Affichage des articles dont le libellé est อินโดนีเซีย. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est อินโดนีเซีย. Afficher tous les articles

mercredi 19 mai 2010

ความสำเร็จอันหวานชื่นของงานรณรงค์คิทแคทที่ท่านเรียกร้อง และเนสท์เล่ตอบสนอง

เราใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านหลายแสนคน ได้สนับสนุนงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคท เป็นเวลา 2 เดือน ด้วยการส่งอีเมล์, โทรศัพท์ หรือเผยแพร่ข้อความรณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และสังคมออนไลน์อื่นๆ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เนสท์เล่ประกาศให้ลิงอุรังอุตัง รวมทั้งป่าฝนและป่าพรุของอินโดนีเซีย ได้พัก โดยให้คำมั่นว่าหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทำลายป่าฝน


ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน

เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส

การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์

แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น

แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท


โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน

พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต

การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม  นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า

ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา

ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:

แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค

แบ่งปันที่ทวิตเตอร์

ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?


ภาพจากงานรณรงค์

dimanche 29 novembre 2009

นักกิจกรรมก้าวลงจากเครน แต่ข้อความของพวกเขายังดำรงอยู่ - หยุดทำลายป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

ข้อความที่นักกิจกรรม 4 คนส่งจากยอดรถเครนในอินโดนีเซียหลังยึดรถเครนถึง 27 ชั่วโมง นั้นชัดเจน นั่นคือ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา มันส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ใด และการหยุดการทำลายป่าเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและมีราคาถูกที่สุด ในการแตะเบรกความบ้าคลั่งที่กำลังพุ่งดิ่งตรงมาหาเรา"

จากยอดรถเครน 1 คัน และอีก 3 คันที่ถูกยึดจนถึงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เราสามารถมองเห็นผืนป่าและป่าพรุอินโดนีเซียที่ถูกทำลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และอ้างว้างทอดไปไกล ผืนป่าและป่าพรุนี้ถูกทำลายราบเรียบและเผาอย่างมีวิธีการ โดยบริษัทต่างๆ เช่น APP เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ปลูกต้นอาคาเซียและปาล์มน้ำมัน การทำเช่นนี้ทำให้ที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์อันใหญ่มโหฬารถูกปลดล็อก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่ระดับที่อันตรายมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะพยายามนำตัวนักกิจกรรมลงมา สิ่งที่พวกเขาทำ ได้แก่ การแกว่งเครน และการขมขู่อื่นๆ พวกเขา่ประจำที่คุมเข้มจนถึง 10 โมงเช้าของวันที่ 27 พ.ย. จากนั้นตำรวจได้กักตัวนักกิจกรรม และนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจเมืองเปกันบารูเพื่อสอบปากคำ กลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชาวเยอรมัน ดัช ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ได้แสดงให้ผู้นำโลกเห็นว่า การลงมือปฏิบัติในทันทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และจำเป็น และการเปิดโปงอาชญากรสภาพภูมิอากาศ เช่น ซีนาร์ มาส ซึ่งมี APP เป็นบริษัทในเครือ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะเกินควบคุม

ในเวลานี้ถึงเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามา และผู้นำประเทศที่พัฒนาแล้วคนอื่นๆ จะจัดหาเงิน และช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ในการปกป้องป่าของพวกเขา ในขณะเดียวกันประธานาธิบดียุดโฮโยโนควรเปลี่ยนพันธะสัญญาของเราเป็นการกระทำ โดยสั่งระงับการทำลายป่าในอินโดนีเซียในทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่เหลืออยู่จากปอดสีเขียวอันมีพลังมหาศาลจะไม่พ่ายแพ้ไปตลอดกาล

ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนที่เปิดตัวเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อน บนคาบสมุทรกัมปาร์ ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และกรีนพีซจะคงอยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซียต่อไป

vendredi 27 novembre 2009

เรามาผจญภัยกันในที่ห่างไกล ก็เพื่อบอกผู้นำโลกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ ปกป้องป่าทันที

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

เมื่อคืนมีทีมอาสาสมัครของอินโดนีเซียและช่างภาพ (ไม่ทราบจำนวน) ไปกางป้ายกันในป่า ตั้งใจกันว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายไปกันประมาณตี ๓ (สงสัยตื่นกันไม่ไหว) ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้เพราะต้องนั่งเรือจากค่ายไปท่าเรือที่ เตลุก บินใจ ๔๕ นาที นั่งรถต่อไปถึงทางเข้าป่า แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร พร้อมป้ายผืนใหญ่ ๒ ผืน ส่วนร๊อปจะตามไปตอนเช้ามืด

หน้าตาทีมงานตอนไปถึง

การเดินทางต่อจากนี้ แบนเนอร์จะถูกลำเลียงลงเรือสำปัน (เรือพายพื้นเมือง ขุดจากต้นไม้ทั้งต้น) ๒ ลำ พายเข้าไปตามคลอง จุดหมายปลายทางคือ ๔ กิโลเมตร จากนี้ จุดที่พื้นที่ป่าถูกทำลายมากที่สุดบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ส่วนทีมงานที่เหลือ เดินเท้าเข้าไปและเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อให้เรือผ่านไปได้โดยสะดวก



สภาพป่าพรุที่ถูกเผาทำลาย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

จุดตั้งค่ายที่พักชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายป้ายขนาดใหญ่มาก ด้วยกำลังคน





ป้ายที่มีภาพของนายกรัฐมนตรีแองเจอล่า เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และข้อความว่า
Climate Change Starts Here. Less Talk, More Money! 
(ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ พูดให้น้อย เงินให้มาก)
และ ป้ายที่มีภาพนายกรัฐมนตรีนิฌคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส และข้อความว่า
"จัดหาเงินหลายล้านยูโร ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ"
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งสองจัดหาเงินทุนเพื่อหยุดการทำลายป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน ณ
การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคมนี้


ส่วนที่ค่าย วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มไปทำงานที่เขื่อนเต็มวัน (เคลียร์พื้นที่ต่อ) จริง ๆพวกเราก็อยากไปร่วมกับทีมป้าย แต่งานสร้างเขื่อนมันค้ำคอ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน เพตเตอรี่นัดพวกเราออกเดินทางประมาณ ๗ โมงเช้า แต่สายตามเคยเพราะอาหารเช้า ๗ โมง เช้านี้เราหารองเท้าบูธที่เตรียมไว้ในห้องเก็บของไม่เจอ นึกได้ว่าอาจจะเป็นทีมกางแบนเนอร์ในป่าเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน เราเลยเสียเวลาเตรียมของอีกนิดหน่อย งานของพวกเราวันนี้คือ ขนไม้ที่อยู่บริเวณชายหาดเข้าไปที่เขื่อนให้ได้ สมาชิกวันนี้มี เพตเตอรี่ พี่ริว พี่ท๊อป พี่แป๋ง นุ่น ส่วนน้องอุ้มปวดท้อง (แบบผู้หญิง ผู้หญิง) บอกว่าประมาณ ๒ วัน น่าจะหาย เลยให้นอนอยู่ที่ค่าย มีสุรีย์ คอยดูแลให้กินยาสมุนไพร อะไรบางอย่าง คอยนวดเท้า ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง พวกเราเลยออกเดินทางกัน

เมื่อเรือปอมปองมาส่งเราที่หาด เจอกับพวกบานี่ (มีชาวบ้าน + อาสาสมัคร) ประมาณ ๕ คน ที่ไปสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งที่ ๒ บอกว่าเข้าไปเจอสัตว์ตัวนึงเหมือนจะโดนตัวอะไรกัด เลยช่วยออกมา

