Affichage des articles dont le libellé est การทำลายป่า. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est การทำลายป่า. Afficher tous les articles

vendredi 27 novembre 2009

เรามาผจญภัยกันในที่ห่างไกล ก็เพื่อบอกผู้นำโลกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ ปกป้องป่าทันที

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

เมื่อคืนมีทีมอาสาสมัครของอินโดนีเซียและช่างภาพ (ไม่ทราบจำนวน) ไปกางป้ายกันในป่า ตั้งใจกันว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายไปกันประมาณตี ๓ (สงสัยตื่นกันไม่ไหว) ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้เพราะต้องนั่งเรือจากค่ายไปท่าเรือที่ เตลุก บินใจ ๔๕ นาที นั่งรถต่อไปถึงทางเข้าป่า แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร พร้อมป้ายผืนใหญ่ ๒ ผืน ส่วนร๊อปจะตามไปตอนเช้ามืด

หน้าตาทีมงานตอนไปถึง

การเดินทางต่อจากนี้ แบนเนอร์จะถูกลำเลียงลงเรือสำปัน (เรือพายพื้นเมือง ขุดจากต้นไม้ทั้งต้น) ๒ ลำ พายเข้าไปตามคลอง จุดหมายปลายทางคือ ๔ กิโลเมตร จากนี้ จุดที่พื้นที่ป่าถูกทำลายมากที่สุดบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ส่วนทีมงานที่เหลือ เดินเท้าเข้าไปและเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อให้เรือผ่านไปได้โดยสะดวก



สภาพป่าพรุที่ถูกเผาทำลาย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

จุดตั้งค่ายที่พักชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายป้ายขนาดใหญ่มาก ด้วยกำลังคน





ป้ายที่มีภาพของนายกรัฐมนตรีแองเจอล่า เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และข้อความว่า
Climate Change Starts Here. Less Talk, More Money! 
(ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ พูดให้น้อย เงินให้มาก)
และ ป้ายที่มีภาพนายกรัฐมนตรีนิฌคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส และข้อความว่า
"จัดหาเงินหลายล้านยูโร ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ"
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งสองจัดหาเงินทุนเพื่อหยุดการทำลายป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน ณ
การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคมนี้


ส่วนที่ค่าย วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มไปทำงานที่เขื่อนเต็มวัน (เคลียร์พื้นที่ต่อ) จริง ๆพวกเราก็อยากไปร่วมกับทีมป้าย แต่งานสร้างเขื่อนมันค้ำคอ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน เพตเตอรี่นัดพวกเราออกเดินทางประมาณ ๗ โมงเช้า แต่สายตามเคยเพราะอาหารเช้า ๗ โมง เช้านี้เราหารองเท้าบูธที่เตรียมไว้ในห้องเก็บของไม่เจอ นึกได้ว่าอาจจะเป็นทีมกางแบนเนอร์ในป่าเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน เราเลยเสียเวลาเตรียมของอีกนิดหน่อย งานของพวกเราวันนี้คือ ขนไม้ที่อยู่บริเวณชายหาดเข้าไปที่เขื่อนให้ได้ สมาชิกวันนี้มี เพตเตอรี่ พี่ริว พี่ท๊อป พี่แป๋ง นุ่น ส่วนน้องอุ้มปวดท้อง (แบบผู้หญิง ผู้หญิง) บอกว่าประมาณ ๒ วัน น่าจะหาย เลยให้นอนอยู่ที่ค่าย มีสุรีย์ คอยดูแลให้กินยาสมุนไพร อะไรบางอย่าง คอยนวดเท้า ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง พวกเราเลยออกเดินทางกัน

เมื่อเรือปอมปองมาส่งเราที่หาด เจอกับพวกบานี่ (มีชาวบ้าน + อาสาสมัคร) ประมาณ ๕ คน ที่ไปสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งที่ ๒ บอกว่าเข้าไปเจอสัตว์ตัวนึงเหมือนจะโดนตัวอะไรกัด เลยช่วยออกมา

วันนี้น้ำลงเยอะต้องเดินไกลกว่าปกติ ทิม กับ โจฮาน อยู่ช่วยพวกเราด้วย พี่ท๊อปอาสาแบกไม้ที่จะต้องเอาไปสร้างที่พักชั่วคราว ส่วนวันนี้พี่ริวแต่งตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย (จริงๆ กลัวแดดเผา) และคนอื่นที่เหลือก็ช่วยกันขนของอื่นๆ ตามไป

เมื่อพร้อมเริ่มงาน เพตเตอรี่ก็สรุปว่างานของวันนี้ที่ต้องทำ คือ ขนไม้ที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ที่หาดเข้ามาให้ถึงบริเวณที่จะสร้างเขื่อน ตอนแรกก็บอกให้พวกเราช่วยกันแบก แล้วเดินเข้าไปที่เขื่อน แต่หลังจากทดลองกันพบว่าเป็นงานที่หนักมาก เพตเตอรี่บอกว่าคนไม่พอต้องไปตามคนมาช่วย (มองเห็นทีมเรือจอดเรืออยู่ไกลๆ) แต่พวกเรามีหรือจะยอมลำบากขนาดนั้น งานแบบนี้มันต้องใช้สมอง ไม่ใช่แค่แรงงาน

หลังจากวิเคราะห์กันแล้วพวกเราเลยตัดสินใจ ใช้เชือกที่ผูกมากับไม้ ผูกไม้ลากไปตามคลอง จนถึงเขื่อน ไกล เหนื่อย แต่ก็ดีกว่าแบกไป ส่วนเพตเตอรี่ได้คนมาช่วยอีก ๒ คน

เวลาและเรี่ยวแรงของเราทั้งหมดในวันนี้ ทุ่มเทไห้กับการลากไม้เดินลุยน้ำเข้าไปตามคลอง ส่วนการยกไม้ขึ้นฝั่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เริ่มสร้างเขื่อนวันแรก จะมีคนมาช่วยเยอะไว้ค่อยช่วยกันยกพรุ่งนี้แล้วกัน ห้าโมงเย็นถึงเวลาเลิกงาน พวกเราพาร่างกายที่เหนื่อยล้า เดินกลับมารอปอมปองที่ชายหาด

