็มีคนบอกให้ลองใช้ดูจะได้ผลดีขึ้น ป้าก็ลองทำดู ทำไปปีแรก ก็ได้ผลดี แต่พอทำปีต่อไป ดินมันเสื่อมคุณภาพลง และข้าวก็เป็นสารพัดโรค มันคงดื้อยา แล้วเราก็ต้องซื้อเคมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อบำรุง ปีนึงๆ ซื้อยา 4-5 ครั้ง ครั้งละพันกว่าบาท และข้าวออกมาก็แข็ง ทั้งๆที่เป็นข้าวเราพันธุ์เดิมนั้นแหละ พอปีที่ 3 ดินมันแย่มาก ป้าก็เอาขี้วัวไปใส่ ข้าวก็เริ่มไม่เป็นโรค แข็งแรงขึ้น ป้าก็เลยเริ่มเรียนรู้ ทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ทำจากน้ำส้มควันไม้ ถ่านก็เผาเอง ไม่ต้องซื้อ แกลบ ก็เอามาทำปุ๋ยต่อ หรือ เอามาเผาถ่านเพื่อทำปุ๋ยหมัก รายได้ก็เริ่มดีขึ้น รายจ่ายก็ไม่ค่อยมี ส่วนข้าวนั้น ก็ยังเอามาแปรรูปทำขนมจีนแป้งสด เพื่อเพิ่มมูลค่า"


คุณป้าบอกว่าแค่ดูแลดินให้ดี เตรียมพื้นที่ปลูกข้าวทุกขั้นตอนด้วยเกษตรอินทรีย์ วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นขี้วัว ขี้ควาย ไม่ใช้เคมีเกษตรเลย ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักทำเอง ซึ่งก็ทำให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก

'ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนสูงมาก สูงกว่าการปลูกทางอินทรีย์ประมาณ 4 เท่าตัว ต้นทุนทำนาปุ๋ยเคมีประมาณ 4,600 กว่าบาทต่อไร่ เทียบกับ 1,000 บาทเท่านั้นถ้าใช้วิธีปลูกทางอินทรีย์

และนี่ที่ทางบ้านป้า (หมายถึงมีคุณป้า คุณลุง ลูกชาย และลูกสะใภ้) ช่วยกันหว่านเอง ดำนาเองด้วย ไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนก็เหลือแค่ประมาณ 400 บาทต่อไร่เท่านั้น แต่เวลาถ้าทำไม่ไหว ก็จ้างลูกจ้าง คนที่เขาไม่มีงานทำ เช่นผู้ใหญ่ที่อายุแยะหน่อย หรือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกที่เขาไม่มีคนอื่นจ้างหน่ะ จะได้ช่วยชุมชนด้วย" คุณป้าสำเนียงเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


"ทีแรกลุงเขา (หมายถึงสามีคุณป้า) ก็ไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ใช้พวกปุ๋ยเคมี หรือสารฆ่าแมลงเคมีแล้วจะได้ผลผลิตดี แต่พอทำไปแล้วมันได้ผลเหลือเชื่อ ยิ่งทำไป ทำไป ดินก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ 3 นี่ ดินสมบูรณ์มาก โดยสังเกตจากมีสัตว์ต่างๆ เช่นปูนา มาอาศัยอยู่ได้ ผลผลิตก็ดี ความนุ่มและรสชาติของข้าวก็อร่อยกว่าปลูกด้วยเคมีอีก อย่างเอาข้าวมาทำขนมจีนนี่ ข้าวที่ได้จากการปลูกโดยใช้เคมีจะแข็ง เวลาเอาทำขนมจีนแทบไ่ม่ได้ มันจะร่วนและก็บูดง่าย" คุณป้าเสริม


ตอนนี้ คุณป้าสำเนียง ได้เปิดศูนย์พ่อสร้าง ลูกสาน โพธาราม มูลนิธิกษิกรรมธรรมชาติ เปิดอบรมให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ โดยนอกจากจะไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังให้ที่พัก อาหารฟรีด้วย โดยเปิดสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรการเกษตรอินทรีย์ทั่วไป เช่นสอนนาข้าวปลอดสารพิษ วิธีทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงธรรมจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และหลักสูตรต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจะสอนเฉพาะคนว่างงาน-ไม่มีิเงินเดือน


สุดท้าย คุณป้าฝากไว้ว่า "อยากให้เกษตรกรทุกคนที่ทำนา หันมาใช้วิถีอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติ เพราะปลอดภัยและได้ผลดี เป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน"


"ตอนนี้ชีวิตดีขึ้น ก่อนนี้ชีวิตป้าย้ำแย่ ชีวิตป้ายิ่งกว่าละครอีก ล้มหลายครั้ง รุ่งก็หลายครั้ง

หลงทาง ไปทำอะไรที่เราทำไม่เป็น เพราะเราไม่รู้ เชื่อเขาบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะรวย ก็ทำไปทั้งๆที่เราไม่มีความรู้จริง

เราต้องกลับมาดูตัวเราเองว่ามีความรู้ แก้ปัญหากับสิ่งที่เราทำให้เป็น ศึกษาเรียนรู้ทำอะไรที่เรารู้ เราจะได้แก้ปัญหาเป็น อย่าเอาแต่ฟังจากเขาพูด อย่างป้าเองปัจจุบัน ในที่สุดมีชีวิตที่ดีกลับมาได้ก็เพราะอาชีพทำนาที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก" คุณป้าพูดด้วยใบหน้าอมยิ้มด้วยความภูมิใจ


ทางกรีนพีซมีโครงการสนับสนุนข้าวไทยปลอดภัยสารพิษ ต่อต้านข้าว GMO ดูรายละเีอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้นะคะ



Rin


vendredi 28 août 2009

Tck Tck Tck : You turn the Earth : ลดโลกร้อนกันเถอะ

พอดีได้รับแจ้งเมื่อเช้าว่าจะมีการเปิดโครงการ Tck Tck Tck เพื่อรณรงค์ช่วยกันปกป้องโลกจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ คนรักธรรมชาติและความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์โลกอย่างเราก็เลยเข้าไปร่วมด้วยอย่างไม่ลังเล

เด็กๆ แปรอักษร Tck Tck Tck. Act Now! ที่หน้าตึกองค์การสหประชาชาติ
แปรขบวนรูปเข็มนาฬิกา เรียกร้องให้ผู้นำโลกหันมาใส่ใจอนาคตของโลกอย่างจริงจังมากขึ้น


ทำไมเราถึงสนใจเรื่องโลกร้อน รู้ไหมคะ?
ก่อนอื่น คุณรู้ไหมว่าที่เขาพูดกันว่า 'โลกร้อน' หน่ะ นั้นมันหมายความว่าอย่างไร?
แล้วยังไงเหรอ? มันมีผลกระทบกับชีวิตคุณหรือลูกหลานอย่างไรนี่?

ง่ายๆ เลย การที่โลกร้อนขึ้นนั้น คุณรู้หรือไม่ว่า?:

> อุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้น 1-4 องศาในสิ้นศตวรรษนี้
การที่น้ำทะเลร้อนขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบก้ับสัตว์ทะเล เช่น ปลาอาจไม่มีหน้ง, หอยอาจไม่มีฝา
ซึ่งก็จะกระทบกับความสมดุลของระบบนิเวศน์, ห่วงโซ่อาหารต่อๆมา จนปลายของห่วงโซ่ ก็คือ
มนุษย์ คนเรานั่นเอง

> น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย เพราะความร้อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำท่วมชายฝั่งเข้าไปเป็นกิโลๆ
8 ใน 10 เมืองหลวงหลักที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากที่สุดในโลกอยู่ในทวีปเอเซียทั้งหมด - รวม
ทั้งกรุงเทพฯด้วย!)

และคุณรู้ไหมคะ? ที่ๆเราอยู่ ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ - ส่วนเล็กๆของโลก ด้วยพื้นที่เพียง 3% ของผืนดินในโลก แต่ส่วนเล็กๆนี้แหละ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของ 20% ของเผ่าพันธุ์ที่มีชีวิตทั้งหมดในโลก
และส่วนที่เราอยู่อีกนี่แหละ ที่ำกำลังได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงของปล่อยมลภาวะ (โดยเฉพาะจากประเทศที่พัฒนาแล้ว) และหนักไปกว่านั้น ทวีปเอเซียของเรานี่เอง ที่เป็นส่วนที่ได้ผลกระทบกว่า 90% จากภาวะโลกร้อน

.. อืมมม..... ยกตัวอย่างใกล้ตัวขึ้นนะคะ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีใน 3 จังหวัดภาคอีสานของไทย รวมถึงจังหวัดยโสธรที่เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีของประเทศไทย
ทำให้ไร่นาเสียหายหลายพันไร่ ส่งผลกระทบระยะยาวต่อความมั่นคงทางอาหารของชาวนา - สันหลังของชาติไทย หลายชีวิต และผลผลิตข้าว - อาหารหลักของคนไทย และ สินค้าเกษตรส่งออกอันดับต้นๆของประเทศ...

และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่มาที่ไปที่องค์กรต่างๆ รวมถึง Greenpeace, WWF, Oxfam, 350 degree ร่วมกันชวนชาวโลกยุติโลกร้อน ออกโครงการ Tck Tck Tck นับเวลาถอยหลัง ต้องการให้ผู้นำโลกเห็นความสำคัญและเข้าร่วมการประชุม UN Climate Summit in Copenhagen ในเดือนธันวานี้ เพื่อออกมาตรการต่างๆเช่นการลดก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ ซึ่งคุณทุกคน ก็มีส่วนช่วยได้ผ่านหน้าเว็บไซต์นี้นะคะ : Chang(e) is Coming!