วันนี้น้ำลงเยอะต้องเดินไกลกว่าปกติ ทิม กับ โจฮาน อยู่ช่วยพวกเราด้วย พี่ท๊อปอาสาแบกไม้ที่จะต้องเอาไปสร้างที่พักชั่วคราว ส่วนวันนี้พี่ริวแต่งตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย (จริงๆ กลัวแดดเผา) และคนอื่นที่เหลือก็ช่วยกันขนของอื่นๆ ตามไป

เมื่อพร้อมเริ่มงาน เพตเตอรี่ก็สรุปว่างานของวันนี้ที่ต้องทำ คือ ขนไม้ที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ที่หาดเข้ามาให้ถึงบริเวณที่จะสร้างเขื่อน ตอนแรกก็บอกให้พวกเราช่วยกันแบก แล้วเดินเข้าไปที่เขื่อน แต่หลังจากทดลองกันพบว่าเป็นงานที่หนักมาก เพตเตอรี่บอกว่าคนไม่พอต้องไปตามคนมาช่วย (มองเห็นทีมเรือจอดเรืออยู่ไกลๆ) แต่พวกเรามีหรือจะยอมลำบากขนาดนั้น งานแบบนี้มันต้องใช้สมอง ไม่ใช่แค่แรงงาน

หลังจากวิเคราะห์กันแล้วพวกเราเลยตัดสินใจ ใช้เชือกที่ผูกมากับไม้ ผูกไม้ลากไปตามคลอง จนถึงเขื่อน ไกล เหนื่อย แต่ก็ดีกว่าแบกไป ส่วนเพตเตอรี่ได้คนมาช่วยอีก ๒ คน

เวลาและเรี่ยวแรงของเราทั้งหมดในวันนี้ ทุ่มเทไห้กับการลากไม้เดินลุยน้ำเข้าไปตามคลอง ส่วนการยกไม้ขึ้นฝั่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เริ่มสร้างเขื่อนวันแรก จะมีคนมาช่วยเยอะไว้ค่อยช่วยกันยกพรุ่งนี้แล้วกัน ห้าโมงเย็นถึงเวลาเลิกงาน พวกเราพาร่างกายที่เหนื่อยล้า เดินกลับมารอปอมปองที่ชายหาด

กลับมาถึงค่ายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน น้องอุ้มบอกช่วงบ่ายก็ดีขึ้นนิดหน่อยเลยออกมานั่งข้างนอก โรดาก็ให้ช่วยกวาด เรือน Big Common คนป่วยอยู่นะ ถึงแม้จะกลับกันมาเร็วแต่ก็ต้องรออาหารเย็นตอน ๑ ทุ่มครึ่ง วันนี้มีอาสาสมัครจากเยอรมัน ชื่อเลาร่า และช่างภาพ อีก ๒ คน มาที่ค่าย ประมาณ ๒ ทุ่ม ทีมกางป้ายในป่าก็กลับกันมา สกปรกกันมาก แต่ไม่มีใครยอมไปอาบน้ำก่อนกินข้าวแม้แต่คนเดียว (คงกลัวอาหารหมด ในเมื่อผู้จัดการค่ายไม่เรียกประชุมซะที (แบบว่าไม่เห็นใจคนที่ทำงานเหนื่อยวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากันเลย) เพตเตอรี่ พระเอกขี่ม้าขาวของเรา ก็เรียกประชุมซะเอง จนวันต่อ ๆมา พวกอาสาสมัครอินโด จะชอบพูดว่า Briefing Briefing (เมื่อเพตเตอรี่เดินมา ) เป็นเรื่องตลกกันไป คืนนี้กว่าจะสรุปกิจกรรมประจำวันก็เกือบ ๓ ทุ่ม มีแนะนำสมาชิกใหม่ และก็สรุปกิจกรรมของวันนี้ ทั้งการรณรงค์ จากบุสตาร์ กางป้าย จากร๊อปและยูดี้ และ งานสร้างเขื่อนจาก เพตเตอรี่ ซึ่งแจ้งว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสร้างเขื่อนกัน ให้ทุกคน เตรียมตัว เตรียมน้ำดื่ม อุปกรณ์ทั้งหมดที่จะต้องใช้ คนที่จะไปสร้างเขื่อนให้แจ้งชื่อที่โรดา ๔ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาปิดไฟ คนที่ยังไม่ง่วงก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกันต่อที่ท่าน้ำ ส่วนฉันปวดแขนและไหล่ข้างที่ใช้ลากไม้มาก ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ ตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะไปนวดไทยให้หายคิดถึง วันนี้หลังจากเข้านอน ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่
นุ่น

mercredi 25 novembre 2009

ผู้พิทักษ์สภาพภูมิอาำกาศเดินเครื่องอีกครั้ง การส่งออกเยื่อกระดาษถูกยุติ ณ 'จุดปะทุระเบิดปรมาณู' ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศรอไม่ได้ ผืนป่าที่เหลืออยู่ในอินโดนีเซียก็รอไม่ได้ ดังนั้นในวันนี้ กรีนพีซจึงส่งข้อความอันเข้มแข็งต่อผู้นำโลก โดยการหยุดการทำงานของ Asia Pulp and Paper ซึ่งเป็นโรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษ ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซีย โรงงานนี้ใหญ่มโหฬาร จึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล มันใหญ่เสียจนต้องมีโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับการดำเนินการ

ณ รุ่งสาง นักกิจกรรม 12 คน [จากเยอรมนี เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เนเธอแลนด์ และ อินโดนีเซีย] เดินฟันฝ่าอากาศที่ร้อนและเหม็นหืนเข้าไปยังโรงงาน จากนั้นปีนรถเครนที่สูงลิ่ว ที่ใช้ส่งออกเยื่อกระดาษ และเ้ข้าประจำที่ ภายในไม่กี่นาที พวกเขาหย่อนตัวลงมาจากโครงสร้างอันใหญ่ยักษ์นี้ และลอยตัวอยู่กลางอากาศ จากนั้นกางป้ายผ้าที่เขียนว่า "อาชญากรสภาพภูมิอากาศ" (Climate criminals) และข้อความถึงผู้นำโลกที่เขียนว่า "คุณหยุดมันได้"



ในขณะที่นักกิจกรรมจัดที่จัดทาง มีเรือท้องแบนแล่นผ่านไป แต่ละลำเต็มไปด้วยกองท่อนซุงมหาศาล เท่ากับอย่างน้อยไม้ในรถบรรทุก 4-5 คัน ไม้เหล่านี้ได้รับการระบุว่ามาจากป่าธรรมชาติ ไม่ได้มาจากป่าปลูก ทั้งหมดกำลังจะถูกทำเป็นเยื่อกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษ

ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา และหย่อนเครน 2 คันลงมา และควบคุมตัวนักกิจกรรม 2 กลุ่มแรก ในขณะนี้พวกเขากำลังถูกนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจในเมืองเปกันบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดรีอาล จังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ และค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนของเรา ทีมที่ 3 เพิ่งถูกควบคุมตัว และทีมสุดท้ายยังคงอยู่ที่รถเครน

นักกิจกรรมมีผู้ช่วยเหลือ คือ เจ้าหน้าที่รณรงค์จากแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเช่นกัน

APP เป็นบริษัทของซีนาร์ มาส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกอันดับต้นๆ เพราะมีบทบาททำลายป่าในวงกว้าง การทำลายป่าฝน และดินพรุที่อุดมไปด้วยคา์ร์บอน ทำให้อินโดนีเซียเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 3 ของโลก

เหลือเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เราเหลือเวลาน้อยที่จะปัดเป่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นักกิจกรรมผู้ทุ่มเทของเรายังเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซีย และในต่างประเทศ เป็นสิงที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกต้องรับฟังข้อความนี้: "การทำลายป่า: คุณหยุดมันได้" และแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ในการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเดือนหน้า