กลับมาถึงค่ายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน น้องอุ้มบอกช่วงบ่ายก็ดีขึ้นนิดหน่อยเลยออกมานั่งข้างนอก โรดาก็ให้ช่วยกวาด เรือน Big Common คนป่วยอยู่นะ ถึงแม้จะกลับกันมาเร็วแต่ก็ต้องรออาหารเย็นตอน ๑ ทุ่มครึ่ง วันนี้มีอาสาสมัครจากเยอรมัน ชื่อเลาร่า และช่างภาพ อีก ๒ คน มาที่ค่าย ประมาณ ๒ ทุ่ม ทีมกางป้ายในป่าก็กลับกันมา สกปรกกันมาก แต่ไม่มีใครยอมไปอาบน้ำก่อนกินข้าวแม้แต่คนเดียว (คงกลัวอาหารหมด ในเมื่อผู้จัดการค่ายไม่เรียกประชุมซะที (แบบว่าไม่เห็นใจคนที่ทำงานเหนื่อยวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากันเลย) เพตเตอรี่ พระเอกขี่ม้าขาวของเรา ก็เรียกประชุมซะเอง จนวันต่อ ๆมา พวกอาสาสมัครอินโด จะชอบพูดว่า Briefing Briefing (เมื่อเพตเตอรี่เดินมา ) เป็นเรื่องตลกกันไป คืนนี้กว่าจะสรุปกิจกรรมประจำวันก็เกือบ ๓ ทุ่ม มีแนะนำสมาชิกใหม่ และก็สรุปกิจกรรมของวันนี้ ทั้งการรณรงค์ จากบุสตาร์ กางป้าย จากร๊อปและยูดี้ และ งานสร้างเขื่อนจาก เพตเตอรี่ ซึ่งแจ้งว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสร้างเขื่อนกัน ให้ทุกคน เตรียมตัว เตรียมน้ำดื่ม อุปกรณ์ทั้งหมดที่จะต้องใช้ คนที่จะไปสร้างเขื่อนให้แจ้งชื่อที่โรดา ๔ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาปิดไฟ คนที่ยังไม่ง่วงก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกันต่อที่ท่าน้ำ ส่วนฉันปวดแขนและไหล่ข้างที่ใช้ลากไม้มาก ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ ตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะไปนวดไทยให้หายคิดถึง วันนี้หลังจากเข้านอน ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่
นุ่น

jeudi 26 novembre 2009

งานอันหนักอึ้ง กระสอบทราย 450 ถุง ถุงละประมาณ 40 กิโล!!

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันสิ จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย



ตื่นตี ๔ มาอยู่ยามกับดีดี้ อากาศดี นั่งดูรูปที่เขื่อนกันไปเรื่อยๆ เช้านี้หลายคนค่อนข้างตื่นเช้า เพราะทีมของเฉาเหว่ยต้องไปดูหนังเรื่อง Age of Stupid ที่ หมู่บ้านเตลุก บินใจ มีช่างภาพ ช่างวีดีโอไปด้วยหลายคน



เมื่อคืนอยู่ยาม เช้านี้เลยง่วงมาก อยากนอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คน เลยแอบไปนอนในเต็นท์ (ผู้ชาย) เนื่องจากไม่น่าจะมีใครเข้าไปรบกวน (มีอัคนันโด Action Logistic จากบราซิล นอนอยู่อีกเตียงนึง เพราะเพิ่งกลับมาตอนตี ๕) กะว่าจะนอนเตียงพี่ริวเพราะไม่อยู่ แต่กลัวแดดส่องเลยย้ายไปนอนเตียงพี่ท๊อป คิดผิดอย่างแรง ตื่นมาอีกทีตอน ๑๑ โมง ร้อนนนนนนนนนน มาก แล้วก็หิวข้าว จะย้ายเตียงก็เจอพี่แป๋งกับพี่ท๊อปยึดไว้ทั้งสองเตียง(ผู้ชายกรีนพีซไม่มีคำว่าเสียสละ-หญิงชายย่อมเท่าเทียมกัน) เลยจำใจนอนร้อนต่อไป ตื่นมาอีกทีเจออัคนัลโด นั่งบ่นว่า “I need my my girlfriend” งงว่าจะเอาไงดีเลยตัดสินใจตื่น ออกมาเจอยานเซ่นผัดมาม่า (โอ้ พระเจ้า สวรรค์ส่งมาโปรดแท้ๆ) กินไปประมาณ ๓ ใน ๔ เริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ของเรา เลยบอกขอบใจ รอกินข้าวเที่ยงต่อ ยานเซ่นสัญญาว่าเย็นนี้จะทำให้กินอีก วันนี้ทีมไทยไม่มีใครไปที่เขื่อน นุ่นกับพี่ท๊อปมีงานที่ค่าย ส่วนพี่แป๋งก็เหนื่อย



กิจกรรมที่เขื่อนก็ดำเนินไปตามปกติ ขนมและน้ำถูกลำเลียงไปส่งที่เขื่อนในตอนบ่ายอีกเช่นเคย วันนี้งานค่อนข้างหนัก เพราะมีถุงทรายมาส่งเพิ่มอีก ๔๕o ถุง คาดว่าเขื่อนจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ช่วงเย็นไม่มีอะไร ทีมเขื่อนกลับมาถึงประมาณ ๒ ทุ่ม เหนื่อย เปียก และดูหิวกันมาก ก็มีเหล่าขนมปังและมาม่าในครัวมาให้รองท้อง (ซึ่งที่นี่ขนมมีจุนเจือให้ตลอด 24 ชั่วโมง) พี่ริวกลับมาถึงตอน ๔ โมง ส่วนน้องอุ้มกลับมาถึงมืดมาก (บ่นว่านั่งรถผิด คิดจนตัวตาย) ข้าวเย็นวันนี้เป็นอะไรก็จำไม่ได้ ไม่รู้อร่อยรึเปล่า เข้าใจว่าความรู้สึกเดียวของทุกคนตอนนี้คือหิวจนหน้ามืด ข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว (ดูจากภาพคงไม่ต้องบรรยาย)



หลังข้าวเย็นก็สรุปกิจกรรมประจำวัน โจอังมี NVDA Training (การอบรมปฏิบัติการสันติวิธีของกรีนพีซ) ภาคทฤษฎี ให้กับอาสาสมัครใหม่ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน (ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า) คืนนี้ค่อนข้างเงียบ ตอนเตรียมที่นอนไม่อุปสรรคแต่อย่างใด คืนนี้บุสตาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ป่าไม้ หลีกทางให้แต่โดยดี แถมยังช่วยเก็บโต๊ะด้วย พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ข้าวเช้า ๖ โมงครึ่ง ออกเดินทางไปเขื่อน ๗ โมง (ข่าวจากเพตเตอรี่ )

เมื่อทุกคนเข้านอน ก็นั่งเขียนบล็อกต่อ ปัญหาคือไม่มีไฟ แบตเตอร์รี่คอมก็เหลือน้อย เพราะตอนหัวค่ำไม่สามารถแย่งเก้าอี้ดนตรีมาได้ แถมแมลงก็เยอะมากกก เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัณญาณ Low Battery สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปูที่นอนดีกว่า นั่งรอเวลาอยู่ยามจากเที่ยงคืนถึงตี ๒ ที่ เรือน Big Common หิวมาก อยู่คู่กับโคโค่ ส่วนเดบี้กับน้องอุ้มนอนไม่หลับ อาวังซึ่งอยู่ต่อช่วงตี ๒ ถึง ตี ๔ ก็มานั่งอยู่ด้วย (จริง ๆ พวกเราคิดว่าอุ้มคงอยากอยู่คุยกับอาวัง และอาวังก็คงอยากคุยกับอุ้ม แล้วทำมาอ้างว่านอนไม่หลับ) เอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจ เพาะความรักมันสวยงาม (คำพูดอัคนันโด) ส่วนอะเซ็บอยู่ในถุงนอน เมื่อสมาชิกเริ่มเยอะเลยไปผัดมาม่ามากินกัน (โคโค้ อาวัง เดบี้ นุ่น อะเซ็บ) โดยมีนุ่นแม่ครัว และโคโค่เป็นผู้ช่วย แต่ตอนเสร็จอะเซ็บหลับไปก่อน เพราะต้องตื่นมาอยู่ยามตอนตี ๔ พอดีโรดายังไม่นอนเลยมีตัวหารเพิ่ม ไม่งั้นแย่ สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มเดบี้อาสาเป็นคนล้างจาน โดยมีพวกเราหลายคนตามไปเป็นกำลังใจ คืนนี้ เรือน Small Common ค่อนข้างเต็มเพราะมีลอร่ากับสุรีย์ ออกมานอน อุ้มบ่นว่าโดนแย่งที่ ส่วนเดบี้อยากนอนข้างนอก แต่ที่เต็มและไม่มีถุงนอน เลยต้องกลับเข้าไปนอนข้างใน อยู่ยามถึงตี 2 ง่วงมาก หาวตลอด โคโค่บอกไปนอนได้แล้ว โอเค พรุ่งนี้เจอกัน กู๊ดไนท์ จ้า