เด็กๆร่วมร้องเพลง ''roll over the ocean, roll over the sea,
grow into your heart to build a community.......
It's I, it's You, to build our community... ''


แล้วคุณล่ะคะ ? ร่วมช่วยเหลือชุมชนของคุณ ช่วยโลกของเราหรือยัง

--------You turn the Earth : ลงมือทำวันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป--------

Rin

dimanche 2 août 2009

แถลงการณ์ AMEM ที่พม่า: เดินหน้านิวเคลียร์

แถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานแห่งอาเซียน (AMEM) ครั้งที่ 27 ณ เมืองมันดาเลย์ ประเทศพม่า ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ระบุว่ารัฐมนตรีของประเทศในอาเซียน เห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อความร่วมมือด้านพลังงานแห่งอาเซียน (APAEC) พ.ศ. 2553-2558 ซึ่งประกอบด้วย 6 แผนงาน 1 แผนงานในนั้น คือ การผลิตพลังงานนิวเคลียร์

หัวข้อของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน คือ "การสร้างความเจริญและความยั่งยืนให้กับอนาคตด้านพลังงานของอาเซียน" ไม่มีอะไรเจริญและยั่งยืนเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ รัฐบาล​ใน​อา​เซียน​ไม่​ควรเสียเงินไป​กับ​การนำ​เข้า​เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่​แพง​และ​อันตราย​ ​ทั้ง​นี้​ ​รัฐบาลไทย​ ​อินโดนี​เซีย​ ​ฟิลิปปินส์​ ​และ​ ​เวียดนาม​ ​แสดง​ความ​ประสงค์ที่​จะ​สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์​ใน​ประ​เทศของตน​

อาสาสมัครกรีนพีซรณรงค์หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัลในกรุงเทพฯ  สถานที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) โดยใช้ข้อความ "อาเซียน  ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน"  กรีนพีซกระตุ้นให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเมือง  โดยมีพันธะสู่อนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด  แทนที่จะทำให้ประเทศสมาชิกติดกับอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งเชื้อเพลิงฟอสซิลและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สกปรก  อันตราย และ ราคาแพง
8 สิงหาคม 2551, กรุงเทพฯ - อาสาสมัครกรีนพีซรณรงค์หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัล สถานที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) โดยใช้ข้อความ "อาเซียน ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน" กรีนพีซกระตุ้นให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเมือง โดยมีพันธะสู่อนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แทนที่จะทำให้ประเทศสมาชิกติดกับอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งเชื้อเพลิงฟอสซิล และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สกปรก อันตราย และ ราคาแพง

นิวเคลียร์ไม่มีวันปลอดภัย

ใน​โลกนี้​ไม่​มี​เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์​ใด​ที่ปลอดภัย​ ​เครื่องปฏิกรณ์ทุกเครื่องมีข้อบกพร่องด้าน​ความ​ปลอดภัย​เป็น​ของคู่​กัน​ ​ซึ่ง​ไม่​สามารถ​กำ​จัดไป​ได้​โดย​การเพิ่มคุณภาพ​ความ​ปลอดภัย​ ​เชื้อเพลิงที่​เป็น​กัมมันตภาพรังสีสูง​ต้อง​ใช้​ระบบทำ​ความ​เย็นตลอดเวลา​ ​ซึ่ง​หากผิดพลาดอาจนำ​ไปสู่หายนะ​จาก​การปล่อยสารกัมมันตภาพรังสี​ ​นอก​จาก​นี้​เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์​ยัง​มี​ความ​เสี่ยงสูงต่อการนำ​ไป​ใช้​ก่อวินาศกรรม​โดย​ไตร่ตรอง​ไว้​ก่อน​ ​ซึ่ง​รวม​ถึง​การก่อการร้าย​

นิวเคลียร์สกปรก

ตั้งแต่วินาที​แรกที่มีการทำ​เหมืองแร่ยู​เรเนียม​ ​จะ​เกิดการผลิตกากนิวเคลียร์​ใน​ปริมาณมหาศาล​ ​ไม่​มีวิธีที่ปลอดภัย​และ​ปราศจา​กความ​เสี่ยงสำ​หรับการจัดเก็บกากนิวเคลียร์​ ​ไม่​มีประ​เทศ​ใด​ใน​โลกที่มีวิธี​แก้ปัญหากากนิวเคลียร์​ใน​ปริมาณสูงที่เป็น​กัมมันตภาพรังสี​เป็น​เวลาหลายแสนปี​ ​

นิวเคลียร์มีราคาแพงมหาศาล

เพื่อที่จะกอบกู้วิกฤตทางการเงิน อาเซียนต้องรับประ​กัน​ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะ​เน้นไปที่การพัฒนา​และ​วางระบบพลังงานหมุนเวียน​ ​

การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สร้างผลกำ​ไรแก่ประ​เทศร่ำ​รวย​ ​แต่ก่อภาระทางเศรษฐกิจ​ให้​กับ​ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง​ใต้​ ​โดย​ทำ​ให้​ต้อง​พึ่งพา​เทคโนโลยี​ ​เชื้อเพลิง​ ​และ​วัตถุดิบ​จาก​ต่างประ​เทศ ​ผู้​นำ​อา​เซียนควรมุ่งเน้นไปที่การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด​ ​ซึ่ง​พิสูจน์​ให้​เห็น​แล้ว​ว่าก่อ​ให้​เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพหลายพันตำ​แหน่ง​ใน​ภูมิภาค​

ต้นทุนการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์​ทั่ว​โลก​ได้​พุ่งขึ้นสูง​ถึง​ 170-280 พันล้านบาท ​ใน​ช่วง​ 5 ​ปีที่ผ่านมา​​ ​ ซึ่ง​มากกว่าที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์คาดการณ์​ไว้​ถึง​ 3 ​เท่า เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของฝรั่งเศสที่ก่อสร้างขึ้น​ใน​ยุ​โรป​ใน​ขณะนี้​นั้น​มีงบบานปลายไป​แล้ว​มากกว่า​ 1 แสนล้านบาท​ ​นอก​จาก​นี้การก่อสร้าง​ยัง​ล่าช้า​ ​และ​ผิดพลาดนับพันจุด​

วันนี้นักกิจกรรมกรีนพีซรณรงค์หน้าสถานที่จัดประชุมอาเซียน +3  โดยลอยบอลลูนขนาดใหญ่ และแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “ลงทุนพลังงานหมุนเวียน  ไม่ใช่นิวเคลียร์ ปกป้องสภาพภูมิอากาศเดี๋ยวนี้”  กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมอาเซียน +3  พลิกวิกฤตเศรษฐกิจเป็นโอกาสเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน  โดยการรับประกันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปที่การพัฒนาและวางระบบพลังงานหมุนเวียน  จะก่อให้เกิดการจ้างงานที่ยั่งยืนนับพันตำแหน่งในภูมิภาค
10 เมษายน 2552, พัทยา - นักกิจกรรมกรีนพีซรณรงค์หน้าสถานที่จัดประชุมอา​เซียน​ +3 ​โดย​ลอยบอลลูนขนาด​ใหญ่​ ​และ​แผ่นป้ายที่มีข้อ​ความ​ว่า​ “​ลงทุนพลังงานหมุนเวียน​ ​ไม่​ใช่​นิวเคลียร์​ ​ปกป้องสภาพภูมิอากาศเดี๋ยวนี้​” ​กรีนพีซเรียกร้อง​ให้​ผู้​นำ​ประ​เทศที่​เข้า​ร่วมการประชุมอา​เซียน​ +3 ​พลิกวิกฤตเศรษฐกิจ​เป็น​โอกาสเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน​ ​โดย​การรับประ​กัน​ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเน้นไปที่การพัฒนา​และ​วาง ระบบพลังงานหมุนเวียน​ ซึ่ง​จะ​ก่อ​ให้​เกิดการจ้างงานที่ยั่งยืนนับพันตำ​แหน่ง​ใน​ภูมิภาค​

นิวเคลียร์เบี่ยงเบนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง

การดำ​เนินการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์​ยัง​ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ให้​ย่ำ​แย่ลงอย่างขนาน​ใหญ่​ ​เพราะ​เบี่ยงเบนการแก้ปัญหา​ ​ซึ่ง​เป็น​อันตราย​ ​เรามิอาจสูญเสียทรัพยากร​และ​เวลา​ไป​กับ​เรื่องนี้​ได้​

หาก​ยัง​คงขาดการดำ​เนินการอย่างทันท่วงที​เพื่อพลิกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง​ใต้​จะ​เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ​และ​วิกฤตทางนิ​เวศครั้ง​ใหญ่​ ​อา​เซียนควร​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​การพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด​ ​เพื่อ​ช่วย​ให้​ประ​เทศ​ใน​อา​เซียน​สามารถ​ต่อสู้​กับ​ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ได้​ ​แทนที่​จะ​สนับสนุนเงิน​ให้​แก่พลังงานสกปรก​และ​อุตสาหกรรมอันตราย​ และเพื่อแสดง​ความ​เคารพ​ใน​ความ​ยุติธรรม​ ​อา​เซียน​ต้อง​เรียกร้อง​ให้​ประ​เทศอุตสาหกรรม​ช่วย​เหลือประ​เทศกำ​ลังพัฒนา​ใน​ความ​พยายามปรับตัว​กับ​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ ​และ​เอื้อ​ให้​เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่​เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ​ กรีนพีซคาดหวังว่า​ผู้​นำ​อา​เซียนของเรา​จะ​นำ​ข้อเรียกร้องนี้​ไปสู่​เวที​เจรจาสุดยอดด้านภาวะ​โลกร้อน ณ กรุงโคเปนเฮเกน​ใน​เดือนธันวาคมนี้​ด้วย​