"การทำลายป่าเป็นหนึ่งในสาเหตุรากฐานของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เรากำลังหยุดการส่งออกของหนึ่งในโรงงานเยื่อกระดาษที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ ที่ที่ป่าถูกทำลายมากที่สุก เพื่อบอกกับผู้ที่เราเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพวกเขาสามารถ และต้องดึงเราขึ้นมาจากขอบเหวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะ" ชายเลนดรา ยาชวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

มีส่วนร่วมกับเรา ร่วมเป็นผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ และติดตามข่าวการปฏิบัติการล่าสุดอย่างใกล้ชิด ที่นี่

mardi 24 novembre 2009

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุติ ณ ที่แห่งนี้ ภาระกิจสร้างฝายเสร็จสิ้น

ไม่กี่วันที่แล้ว แอสติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรยายความประทับใจแรกเมื่อเธอมาถึงค่าย ตั้งแต่มาถึง เธอวุ่นอยู่กับการช่วยชุมชนท้องถิ้นสร้างฝาย ที่จะช่วยพิทักษ์ป่าพรุอันมีค่า และช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศ

คลิกที่นี่เพื่อร่วมลงมือปฏิบัติการ

เรื่องราวล่าสุดจากแอสติ:

สถานที่สร้างฝ่ายใกล้กับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศอาจไม่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมากเช่นนี้มาก่อน ดังที่เกิดขึ้่นในวันสุดท้ายที่พวกเราสร้างฝายได้สำเร็จ แม้แต่ลูกเสือชาวอินโดนีเซียประมาณ 10 คนก็มีส่วนร่วมกับงานนี้ โดยปักธงไว้ทั่วสถานที่ ฉันหวังจริงๆ ว่า ลูกเสือชาวอินโดนีเซียจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้กอบกู้ป่า" ในเร็ววัน ไปทั่วทั้งประเทศ

กระสอบทรายหนักอึ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกเติมทราย และแบกไปยังสถานที่สร้างฝายนั้น มีจำนวนเกือบนับไม่ถ้วน ฉันหวังว่าผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ช่วยแบกกระสอบทรายจะไม่มีอาการหนักอึ้งหลงเหลืออยู่ในขณะนี้

ฝายได้ทำให้เกิดสระน้ำจริงๆ ที่คุณสามารถลงไปว่ายน้ำได้ เราเรียกมันว่า 'ทะเลสาบวิสกี้' ทะเลสาบวิสกี้มีน้ำจากดินพรุสีน้ำตาล- แดง หากคุณลองลิ้มรสน้ำนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า 'ทะเลสาบมะนาว' แทน เพราะมันมีความเป็นกรดสูงเหลือเชื่อ หากคุณได้ลองชิม คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคลองเหล่านี้ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุจึงมีผลกระทบด้านลบต่อความสมดุลของน้ำ และประชากรปลา

The completed dam


การดึงน้ำออกจากป่าพรุไม่เพียงสร้างหายนะให้แก่ดินพรุ แต่ยังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และสามารถลดประชากรปลาและกุ้งจำนวนมหาศาล เพราะความเป็นกรดได้เพิ่มขึ้นในน้ำ (อ่านบล็อกของอาชิช และ โครินนา เพิ่มเติม)

ฉันแน่ใจว่าผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มจะประหลาดใจว่าฝายนี้ช่างเติบโตเป็นฝายที่สมบูรณ์ได้อย่างอย่างรวดเร็วมาก อารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำการสร้างฝาย และทุกคนที่ช่วยออกแรงกายในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจได้เลยกับผลลัพธ์นี้ เราเฉลิมฉลองการสร้างฝายเสร็จสิ้น ด้วยการเปลี่ยนทะเลสาบวิสกี้ให้กลายเป็นสวนน้ำแสนสนุก ด้วยการแข่งขันกระโดดน้ำนัดพิเศษของเจ้าหน้าที่สร้างฝาย

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" นี่เป็นคำขวัญบนป้ายผ้่าและที่อยู่ในใจเรา เรากำลังออกจากสถานที่สร้างฝาย และเริ่มคิดแล้วว่าจะไปที่ไหนต่อ เพราะมีคลองที่สร้างเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุมากมายนักที่รอการสร้างฝายอยู่ ;-)

แอสติ

dimanche 22 novembre 2009

พร้อมรับมือกับเหล่าจระเข้

ในตอนบ่ายวันนี้ที่ค่ายมีความอึกทึก เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนค่ายอย่างน้อย 400 คน มีเด็กๆ มากมายที่หัวร่อและร้องเพลง การเปิดค่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง คริสนา มุกติ นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดใจ เด็กๆ จากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติกำลังร่วมการแข่งขัน Bantun ซึ่งเป็นประเพณีของชนเผ่ามาลัยอันน่ารักมาก ของการร้อยเรียงชีวิตประจำวันเป็นกลอน ฉันรู้ว่าพลาดหลายอย่างเพราะไม่เข้าใจ บทกลอนของ Buntun ทุกบทในปัจจุับันนั้นเกี่ยวกับป่า กิจกรรมสร้างความตระหนักในค่ายของกรีนพีซในวันนี้น่าทึ่งและสร้างแรงบันดาลใจ





ในที่สุดฉันก็มาึถึงค่ายเมื่อวานในตอนเย็น และหลังจากที่เกือบจะหม่นหมองในห้องของโรงแรม ฉันก็รู้สึกมีพลังในทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ค่าย พวกเรา (เจ้าหน้าที่รณรงค์ชาวสวิตเซอร์แลนด์และอินเดีย พร้อมด้วยผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซีย) จัดการเดินทางขาสุดท้ายในความมืด เพราะเราต้องการไปถึงค่ายก่อนถูกกักตัวและส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราจากอิตาลี อินเดีย และ เบลเยี่ยม เมื่อวันจันทร์

เมื่อเรามาถึง เราได้รับการต้อนรับโดยผู้คน ประชาชนในท้องถิ่น และ อาสาสมัครกรีนพีซ จำนวน 50-60 คน พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ 2 ตัว และบรรยากาศที่สงบสุขและสร้างแรงบันดาลใจ

มีคนบอกฉันว่าจระเข้ (ตำรวจ รัฐบาล และ บริษัท) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรากฏตัวในสุดสัปดาห์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันในการทำกิจกรรม และไปเยี่ยมฝายที่กำลังถูกสร้าง ซึ่งอาจเสร็จพรุ่งนี้ และเรายังได้แสดงป้ายผ้าที่มีข้อความถึงผู้นำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบการปกป้องป่าและสภาพภูมิอากาศ


แอสติรณรงค์ในเมืองซูริค


ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนให้ความชัดเจนแก่ฉันว่า สถานที่เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยสร้างพลังและแรงบันดาลใจ ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนป่าของเรา สภาพภูมิอากาศของเรา อนาคตของเรา ค่ายเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นทุกหนแห่ง คุณก็สามารถสร้างค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนเล็กๆ ของคุณที่ใดก็ได้

ฉันได้ร่วมกิจกรรมกับค่ายแลัว และพร้อมเผชิญกับเหล่าจระเข้แล้ว ;-)

แอสติ

ชุมชนเป็นผู้นำ ขณะนักกิจกรรมกลับสู่ค่าย

จากอาชิช เจ้าหน้าที่รณรงค์จากอินเดีย ที่มาถึงค่ายในที่สุด:

เรามาถึงค่ายเมื่อกลางดึกวันศุกร์ ป้ายผ้าสีเหลืองของกรีนพีซเด่นออกมากในเวลากลางคืน ในขณะที่เรือของเรากำลังแล่นข้ามแม่น้ำจาก Teluk Banjai ฉันมาถึงกรุงจาการ์ตาเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มสงสัยว่าจะได้เห็นค่ายหรือไม่หลังจากตำรวจระรานและขับไล่นักกิจกรรมออกนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ฉันก็มาถึงที่นี่ในที่สุด ไม่มีเวลาทำอะไรมากนักนอกจากแนะนำตัว 1 รอบ ทานอาหารเย็น และ เข้านอน