คืนนี้อากาศดีเย็น ดาวเต็มท้องฟ้า สวยมากๆ พระจันทร์เกือบจะครึ่งดวง (ท่าทางอุ้มคงหลับฝันดี) สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ( กินมังสวิรัติดีกว่า)

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นเช้ากี่โมงไม่รู้ กินข้าว กินยา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่ ถามว่าพร้อมมั้ย ถ้าพร้อมอีกสิบนาทีให้ลงไปรอข้างล่างอีก 10 นาทีจะไปรับ หรือจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้นะ โอย กลับวันนี้สิคะ

ริชชี่พานั่งแท็กซี่ไปสำนักงานไปถึงก็ง่วงเลย สงสัยเพราะยาล่ะมั้ง เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นบน หลับไปชั่วโมงนึง ฮาลิมมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง อุ้มกลับไปวันนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตามไปก็ได้ แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน แล้วก็กะว่าจะนอนต่อ พอดีพี่ริวเรียกบอกว่ารถพร้อมแล้ว คนพร้อมแล้ว รออุ้มอยู่คนเดียวเนี่ย อ้าวชิบหายล่ะสิ วิ่งด่วนเลย

เราออกเดินทางจากสำนักงานตอนสิบโมง มีรถ 2 คัน คันแรก โตโยต้า อะวันซา พี่ริวนั่งมากับทนายความ นักข่าว คันที่สองเป็นโฟร์วีลมีอุ้ม ฟินดี้ แล้วก็นักข่าวอีกคน คนขับรถดูเป็นมิตรดี เค้าบอกว่าชื่อโดนี่ แล้วก็ขอให้เขียนชื่อเค้าเป็นภาษาไทยให้หน่อย


นั่งรถครั้งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงอยากให้ถึงเร็วเกินไปล่ะมั้ง ระหว่างนั่งรถนั้นฟินดี้กับคุณนักข่าวคุยกันมาตลอด คุยเก่งเกินไปหรือเปล่าคะ เราแวะที่ที่หนึ่งด้วยเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ซูซานทำหล่นไว้ ฝนก็ตก ป่วยก็ป่วย เอ้า หาก็หาว่ะ ผลคือไม่เจอคะ แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันดูคุ้นๆชอบกลเลยถามคนที่เป็นนักข่าวว่า ที่นี่ใช่ที่ที่กรีนพีซเอาแบนเนอร์ผืนใหญ่มากางหรือเปล่า ปรากฎว่าใช่ด้วยล่ะ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก4กิโลเมตรนะ

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สงสัยว่าพี่ริวจะมาถึงก่อนแล้วนั่งเรือไปค่ายแล้ว เราก็เลยต้องนั่งรอเรืออีกเกือบๆชั่วโมงที่หมู่บ้านเตลุก บินใจ ระหว่างนี้ก็มีเรือขนผลปาล์มมาส่งขึ้นรถบรรทุกด้วย โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะใช้เหล็กแหลมมีด้ามจับทิ่มผลปาล์มแล้วเหวี่ยงจากเรือขึ้นฝั่ง แล้วก็จะมีคนรับช่วงต่อเหวี่ยงจากพื้นดินขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง โดยมีเด็กๆพากันมาดำน้ำหาผลปาล์มที่หล่นลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงก็จูงเด็กเล็กๆมาให้กำลังใจอยู่ที่ท่าน้ำ และจับกลุ่มคุยกัน ส่วนฉันก็สงสัยจะว่างเกิน นั่งเขียนบันทึกอยู่นี่ไง โอยเมื่อไหร่เรือจะมานะ



ในที่สุดเรือก็มา คราวนี้ไม่ใช่ปอม ปอง แต่เป็นเรือยางของกรีนพีซ มีโยย่นเป็นกัปตันกับแพททริคเป็นลูกเรือ อุตส่าห์ได้ลงเรือแล้วก็นึกว่าจะถึงค่ายเสียที เปล่าเลย แวะหมู่บ้านตูลุก มารานติ คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวอยู่เป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดโน่นล่ะ ถึงได้ออกเรือมาค่าย

กว่าจะถึงค่ายก็หกโมงกว่าแล้ว พอมาถึงยานเซ่นก็ทักก่อนเลยว่า เฮ้ อุ้ม ยูยังไม่ตายเหรอเห็นริว (ที่กลับมาถึงก่อนแล้ว) บอกว่าอุ้มไม่กลับมาแล้ว ตายไปแล้ว แหม ให้กำลังใจกันดีเหลือเกิน กลับมาถึงค่ายดูเงียบๆ ผิดปกติ พอดีพี่ท๊อปบอกว่าเค้าไปขนถุงทรายประมาณ 400 ถุง กันที่เขื่อนตั้งแต่บ่ายๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย นั่งคุยกันสักพักโรด้าก็เดินมาบอกพี่แป๋งว่าคุณต้องไปช่วยงานในครัวตามตารางเวรที่จัดไว้นะ พี่แป๋งเลยต้องรับภาระขนชาม จาม แก้ว กองโตไปล้างที่ท่าน้ำ เพราะน้ำในครัวไม่ไหลอีกแล้วครับท่าน ก็นะ จะไม่ไปช่วยก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว เลยไปขอยืมไฟฉายจากโจอัง แล้วก็รีบวิ่งตามไป ถามพี่แป๋งว่าอุ้มไม่อยู่ใครล้างจานให้ พี่แป๋งบอกว่าก็มีผู้ช่วยใหม่ไง แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร โธ่เอ๊ย ไม่เชื่อหรอก มี บางคน บอกมาว่าบรรดาบอสๆ ทั้งหลายล้างจานกันเองทั้งนั้น