หยุดภาวะโลกร้อน พร้อมสร้างความมั่นคงและความเป็นอิสระด้านพลังงาน

​กรีนพีซเห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์​ไม่​มีบทบาทอัน​ใด​เลย​ใน​การ​ช่วย​ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภาย​ใน​ปี​ 2593 ​เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัย​จาก​การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ​ กรีนพีซเรียกร้อง​ให้​สร้างการปฏิวัติพลังงานบนฐานการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน​และ​ประสิทธิภาพพลังงาน​ ​รัฐบาลที่​เลือกพลังงานนิวเคลียร์​ ​ท้ายที่สุด​แล้ว​จะ​พบว่า​ความ​มั่นคง​และ​ความ​เป็น​อิสระด้านพลังงาน​จะ​ตก​อยู่​ใน​เงื้อมมือของประ​เทศสองสามประ​เทศ​ ​และ​บริษัท​ไม่​กี่แห่ง​ที่ครอบครองเทคโนโลยี​และ​เชื้อเพลิงนิวเคลียร์​

เดินขบวนอาเซียนไม่เอานิวเคลียร์ Don't Nuke ASEAN march by you.
5 สิงหาคม 2551,กรุงเทพฯ - อาสาสมัครกรีนพีซเดินขบวนจากสยามสแควร์ ผ่าห้างสรรพสินค้าสยามดิสคอเวอรี่ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ไปถึงโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัล ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนประจำปี 2551 เพื่อส่งข้อความ “อาเซียน ไม่เอานิวเคลียร์” ให้แก่สาธารณะชน พร้อมรวบรวมรายชื่อผู้ผลักดันพลังงานหมุนเวียนในประเทศ

mercredi 26 novembre 2008

ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กับปัญหาโลกร้อน

การจัดอันดับผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวฉบับล่าสุดของกรีนพีซเผย ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังไม่จริงจังต่อการแก้ปัญหาโลกร้อน

ปัจจุบันแม้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่เน้นประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นกลยุทธ์ในการตลาดมากขึ้น แต่การจัดอันดับผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวฉบับล่าสุดของกรีนพีซ พบว่า ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังไม่จริงจังต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง



นับตั้งแต่การจัดอันดับครั้งแรกในปี 2549 ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะด้านการลดใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ และการรับผิดชอบต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังไม่ครอบคลุมถึงประเด็นด้านพลังงาน ซึ่งแม้ผู้ผลิตเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะช่วยแก้วิกฤตปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมถึงการผลักดันรัฐบาลเพื่อเป็นผู้นำแก้ปัญหา มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ลงมือกระทำดังกล่าวอย่างแท้จริง โดยโมโตโรล่า ไมโครซอร์ป เดล แอปเปิ้ล เลอโนโว ซัมซุง นินเทนโด และ แอลจี เป็นกลุ่มผู้ผลิตที่ยังไม่มีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต รวมถึงขาดการตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติ และการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาที่ชัดเจน

การเป็นผู้ผลิตสีเขียวอย่างแท้จริงนั้น ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญกับทุกประเด็น คือ ทั้งด้านพลังงาน สารพิษ และ การรีไซเคิล ทั้งนี้ เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low carbon economy) กรีนพีซจึงผนวกการประเมินผู้ผลิตในด้านพลังงานโดยดูจาก

1) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2) ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์
3) การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
4) การสนับสนุนหรือผลักดันภาครัฐให้เป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


จากการจัดอันดับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวจำนวน 18 แบรนด์พบว่าผู้ผลิต 9 แบรนด์ได้รับคะแนนเกินกว่าครึ่ง (5/10 คะแนน)

- ผู้ผลิตส่วนใหญ่ได้คะแนนจากหลักเกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์

- ฟูจิซึ-ซีเมนส์ ฟิลิปส์ และ ชาร์ป เท่านั้นได้รับคะแนนจากการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มากเพียงพอ

- ฟิลิปส์และเอชพีเท่านั้น ที่ได้คะแนนสูงสุดจากการให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตทั้งระบบ

- ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานในการผลิต แม้ว่าผู้ผลิตบางรายเป็นผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์เองก็ตาม มีเพียงโนเกียซึ่งเป็นอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานในการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 25 และมีแผนที่จะจัดหาเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ให้ได้ภายในปี 2553

ผู้ผลิตที่โดดเด่นในเกณฑ์ด้านพลังงานกลับทำได้ไม่ดีในเกณฑ์ด้านสารพิษในผลิตภัณฑ์ และความรับผิดชอบต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ นั่นคือ

- ฟิลิปส์ ต่อต้านนโยบายความรับผิดชอบของผู้ผลิตแต่ละราย (Individual Producer Responsibility) ที่มุ่งให้ผู้ผลิตเก็บรวบรวมผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อเสื่อมสภาพแล้วนำไปไปรีไซ เคิลรวมถึงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

- เอชพี ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ปลอดจากสารเคมีอันตรายวางขายในตลาด แม้กระทั้งแผนที่จะหยุดใช้สารเคมีอันตราย

ในขณะที่ผู้ผลิตหลายรายเริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีอันตรายสามารถผลิตได้จริง เช่น ผลิตภัณฑ์บางรุ่นจากโนเกีย โซนี-อีริคสัน โตชิบา ฟูจิซึ-ซีเมนส์ ชาร์ป และ แอปเปิ้ล

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการจัดอันดับฉบับล่าสุด ประกอบด้วย โมโตโรล่าที่กระโดดจากอันดับที่ 15 มาเป็นที่ 7 โตชิบาขึ้นจากอันดับที่ 7 มาเป็นที่ 3 และชาร์ปขึ้นจากอันดับที่ 16 มาเป็นที่ 10 ผู้ผลิตที่มีอันดับลดลงส่วนมากเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ เช่น เอเซอร์ เดล เอชพี และแอปเปิ้ล

อย่างไรก็ตาม แอปเปิ้ล ได้คะแนนเพิ่มจากการแจ้งข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของตน (carbon footprint) และผลิตภัณฑ์ไอพอดรุ่นใหม่ ปลอดจากสารเคมีอันตราย คือ พีวีซี (PVC) และ สารหน่วงไฟโบรมีน (BFRs)

กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้ผลิตทุกรายพยายามลดและยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย และรับผลิตภัณฑ์ของตนกลับไปรีไซเคิล พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์ด้านพลังงานไปปฏิบัติ” นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “และ ที่สำคัญ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นสีเขียวได้จริง ผู้ผลิตทุกรายต้องไม่หยุดเพียงแค่ปฏิบัติตามข้อบังคับขั้นต่ำของกฎหมาย แต่จะต้องพัฒนาให้อุตสาหกรรมไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างแท้จริงและ ต่อเนื่อง


ดาวน์โหลดคู่มือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ฉบับที่ 10 ได้ที่นี่
อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่
ดูการจัดอันดับของแต่และบริษัทโดยสรุปได้ที่นี่

vendredi 8 août 2008

อาเซียนไม่เอานิวเคลียร์ ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน Don't Nuke ASEAN; Lead the Energy [R]evolution

คุณทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศกำลังพัฒนา รองจากจีนและอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 350% ภายในปี 2593 เราเชื่อว่าคุณเห็นด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนถึงผลกระทบรุนแรง หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือกระจกทั่วโลกลงครึ่งหนึ่งภายในกลางศตวรรษนี้

หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รัฐมนตรีพลังงานของประเทศในกลุ่มอาเซียนบางท่านกำลังผลักดัน ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) ประจำปี ในกรุงเทพฯ (5-8 สิงหาคม 2551) คือ พลังงานนิวเคลียร์ ประเทศเหล่านี้และรัฐมนตรีของประเทศเหล่านี้กำลังพยายามสาธยายว่า “ทางเลือกนิวเคลียร์” เป็นทางออกที่น่าเชื่อถือและเป็นไปได้จริงเพียงอย่างเดียวของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างไรก็ดี แม้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดทั่วโลกจะเพิ่มจำนวนขึ้น 2 เท่า แต่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ลงได้มากที่สุดเพียง 5% เท่านั้น และจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลังปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์จะต้องลดลง ดังนั้น 5% ถือว่าน้อยมากเหลือเกิน และสายเกินไปอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุด อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ติดมาโดยธรรมชาติ นั่นคือ กากกัมมันตภาพรังสี และยังไม่ได้จัดการกับภัยเสี่ยงของอุบัติเหตุ และ/หรือ การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ที่อาจเกิดขึ้น

ในวันที่อังคารที่ 5 สิงหาคม 2551 กรีนพีซรณรงค์แก่สาธารณชนเรื่องอาเซียนไม่เอานิวเคลียร์” เพื่อกระตุ้นให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนนำข้อเท็จจริงนี้เป็นหัวข้อในการหารือในการประชุมเรื่องหนทางด้านพลังงานในอนาคตของภูมิภาค ในการประชุม AMEM ประจำปีในกรุงเทพฯ นักกิจกรรมและอาสาสมัครกรีนพีซประมาณ 50 คนเดินขบวนจากมาบุญครองไปยังโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัล สถานที่จัดประชุม AMEM นักกิจกรรมสวมแว่นตาดำที่มีข้อความ “No Nuke” (ไม่เอานิวเคลียร์) ถังกากกัมมันตภาพรังสีสีเหลือง และ หน้ากากป้องกันสารพิษ

ในวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2551 นักกิจกรรมกรีนพีซกลับไปเยือนสถานที่ประชุม AMEM อีกครั้ง และ ปูป้ายรูปทางเดินสีเหลืองเขียวบนทางเดินเข้าสู่โรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัล สถานที่จัดประชุม รูปลูกศรขนาดยักษ์ชี้เข้าสู่ทางเข้าโรงแรม เป็นการกระตุ้นให้อาเซียน “ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน” นอกจากนี้ทีมนักกิจกรรมยังถือป้าย “หยุดถ่านหิน” “ไม่เอานิวเคลียร์” และป้ายที่ 3 เรียกร้องให้อาเซียนเพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 40% ภายในปี 2563

เราเชื่อว่าคุณเห็นด้วยว่าวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริงของความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ที่สะอาด ราคาถูก และ ปลอดภัย และประสิทธิภาพทางพลังงาน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และ พลังความร้อนใต้พิภพ

ถ้าคุณเห็นด้วย แต่ยังไม่ได้ลงชื่อในจดหมายก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน คุณสามารถลงชื่อได้ตอนนี้ และบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณ

----------English----------

Did you know that currently Southeast Asia ranks third highest in carbon dioxide emissions among developing countries, after China and India. Southeast Asia will increase its carbon dioxide emissions by 350 percent by 2050. You will agree that this is unacceptable in the face of warnings by scientists about the dire consequences if the total global greenhouse gas emissions are not cut to half by mid-century.