ตัวค่าย

อย่างไรด็ตาม ในเช้าวันนี้ ฉันสำรวจดูค่ายเป็นครั้งแรก แรกสุดพวกเขามุ่งหน้าไปยังฝายที่สร้างขวางคลองหนึ่ง ที่ใช้ดึงน้ำออกจากป่าพรุ การสร้างฝายเริ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ที่แล้ว และเกือบเสร็จแล้ว คลองเหล่านี้ถูกขุดข้นเพื่อดึงน้ำไปสู่แม่น้ำ ทำให้ป่าพรุเหือดแห้งมากพอสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อการค้า การสร้างฝายขวางคลองเท่ากับเป็นการย้อนกลับกระบวนการดึงน้ำ และฟื้นคืนสุขภาวะให้กับป่าพรุ นอกเหนือจากการป้องกันการปล่อยก๊าซคา์ร์บอนไดออกไซต์มากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความพยายามนี้ก็คือ ชาวท้องถิ่นจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ ใกล้ๆ ค่ายเป็นผู้นำ ในขณะที่กรีนพีซคอยสนับสนุน บุสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้กล่าวว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ นอกจากต้องพึ่งพาป่าผืนนี้ น้ำจากป่าพรุเป็นกรดสูง และน้ำจากป่าพรุที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและไหลไปยังแม่น้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตปลาและกุ้ง

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังเขตอนุัรักษ์เครูมูตัน ซึ่งใกล้ต้นน้ำของเตลุก เมอรันติยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้รับการปกป้อง และทำให้เราเห็นว่าป่าพรุควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อเราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ น้ำจากป่าพรุที่สงบนิ่งแต่มืดหม่นสะท้อนให้เห็นใบไม้และกิ่งไม้เหนือผืนน้ำ และที่ดักจับปลาจำนวนมากตามทางน้ำแสดงให้เห็นว่าผืนน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับดำรงชีพของชุมชน

พรุ่งนี้ฉันจะมุ่งหน้ากลับไปยังฝาย โดยในครั้งนี้จะไปช่วยสร้างฝาย จนถึงขณะนี้ เรายังไม่ถูกระรานโดยตำรวจ พวกเขาอาจจะหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ และแม้ในขณะที่ที่ฉันเขียนบล็อกนี้ เพื่อนๆ กลายคนของเราจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติได้มาถึงค่ายเพื่อเยี่ยมพวกเรา แ้ล้วพบกันฉบับหน้า

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

อาชิช 

ป่าฝนเป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ที่จำเป็นและยั่งยืน สำหรับชุมชนท้องถิ่น

หลังจากหลายสัปดาห์ฺที่เธออธิบายว่าสะเทือนอารมณ์และเข้มข้น ณ ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน บนเกาะสุมาตรา ในที่สุด โครินนา โฮลเซล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้จากเยอรมนี ได้เดินทางออกจากอินโดนีเซียแล้ว โครินนาตั้งใจที่จะอยู่ที่ค่ายอีกนานมาก แต่หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการต่อต้าน APRIL ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ สภาพการณ์ได้เปลี่ยนไป และมีการออกข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางภายในจังหวัดรีอาล

ก่อนเดินทางกลับ โครินนา ได้บรรยายประสบการณ์การทำงานกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพิทักษ์ระบบนิเวศป่าฝนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ ดังนี้

ฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ิอย่างน้อยมีโอกาสอยู่ที่ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศระยะหนึ่ง แต่เพื่อนร่วมงานของฉันบางคน ที่มาถึงค่ายช้ากว่าฉัน ไม่มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ที่สำคัญนี้

ในขณะนี้ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และค่าย และในขณะที่ผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซียของเรากำลังถูกสอบปากคำโดยตำรวจ ฉันกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนจากชุมชนท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนงานของเรา และหยุดยั้งพวกเราไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากค่าย





ในอินโดนีเซีย ตำรวจและบริษัทต่างๆ เช่น APRIL และ ซีนาร์ มาส เกี่ยวโยงกันอย่างมาก และพวกเขาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดกรีนพีซออกจากคาบสมุทรกัมปาร์ หลังจากที่ฉันถูกกักตัวและสอบปากคำโดยตำรวจ ตำรวจบอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้กลับสู่ค่าย ฉันถามว่าทำไม และคำตอบที่ได้นั้นแปลก เขาบอกว่าก่อนที่กรีนพีซสร้างค่ายขึ้นมาบนคาบสมุทรกัมปาร์ ประชาชนล้วนมีความสุขและสงบสุข ตั้งแต่กรีนพีซมาอยู่ที่นี่ คาบสมุทรกัมปาร์ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านกรีนพีซ และพวกเขาต่อสู้กัน สำหรับเขาทางออกเดียวคือไล่กรีนพีซออกไป

ฉันบอกเขาว่าฉันได้พบว่าประชาชนที่นั่นตระหนักเป็นอย่างดีและมั่นใจในตัวเอง พวกเขารู้แน่ชัดว่าป่ามีความหมายอย่างไรต่อพวกเขา และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ ยึดที่ดินไปจากพวกเขา และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้

แทนที่จะไล่กรีนพีซ พวกเขาควรเคารพความปรารถนาของชุมชนในท้องถิ่น




แม้ว่าจำเป็นเวลาสั้นๆ แต่ฉันจะจดจำช่วงเวลาในค่ายไว้เสมอ ฉันได้ทำงานร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นและนักกิจกรรมจากทั่วโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน คือ ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ

การสร้างค่ายเป็นงานที่หนัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกระสอบทรายในอินโดนีเซียต้องมีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัีม ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิก็สูงด้วย แต่ทุกนาทีนั้นคุ้มค่า บรรยากาศในค่ายนั้นยอดเยี่ยม และคำอำลาแบบปัจจุบันทันด่วนของฉัน ที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจขับไล่นั้น ซาบซึ้งมาก ในขณะนี้ฉันดีใจที่ได้รู้ว่าคนในท้องถิ่นกำลังเดินหน้าสร้างฝายกั้นน้ำต่อไป


Corinna at the camp


ประชาชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ที่ดินของพวกเขาแก่บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น APRIL พวกเขารู้ว่านั่นเป็นการมองการณ์ใกล้ เพราะแม้พวกเขาจะได้เงินจากการขายที่ดิน แต่ก็ยังไม่พอ ฉันพูดคุยกับผู้คนที่ดำรงชีพด้วยการตกปลา เกษตรกรรมขนาดเล็ก และ การใช้ประโยชน์จากป่า และพบว่าในป่าพรุที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขาพบยา ผลไม้ ถั่ว เห็ด และ วัสดุก่อสร้าง พวกเขาสามารถปลูกข้าวในป่า ส่วนในไร่ใกล้หมู่บ้าน พวกเขาปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมันเพื่ิอนำไปใช้เอง และเพื่อขายที่ตลาดในท้องถิ่น ขณะเดินไปตามหมู่บ้าน คุณจะเห็นวัวควาย ไก่ และ แพะ พวกเขากล่าวว่าป่าผืนนี้เป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ของพวกเขา ความแตกต่างอย่างเดียวก็คือพวกเขาไม่ต้องเสียเงินจับจ่าย