ประมาณสองทุ่ม คนที่ไปขนถุงทรายก็กลับกันมา ก็ได้ยินแต่ประโยคที่ว่า ไฮ อุ้ม ฮาว อาร์ ยู เหมือนจะป๊อปปูลาร์ขึ้นมาทันที ขนาดคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ยังมาถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ดีว่ะ อยู่อินโด ป่วยนิดเดียว มีคนเป็นห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วที่เค้าอยากให้หายน่ะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่เอาหวัดไปติดคนอื่นนะซิ อาวังบอกว่าโทรไปที่โรงแรมด้วย แต่พี่ริวรับสายแล้วก็บอกว่าอุ้มหลับแล้ว อะไรอ่ะ งง จะรับแทนได้ไงนอนกันคนละห้องนี่นา แล้วพี่ริวก็ไม่เห็นบอกเลยด้วย เดบี้ผู้เป็นเหมือนพี่สาวของฉันที่นี่ก็มาบอกว่าเป็นห่วงนะ เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนอัลโบบอกว่าทำไมยูยังไม่ตายอีก เห็นแป๋งกับริวบอกว่ายูตายไปแล้วนี่นา เลยตอบกลับไปว่า ไอ คัม แบ็ค ฟรอม เดอะ เฮฟเวน

วันนี้ตอนกลางคืนมีบรรยาย NVDA โดยโจอังเป็นคนบรรยายแต่เป็นภาษาบาฮาซาร์ อินโดนีเซียอ่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้อาวังแปลให้ฟังหน่อย ก็นะ แปลแค่ประโยคแรกประโยคเดียวจบ แล้วยังไงล่ะที่เหลือให้เดาเอาเองเหรอไง พี่ท๊อปก็มานั่งดูด้วย บอกว่าต้องดูเสียหน่อย พี่เองก็ลืมเหมือนกัน อ้าวลืมแล้วไหงมาสอนอุ้มได้ล่ะ พี่ท๊อปก็บอกว่าพี่ไม่ได้สอนอุ้ม พี่แป๋งสอนต่างหาก โอเคจำได้ล่ะที่พี่แป๋งมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังนั่นเอง ฮ่าๆๆ

ฉันก็เลยเอาโน้ตบุ้คมานั่งพิมพ์บันทึกจากที่จดใส่กระดาษไว้ เผลอก้มไปกินน้ำแป๊ปเดียว กระดาษที่จดไว้ตกน้ำเปียกหมดเลย เฮ้อ หาเรื่องแท้ๆเลย ว่าแล้วก็ใส่บูทลุยน้ำเก็บกระดาษมาตากไปพิมพ์ไป สักพักแบตหมด ไว้ทำต่อพรุ่งนี้ล่ะกัน

เห็นพี่ริวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเขื่อนด้วย อืมคิดเหมือนกันเลย ไม่อยากหยุดแล้ว พักพอแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าอุ้มพักผ่อนอยู่ค่ายแหละดีแล้ว ห้ามไปนะ อ้าวแล้วทำไมพี่ริวไปได้ล่ะ เออไม่ไปก็ไม่ไป ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่เป็นภาระของคนอื่นอีก เซ็งขั้นเทพ

พอสี่ทุ่มปิดเครื่องปั่นไฟ พี่นุ่นมาไล่ให้ไปนอน โธ่เอ๊ย ใครจะไปนอนหลับกันล่ะ นอนมาสองวันแล้วเนี่ยนะ ก็นั่งเล่น นอนเล่นเป็นเพื่อนพี่นุ่น อาวัง เดบี้ แล้วก็โคโค่ ตอนไนท์วอช กว่าจะหลับก็ตีสอง หลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ ต้องตื่นมาทายากันยุงอีก ไม่ไหวยุงดุเหลือเกิน กัดจมูกบวมเลย เซ็งเป็ดมากมายสำหรับวันนี้

อุ้ม

mardi 24 novembre 2009

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุติ ณ ที่แห่งนี้ ภาระกิจสร้างฝายเสร็จสิ้น

ไม่กี่วันที่แล้ว แอสติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรยายความประทับใจแรกเมื่อเธอมาถึงค่าย ตั้งแต่มาถึง เธอวุ่นอยู่กับการช่วยชุมชนท้องถิ้นสร้างฝาย ที่จะช่วยพิทักษ์ป่าพรุอันมีค่า และช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศ

คลิกที่นี่เพื่อร่วมลงมือปฏิบัติการ

เรื่องราวล่าสุดจากแอสติ:

สถานที่สร้างฝ่ายใกล้กับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศอาจไม่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมากเช่นนี้มาก่อน ดังที่เกิดขึ้่นในวันสุดท้ายที่พวกเราสร้างฝายได้สำเร็จ แม้แต่ลูกเสือชาวอินโดนีเซียประมาณ 10 คนก็มีส่วนร่วมกับงานนี้ โดยปักธงไว้ทั่วสถานที่ ฉันหวังจริงๆ ว่า ลูกเสือชาวอินโดนีเซียจะได้รับการขนานนามว่า "ผู้กอบกู้ป่า" ในเร็ววัน ไปทั่วทั้งประเทศ

กระสอบทรายหนักอึ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกเติมทราย และแบกไปยังสถานที่สร้างฝายนั้น มีจำนวนเกือบนับไม่ถ้วน ฉันหวังว่าผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ช่วยแบกกระสอบทรายจะไม่มีอาการหนักอึ้งหลงเหลืออยู่ในขณะนี้

ฝายได้ทำให้เกิดสระน้ำจริงๆ ที่คุณสามารถลงไปว่ายน้ำได้ เราเรียกมันว่า 'ทะเลสาบวิสกี้' ทะเลสาบวิสกี้มีน้ำจากดินพรุสีน้ำตาล- แดง หากคุณลองลิ้มรสน้ำนี้ คุณอาจจะเปลี่ยนชื่อไปเรียกว่า 'ทะเลสาบมะนาว' แทน เพราะมันมีความเป็นกรดสูงเหลือเชื่อ หากคุณได้ลองชิม คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคลองเหล่านี้ที่สร้างขึ้นเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุจึงมีผลกระทบด้านลบต่อความสมดุลของน้ำ และประชากรปลา

The completed dam


การดึงน้ำออกจากป่าพรุไม่เพียงสร้างหายนะให้แก่ดินพรุ แต่ยังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และสามารถลดประชากรปลาและกุ้งจำนวนมหาศาล เพราะความเป็นกรดได้เพิ่มขึ้นในน้ำ (อ่านบล็อกของอาชิช และ โครินนา เพิ่มเติม)

ฉันแน่ใจว่าผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มจะประหลาดใจว่าฝายนี้ช่างเติบโตเป็นฝายที่สมบูรณ์ได้อย่างอย่างรวดเร็วมาก อารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำการสร้างฝาย และทุกคนที่ช่วยออกแรงกายในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจได้เลยกับผลลัพธ์นี้ เราเฉลิมฉลองการสร้างฝายเสร็จสิ้น ด้วยการเปลี่ยนทะเลสาบวิสกี้ให้กลายเป็นสวนน้ำแสนสนุก ด้วยการแข่งขันกระโดดน้ำนัดพิเศษของเจ้าหน้าที่สร้างฝาย

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" นี่เป็นคำขวัญบนป้ายผ้่าและที่อยู่ในใจเรา เรากำลังออกจากสถานที่สร้างฝาย และเริ่มคิดแล้วว่าจะไปที่ไหนต่อ เพราะมีคลองที่สร้างเพื่อดึงน้ำออกจาป่าพรุมากมายนักที่รอการสร้างฝายอยู่ ;-)