One of the solutions to energy security and climate change being promoted by some Energy Ministers of ASEAN countries during their annual AMEM meeting in Bangkok(5-8 August,2008) is nuclear energy. These countries and their ministers are trying to portray the 'nuclear option' as the only credible and realistic alternative to fossil fuels. Yet, even if the entire global fleet of nuclear power plants was to be doubled in number it would at best lead to a 5% cut in carbon dioxide emissions (CO2). And this would occur long after 2020 but when climate scientists say cuts need to have been made. That's far too little, far too late. And on top of this, the nuclear industry still has not solved its intrinsic problems of radioactive waste or dealt with the risks from possible accidents and/or attacks.

On Tuesday, 5th August 2008, Greenpeace led a public demonstration "Don't Nuke ASEAN" to urge the ASEAN Ministers on Energy to take this fact on board while discussing the future energy pathway for the region at their annual meeting in Bangkok.About 50 Greenpeace activists and volunteers walked from MBK to Intercontinental Hotel where the AMEM summit is being held. Activists wore black glasses with the word "No Nuke", yellow nuclear radioactive containers and toxic prevention masks.

On Thursday, 7 August 2008, Greenpeace activists revisited the AMEM meeting again and painted a yellow/green pathway on the sidewalk leading to the Intercontinental Hotel, the venue fo the meeting, a massive arrow pointing in the direction of hotel entrance, urging ASEAN to "Lead the Energy [R]evolution". In addition, the team had banners, "Quit Coal", "Stop Nuclear" and a third one with our demand of ASEAN taking up a renewables target of 40% by 2020.

You will agree that the real solution for ensuring energy security and reverse dangerous climate change is clean, cheap and safe decentralised renewable energy and energy efficiency. Now is the time that the government tap the abundant renewable energy sources like wind, solar, biomass and geothermal energy.

If you agree but have not yet signed our Lead the Energy [R]evolution petition then you should do so now and also inform your friends about it.

jeudi 7 août 2008

อาเซียน: ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน - กรีนพีซ

วันนี้อาสาสมัครกรีนพีซส่งข้อความ "อาเซียน ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน" หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัล ในกรุงเทพฯ สถานที่จัดประชุมรัฐมนตรีพลังงา่นอาเซียน (ASEAN Ministers on Energy; AMEM) การรณรงค์ในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เริ่มด้วยอาสาสมัครกรีนพีซยิงกาวเพื่อติดป้ายลูกศรที่มีข้อความ "ASEAN Lead the Energy [R]evolution" ป้ายลูกศรชี้เข้าสู่สถานที่จัดประชุม เป็นสัญลักษณ์กระตุ้ันเตือนให้รัฐมนตรีพลังงานนานาประเทศแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเพื่อทำให้ประเทศไทยมุ่งสู่อนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่ สะอาด ปลอดภัย ยั่งยืน และ เลิกการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และเลิกทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนติดกับในวงจรอุบาทว์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนิวเคลียร์ที่สกปรก อันตราย และ ราคาแพง

นอกจากนี้อาสาสมัครยังถือป้าย "หยุดถ่านหิน" "หยุดนิวเคลียร์" และป้ายที่ 3 คือ "เพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 40% ภายในปี 2563" อาสาสมัครไม่คาดว่าการรณรงค์จะราบรื่นเช่นนี้ โดยมีเวลาติดป้ายอย่างเพียงพอ ไม่มีตำรวจจำนวนมากหรือเจ้าหน้าที่ที่เคร่งเครียด นอกจากนี้คนที่เดินผ่านไปมาก็ตอบรับอย่างดี

กรีนพีซยินดีที่อาเซียนผนวกประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานเป็นประเด็นหลักของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานที่ประเทศสิงคโปร์ และเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายที่สูงส่งของอาเซียนที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนสำหรับผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคให้เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2553 แต่เป็นเรื่องแย่ตรงที่คำประกาศดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษ อาเซียนล้มเหลวที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวนั้นให้เป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจริงในภูมิภาค และขณะนี้เวลาใกล้หมดลงแล้ว

รัฐบาลในอาเซียนต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และทำหน้าที่เพื่อให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพิ่มขึ้นจากระดับที่เป็นอยู่ โดยการเลือกพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และขยายประสิทธิภาพทางพลังงาน ในขณะเดียวกัน การใช้พลังงานควรเพิ่มขึ้นอย่างสมดุลกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ครั้งนี้ โดยลงชื่อเรียกร้องการปฏิวัติพลังงานได้ ที่นี่


lundi 23 juin 2008

รำลึก 4 ปีแห่งการสูญเสีย เจริญ วัดอักษร นักต่อสู้ผู้ปกป้องภูมิอากาศโลก

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานรำลึก 4 ปีแห่งการสูญเสีย เจริญ วัดอักษร นักต่อสู้ผู้ปกป้องภูมิอากาศโลก

นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และแกนนำต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เวลา 21:30 น. บริเวณทางเดินเข้าบ้าน หลังเดินทางไปยื่นข้อมูลความผิดปกติ ในการออกเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณะให้กับ คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา



"เจริญ เป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมาก ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน และไม่ใช่นักเลง เคยเตือนเขาหลายครั้งว่าถ้าทำตรงนี้ก็ ต้องมีวันนี้เพราะมีตัวอย่างให้เห็น แต่เขาไม่ยอมถอย" พระครูวิชิตพัฒนวิธาน เจ้าอาวาสวัดสี่แยกบ่อนอก พี่ชายของเจริญ ให้ข้อมูล จากความสำเร็จในการคัดค้านโรงไฟฟ้า เจริญ ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์แก่ชาวบ้านทั่วประเทศ และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นอธิการบดี

อ่านต่อ ดูภาพสไลด์ของงาน และ อ่านกลอนเพราะๆ จากเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่นี่



ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน Lead the Energy [R]evolution!

สวัสดีค่ะ


หากร่วมมือกันเราจะพาประเทศไทยก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานได้
Lead the Energy [R]evolution

กรีนพีซกำลังรณรงค์เพื่อผลักดันการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในโครงการพลังงานหมุนเวียน และประสิทธิภาพทางพลังงานในประเทศไทย กรีนพีซเชื่อว่า เราต้องปฏิวัติพลังงานเพื่อให้โลกมีระบบนิเวศและเศรษฐกิจที่ดี และวิทยาศาสตร์และตลาดต่างๆ ได้เห็นพ้องเช่นนั้น เราต้องปฏิวัติพลังงานเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เพื่อต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ เพื่อสันติภาพในประเทศไทย

คุณช่วยเราได้ โดยช่วยผลักดันให้รัฐบาลไทยตัดสินใจเลือกใช้พลังงานที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย

คุณสามารถช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์เชอร์โนบิลซ้ำสอง หลีกเลี่ยงเหตุการณ์แม่เมาะ และ เลื่อนเวลาเกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งต่อไปในพื้นที่อาศัยของคุณ

คุณสามารถหยุดกระทรวงพลังงานไม่ให้สร้างความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ ให้เลิกใช้ถ่านหิน ให้ปฏิเสธพลังงานนิวเคลียร์ และ ก้าวกระโดดไปสู่อนาคตที่มั่นคง โดยการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน ซึ่งสมเหตุสมผลทั้งด้านเศรษฐกิจและนิเวศวิทยา

คุณสามารถเป็นผู้นำการปฏิวัติพลังงานโดยการลงชื่อในจดหมาย ที่นี่ หรือคุณสามารถเป็นผู้กล้าหาญและให้คำปฏิญาณที่จะลงมือทำด้วยตัวเอง หรือ บอกเพื่อนของคุณ เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเลือกพลังงานที่ถูกต้องสำหรับอนาคตของพวกเราทุกคน

Hi,

Together we can lead the Energy [R]evolution!
Lead the Energy [R]evolution

Greenpeace is running a campaign for increased investments in renewable energy and energy efficiency programs in Thailand. Greenpeace believes and science and markets agree that for ecological and economic good of the planet, an Energy Revolution is needed. For long term energy security, for combating climate change, for sustainable development and for peace in Thailand.

You can help us, help the Thai government make the right energy choices for Thailand.

You can help stop another Chernobyl, avoid another Mae Moh, and delay the next brown out in your neighborhood.

You can stop the Energy Ministry from committing the biggest blunder of the century , to Quit Coal, to reject Nuclear energy and leap frog into a secure future by investing in sustainable and renewable energy. Makes Economic and Ecological sense.

You can lead the energy revolution by signing on the letter here, or you can be brave and pledge to take personal action or tell you friends about the urgent need to make the right energy choices. For our collective future.


mercredi 23 avril 2008

The 11th Hour of Humankind

วันที่ 22 เมษายน 2551 ซึ่งเป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับ บริษัท แคททาลิสท์ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดการฉายภาพยนตร์ DVD เรื่อง The 11th Hour (ตีแสกปมโลกวิกฤต) งานเริ่มต้นด้วยการสนทนาเรื่องภาวะโลกร้อน โดย นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดยนายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสาร aday

On Earth Day, 22 April 2008 Greenpeace Southeast Asia (Thailand) and Catalyst Alliance (Thailand) had a DVD movie preview of The 11th Hour.