อาซเวีย ซึ่งเป็นชาวนาในท้องถิ่น บอกฉันว่าเขามีรายได้เพียงพอสำหรับรายจ่ายทั้งหมด สิ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจหากป่าผืนนี้ถูกยึดโดย APRIL หรือ ซีนาร์ มาส ที่จะถางและทำให้ดินเหือดแห้ง ซุปเปอร์มาเก็ตฟรีแห่งนี้จะล้มละลาย และคลังปลาจะลดลงมหาศาล แล้วเขาก็จะต้องมีเงินมากขึ้นเพื่อเลี้ยงครอบครัว เงินนั้นจะมาจากไหนล่ะ ฉันถามเขาว่าเขาจะสามารถทำงานในป่าปลูกได้หรือไม่ แต่เขาปฏิเสธเพราะนั่นจะทำให้เขาต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่ๆ และเขาจะมีรายได้น้อยลง และเพราะเขาต้องการให้ลูกและหลานของเขาเติบโตขึ้นกับป่า นั่นเป็นเหตุผลที่้เขาต่อสู้เพื่อการปกป้องป่า และต่อสู้ 'บริษัทนั้น' (นี่เป็นคำที่ประชาชนท้องถิ่นเรียก APRIL) และต่อสู้กับรัฐบาลที่ได้ให้สัมปทานพื้นที่ป่าของชุมชนขนาด 240 ตารางกิโลเมตร แก่ APRIL

เขายังได้ลงชื่อในจดหมายที่ชุมชนแห่งนี้ส่งไปให้รัฐบาลเดือนพฤษภาคม 2552 แต่พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบ

ฉันประทับใจมากกับความแน่วแน่ของอาซเวีย เขาตระหนักว่าป่าของเขาไม่เพียงสำคัญต่อตัวเขาและชุมชนของเขา แต่เขารู้ว่าป่าสำคัญต่อทั้งโลกด้วย เขามีความหวังอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในกรุงโคเปนเฮเกน และมีความหวังชุมชนนานาชาติจะเห็นชองมาตรการที่จะปกป้องป่าของเขา เขาต้องการไปโคเปนเฮเกนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกรับรู้ เขาบอกว่าเขาจะทำหลายๆ สิ่งเพื่อปกป้องป่าของเขา แต่เขาจะไม่มีวันจากป่าแห่งนี้ เขาจะไม่มีวันจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่จะ "ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย"

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

jeudi 19 novembre 2009

อีกวันที่สวยงามและยาวนาน กับการปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
Teluk Meranti
จังหวัด Riau อินโดนีเซีย

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี ๕ ครึ่ง เมื่อคืนอากาศดี นอนดูดาวจนหลับไปเลย มีคนมาส่องไฟดูเป็นระยะๆ รู้สึกเหมือนอยู่ใน Night Safari แต่ก็หลับได้ ไม่มีปัญหา เสียงปลุกเช้านี้เป็นเสียงเรียกให้ไปดูจระเข้ ตัวยาวประมาณ ๒ เมตร (ระยะนี้ไม่แน่ใจ เพราะมันไกลมาก) คิดในใจเมื่อวานลงเล่นน้ำ เดบี้เตือนว่าในแม่น้ำมีจระเข้ ก็ไม่เชื่อเค้า เกือบไปแล้วมั้ยเราว่ายน้ำก็ไม่เป็น วันนี้ร๊อปตื่นสาย มาถึงท่าน้ำจระเข้ตัวใหญ่ ก็ว่ายลับสายตาไปแล้ว เลยถามยูดี้ว่า แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่ปลาโลมา ยูดี้ตอบ “ ผมว่าผมรู้นะว่าจระเข้กับโลมาว่ายน้ำยังไง” เรื่องนี้เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้แต่เช้าอาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวผัด กับไข่เจียวอีกแล้ว ถึงจะเบื่อแต่ก็ต้องกิน

หลังอาหารเช้า พวกเราสมาชิกทีมสร้างเขื่อน ต้องกลับมาเศร้ากันอีกครั้ง เพราะวันนี้นิโคลัส อาสาสมัครหนุ่มจากเบลเยียม ผู้มีบุคลิกอันโดดเด่น และเป็นที่รักของทุกคน ต้องเดินทางกลับ ที่น่าประทับใจมากคือวันนี้นิโคลใส่ชุดที่ไปทำเขื่อน ซึ่งสกปรกมากเป็นชุดเดินทาง ทุกคนพร้อมใจกันมาส่งนิคโดยไม่ต้องร้องขอ ผู้ร่วมเดินทางของนิโคลัสอีก ๒ คน คือ แอนดี้ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านมหาสมุทรและป่าไม้จากอังกฤษ ส่วนอีกคนจำชื่อเค้าไม่ได้จริงๆ

วันนี้ลอร่าตื่นสายมาก จนโดนประณามว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ ซึ่งก็ยอมรับด้วยความยินดี เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และยังมีเวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก่อนไปเขื่อน เราเลยเริ่มทำความสะอาดห้องนอนครั้งใหญ่ ปํญหาคือค่ายเราสร้างด้วยไม้สด และมีฝนตกเป็นระยะ ทำให้ไม้ขึ้นรา ทุกคนไม่สบาย ไอ นอนไม่หลับและหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่มีใครคิดจะออกมานอนข้างนอก ยกเว้นอุ้มกับนุ่น แบบว่าใครทนได้ก็ทนกันไป

หลังจากดูตารางงานวันนี้ มีชื่อนิโคลัส (ซึ่งกลับไปแล้ว) อยู่ยามคืนนี้ด้วย เลยขออยู่ยามแทน ตอนตี ๔ ถึง ๖ โมงเช้า กับดีดี้ ไม่เข้าใจระบบการจัดการของผู้จัดการค่ายหมือนกัน หลังทีมเขื่อนออกเดินทาง ที่ค่ายก็เริ่มกิจกรรม โตจัทกับทีมอีก ๒ คน เอาชุดส้มที่เพิ่งซื้อออกมาสกรีน คิดว่ากว่าจะเสร็จคงเที่ยงเพราะโดนป่วนเป็นระยะๆ จากคนที่เอาเสื้อ หมวก ชูชีพ และอื่นๆ มาให้สกรีน พอดีวันนี้วันอาทิตย์มีตลาดที่เตลุก เมอรันติ (มีแค่อาทิตย์ละครั้ง) ทางค่ายต้องไปซื้ออาหารสด เลยขอติดไปช๊อปปิ้งด้วย พี่แป๋งกับพี่ท๊อปก็อยากไปแต่ผู้จัดการค่ายบอกว่าไปไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าคงไม่อยากให้คนไปเยอะ เพราะต้องไปซื้ออาหาร แต่เอาเข้าจริง มีไปกันตั้ง ๑o คน เป็นฝรั่งที่ขอติดไปเดินเล่นชมเมืองด้วย (ไม่เข้าใจเค้าอีกแล้ว)

ที่ตลาดบรรยากาศคล้ายๆกับตลาดสดบ้านเรา มีของแทบทุกอย่าง ที่คนในหมู่บ้านอยากได้ ทั้งเสื้อผ้า อาหารสด เช่นไก่ ก็เลี้ยงกันในหมูบ้าน ปลา บางส่วนก็จับจากแม่น้ำ ผัก ผลไม้ ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากสวน ยาสมุนไพร อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ซึ่งใส่มาในรถเข็นเล็กๆ คล้ายรถเข็นปูน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) พื้นตลาดเป็นโคลน ลื่นมาก ลอร่าเกือบจะล้มไปนับสิบครั้ง สุดท้ายต้องถอดรองเท้าเดิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ผัก และผลไม้จึงไม่ค่อยสด ตอนเดินในตลาดรู้สึกเหมือนกับเป็นนักท่องเที่ยว บางคนมาขอถ่ายรูป และพูดคุยกับเรา (นุ่น กับลอร่า อาสาสมัครชาวเยอรมัน) ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยไปที่ค่าย แล้วจำเราได้ โชคดีที่ได้เดบี้ เป็นล่ามส่วนตัว สนุกดีได้ลองกินขนมที่นี่หลายอย่าง อร่อยดี