แอสติ

dimanche 22 novembre 2009

พร้อมรับมือกับเหล่าจระเข้

ในตอนบ่ายวันนี้ที่ค่ายมีความอึกทึก เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนค่ายอย่างน้อย 400 คน มีเด็กๆ มากมายที่หัวร่อและร้องเพลง การเปิดค่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง คริสนา มุกติ นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดใจ เด็กๆ จากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติกำลังร่วมการแข่งขัน Bantun ซึ่งเป็นประเพณีของชนเผ่ามาลัยอันน่ารักมาก ของการร้อยเรียงชีวิตประจำวันเป็นกลอน ฉันรู้ว่าพลาดหลายอย่างเพราะไม่เข้าใจ บทกลอนของ Buntun ทุกบทในปัจจุับันนั้นเกี่ยวกับป่า กิจกรรมสร้างความตระหนักในค่ายของกรีนพีซในวันนี้น่าทึ่งและสร้างแรงบันดาลใจ





ในที่สุดฉันก็มาึถึงค่ายเมื่อวานในตอนเย็น และหลังจากที่เกือบจะหม่นหมองในห้องของโรงแรม ฉันก็รู้สึกมีพลังในทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ค่าย พวกเรา (เจ้าหน้าที่รณรงค์ชาวสวิตเซอร์แลนด์และอินเดีย พร้อมด้วยผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซีย) จัดการเดินทางขาสุดท้ายในความมืด เพราะเราต้องการไปถึงค่ายก่อนถูกกักตัวและส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราจากอิตาลี อินเดีย และ เบลเยี่ยม เมื่อวันจันทร์

เมื่อเรามาถึง เราได้รับการต้อนรับโดยผู้คน ประชาชนในท้องถิ่น และ อาสาสมัครกรีนพีซ จำนวน 50-60 คน พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ 2 ตัว และบรรยากาศที่สงบสุขและสร้างแรงบันดาลใจ

มีคนบอกฉันว่าจระเข้ (ตำรวจ รัฐบาล และ บริษัท) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรากฏตัวในสุดสัปดาห์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันในการทำกิจกรรม และไปเยี่ยมฝายที่กำลังถูกสร้าง ซึ่งอาจเสร็จพรุ่งนี้ และเรายังได้แสดงป้ายผ้าที่มีข้อความถึงผู้นำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอกย้ำให้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบการปกป้องป่าและสภาพภูมิอากาศ


แอสติรณรงค์ในเมืองซูริค


ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนให้ความชัดเจนแก่ฉันว่า สถานที่เช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยสร้างพลังและแรงบันดาลใจ ด้วยการได้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนป่าของเรา สภาพภูมิอากาศของเรา อนาคตของเรา ค่ายเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นทุกหนแห่ง คุณก็สามารถสร้างค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนเล็กๆ ของคุณที่ใดก็ได้

ฉันได้ร่วมกิจกรรมกับค่ายแลัว และพร้อมเผชิญกับเหล่าจระเข้แล้ว ;-)

แอสติ

ชุมชนเป็นผู้นำ ขณะนักกิจกรรมกลับสู่ค่าย

จากอาชิช เจ้าหน้าที่รณรงค์จากอินเดีย ที่มาถึงค่ายในที่สุด:

เรามาถึงค่ายเมื่อกลางดึกวันศุกร์ ป้ายผ้าสีเหลืองของกรีนพีซเด่นออกมากในเวลากลางคืน ในขณะที่เรือของเรากำลังแล่นข้ามแม่น้ำจาก Teluk Banjai ฉันมาถึงกรุงจาการ์ตาเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มสงสัยว่าจะได้เห็นค่ายหรือไม่หลังจากตำรวจระรานและขับไล่นักกิจกรรมออกนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ฉันก็มาถึงที่นี่ในที่สุด ไม่มีเวลาทำอะไรมากนักนอกจากแนะนำตัว 1 รอบ ทานอาหารเย็น และ เข้านอน



ตัวค่าย

อย่างไรด็ตาม ในเช้าวันนี้ ฉันสำรวจดูค่ายเป็นครั้งแรก แรกสุดพวกเขามุ่งหน้าไปยังฝายที่สร้างขวางคลองหนึ่ง ที่ใช้ดึงน้ำออกจากป่าพรุ การสร้างฝายเริ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ที่แล้ว และเกือบเสร็จแล้ว คลองเหล่านี้ถูกขุดข้นเพื่อดึงน้ำไปสู่แม่น้ำ ทำให้ป่าพรุเหือดแห้งมากพอสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อการค้า การสร้างฝายขวางคลองเท่ากับเป็นการย้อนกลับกระบวนการดึงน้ำ และฟื้นคืนสุขภาวะให้กับป่าพรุ นอกเหนือจากการป้องกันการปล่อยก๊าซคา์ร์บอนไดออกไซต์มากขึ้นไปอีก

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความพยายามนี้ก็คือ ชาวท้องถิ่นจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ ใกล้ๆ ค่ายเป็นผู้นำ ในขณะที่กรีนพีซคอยสนับสนุน บุสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้กล่าวว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ นอกจากต้องพึ่งพาป่าผืนนี้ น้ำจากป่าพรุเป็นกรดสูง และน้ำจากป่าพรุที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและไหลไปยังแม่น้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตปลาและกุ้ง

หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังเขตอนุัรักษ์เครูมูตัน ซึ่งใกล้ต้นน้ำของเตลุก เมอรันติยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้รับการปกป้อง และทำให้เราเห็นว่าป่าพรุควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อเราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ น้ำจากป่าพรุที่สงบนิ่งแต่มืดหม่นสะท้อนให้เห็นใบไม้และกิ่งไม้เหนือผืนน้ำ และที่ดักจับปลาจำนวนมากตามทางน้ำแสดงให้เห็นว่าผืนน้ำเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับดำรงชีพของชุมชน

พรุ่งนี้ฉันจะมุ่งหน้ากลับไปยังฝาย โดยในครั้งนี้จะไปช่วยสร้างฝาย จนถึงขณะนี้ เรายังไม่ถูกระรานโดยตำรวจ พวกเขาอาจจะหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ และแม้ในขณะที่ที่ฉันเขียนบล็อกนี้ เพื่อนๆ กลายคนของเราจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติได้มาถึงค่ายเพื่อเยี่ยมพวกเรา แ้ล้วพบกันฉบับหน้า

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

อาชิช 

ป่าฝนเป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ที่จำเป็นและยั่งยืน สำหรับชุมชนท้องถิ่น

หลังจากหลายสัปดาห์ฺที่เธออธิบายว่าสะเทือนอารมณ์และเข้มข้น ณ ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน บนเกาะสุมาตรา ในที่สุด โครินนา โฮลเซล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้จากเยอรมนี ได้เดินทางออกจากอินโดนีเซียแล้ว โครินนาตั้งใจที่จะอยู่ที่ค่ายอีกนานมาก แต่หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการต่อต้าน APRIL ซึ่งเป็นอาชญากรสภาพภูมิอากาศ สภาพการณ์ได้เปลี่ยนไป และมีการออกข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางภายในจังหวัดรีอาล

ก่อนเดินทางกลับ โครินนา ได้บรรยายประสบการณ์การทำงานกับชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพิทักษ์ระบบนิเวศป่าฝนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ ดังนี้

ฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ิอย่างน้อยมีโอกาสอยู่ที่ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศระยะหนึ่ง แต่เพื่อนร่วมงานของฉันบางคน ที่มาถึงค่ายช้ากว่าฉัน ไม่มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ที่สำคัญนี้

ในขณะนี้ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และค่าย และในขณะที่ผู้ร่วมงานชาวอินโดนีเซียของเรากำลังถูกสอบปากคำโดยตำรวจ ฉันกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนจากชุมชนท้องถิ่นที่ได้สนับสนุนงานของเรา และหยุดยั้งพวกเราไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากค่าย





ในอินโดนีเซีย ตำรวจและบริษัทต่างๆ เช่น APRIL และ ซีนาร์ มาส เกี่ยวโยงกันอย่างมาก และพวกเขาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดกรีนพีซออกจากคาบสมุทรกัมปาร์ หลังจากที่ฉันถูกกักตัวและสอบปากคำโดยตำรวจ ตำรวจบอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้กลับสู่ค่าย ฉันถามว่าทำไม และคำตอบที่ได้นั้นแปลก เขาบอกว่าก่อนที่กรีนพีซสร้างค่ายขึ้นมาบนคาบสมุทรกัมปาร์ ประชาชนล้วนมีความสุขและสงบสุข ตั้งแต่กรีนพีซมาอยู่ที่นี่ คาบสมุทรกัมปาร์ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านกรีนพีซ และพวกเขาต่อสู้กัน สำหรับเขาทางออกเดียวคือไล่กรีนพีซออกไป

ฉันบอกเขาว่าฉันได้พบว่าประชาชนที่นั่นตระหนักเป็นอย่างดีและมั่นใจในตัวเอง พวกเขารู้แน่ชัดว่าป่ามีความหมายอย่างไรต่อพวกเขา และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ ยึดที่ดินไปจากพวกเขา และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้

แทนที่จะไล่กรีนพีซ พวกเขาควรเคารพความปรารถนาของชุมชนในท้องถิ่น




แม้ว่าจำเป็นเวลาสั้นๆ แต่ฉันจะจดจำช่วงเวลาในค่ายไว้เสมอ ฉันได้ทำงานร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นและนักกิจกรรมจากทั่วโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน คือ ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ

การสร้างค่ายเป็นงานที่หนัก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกระสอบทรายในอินโดนีเซียต้องมีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัีม ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิก็สูงด้วย แต่ทุกนาทีนั้นคุ้มค่า บรรยากาศในค่ายนั้นยอดเยี่ยม และคำอำลาแบบปัจจุบันทันด่วนของฉัน ที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจขับไล่นั้น ซาบซึ้งมาก ในขณะนี้ฉันดีใจที่ได้รู้ว่าคนในท้องถิ่นกำลังเดินหน้าสร้างฝายกั้นน้ำต่อไป


Corinna at the camp


ประชาชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ที่ดินของพวกเขาแก่บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น APRIL พวกเขารู้ว่านั่นเป็นการมองการณ์ใกล้ เพราะแม้พวกเขาจะได้เงินจากการขายที่ดิน แต่ก็ยังไม่พอ ฉันพูดคุยกับผู้คนที่ดำรงชีพด้วยการตกปลา เกษตรกรรมขนาดเล็ก และ การใช้ประโยชน์จากป่า และพบว่าในป่าพรุที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขาพบยา ผลไม้ ถั่ว เห็ด และ วัสดุก่อสร้าง พวกเขาสามารถปลูกข้าวในป่า ส่วนในไร่ใกล้หมู่บ้าน พวกเขาปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมันเพื่ิอนำไปใช้เอง และเพื่อขายที่ตลาดในท้องถิ่น ขณะเดินไปตามหมู่บ้าน คุณจะเห็นวัวควาย ไก่ และ แพะ พวกเขากล่าวว่าป่าผืนนี้เป็น 'ซุปเปอร์มาเก็ต' ของพวกเขา ความแตกต่างอย่างเดียวก็คือพวกเขาไม่ต้องเสียเงินจับจ่าย

อาซเวีย ซึ่งเป็นชาวนาในท้องถิ่น บอกฉันว่าเขามีรายได้เพียงพอสำหรับรายจ่ายทั้งหมด สิ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจหากป่าผืนนี้ถูกยึดโดย APRIL หรือ ซีนาร์ มาส ที่จะถางและทำให้ดินเหือดแห้ง ซุปเปอร์มาเก็ตฟรีแห่งนี้จะล้มละลาย และคลังปลาจะลดลงมหาศาล แล้วเขาก็จะต้องมีเงินมากขึ้นเพื่อเลี้ยงครอบครัว เงินนั้นจะมาจากไหนล่ะ ฉันถามเขาว่าเขาจะสามารถทำงานในป่าปลูกได้หรือไม่ แต่เขาปฏิเสธเพราะนั่นจะทำให้เขาต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่ๆ และเขาจะมีรายได้น้อยลง และเพราะเขาต้องการให้ลูกและหลานของเขาเติบโตขึ้นกับป่า นั่นเป็นเหตุผลที่้เขาต่อสู้เพื่อการปกป้องป่า และต่อสู้ 'บริษัทนั้น' (นี่เป็นคำที่ประชาชนท้องถิ่นเรียก APRIL) และต่อสู้กับรัฐบาลที่ได้ให้สัมปทานพื้นที่ป่าของชุมชนขนาด 240 ตารางกิโลเมตร แก่ APRIL

เขายังได้ลงชื่อในจดหมายที่ชุมชนแห่งนี้ส่งไปให้รัฐบาลเดือนพฤษภาคม 2552 แต่พวกเขาไม่เคยได้รับคำตอบ

ฉันประทับใจมากกับความแน่วแน่ของอาซเวีย เขาตระหนักว่าป่าของเขาไม่เพียงสำคัญต่อตัวเขาและชุมชนของเขา แต่เขารู้ว่าป่าสำคัญต่อทั้งโลกด้วย เขามีความหวังอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในกรุงโคเปนเฮเกน และมีความหวังชุมชนนานาชาติจะเห็นชองมาตรการที่จะปกป้องป่าของเขา เขาต้องการไปโคเปนเฮเกนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกรับรู้ เขาบอกว่าเขาจะทำหลายๆ สิ่งเพื่อปกป้องป่าของเขา แต่เขาจะไม่มีวันจากป่าแห่งนี้ เขาจะไม่มีวันจากหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ และย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่จะ "ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย"

>> อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

>> สนับสนุนค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน โดยส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของเรา

jeudi 19 novembre 2009

ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน



เมื่อทั้งตัวคุณและนักข่าวที่เดินทางร่วมกับคุณถูกจับ และถูกส่งตัวออกนอกประเทศ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ถูก อย่างน้อยนั่นก็เป็นความจริงหากคุณทำงานให้กับองค์กรที่ลงมือปฏิบัติการสันติวิธีเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม

ในท่ามกลางการถูกกักตัวและการถูกส่งตัวออกนอกประเทศ ความตึงเครียดและน้ำตา ในอินโดนีเซีย ยังมีข่าวดีเกิดขึ้น! นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับใบอนุญาตประกอบการของ APRIL ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ บนคาบสมุทรกัมปาร์ นี่หมายถึง APRIL ถููกห้ามไม่ให้ทำลายป่าและป่าพรุที่อุดมไปด้วยก๊าซคาร์บอนในพื้นที่แห่งนี้ ในขณะที่ใบอนุญาตของบริษัทอยู่ในระหว่างการพิจารณาทบทวน

นักกิจกรรมของเราได้ปฏิบัติการเพื่อหยุดการทำลายป่าและป่าพรุบนคาบสมุทรกัมปาร์ และเน้นย้ำบทบาทอันยิ่งใหญ่ที่การทำลายป่าและป่าพรุที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่เหลืออีกเพียง 17 วันก่อนการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นได้ชัดเจนว่าเหล่านักกิจกรรมได้สร้างความระคายเคืองให้กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนเล็กน้อยในอินโดนีเซีย แต่พวกเขาได้ยกระดับความสนใจของนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นการทำลายป่าขึ้นอย่างมากนัก

ในขณะที่เ้จ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนย้ายนักกิจกรรมของเราออกจากค่าย เราขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเคลื่อนย้ายผู้กระทำผิดที่แท้จริง และแสดงความเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการประชุม ณ โคเปนเฮเกน โดยหยุดการทำลายป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องโดยบริษัทใหญ่ทั้งหลาย

ในขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าผู้คนจากนอกประเทศอินโดนีเซียและสื่อมวลชนจะได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมค่ายหรือไม่ ไม่ว่าจะในฐานะแขกที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต่างๆ หรือในฐานะนักข่าว นอกจากนี้ แน่นอนว่ามีโอกา่สที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามปิดค่ายอีกครั้ง เราไม่สามารถยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องหยุดขมขู่นักกิจกรรมที่ปฏิบัติการอย่างสันติ ผู้ซึ่งกำลังช่วยประธานาธิบดียุดโฮโยโนให้เติมเต็มพันธะที่เขาได้สร้างขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคา์์ร์บอนไดออกไซต์ปริมาณมหาศาลของอินโดนีเซีย

เมื่อตำรวจพยายามปิดค่ายครั้งล่าสุด พวกเขาถูกยุติการกระทำนั้นโดยประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมากล้น ที่ก้าวออกมาสนับสนุนค่ายของเรา อีกครั้งที่ชุมชนท้องถิ่นได้กลับมายังค่ายเพื่อส่งแรงสนับสนุน แม้ว่าตำรวจยังสอดส่องดูแลค่ายเหมือนเมฆดำที่ลอยปกคลุม เราไม่มีทางแน่ใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป...

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อความแสดงข่าวดีอีกข่าวจากเคียร่า ซึ่งเป็นนักกิจกรรมชาวอิตาลีจากเกาะซิสิลี่ ที่ได้เขียนข้อความต่อไปนี้ขณะที่กำลังจะถูกส่งตัวออกนอกประเทศจากอินโดนีเซียในวันนี้ เธอถูกกักตัวโดยตำรวจก่อนที่จะเดินทางมาถึงค่ายเสียด้วยซ้ำ !

สวัสดี นักต่อสู้เพื่อป่า!

คุณอาจจะรู้แล้วว่าฉันเป็น "ชาวอิตาเลียนที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งในอินโดนีเซีย" และฉันกำลังจะออกนอกประเทศภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเพื่อกลับสู่อิตาลี จนถึงขณะนี้ฉันแน่ใจว่าหลายคนคงรับรู้ดีแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับนักกิจกรรมของเรา ณ ค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

ทอม โครินนา และนักข่าว 2 คน ที่เดินทางร่วมกับเราไปยังค่าย ได้รับคำสั่งการส่งตัวออกนอกประเทศเมื่อ 2 วันที่แล้ว และเมื่อวานเรากลับสู่กรุงจาการ์ตา ที่ซึ่งคนจากสถานทูตอิตาลีไปรับไรมอนโด (นักข่าว) และตัวฉัน เพื่อนำตัวกลับประเทศ ภายใต้อำนาจของสถานทูต

ทอมและตัวฉันได้ร่วมงานแถลงข่าว ซึ่งจัดโดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เราเล่าเรื่องราวของเราออกสู่สื่อมวลชนต่างประเทศและท้องถิ่น

ตั้งแต่ขณะที่เราถูกตำรวจสั่งให้หยุด ณ ไม่กี่กิโลเมตรจากค่าย สำนักงานกรีนพีซในอิตาลีก็เริ่มส่งข่าวประชาสัมพันธ์และโทรสารพวกเขายังได้โทรศัพท์ไปยังกระทรวงการต่างประเทศในอินโดนีเซียด้วย พวกเขาปฏิบัติงานได้ยอดเยี่ยม และสิ่งที่พวกเขาทำบังเกิดผลอันแข็งแกร่งในสื่อมวลชน โดยสร้างความสั่นสะเทือนไปยังทุกระดับของวงการการเมืองในอิตาลี

ฉันให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และนิตยสารในประเทศ หลายสิบแห่ง และเมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์เอสเพรสโซตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ไรมอนโด พร้อมลงชุดภาพที่สวยงาม

และผลตอบรับนั้นเหลือเชื่อ ! รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศจุดยืนอันแข็งแกร่งในด้านการปกป้องป่า เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ เป็นครั้งแรก !

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกร้องคำอธิบายจากทูตอิตาลีในอินโดนีเซีย ในขณะที่รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียและผู้แทนของเขากำลังเดินทางมาเยือนกรุงโรมในโอกาสเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต

อีกไม่กี่ชั่วโมงฉันจะได้รับการคุ้มกันโดยท่านทูตไปยังสนามบินเพื่อไปรับหนังสือเดินทาง จากนั้นฉันจะถูกส่งตัวกลับอิตาลี ฉันต้องการส่งอ้อมกอดอันอบอุ่นที่สุดไปยังผู้คนที่ค่ายที่ฉันไำม่มีโอกาสร่วมปฏิบัติการด้วย ฉันภูมิใจมากกับสิ่งที่พวกคุณทำ และจะทำต่อไป

โปรดติดตามต่อไป อีกนานนักกว่าการพิทักษ์ป่าของเราจะจบสิ้่น และเราต้องการแรงสนับสนุนจากท่าน!

baci e abbracci a tutti (ขอส่งรอยจูบและอ้อมกอดถึงทุกคน)

เคียร่า

>> อ่านบล็อกทุกฉบับจากค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศ

mercredi 18 novembre 2009

Climate Defenders Camp : ค่ายปกป้องป่า

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
Climate Defenders Camp
หมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ
จังหวัดรีัอาล อินโดนีเซีย