ดูภาพบรรยากาศภายในงานได้ที่นี่

See the slideshow of the event here.



ดู เหมือนว่าข่าวและบทความต่างๆ ที่แสดงว่าเรากำลังปฏิบัติกับโลกอย่างเลวร้ายไม่ได้ทำให้คนสำนึก ดังนั้น ทุกคนควรต้องดูภาพยนตร์เรื่องนี้ มันอาจจะไ่ม่เปลียนชีวิตคุณ แต่อาจทำให้คุณลุกขึ้นมาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อโลก

It seems that all the news about destructions to the earth by humans have not sunk in our minds so this movie is a must-watch. It may not change your life but it may encourage you to do some little changes for the earth.

ภาพยนตร์ เรื่องนี้อำนวยการสร้างและบรรยายโดยลีโอนาโด ดิคาปริโอ โดยมีนักวิทยาศาสตร์ นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงความรู้ และ นักการเมือง ออกมากล่าวโต้แย้ง ให้ข้อมูล และ วิจารณ์ผู้ต่อต้านการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม

This movie was directed and narrated by Leonardo Dicaprio. It has scientists, activists, gurus, political figures going through arguments, giving facts and criticizing the anti-green people.



สิ่ง ที่พวกเขาพูดนั้นเกี่ยวกับผู้คนที่เจ็บป่วย สัตว์ที่กำลังสูญพันธุ์ไปเรื่อยๆ ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ หมอกควันที่ปกคลุม ทะเลสาบที่กำลังเหือดแห้ง ป่าที่กำลังถูกผลาญทำลาย อากาศที่กำลังร้อนขึ้น ซึ่งพวกเราทราบดีว่ากำลังเกิดขึ้นอยู่ คำพูดของพวกเขาน่าจดจำและมีพลังอย่างยิ่ง

They were saying about sick people, disappearing animals, huge floods, billowing smoke, dying lakes, emptying forests, warming weather, which are what we know happening. Their words were memorable and powerful.

The 11th Hour อาจปลุกเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ ที่ถูกครอบงำโดยความคิดที่เราเคยชิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายโลก ภาพยนต์เรื่องนี้กล่าวว่าเราเหลือเวลาอีกไม่มาก ที่จริงไม่ใช่ชั่วโมงที่ 11 ด้วยซ้ำ แต่เป็นชั่่วโมงที่ 11.59 โลกไม่มีวันหมดเวลา แต่มนุษย์เหลือเวลาน้อย แต่ความหวังยังมี ทางแก้ปัญหามีอยู่ และ พลังมวลชนจะทำให้โลกได้รับการเยียวยาได้

The 11th Hour may awake humans' hearts which are overcome by our comfort thoughts that are the causes of the earth's destructions. The movie mentioned that we don't have much time left. We are not even in the 11th hour but in 11.59 hours. The world never runs out of time but humans have little left. However, keep the hope alive because solutions exist and humans' power can cure the earth.

เรื่องย่อ

นี่คือ ชั่วโมงที่ 11 ของมนุษยชาติ: เสี้ยวเวลาสุดท้ายที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงสาเหตุ และการเร่งทำลายระบบนิเวศของโลก นักแสดงชื่อดัง "ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ" อำนวยการสร้าง และเป็นผู้บรรยายถึงวิกฤติการณ์ฉุกเฉิน ที่เหลียวมองว่าเราเคยอยู่กันอย่างไร เราเดินไปทิศทางไหน และที่สำคัญเราจะแก้ไขได้อย่างไร

พบแนวทางของ นักคิดชั้นนำ อาทิ มิคาเอล โกบาชอฟ, สตีเฟน ฮอวก์กิ้ง, วิลเลี่ยม แม็คโดนาฟ และอีกมากมาย ที่จะเผยถึงวิกฤติ ณ ปัจจุบันของทุกชีวิตบนโลก สัมผัสภาพอันน่าวิตกของภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม ไฟป่า พายุเฮอร์ริเคน การพังทลายของภูเขาน้ำแข็ง และ กองขยะที่เพิ่มพูน พร้อมภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันกระตุ้นเตือนให้เราลงมือเสียแต่วันนี้ เราจะหันมาใช้นวัตกรรมใหม่ และหยุดพฤติกรรมทำลายทรัพยากรได้หรือยัง? โลกกำลังป่วยหนัก แต่เรามีทางออกเพื่อเยียวยาดาวเคราะห์ดวงนี้ให้ยังคงเป็นบ้านของคนรุ่นต่อไป ในอนาคต

Synopsis

Humankind’s 11th hour is here: the last moment when we can change course and stop our rush toward global ecological collapse. Actor Leonardo DiCaprio produces and narrates this urgent and transformational look at where we’ve been, where we’re going and – most important – how we can change. Thinkers from Mikhail Gorbachev to Stephen Hawking to sustainable-design expert William McDonough and dozens more reveal the current, critical state of life on planet earth. Astonishing images of floods, fires, hurricanes, collapsing ice cliffs and growing mountains of waste juxtaposed with images of a sustainable future urge us to take action. Will we employ exciting new technologies and change our behavior to save our planet? The crisis is now; but we do have the solutions to save this unique blue planet for future generations.

......

กรีนพีซต้อง การความช่วยเหลือจากคุณ เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ขององค์กร โดยบอกให้มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา - http://www.greenpeace.or.th และมีส่วนร่วมโดยสมัครเป็นนักกิจกรรมออนไลน์

1. ร่วมบริจาค - โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้

กรี นพีซเป็นองค์กรอิสระ ไม่รับเงินจากภาครัฐบาลและเอกชน ความเป็นอิสระทางการเงินนี้ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกที่ช่วยเราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา

2. ลงมือทำ - เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ
ร่วม เคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียง และส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

3. เป็นอาสาสมัคร - เป็นส่วนหนึ่งของกรีนพีซ สละเวลาเพียงน้อยนิด ด้วยการสมัครเป็นอาสาสมัคร ทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม มีงานมากมายที่ต้องทำในการปกป้องโลกสำหรับคนรุ่นต่อไป

......

พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement
"Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

samedi 5 avril 2008

เขตปลอดรถ Car-Free


เว็บไซต์นี้ --> www.carfree.com มีข้อมูลเมืองและสถานที่ (เช่น ถนน เกาะ) ต่างๆ ที่ห้ามรถวิ่ง

และนี่คือ รายชื่อสถานที่ปลอดรถทั่วโลก

เป็นความคิดที่ดีเยี่ยมใช่ไหมคะ เพราะถ้าปราศจากรถ ก็ปราศจากมลพิษและการผลาญทรัพยากร

ก๊าซคาร์บอนเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในบรรยากาศ แต่รถปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศและทำให้ปริมาณคาร์บอนเสียสมดุล

เราอาศัยอยู่ในวงจรปิด ซึ่งหมายความว่าไม่มีอะไรสามารถเพิ่มเข้ามาหรือออกไป และไม่มีสิ่งใหม่สามารถถูกสร้างขึ้นได้ เรามีได้เท่าที่มีอยู่ หากต้องการรู้ว่าคาร์บอนทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็ให้ลองคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคุณอยู่ในโรงรถที่ถูกปิดและมีรถติดเครื่องอยู่สิคะ

ครัวเรือนที่มีรถเก๋งขนาดกลาง 2 คัน ปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 9,000 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเท่ากับมลพิษ 9 ตันซึ่งมีผลต่อปรากฏการณ์เรือนกระจก รถ SUV ปล่อยมลพิษที่เป็นสาเหตุของโลกร้อนมากกว่ารถขนาดเล็ก 40%

มลพิษที่เป็นตัวกักเก็บความร้อน เช่น มลพิษจากรถยนต์และรถบรรทุก สามารถคงอยู่ในบรรยากาศหลายทศวรรษจนถึงประมาณ 1 ศตวรรษ

ถ้ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อจักรยานแบบกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ก็ดีสิคะ มีที่จอดจักรยานที่สถานีรถไฟตั้ง 2 ชั้นแหนะ แบบนี้ไง:



แต่ถึงสภาพกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่เอื้อให้ขี่จักรยาน แต่สิ่งที่เราทำให้ คือ หันมาใช้รถสาธารณะกันเยอะๆ และใช้รถเท่าที่จำเป็น นอกจากจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซต์แล้ว ยังทำให้รถติดน้อยลงด้วยนะคะ

ถ้าอยากรู้ว่าปีหนึ่งๆ คุณปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์เท่าไหร่ สามารถคำนวณได้ที่ คลินิกโลกร้อน ของกรีนพีซ

---------

กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ของกรีนพีซโดยบอกให้พวกเขาไปเยี่ยมเว็บไซต์ของกรีนพีซ – http://www.greenpeace.or.th และมีส่วนร่วมโดยสมัครจดหมายข่าวนักกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ทางอินเทอร์เน็ต

คุณช่วยเราได้ดังนี้

1. บริจาควันนี้ – ช่วยกรีนพีซให้ดำรงอยู่ สมัครสมาชิกวันนี้
กรีนพีซเป็นองค์กรต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรัฐบาลและบริษัท เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลและเอกชน จึงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากประชาชนเช่นคุณ
2. ลงมือทำ – เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์กรีนพีซ รับวิธีง่ายๆ เพื่อปกป้องโลก
3. เป็นอาสาสมัคร – มีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องโลกใบนี้สำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ

mercredi 14 novembre 2007

เืชื้อเพลิงชีวภาพอาจร้ายมากกว่าดี Biofuels May do More Harm than Good

English text is after Thai.