หลังซื้อของเสร็จ เราแวะไปที่บ้านพักของเราในหมู่บ้าน ซึ่งต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยรวมมิตรมะม่วงในน้ำกะทิ แปลกดี ไม่เคยกิน วันนี้ขอแนะนำภาษาบาฮาซ่า คำว่า “Selamat Datang” แปลว่า “ยินดีต้อนรับ”และ “Selamat Jalan” แปลว่า “ลาก่อน” ได้มาจากป้ายหน้าหมู่บ้าน

กลับมาที่ค่ายอาหารเที่ยงวันนี้เป็นไก่ในน้ำแกงไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร วันนี้น้ำหมดอีกแล้ว หลังข้าวเที่ยงไม่มีน้ำล้างจาน โจอังบอกว่าประมาณบ่าย ๒ โมง ต้องการคนไปช่วยที่เขื่อน ๑๕ คน ให้ช่วยกันลงชื่อ ประมาณบ่ายโมงโจอังบอกให้รีบแต่งตัวเพราะอาจต้องไปก่อนโบโน่มา นุ่นกับลอร่ารีบเปลี่ยนเสี้อผ้าภายใน ๓ นาที ๕ นาทีต่อมาโจอัง (อีกแล้ว) แจ้งกับเราว่าต้องการคนแค่ ๖ คน เฉพาะผู้ชาย แบบว่าผู้หญิงอย่างเราก็เซ็ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกที ตั้งใจว่าวันนี้จะไม่ยอมไปเขื่อนอีกแล้ว

บ่ายวันนี้ลมแรงมาก ที่ค่ายวุ่นวายกันใหญ่กลัวเต็นท์จะพังอีกรอบ ท่าทางจะมีบิ๊กโบโน่ บ่าย ๓ โมงกว่า ทุกคนพร้อมกันที่ท่าน้ำหน้าค่ายเพื่อรอดูโบโน่ลูกใหญ่ เรือยาง ๒ ลำออกไปซ้อมโต้คลื่น นำทีมโดยกัปตันโยย่น ส่วนอีกลำเป็นกัปตันยานเซ่น ซึ่งโชว์ฝีมือได้ไม่แพ้กัน วันนี้ไม่มีใครอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะกลัวจระเข้ ก่อนอาหารเย็น Hungry Band ก็เริ่มเปิดการแสดงอีกครั้ง (ชื่อวงได้มาจากเครื่องดนตรีหลักทั้งจาน ชาม ช้อน ส้อม ถังน้ำ และกีต้าร์ ประมาณว่าพร้อมกินทันที) อาหารเย็นมีเทมเป้ผัดกับเต้าหู้ แล้วก็ผักลวกราดซอสถั่ว คล้ายๆ กับพระรามลงสรงที่บ้านเรา หลังอาหารเย็นก็สรุปกิจกรรมวันนี้บุสตาแจ้งว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ตำรวจคงมาเยี่ยมเราอีกครั้ง ส่วนอุ้มกับพี่ริวก็สบายดี พักผ่อนอยู่ที่โรงแรมที่เปกันบารู น่าจะกลับพรุ่งนี้ ส่วนทีมจีนพรุ่งนี้จะออกเดินทางประมาณตี ๕ ครึ่ง เพื่อไปดูพื้นที่แห่งความโง่เขลา (ตั้งเลียนแบบภาพยนตร์ "ยุคแห่งความโง่เขลา (Age of Stupid) ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 52) ส่วนการสร้างเขื่อนก้าวหน้ามากคาดว่าจะเสร็จภายในวันอังคาร พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ตอนเช้าต้องการคน ๑o คน ส่วนที่เหลือให้ตามไปตอนบ่ายเพื่อช่วยกันขนทราย คืนนี้ลอร่าออกมาผูกเปลนอนข้างนอก (คงเริ่มทนไม่ไหว) คืนนี้ต้องอยู่ยามตอนตี ๔ ถึง ๖ โมง

เป็นอีกวันที่สวยงามและยาวนาน
นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นมาไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ห้องที่โรงแรมไม่มีนาฬิกาเลย เลยเปิดทีวีดูเผื่อว่าจะมีเวลาบอกแบบทีวีในเมืองไทย แต่ก็ไม่มี พอดีมีรายการทีวีอินโดรายการหนึ่งพูดว่า ซาลามัท ปากี ที่แปลว่าสวัสดีตอนเช้าก็เลยรู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่เที่ยง พอสักพักก็มีนักร้องอินโดออกมาร้องเพลงๆหนึ่ง ที่ตอนอยู่ค่ายได้ยินบ่อยมาก เพราะแม่ครัวที่เป็นแม่ของเรนดี้เปิดฟังให้ลูกของเธอฟังทุกวัน วันละหลายๆรอบทั้งเช้า กลางวัน เย็น ก่อนและหลังอาหาร ก็นะฟังมาตั้งนานเพิ่งจะได้เห็นหน้านักร้องนี่ละ ดูๆไปก็คล้ายนักร้องลูกทุ่งบ้านเราเหมือนกัน มีนักร้องอินโดเอาเพลง ดูม ดูมของทาทา ยังมาร้องคัฟเวอร์ด้วย แปลกดีพิลึก

แล้ววันนี้จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย เค้าบอกให้ Take a rest แล้วไอ้แทค อะ เรสนี่เค้าทำอะไรกันบ้างล่ะ จะให้นอนอย่างเดียวเลยหรอ ฉันไม่ได้ป่วยใกล้ตายนะคะ

หลังจากกินโจ๊กที่เอาติดมาจากเมืองไทยแล้วก็หลับอีก พอสักพักก็มีโทรศัพท์มาพูดภาษาอินโดใส่ ฉันไม่เข้าใจ พูดอังกฤษซิคะ เค้าก็เลยบอกว่ามิสเตอร์แมมโบรอคุณอยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่าง ดีใจว่ะ เลยรีบชวนพี่ริวลงไปข้างล่างด้วยกัน

แมมโบมากับดิคกี้ พอเจอหน้ามันก็ขำใหญ่เลย ถามว่าขำอะไร มันก็บอกว่าขำที่ยูป่วยไง ซะงั้นอ่ะ นั่งคุยกันสักพัก ดิคกี้ต้องรีบกลับค่ายแล้ว อิจฉาอ่ะ อยากกลับเดี๋ยวนี้ เราก็เช็คแฮนด์กันเพื่อร่ำลา หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ สวีทตี้ แมน

รู้จากแมมโบว่าตอนนี้สิบเอ็ดโมงแล้ว เลยชวนพี่ริวไปหาอะไรกินนอกโรงแรม เดินๆวนๆมั่วๆกันไปก็ได้กินซะที พี่ริวกินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆมะตะบะชุบแป้งทอด ส่วนฉันก็กินอะไรสักอย่างที่คล้ายๆบะหมี่น้ำบ้านเรา เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางแวะซื้อของนิดหน่อย ซื้อทิชชูเปียกไว้เข้าห้องน้ำที่ค่าย เลือกห่อใหญ่เผื่อพี่แป๋งที่มีภารกิจสำคัญทุกเช้าด้วย พอดีเหลือบไปเห็นกระทิงแดง กับ M-150 เข้าทางเลยเรา กะว่าจะซื้อไปฝากพี่ท้อปกับพี่แป๋งซะหน่อย ซื้อช็อคโกแลตแท่งหนึ่งมาฝากเจ้าหญิงด้วยล่ะ กลับโรงแรมกินยาแล้วก็นอนอีก
ตื่นมาพี่ริวมาเคาะประตูห้องบอกว่าพี่ท้อปโทรมา เลยรีบวิ่งไปห้องพี่ริว ก็ยังดีแหละนะที่มีใครติดต่อมาบ้าง คุยกับพี่ท้อป พี่แป๋ง พี่นุ่น สักพักกลับมาที่ห้องสั่งต้มยำกุ้งมากิน เผ็ดมากมาย กินยาคิดว่าจะนอนต่อ พอดีไฟดับทั้งโรงแรม มองอะไรไม่เห็นเลย พี่ริวก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วย ทำไงดีล่ะ หลอนเลยเรา พอดีพี่ท้อปโทรมาอีกรอบบอกว่าอยากให้หายป่วยก่อนแล้วถึงจะให้กลับ เลยบอกไปว่าไม่เป็นอะไรแล้ว อยากกลับพรุ่งนี้เลย พี่ท้อปเลยบอกว่าเดี๋ยวจะคุยกับร็อบให้