หลังจากเมื่อคืนทีมเราแตกเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นในหมู่บ้านเตอลุก เมอรันติ โฮมสเตย์ที่พวกเราบางส่วนพักอยู่ด้วย ส่วนฝ่ายชายต้องตื่นขึ้นมาพร้อมบรรยากาศของเสียงค้อนตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ ที่ค่าย ซึ่งกำลังเร่งการสร้าง เพื่อให้ทันการเปิดค่ายในวันพรุ่งนี้ แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกเรารู้สึกเหมือนกันคือ การตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนียวเหนอะจากการเดินทางไกลกว่า ๑๖ ชั่วโมง แล้วไม่ได้อาบน้ำก่อนนอน

วัตถุประสงค์หลักในการสร้างค่าย คือ
๑) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการทำกิจกรรมจากทั่วโลกก่อนการประชุมสุดยอด ของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้

๒) เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นเรื่องป่าต้องถูกพูดถึงและเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมนี้

๓) เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดียุดโฮโยโน แห่งอินโดนีเซีย ให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากที่นี่เป็นที่แรก

๔) เพื่อตั้งคำถามเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วนำเงินมาลงทุน เพื่อปกป้องป่า

๕) เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาป่า ที่ก่อปัญหาให้กับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย

๖) ต้องการผลักดันให้ประเด็นเรื่องการพิทักษ์ผืนป่าเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนทั่วโลกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นเหล่าตัวแทนนักกิจกรรมจากกรีนพีชทั่วโลก เช่น เบลเยียม สเปน บราซิล ฟิลิปปินส์ อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน ฟินแลนด์ และที่ขาดไม่ได้ คือ อินโดนีเซีย และ ไทย จึงออกเดินทางโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่นี่ เพื่อร่วมกันเป็นประจักษ์พยานและบอกเล่าให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้ว่า ที่นี่ยังมีการทำลายพื้นที่ป่าพรุ ที่อุดมสมบูรณ์ และสำคัญต่อระบบนิเวศมากแห่งหนึ่งของโลกอยู่ โดยธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผิดกฏหมาย ซึ่งมีทั้งบริษัทผลิตกระดาษและบริษัทปาล์มน้ำมัน

วันนี้เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นสภาพโดยทั่วไปภายในค่าย เริ่มต้นจากหน้าตาของ Climate Defenders Camp (ค่ายผู้พิทักษ์ป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน) กันก่อน


ที่ตั้ง: ตัวค่าย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกัมปาร์ ในหมู่บ้านเตลุก เมอรันติ หมู่บ้านเล็ก ๆในจังหวัดรีอาล ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในค่าย
Big Common: คอยต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน มีมุมกาแฟ ใช้สำหรับทานข้าว
ประชุมประจำวัน ร้องเพลง เล่นกีต้าร์ และยังเป็นที่นอนของบางคนในตอนกลางคืน
เอาเป็นว่าที่นี่เป็นที่รวมของกิจกรรมหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน


Small Common: สำหรับประชุมกลุ่มย่อย ตารางกิจกรรมประจำวัน ตู้ยาสามัญประจำบ้าน
ต้อนรับแขกกลุ่มเล็กๆ และเป็นที่นอนประจำของนุ่นกับอุ้มในตอนกลางคืน (มีขาจรมานอนบ้างเป็นครั้งคราว)


Kitchen: เปรียบเหมือนโกดังเก็บอาหาร สำหรับ ๘o ชีวิต (เมื่อค่ายเต็ม)
สามารถเข้า-ออกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีแม่ครัวชาวอินโดนีเซีย เป็นแม่ครัวใหญ่ที่นี่


Bedroom: ห้องนอนแบ่งเป็นห้องผู้หญิง ๑ ห้อง ห้องของทีมเรือ
ส่วนผู้ชายมีเต้นท์ใหญ่ ๔ เต้นท์ ห้องนอนใหญ่ ๑ ห้อง
ช่วงที่ค่ายเต็มบางส่วนต่องไปนอนที่หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ


Toilet: เป็นเรื่องที่ลำบากใจที่สุด ในช่วงแรก หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องกลิ่น
เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ใช้หน้ากากปิดปากปิดจมูก ความรู้สึกคงไม่ต้องบรรยาย ภาพมันฟ้องอยู่แล้ว
รุ่นนี้การใช้งานไม่ยุ่งยากแค่เปิดฝาก็พร้อมใช้ทันที!!


Shower Room: ห้องอาบน้ำมี ๔ ห้อง ขนาดพอดีตัว ไม่มีประตู
ถ้าวันไหนคนเยอะน้ำหมดก็เปลี่ยนไปอาบน้ำในแม่น้ำ
(แต่ปกติทุก ๆ วันคนกว่าครึ่งก็ต้องอาบน้ำในแม่น้ำอยู่แล้ว อันนี้เกื่ยวข้องกับการบริหารค่าย)


Warehouse: ห้องเก็บอุปกรณ์ ผู้ถือกุญแจคือโรดา และโตจัด


Boat Team Room: ห้องนี้เป็นห้องนอนของทีมเรือ เป็นทั้งห้องเก็บ
ของและห้องนอนในตัว เพราะต้องสแตนบายเรือทั้งกลางวันกลางคืน เลยต้องมีห้องส่วนตัว


Water Supply System: ระบบประปาในค่าย โดยสูบน้ำจากแม่น้ำ
แล้วใช้คลอรีนฆ่าเชื้อ


Garbage Bins: เราพยายามแยกประเภทขยะ แต่ไม่ค่อยจะเป็นผล
ไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการจัดการในค่ายกันแน่


Power Supply System: มีแหล่งกำเนิดพลังงานจากสองส่วน
ส่วนแรกจากพลังแสงอาทิตย์ ส่วนที่สองคือใช้เครื่องปั่นไฟ (ถ้าช่วงไหนไม่มีแดด)


Radio Room: ห้องสำหรับการสื่อสาร ทุกรูปแบบ อินเตอร์เน็ต (ระบบดาวเทียม)
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ดาวเทียม GPS และควบคุมการจ่ายไฟของค่าย
โดยระบบไฟจะเริ่มทำงานตอน ๑oโมงเช้า และปิดตอน ๔ ทุ่ม


ระบบการเดินทางหลัก: ใช้เรือ มีเรือยางของกรีนพีช ๒
และเรือท้องถิ่น (ปอมปองและสปีทโบ๊ท)



ตู้ยา: ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเสริมและวิตามิน และที่ขาดไม่ได้คือยามาลาเรีย
(Klorokuin Fosfat) ซึ่งทุกคนต้องกินเมื่อเดินทางมาถึงค่าย
และต้องกินต่อเนื่องไปทุก ๆ ๗ วัน โดยสุรีย์ พยาบาลประจำค่าย จะเขียนโน๊ต
บอกว่าแต่ละคนกินยาวันแรกเมื่อไหร่ (กลับไปแล้วยังต้องกินต่ออีก ๑ เดือน)


Information: กระดานข่าว จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะอัพเดทอยู่เรื่อย ๆ

หมดไปอีกวัน............ ขอให้หลับฝันดี

นุ่น


>>อ่านข่าวการปฏิบัติการ "อินโดนีเซียเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายสภาพภูมิอากาศ"

>>ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมต้องมีค่ายผู้พิทักษ์ป่า กู้วิกฤตโลกร้อน ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/climatedefenders