ตำรวจไทยประกาศขอรับน้ำมันทำอาหารที่ใช้แล้วเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถลาดตระเวน เนื่องจากในขณะนี้น้ำมันซึ่งกำลังแตกฟองสบู่ มีมูลค่าเกินงบประมาณสำหรับต่อสู้กับอาชญากรรม

นั่นเป็นเรื่องดีทีเดียวเพราะเป็นการนำของที่จะทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้เชื้อเพลิงชีวภาพยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน เมื่อไม่นานมานี้ภาวะโลกร้อนทำให้ทั่วโลกตื่นตัวโดยมีนโยบายเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งผลิตจากข้าวโพด น้ำมันปาล์ม อ้อย และผลิตผลการเกษตรอื่นๆ นั้นเป็นวิธีในการตอบสนองความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นของโลกที่สะอาดและถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เชื้อเพลิงชีวภาพกลายมาเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่ดึงดูดสำหรับประเทศยากจน ซึ่งบางประเทศใช้เงินเพื่อนำเข้าน้ำมันมากกว่าการสาธารณสุขถึง 6 เท่า

แต่ เรื่องเลวร้ายก็คือ.......ในขณะที่โลกเห็นว่าเชื้อเพลิงชีวภาพเป็น "โอกาสทอง" ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก.....

นักสิ่งแวดล้อมได้เตือนในรายงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับพลังงานชีวภาพซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ว่าความเห่อในเชื้อเพลิงชีวภาพอาจทำลายสิ่งแวดล้อมได้เท่าๆ กับเชื้อเพลิงฟอสซิล

การเพิ่มขึ้นของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะทำให้เกิดความต้องการที่ดินและแหล่งน้ำของโลกเพิ่ื่อขึ้นเมื่อความต้องการของผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตผลจากป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นสภาพคาร์บอนในดินและปริมาณคาร์บอนในป่าและป่าพรุที่เปลี่ยนแปลงไปอาจอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีจากการลดก๊าซเรือนกระจก

การปลูกพืชขนาดเล็กในบริเวณกว้างอาจนำไปสู่การสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การกัดกร่อนของหน้าดิน และสารอาหารในพืชที่ลดลง ดังนั้นการลงทุนในพลังงานชีวภาพควรกระทำอย่างรอบคอบที่สุดในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบอย่างไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้

.....นี่เป็นข้อสรุปจากรายงานของสหประชาชาติ

ในแง่ของสิทธิมนุษยชนนั้น Oxfam องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดังเตือนว่า เชื้อเพลิงชีวภาพจะทำร้ายประชากรที่ยากจนของโลกด้วย เนื่องจากประเทศพัฒนา เช่น สหภาพยุโรปจะต้องนำเข้าพืชผล เช่น อ้อยและปาล์มน้ำมามาจากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้ทำเชื้อเพลิงชีวภาพ และในขณะที่บริษัทและประเทศต่างๆ เดินหน้าตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพ ประชาชนจะถูกขับไล่ออกจากที่ดินของตนเองและชีวิตความเป็นอยู่ถูกทำลาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่าพรุในอินโดนีเซียเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันของกรีนพีซเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกรีนพีซได้เข้าไปตั้งค่ายผู้พิทักษ์ป่าและสร้างเขื่อนชั่วคราวเพื่อป้องกันการดึงน้ำออกจากป่าพรุเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน

“บริษัทน้ำมันปาล์มนี้กำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบริเวณผืนป่าพรุแห่งนี้” ฮัปโซโร ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “และนอกจากนี้ยังส่งผลไปสู่ภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก การทำลายป่าพรุเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอินโดนีเซียสูงขึ้นมาก

กรีนพีซเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปกป้องมวลมนุษย์จากความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น วิกฤตการณ์น้ำ อากาศ และความอดอยากได้ โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้และผลิตพลังงาน รวมทั้งมีคำมั่นที่จะหยุดการทำลายป่าไม้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นรัฐบาลจะต้องให้คำมั่นสัญญาที่จะตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้นในช่วงระยะที่สองของพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะต้องมีการเจรจากันในการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติที่จะมีขึ้นที่บาหลี อินโดนีเซียในเดือนธันวาคมนี้

- กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย


-----

Thai police have put out an all-points bulletin for used cooking oil to fuel its patrol fleet as ballooning oil prices eat away the annual crime-fighting budget.

That is a good thing to recycle the waste and it can reduce greenhouse gas emissions from oil.
Recently, the world has woken up to global warming and rising oil price by changing policies to use biofuels instead of oil.

Biofuels, which are made from corn, palm oil, sugar cane and other agricultural products, have been seen by many as a cleaner and cheaper way to meet the world's soaring energy needs than with greenhouse-gas emitting fossil fuels.

With oil prices at record highs, biofuels have become an attractive alternative energy source for poor countries, some of which spend six times as much money importing oil than on health care.

But while saying bioenergy represents an "extraordinary opportunity" to reduce greenhouse gas emissions..............

environmentalists have warned that the biofuel craze can do as much or more damage to the environment as dirty fossil fuels a concern reflected throughout the report, which was being released in May 2007 in New York, by U.N.-Energy, a consortium of 20 U.N. agencies and programs.

"Rapid growth in liquid biofuel production will make substantial demands on the world's land and water resources at a time when demand for both food and forest products is also rising rapidly."

Changes in the carbon content of soils and carbon stocks in forests and peat lands might offset some or all of the benefits of the greenhouse gas reductions, it said.

"Use of large-scale monocropping could lead to significant biodiversity loss, soil erosion and nutrient leaching," it said, adding that investments in bioenergy must be managed carefully, at national, regional and local levels to avoid new environmental and social problems "some of which could have irreversible consequences."

In Human Rights' viewpoint, Oxfam has warned that increasing use of biofuels could harm some of the world's poorest people.

The fuel is increasingly being seen as an environmentally-friendly energy source and EU proposals would make it mandatory for biofuels to make up ten per cent of all member states' transport fuels.

Oxfam believes that in order to meet this target the EU will have to import biofuels from crops such as sugar cane and palm oil from developing countries.

As companies and countries seek to meet this demand the charity is concerned that poor people will be forced from their land and have their livelihoods destroyed.

The distinct example is Greenpeace's campaign to halt peat lands destruction in Indonesia recently. They set up Forest Defenders' camp and built dams to prevent drainage to plant palm oil.

"Palm oil companies are breaking the law and draining the very life out of Indonesia's remaining peatland forests," said Hapsoro, Greenpeace South East Asia forest campaigner. "And they are adding substantially to the problem of global warming."

Greenpeace believes it take a revolution in the way we use and produce energy, and a strong commitment to halt deforestation worldwide. More governments need to commit to tougher emissions reduction targets in the second phase of the Kyoto Protocol which will be discussed in the UN climate meeting in Bali, Indonesia this December.

---

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย

Greenpeace Southeast Asia, Thailand

mardi 13 novembre 2007

การไม่แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเหมือน "ความไม่รับผิดชอบต่ออาชญากรรม"

การไม่แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเหมือน "ความไม่รับผิดชอบต่ออาชญากรรม"

คณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change; IPCC) จัดการประชุมซึ่งเริ่มต้นเมื่อวานนี้ในเมืองวาเลนเซีย สเปน เพื่อกลั่นกรองรายงานทางวิทยาศาสตร์เรื่องภาวะโลกร้อน 3 ฉบับใหญ่ที่เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้และย่อให้เป็นบทสรุป 25 หน้าสำหรับรัฐบาลทั่วโลก คาดว่านักสิ่งแวดล้อมและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบภาวะโลกร้อนจะล๊อบบี้ให้บทสรุปนี้มีภาษาเข้มข้นเพื่อแสดงอย่างชัดแจ้งถึงหายนะของการลงมือทำเพียงน้อยนิดหรือไม่ทำอะไรเลย

รัฐบาลของประเทศต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะรวมถึงสหรัฐ จีน และอื่นๆ จะเจรจาเพื่อหาทางลดภัยคุกคามของภาวะโลกร้อน รวมถึงตอกย้ำความไม่แน่นอนต่างๆ และกล่าวยกย่องการลงมือปฏิบัติโดยสมัครใจ ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ผู้นำของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (U.N. Framework Convention on Climate Change; UNFCCC) คือ Yvo de Boer เน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยกล่าวว่า "ภาวะโลกร้อนกำลังโจมตีประเทศที่ยากจนและเปราะบางที่สุดอย่างรุนแรงที่สุด อย่างไรก็ตามทุกคนจะสามารถรับรู้ถึงผลกระทบโดยรวมของภาวะโลกร้อน และในบางกรณีจะเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของประชาชน" Yvo de Boer กล่าว "ความล้มเหลวในการรับรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและไม่ลงมือปฏิบัติก็เหมือนการไม่รับผิดชอบกับอาชญากรรมซักเรื่อง"

กรีนพีซทักทาย IPCC ด้วยป้ายผ้าที่มีข้อความ "เตือนภัย: ปกป้องสภาพอากาศเดี๋ยวนี้" (“Warning: save the climate now.” )




.........
กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ! เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ขององค์กรโดยช่วยบอกให้พวกเขามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา - http://www.greenpeace.or.th และมีส่วนร่วมโดยสมัครการรณรงค์ออนไลน์และร่วมในการรณรงค์ทางออนไลน์ของกรีนพีซ


1. ร่วมบริจาค - โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้

กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระที่ไม่รับความช่วยเหลือจากองค์กรรัฐบาลและเอกชน เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนเช่นคุณ

2. ลงมือทำ - เป็นสมาชิกของชุมชุนนักกิจกรรมออนไลน์ของกรีนพีซ
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำสำหรับโลกอันบอบบางใบนี้ และเรายินดีเสมอที่จะได้รับความช่วยเหลือ สมัครรับจดหมายข่าวเพื่อรับวิธีการที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

3. เป็นอาสาสมัคร - มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำในการปกป้องโลกสำหรับคนรุ่นต่อไปและเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ

.........

พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement
"Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "

กรีนพีซเป็นองค์กรรณรงค์อิสระระดับโลก
ที่ดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
เปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม
ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
และส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


Greenpeace is an independent, campaigning organization that uses non-violent, creative confrontation to expose global environmental problems, and force solutions for a green and peaceful future. Greenpeace's goal is to ensure the ability of the Earth to nurture life in all its diversity.

Greenpeace Southeast Asia, Thailand


samedi 10 novembre 2007

The World at Risk โลกอยู่ในความเสี่ยง คุณใส่ใจหรือไม่


ความล้มเหลวด้านสิ่งแวดล้อม ‘ทำให้มนุษยชาติตกอยู่ในภาวะเสี่ยง’



- รายงานของสหประชาชาติแสดงความคร่ำครวญถึงการขาดการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยรัฐบาล
- การศึกษา 5 ปีนี้มีส่วนร่วมโดยนักวิทยาศาสตร์ 1,400 คน



รายงานฉบับนี้ระบุว่า แต่ละคนใช้แผ่นดินมากกว่าที่ต้องใช้ 3 เท่า ซึ่งมากกว่าที่โลกจะให้ได้รูปโดย Corbis
โดย Martin HodgsonThe Guardian26 ตุลาคม 2550
รายงานฉบับใหม่ของสหประชาชาติระบุว่า อนาคตของมนุษยชาติตกอยู่ในความเสี่ยงเพราะล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ต่างๆ และประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้น



ความหลากหลายทางชีวภาพถูกคุกคามโดยผลกระทบจากกิจกรรมมนุษย์ 30% ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 23% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และ 12% ของนกตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ในขณะที่แม่น้ำ 1 ใน 10 แห่งของโลกเหือดแห้งทุกๆ ปี ก่อนไหลสู่ทะเล



รายงานกล่าวว่าโลกมีแนวโน้มจะถูกทำลายอย่างไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมหากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือต่ำกว่า 50% จากระดับปี 2533 ก่อนปี 2593



เพื่อให้ลดเหลือระดับดับกล่าว ประเทศร่ำรวยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60-80% ภายในปี 2593 และประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องลดลงจำนวนมากเช่นกัน



รายงานระบุถึงพื้นที่จำนวนหนึ่งที่การเสื่อมของสิ่งแวดล้อมกำลังคุกคามสวัสดิภาพมนุษย์และโลก ได้แก่ น้ำ การจับปลาเกินขนาด และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่าการสูญพันธุ์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ครั้งที่ 6 กำลังคืบคลานเข้ามา
รายงาน 550 หน้านี้ใช้เวลา 5 ปีในการจัดทำ โดยมีนักวิทยาศาสตร์เกือบ 400 คนดำเนินการวิจัยและจัดทำฉบับร่าง ซึ่งผลการค้นพบของพวกเขาได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา 1,000 คน



รายงานเป็นตัวเลข:



- ป่า 116,550 ตารางกิโลเมตรถูกทำลายทั่วโลกทุกๆ ปี
- แม่น้ำ 60% ถูกทำลายโดยการสร้างเชื่อนหรือเปลี่ยนสภาพ
- 34% คือตัวเลขประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นใน 20 ปีที่ผ่านมา
- ประชาชน 75,000 คนต่อปีถูกคร่าชีวิตโดยภัยธรรมชาติ
- 50% คือตัวเลขของประชากรปลาที่ลดดิ่งลงภายใน 20 ปี
- 20% คือตัวเลขความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่ได้รับการศึกษา


-------
กรีนพีซเป็นองค์กรต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรัฐบาลและบริษัท เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลและเอกชน จึงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากประชาชนเช่นคุณ



กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ! เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเพื่อของคุณเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ของกรีนพีซโดยบอกให้พวกเขาไปเยี่ยมเว็บไซต์ของกรีนพีซ – http://www.greenpeace.or.th/ และมีส่วนร่วมโดยสมัครจดหมายข่าวนักกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการณรงค์ทางอินเทอร์เน็ต
บริจาควันนี้ – ช่วยกรีนพีซให้ดำรงอยู่ สมัครสมาชิกวันนี้
ลงมือทำ – เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์กรีนพีซ
เป็นอาสาสมัคร – มีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องโลกใบนี้สำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ


------------------------- English, Complete Article --------------------


Environmental failures ’put humanity at risk’
http://www.guardian.co.uk/environment/2007/oct/26/climatechange


- UN report bemoans lack of urgency by governments


- Five-year study involved more than 1,400 scientists



Martin Hodgson
The Guardian
Friday October 26 2007



Each person requires a third more land for his or her needs than the planet can supply, says the study. Photograph: Corbis

The future of humanity has been put at risk by a failure to address environmental problems including climate change, species extinction and a growing human population, according to a new UN report.



In a sweeping audit of the world's environmental wellbeing, the study by the UN Environment Programme (UNEP) warns that governments are still failing to recognise the seriousness of major environmental issues.



The study, involving more than 1,400 scientists, found that human consumption had far outstripped available resources. Each person on Earth now requires a third more land to supply his or her needs than the planet can supply, it finds.



Meanwhile, biodiversity is seriously threatened by the impact of human activities: 30% of amphibians, 23% of mammals and 12% of birds are under threat of extinction, while one in 10 of the world's large rivers runs dry every year before it reaches the sea.



The report - entitled Global Environment Outlook: Environment for Development - reviews progress made since a similar study in 1987 which laid the groundwork for studying environmental issues affecting the planet.



Since the 1987 study, Our Common Future, the global response "has in some cases been courageous and inspiring," said the environment programme's executive director Achim Steiner. The international community has cut ozone-damaging chemicals, negotiated the Kyoto protocol and other international environmental treaties and supported a rise in protected areas which cover 12% of the world.



"But all too often [the response] has been slow and at a pace and scale that fails to respond to or recognise the magnitude of the challenges facing the people and the environment of the planet," Mr Steiner said. "The systematic destruction of the Earth's natural and nature-based resources has reached a point where the economic viability of economies is being challenged - and where the bill we hand to our children may prove impossible to pay," he said.



Climate change is a global priority that demands political leadership, but there has been "a remarkable lack of urgency" in the response, which the report characterised as "woefully inadequate".



The report's authors say its objective is "not to present a dark and gloomy scenario, but an urgent call to action".



It warns that tackling the problems may affect the vested interests of powerful groups, and that the environment must be moved to the core of decision-making.



The report said irreversible damage to the world's climate will be likely unless greenhouse gas emissions drop to below 50% of their 1990 levels before 2050.



To reach this level, the richer countries must cut emissions by 60% to 80% by 2050 and developing countries must also make significant reductions, it says.



It addresses a number of areas where environmental degradation is threatening human welfare and the planet, including water, over-fishing and biodiversity - where the UNEP says a sixth, human-induced, extinction is under way.



Billions of people in the developing world are put at risk by a failure to remedy relatively simple problems such as waterborne disease, the study says.



The 550-page report took five years to prepare. It was researched and drafted by almost 400 scientists, whose findings were peer-reviewed by 1,000 others.



One of the report's authors, Joseph Alcamo said that race is on to determine if leaders move fast enough to save the planet. "The question for me, for us perhaps, is whether we're going to make it to a more slowly changing world or whether we're going to hit a brick wall in the Earth's system first," he said.


"Personally, I think this could be one of the most important races that humanity will ever run."



In numbers:
· 45 thousand square miles of forest are lost across the world each year
· 60% of the world's major rivers have been dammed or diverted
· 34%: the amount by which the world's population has grown in the last 20 years
· 75 thousand people a year are killed by natural disasters
· 50%: The percentage by which populations of fresh fish have declined in 20 years
· 20%: How much the energy requirements of developed countries such as the United States have increased in the period
Source: Global Environment Output 2007



----------------
Greenpeace Needs Your Help! - We need your help spread the word tell your friends about Greenpeace and its campaigns by telling them to visit the site http://www.greenpeace.or.th/ and to Get Involved by signing up for the cyberactivist news and engaging in Greenpeace cyberactions
1: Donate Now Help Greenpeace Take a Stand. Become a Member Today.
2: Take Action Become a member of the Greenpeace cyberactivist community.
3: Volunteer There is a lot to be done when protecting the planet for future generations and help is always welcome.


vendredi 9 novembre 2007

บริษัทชื่อ "ปรุงโลกร้อนให้ร้อนขึ้น"




อาสาสมัครกรีนพีซยุติการทำลายระบบนิเวศน์ป่าพรุในพื้นที่ของบริษัทน้ำมันปาล์มพีที ดูทา พาลมา ที่จังหวัดรีอาล (Riau) ในสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อาสาสมัครกำลังสร้างเขื่อนชั่วคราว 5 แห่งในบริเวณคลองน้ำลึก 3 เมตร ที่ใช้ในการทำซุงและดึงน้ำออกจากพื้นที่ป่าพรุเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งขัดต่อกฎหมายอินโดนีเซียในเรื่องการปกป้องป่าและยังส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาล

อาสาสมัครกรีนพีซกว่า 30 คนทำงานร่วมกับชุมชนจากหมู่บ้านใกล้เคียงในกัวลาเชนากูเพื่อสร้างเขื่อนชั่วคราวกั้นไม่ให้มีการระบายน้ำออกจากป่าพรุซึ่งจะทำให้พื้นที่บริเวณนั้นไม่เหือดแห้งและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกมา


เขื่อนชั่วคราวนี้จะช่วยป้องกันบริษัทน้ำมันปาล์มจากการเผาพื้นที่ป่าพรุอย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่จะมีการนำไปใช้เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะเพิ่มให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้น


“บริษัทน้ำมันปาล์มนี้กำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบริเวณผืนป่าพรุแห่งนี้” ฮัปโซโร ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “และนอกจากนี้ยังส่งผลไปสู่ภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