ผ่านไปชั่วโมงนึงไฟมา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่กับฮาลิมโทรมาถามว่าโอเคมั้ย จะให้กลับพรุ่งนี้ กินข้าวกันหรือยัง ก็ตอบ Yes สำหรับทุกคำถามเลย พอวางสายเลยรีบโทรบอกฟร้อนท์ให้โทรปลุกตอนแปดโมงด้วย เพราะฮาลิมบอกจะมารับตอนเก้าหรือไม่ก็สิบโมงเช้า เฮ้อ ดีใจว่ะ นึกว่าจะต้องเหงาตาย ง่อยกินคาโรงแรมที่นี่เสียแล้ว นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ไฟดับอีกหลายรอบจนไม่อยากจะนับแล้ว
ห้ามป่วยอีกนะบอสทั้งหลายของเธอรอแอสซิสแทนซ์อยู่

อุ้ม

วันเปิดค่าย

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล ประเทศอินโดนีเซีย

วันนี้เป็นวันเปิดค่าย ทุกคนวุ่นวายกันนิดหน่อย เนื่องจากต้องรีบเตรียมค่ายให้เสร็จ พิธีเปิดจะมีช่วงบ่าย โดยจะมีชาวบ้านในหมู่บ้าน รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อท้องถิ่นและสื่อต่างประเทศมาเข้าร่วม ประมาณ ๓oo คน ชาวบ้านบางส่วนมากันตั้งแต่เช้า เพื่อเตรียมพื้นที่ในการทำอาหารเลี้ยงในงาน เมนูวันนี้มีแพะเป็นพระเอก ซึ่งเดินทางมาถึงค่ายในวันที่พวกเราเดินทางมาถึง (มันน่ารักมาก แต่ไม่กล้าไปเล่นด้วยกลัวไม่กล้ากิน) ส่วนพวกเรา (ทีมไทย) มีนัดประชุมกับ Petteli ซึ่งเป็น Action Coordinator จากฟินแลนด์ (บ้านเกิดซานตาครอส) ตอน ๙ โมง เรื่องการทำเขื่อน ตกลงกันว่าหลังอาหารเที่ยงเราจะไปดูพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนที่แรกด้วยกัน Petteli บอกเราว่าที่ที่เราจะสร้างเขื่อน (หนึ่งในปฏิบัติการอย่างสันติวิธี) อยู่ห่างจากค่ายไปประมาณ ๙ กิโลเมตร เราต้องนั่งเรือปอมปอง (Pompong) ไป ประมาณ ๔๕ นาที อากาศที่นั่นประมาณ ๕o องศาเซลเซียส ร้อนมาก เมื่อไปถึงเราต้องเดินเท้ากันต่ออีกประมาณ ๑ กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับระดับน้ำ และคาดว่าเขื่อนของเราจะสร้างเสร็จภายในเวลาไม่ถึง ๒ อาทิตย์ (ถ้าไม่มีเรื่องให้ประหลาดใจ)

งานหลักของพวกเราวันนี้ คือเอาผ้าใบมุงหลังคาที่พักให้เสร็จ และเคลียร์พื้นที่ในคลองที่เราต้องสร้างเขื่อน งานสร้างเขื่อนจริงๆ จะเริ่มในวันพุธ คลองที่เราจะสร้างเขื่อนเป็นหนึ่งในคลองที่ชาวบ้านในอดีตขุดขึ้นเพื่อใช้ในการลำเลียงไม้ออกจากป่า ดังนั้นจุดประสงค์หลักในการสร้างเขื่อนของเราคือ ๑) เพื่อหยุดไม่ให้น้ำไหลออกมาจากป่าพรุ (Peatland) และป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าพรุแห้ง ซึ่งจะทำให้ดินมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลต่อน้ำในแม่น้ำ ๒) ป่าพรุบนคาบสมุทรกัมปาร์ เป็นป่าผืนใหญ่ของอินโดนีเซีย และเป็นพื้นที่ที่มีความลึกของซากพืชทับถมกันมากที่สุดในโลก โดยบางจุดมีความลึกกว่า ๒o เมตร ๓) นับเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก
บานี่เล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ป่าพรุในคาบสมุทรกัมปาร์ มีขนาดถึง ๗ แสนตารางกิโลเมตร แต่ในปัจจุบันพื้นที่ ๓ แสน ๕ หมื่น ตารางกิโลเมตร ถูกครอบครองและทำลายโดยฝีมือมนุษย์ ทั้งเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย การทำเกษตรโดยปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่สิ่งเลวร้ายที่สุดที่พวกเรายืนหยัดต่อสู้กันอยู่คือการใช้ในเชิงธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น ตัดไม้ ถางป่า ขุดคลองระบายน้ำออกจากป่าพรุ เมื่อป่าพรุแห้ง ก็เผาป่า เพื่อปลูกอกาเซีย (คล้าย ๆยูคาลิปตัส) เพื่อผลิตกระดาษ และการปลูกปาล์มน้ำมัน ถ้าเดินเข้าไปจากจุดที่เราสร้างเขื่อนประมาณ ๒ ชั่วโมง จะมีชั้นพีซ หนาประมาณ ๓ เมตร ก่อนจะถึงชั้นของดินลักษณะพีซคือซากของต้นไม้และพืชที่เน่าเสียผุพังทับถมกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตูต่างๆ มากมาย ให้ลองนึกถึงภาพขี้เลื่อยปริมาณมากๆ กองทับถมกัน เมื่อฝนตกลงมา ก็สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ในปริมาณมาก ความสมบูรณ์ของป่าพรุสังเกตได้จากสีของน้ำที่ออกมาจากป่าพรุ จะมีสีค่อนข้างแดง ส่วนรสชาติเปรี้ยวนิดหน่อย (ชิมมาแล้ว) มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมากมายมหาศาล ทั้งกับพืช สิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย ถ้าน้ำไหลออกมาจากป่าพรุจนหมด ต้นไม้ในป่าก็จะตาย และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก กฏหมายของอินโดนีเซียระบุว่า ถ้าจะถางป่า ความลึกของพีซต้องไม่เกิน ๑ เมตร (ซึ่งที่ที่เกินแน่นอน อย่างไม่ต้องสงสัย)

พวกเราเลิกงานประมาณ ๕ โมงเย็น โดย ปอมปองจะมารอเพื่อรับเรากลับมาส่งที่ค่าย

วันนี้เราอาบน้ำในแม่น้ำ หน้าค่าย สนุกดี อาหารเย็นวันนี้เป็นอาหารอินโดนีเซีย โดยมีแม่ครัวจากหมู่บ้านมาทำอาหารให้ อาหารเย็น ๑ ทุ่มครึ่ง ค่อนข้างช้า คงต้องให้เวลาปรับตัวอีกหน่อย ก่อนนอนมีประชุมสรุปประจำวัน บุชตากับชายด์เล่าให้ฟังเรื่องกิจกรรมวันเปิดค่าย มีชาวบ้านมาร่วมงานประมาณ ๒oo คน ส่วน Petteri ก็รายงานความคืบหน้าที่เขื่อน เสร็จแล้วก้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ที่นี่ไฟจะปิดตอน ๒๒.๓o น. ส่วนการเฝ้ายามในตอนกลางคืนจะเริ่มตอนเที่ยงคืนถึง ๖ โมงเช้า

วันนี้เหนื่อย เปียก สกปรก แต่ก็มีความสุข

นุ่น

mercredi 18 novembre 2009

Climate Defenders Camp : ค่ายปกป้องป่า

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ
จังหวัดรีัอาล อินโดนีเซีย

หลังจากเมื่อคืนทีมเราแตกเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นในหมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ โฮมสเตย์ที่พวกเราบางส่วนพักอยู่ด้วย ส่วนฝ่ายชายต้องตื่นขึ้นมาพร้อมบรรยากาศของเสียงค้อนตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ ที่ค่าย ซึ่งกำลังเร่งการสร้าง เพื่อให้ทันการเปิดค่ายในวันพรุ่งนี้ แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกเรารู้สึกเหมือนกันคือ การตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนียวเหนอะจากการเดินทางไกลกว่า ๑๖ ชั่วโมง แล้วไม่ได้อาบน้ำก่อนนอน

วัตถุประสงค์หลักในการสร้างค่าย คือ
๑) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการทำกิจกรรมจากทั่วโลกก่อนการประชุมสุดยอด ของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้

๒) เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นเรื่องป่าต้องถูกพูดถึงและเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมนี้

๓) เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดียุดโฮโยโน แห่งอินโดนีเซีย ให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากที่นี่เป็นที่แรก

๔) เพื่อตั้งคำถามเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วนำเงินมาลงทุน เพื่อปกป้องป่า

๕) เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาป่า ที่ก่อปัญหาให้กับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย

๖) ต้องการผลักดันให้ประเด็นเรื่องการพิทักษ์ผืนป่าเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนทั่วโลกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นเหล่าตัวแทนนักกิจกรรมจากกรีนพีชทั่วโลก เช่น เบลเยียม สเปน บราซิล ฟิลิปปินส์ อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน ฟินแลนด์ และที่ขาดไม่ได้ คือ อินโดนีเซีย และ ไทย จึงออกเดินทางโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่นี่ เพื่อร่วมกันเป็นประจักษ์พยานและบอกเล่าให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ที่นี่ยังมีการทำลายพื้นที่ป่าพรุ ที่อุดมสมบูรณ์ และสำคัญต่อระบบนิเวศมากแห่งหนึ่งของโลกอยู่ โดยธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผิดกฏหมาย ซึ่งมีทั้งบริษัทผลิตกระดาษและบริษัทปาล์มน้ำมัน

วันนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นสภาพโดยทั่วไปภายในค่าย เริ่มต้นจากหน้าตาของ Climate Defenders Camp (ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน) กันก่อน


ที่ตั้ง: ตัวค่าย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกัมปาร์ ในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ หมู่บ้านเล็ก ๆในจังหวัดรีอาล ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในค่าย
Big Common: คอยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน มีมุมกาแฟ ใช้สำหรับทานข้าว
ประชุมประจำวัน ร้องเพลง เล่นกีต้าร์ และยังเป็นที่นอนของบางคนในตอนกลางคืน
เอาเป็นว่าที่นี่เป็นที่รวมของกิจกรรมหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน


Small Common: สำหรับประชุมกลุ่มย่อย ตารางกิจกรรมประจำวัน ตู้ยาสามัญประจำบ้าน
ต้อนรับแขกกลุ่มเล็กๆ และเป็นที่นอนประจำของนุ่นกับอุ้มในตอนกลางคืน (มีขาจรมานอนบ้างเป็นครั้งคราว)


Kitchen: เปรียบเหมือนโกดังเก็บอาหาร สำหรับ ๘o ชีวิต (เมื่อค่ายเต็ม)
สามารถเข้า-ออกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีแม่ครัวชาวอินโดนีเซีย เป็นแม่ครัวใหญ่ที่นี่


Bedroom: ห้องนอนแบ่งเป็นห้องผู้หญิง ๑ ห้อง ห้องของทีมเรือ
ส่วนผู้ชายมีเต้นท์ใหญ่ ๔ เต้นท์ ห้องนอนใหญ่ ๑ ห้อง
ช่วงที่ค่ายเต็มบางส่วนต่องไปนอนที่หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ


Toilet: เป็นเรื่องที่ลำบากใจที่สุด ในช่วงแรก หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องกลิ่น
เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ใช้หน้ากากปิดปากปิดจมูก ความรู้สึกคงไม่ต้องบรรยาย ภาพมันฟ้องอยู่แล้ว
รุ่นนี้การใช้งานไม่ยุ่งยากแค่เปิดฝาก็พร้อมใช้ทันที!!


Shower Room: ห้องอาบน้ำมี ๔ ห้อง ขนาดพอดีตัว ไม่มีประตู
ถ้าวันไหนคนเยอะน้ำหมดก็เปลี่ยนไปอาบน้ำในแม่น้ำ
(แต่ปกติทุก ๆ วันคนกว่าครึ่งก็ต้องอาบน้ำในแม่น้ำอยู่แล้ว อันนี้เกื่ยวข้องกับการบริหารค่าย)


Warehouse: ห้องเก็บอุปกรณ์ ผู้ถือกุญแจคือโรดา และโตจัด


Boat Team Room: ห้องนี้เป็นห้องนอนของทีมเรือ เป็นทั้งห้องเก็บ
ของและห้องนอนในตัว เพราะต้องสแตนบายเรือทั้งกลางวันกลางคืน เลยต้องมีห้องส่วนตัว


Water Supply System: ระบบประปาในค่าย โดยสูบน้ำจากแม่น้ำ
แล้วใช้คลอรีนฆ่าเชื้อ


Garbage Bins: เราพยายามแยกประเภทขยะ แต่ไม่ค่อยจะเป็นผล
ไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการจัดการในค่ายกันแน่


Power Supply System: มีแหล่งกำเนิดพลังงานจากสองส่วน
ส่วนแรกจากพลังแสงอาทิตย์ ส่วนที่สองคือใช้เครื่องปั่นไฟ (ถ้าช่วงไหนไม่มีแดด)


Radio Room: ห้องสำหรับการสื่อสาร ทุกรูปแบบ อินเตอร์เน็ต (ระบบดาวเทียม)
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ดาวเทียม GPS และควบคุมการจ่ายไฟของค่าย
โดยระบบไฟจะเริ่มทำงานตอน ๑oโมงเช้า และปิดตอน ๔ ทุ่ม


ระบบการเดินทางหลัก: ใช้เรือ มีเรือยางของกรีนพีช ๒
และเรือท้องถิ่น (ปอมปองและสปีทโบ๊ท)



ตู้ยา: ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเสริมและวิตามิน และที่ขาดไม่ได้คือยามาลาเรีย
(Klorokuin Fosfat) ซึ่งทุกคนต้องกินเมื่อเดินทางมาถึงค่าย
และต้องกินต่อเนื่องไปทุก ๆ ๗ วัน โดยสุรีย์ พยาบาลประจำค่าย จะเขียนโน๊ต
บอกว่าแต่ละคนกินยาวันแรกเมื่อไหร่ (กลับไปแล้วยังต้องกินต่ออีก ๑ เดือน)


Information: กระดานข่าว จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ

หมดไปอีกวัน............ ขอให้หลับฝันดี

นุ่น


>>อ่านข่าวการปฏิบัติการ "อินโดนีเซียเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสภาพภูมิอากาศ"

>>ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมต้องมีค่ายผู้พิทักษ์ป่า กู้วิกฤตโลกร้อน ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/climatedefenders