เหลือเวลาเพียง 1 เดือนก่อนจะถึงวันที่รัฐบาลทั่วโลกจัดการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซียเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการขั้นต่อไปเพื่อต่อสู่กับภาวะโลกร้อน กรีนพีซได้เปิดเผยการตรวจสอบสินค้ายี่ห้อชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของทำลายป่าพรุในอินโดนีเซีย และทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่การทำลายป่าพรุนั้นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกไปแล้ว 4%


รายงานของกรีนพีซที่ชื่อ ปรุงโลกให้ร้อน (Cooking the Climate) แสดงให้เห็นว่าบริษัท เช่น ยูนิลีเวอร์ (Unilever) เนสท์เล่ (Nestlé) และพร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล (Procter & Gamble) เป็นตัวการของการทำลายป่าพรุในอินโดนีเซียจากสาเหตุการใช้น้ำมันปาล์มในอาหาร เครื่องสำอาง และเชื้อเพลิง ป่าพรุใน


อินโดนีเซียเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้มากที่สุดในโลก ดังนั้นการทำลายป่าพรุเหล่านี้จึงเป็นตัวการที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อนอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้“การตรวจสอบนี้แสดงให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว บริษัทนานาชาติเพียงไม่กี่แห่งนี้เป็นผู้ทำลายและเผาป่าพรุของอินโดนีเซียเพื่อนำไปผลิตอาหาร น้ำมัน และน้ำยาซักผ้า


สินค้ายี่ห้อที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดบางยี่ห้อได้กำลังเพิ่มความร้อนให้กับภูมิอากาศอย่างแท้จริง” เอ็มมี่ ฮาฟิลด์ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว



------------



กรีนพีซเป็นองค์กรต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรัฐบาลและบริษัท เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลและเอกชน จึงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากประชาชนเช่นคุณ

กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ! เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเพื่อของคุณเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ของกรีนพีซโดยบอกให้พวกเขาไปเยี่ยมเว็บไซต์ของกรีนพีซ – http://www.greenpeace.or.th/ และมีส่วนร่วมโดยสมัครจดหมายข่าวนักกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการณรงค์ทางอินเทอร์เน็ต


1. บริจาควันนี้ – ช่วยกรีนพีซให้ดำรงอยู่ สมัครสมาชิกวันนี้


2. ลงมือทำ – เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์กรีนพีซ รับวิธีง่ายๆ เพื่อปกป้องโลก


3. เป็นอาสาสมัคร – มีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อปกป้องโลกใบนี้สำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ




lundi 10 septembre 2007

ผู้ว่าฯ กทม. เปิดตัวคลินิกโลกร้อนของกรีนพีซ ช่วยลดโลกร้อนในกรุงเทพฯ

English Text is After Thai
คำนวณคาร์บอนไดออกไซต์ที่คุณปล่อยออกมาในชีวิตประจำวันได้ที่นี่

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ เอ็มมี่ ฮาร์ฟิลด์ ผู้อำนวยการบริหาร และนายธารา บัวคำศรี นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำพิธีเปิดคลินิกโลกร้อนที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ให้คำมั่นโดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับกรุงเทพฯ



3 ก.ย. 50 - กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานเปิดตัวคลินิกโลกร้อนของกรีนพีซซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบพลังงานหมุนเวียน มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถคำนวณปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกตัวสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งแต่ละคนปล่อยออกมาจากการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันได้ (personal carbon footprint)


เอ็มมี่ ฮาฟิลด์ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นต้องเริ่มการปฏิวัติพลังงานตั้งแต่ตอนนี้ (1) เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น เซลแสงอาทิตย์และกังหันลม เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง แต่แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและเร็วที่สุดที่จะลดปัญหาภาวะโลกร้อนคือการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ กรีนพีซจะใช้คลินิกโลกร้อนเพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ชาวกรุงเทพฯ ในเรื่องความสำคัญของการกระทำของแต่ละคน(2) ขณะเดียวกัน ก็ทำงานเชิงนโยบายและเจรจาหว่านล้อม ผลักดันรัฐบาลในเรื่องพันธะกรณีภายใต้พิธีสารเกียวโตและเป้าหมายการลดแก๊สเรือนกระจกให้มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

คลินิกโลกร้อนของกรีนพีซประกอบด้วยแผงเซลแสงอาทิตย์ขนาด 1.6 กิโลวัตต์ติดตั้งไว้บนหลังคา และระบบกังหันลมความเร็วต่ำขนาด 1 กิโลวัตต์ที่ทำในประเทศ ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานหลักที่นำไปใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เครื่องพิมพ์ การจัดแสดงสื่อผสม ระบบไฟส่องสว่าง พัดลมและระบบระบายอากาศ ทั้งนี้ เพื่อสาธิตให้เห็นถึงการใช้ระบบพลังงานหมุนเวียนที่ทำงานแยกเป็นอิสระ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวระหว่างการเปิดตัวคลินิกโลกร้อนของกรีนพีซว่า “เมืองใหญ่ทั่วโลกใช้พลังงานราวร้อยละ 75 ของโลก และปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกมาราวร้อยละ 80 ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพฯ ของเราก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ย ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และการปะทะของคลื่นสูงตามแนวชายฝั่งทะเล กรุงเทพมหานครได้จัดทำแผนปฏิบัติว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลงร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2555 และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดคลินิกโลกร้อนซึ่งเป็นกิจกรรมดี ๆ ของกรีนพีซที่ช่วยสนับสนุนแผนปฏิบัติการของกรุงเทพมหานคร”

ในเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ได้ร่วมกับผู้บริหารเมืองใหญ่ทั่วโลกอีก 14 เมืองในการประชุมสุดยอดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงนิวยอร์ค เมืองใหญ่ต่าง ๆ ได้แก่ เบอร์ลิน ชิคาโก ฮุสตัน โจฮันเนสเบอร์ก การาจี ลอนดอน เมลเบอร์น นิวยอร์ค เม็กซิโกซิตี้ โรม ซานเปาโล โซล โตเกียวและโตรอนโต ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ร่วมตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลง

เอ็มมี่ ฮาฟิลด์ กล่าวสรุปว่า “ในขณะที่เมืองต่าง ๆ และคนแต่ละคนได้ลงมือทำเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน เราคาดหวังรัฐบาลให้ลงมือทำมากขึ้นกว่านี้ การปฏิบัติของคนแต่ละคนที่มีความประสงค์จะร่วมแก้ไขปัญหานั้นควรจะสอดคล้องไปกับระเบียบวาระของรัฐบาลที่มีลักษณะก้าวหน้าในการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนและสร้างกลไกเชิงสถาบันในเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน แต่หากพยายามที่จะผลักดันพลังงานถ่านหินและนิวเคลียร์ ก็หมายถึงรัฐบาลกำลังล้มเหลวที่จะปฏิบัติการต่อประเด็นท้าทายในช่วงเวลานี้”

คำนวณคาร์บอนไดออกไซต์ที่คุณปล่อยออกมาในชีวิตประจำวันได้ที่นี่

-----------English------------

Greenpeace launches Climate Clinic

Bangkok Governor pledges emission reduction targets for the city

Bangkok, THAILAND — Bangkok Governor, Mr. Apirak Kosayothin inaugurated the Greenpeace Climate Clinic, a unique renewable energy powered, mobile and interactive climate change education center today. The Greenpeace Climate Clinic offers an opportunity for Bangkokians to calculate their personal carbon footprint on a computer that runs on solar and wind power installed on top of the container that houses the center.

“The effects of climate change are already starting to pile up, we need to kick start an Energy revolution (1). Renewable energy like wind and solar power is part of the answer, but the fastest and most cost effective way to combat global warming is to simply use less energy” said Emmy Hafild, Executive Director, Greenpeace Southeast Asia. “With the Climate Clinic, Greenpeace will raise awareness amongst the residents of Bangkok on the importance of individual action (2) while we continue to lobby and pressure governments to commit to Kyoto Protocol and binding greenhouse gas reduction targets in coming months.” She added.

A 1.6 kW Solar PV system and a 1 kW Wind turbine are the main source of power for the climate clinic. The clinic has different kind electrical appliances such as a computer that is mainly used for carbon footprint calculation, printer, multimedia players, lighting, electric fan and ventilation system. The climate clinic is a model for stand-alone renewable energy system.“Large cities worldwide consume 75 per cent of the world's energy and produce 80 per cent of greenhouse gases that are responsible for climate change, effects of which Bangkok has already begun to experience, like the rise in temperature, unseasonal showers and storm surges affecting the city.” said Mr. Apirak Kosayothin at the inauguration.

“Accordingly, Bangkok Metropolitan Authority is drafting an ambitious action plan aimed to reduce Bangkok’s greenhouse gas emissions by 15% by 2012, and I am very happy to inaugurate this Greenpeace’s initiative that will supplement our efforts.”In May 2007 Governor Apirak Kosayothin joined the heads of 14 of world’s largest cities at a Climate summit in New York including Berlin, Chicago, Houston, Johannesburg, Karachi, London, Melbourne, New York, Mexico City, Rome, Sao Paulo, Seoul, Tokyo and Toronto that have set greenhouse gas reduction targets.

"While cities and individuals do their share in helping avert climate change, we expect national governments to do more. The simple acts that people are willing to take for the climate should be matched with an aggressive government agenda to develop renewable energy systems and institutionalize energy efficiency. By pushing coal and nuclear energy, the government is failing to live up to the challenges of the times." Emmy Hafild concluded.

------
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการบันทึกปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533 พ.ศ.2538 และ พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรงและต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง

ท่านสามารถบริจาคเพื่อสนับสนุนการรณรงค์เพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อนได้ที่ กรีนพีซ เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ -http://www.greenpeace.or.th


พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"


Greenpeace Southeast Asia's Mission Statement
"Safeguard environmental rights,
Expose and stop environmental crimes,
Advance clean development. "


กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : http://www.greenpeace.or.th