dimanche 13 septembre 2009

เดินกับช้าง !

13 กันยายน 2552

ฉันเคยเดินเพื่อกิจกรรมเพื่อสังคมหลายครั้งในอดีต

ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มสัมพันธมิตรนาร์มาดา บาเชา แอนโดลาน จึงร่วมเดินรณรงค์กับประชาชนจากหุบเขานาร์มาดาในอินเดีย ที่คัดค้านการสร้างเขื่อนซาร์ดาร์ ซาโรวาร์ อันเป็นที่โจษจัน ที่ได้ทำลายชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนหลายพันคน ในขณะที่สร้างประโยชน์น้อยนักให้แก่ผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์จากมัน

ทัศนคติ “ไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าจะตาย” ของผู้รอดชีวิตจากหายนะแก๊สรั่วที่เมืองโบพาล ตราตรึงใจฉันจนทำให้ร่วมเดินรณรงค์กับพวกเขาหลายครั้งเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจาก ดาว เคมิคัลส์ บริษัทข้ามชาติจากอเมริกา วันที่ 4 ธันวาคมนี้จะเป็นวันครบรอบ 25 ปีของหายนะในครั้งนี้ และเป็นวันครบรอบของหนึ่งในการต่อสู้ของมวลชนที่เกิดขึ้นยาวนานที่สุด

ไม่กี่ปีที่แล้ว มูลนิธิมิตรา เรียกให้ฉันเข้าร่วมการเดินรณรงค์กับนักเรียน ครู และ พ่อแม่จากโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ ใกล้เมืองบังกาลอร์ เพื่อสร้างความตระหนัก และหาเงินทุนสนับสนุนการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนในโรงเรียน เพื่อเปลี่ยนแปลงโรงเรียนให้ลดการปล่อยคาร์บอนให้เท่ากับที่ปล่อยออกไป

ฉันจึงไม่แปลกใจที่วันนี้พบว่าการเดินกับช้างเป็นเหมือนการเล่นกีฬาที่แตกต่างออกไป แต่ความแปลกและความตื่นเต้นยังคงอยู่

เหตุผลหนึ่งก็คือ ช้างเดินช้าและเร็วตามอาหารที่พวกมันพบระหว่างทาง พวกมันหยุดตลอดเวลาเพื่อกินหญ้า พืช และขิงป่าที่เติบโตอยู่ระหว่างทาง



เมื่อนึกถึงอาหารมื้อเช้าในพิธีเปิดการเดินทางมื้อใหญ่ยักษ์ ที่ช้างกินก่อนออกเดินทางทอดน่องในเช้าวันนี้ ทำให้ฉันสงสัยว่าพวกมันแสดงพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นอมตะ นั่นคือ ความละโมบและความตะกละหรือเปล่า

แต่ควาญช้างหยุดความสงสัยของฉันอย่างรวดเร็ว เขาบอกว่าช้างกินอาหารนานถึง 18 ชั่วโมงต่อวัน และใน 1 ปี พวกมันกินพืชมากถึง 200 สายพันธุ์



แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันค้นพบอีกอย่าง คือ ช้างชอบน้ำมาก ระหว่างทาง หากเราพบแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ ลำธารเล็กๆ หรือแม้แต่ถังน้ำ ช้างของพวกเราจะเมินเฉยผู้คนกลุ่มเล็กๆ ที่เดินนำหน้า และมุ่งหน้าไปหาน้ำทันทีเพื่อพ่นใส่ตัว

ซึ่งไม่น่าแปลก เพราะสัตว์ที่เกี่ยวดองกันมากที่สุดกับช้าง คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล คือ พะยูน ซึ่งอธิบายถึงธรรมชาติของความชอบน้ำของช้างได้เป็นอย่างดี

ช้างเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งฉกาจ และเคยว่ายน้ำข้ามทะเลเปิด ไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะต่างๆ ในหมู่เกาะอันดามัน



เราเดินทาง 12 กิโลเมตรในวันนี้ และแม้ว่าอากาศจะร้อนและชื้น พวกเราทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง พวกเราร้องเพลง ตบมือ ขณะเดินไปด้วยกัน พร้อมมองดูกิริยาอาการที่ตลกขบขันของเพื่อนรักและผู้ร่วมเดินทางของเรา นั่นคือ เหล่าช้าง ซึ่งทำให้การเดินในวันนี้ดูเป็นเรื่องง่ายดาย



ความตื่นเต้นมากขึ้นรอพวกเราอยู่ในวันพรุ่งนี้ เมื่อเหล่าช้างจำได้อาหารอันโอชา ว่ายน้ำในแม่น้ำ และพวกเราทุกคน ได้แก่ นักกิจกรรมกรีนพีซ อาสาสมัครกรีนพีซ และเพื่อนๆ ตั้งตารอที่จะรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากประชาชนที่เราพบตลอดทาง รวมถึงรวบรวมรายชื่อถึงประธานาธิบดีโอบามา เพื่อให้เขาบรรเทาภาวะโลกร้อน ถ้าคุณยังไม่ได้ลงชื่อในจดหมายของคุณ โปรดคลิกที่นี่

ชายเลนดรา ยาสวัน

..8..... คือ ระยะทางทั้งหมดที่เราเดินกับช้างในวันนี้

13 กันยายน 2552

เลข 8 คือ ตัวกลมๆ 2 ตัวที่วางซ้อนกัน ที่ถ้าเป็นตัวเลขแสดงวินาทีหรือจำนวนคนคงดูจะไม่ได้มากมายเท่าไหร่ และคงไม่ได้น่าตกใจเท่ากับตอนที่รู้ว่ามันคือระยะทางทั้งหมดที่เราเดินในวันนี้

เลข 8 ของเราในวันนี้ มันคือหน่วยของกิโลเมตร ที่แสดงระยะทางที่คนเกือบ 50 คน ร่วมกันเดิน เพื่อจุดประสงค์บางอย่างร่วมกัน นั่นคือการร่วมแสดงพลังเรียกร้องให้ผู้นำโลกและผู้นำบ้านเราเขามีนโยบายดีๆ ในเรื่องโลกร้อนเสียที!!

ย้อนกลับไปเมื่อตอนเช้าตรู่ของวัน ชาวกรีนพีซทั้งอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ ควาญช้าง และ นักรณรงค์ตัวโตทั้ง 5 เชือก (ทองแดง, คชาพัช, หลาวทอง, ดอกแก้ว และ ยะลา) กำลังเตรียมพร้อมตั้งขบวนยาวเหยียด เพื่อรับศีลรับพรจากพระที่มาทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ขบวนกิจกรรม “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่หน้าศูนย์กิจกรรมช้างไทยเพื่อการอนุรักษ์



เราเดินแถวหน้าสุด
ดีใจที่ไปขอยืมธง CHANG(E) โลโก้ประจำงาน จากคนอื่น แล้วไม่ได้คืนเขาไป (ฮ่าๆ) เลยได้เอามาเดินโบกเล่นอยู่ด้านหน้า นำขบวนกับเพื่อนร่วมงานที่มาจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียกลุ่มใหญ่ งานนี้มีเพื่อนๆที่มาร่วมกิจกรรมค่อนข้างเยอะ และมาจากหลากหลายประเทศ เราเลยได้เพื่อนใหม่เป็นชาวจีนและแอฟริกา ที่มาไกลข้ามทวีป เพื่อร่วมกิจกรรมตลอด 15 วันนี้

ถ้าหากรวมคนกับช้างตัวโตๆแล้ว ขบวนที่เราเดินดูจะยิ่งใหญ่และยาวพอสมควร เนื่องจากระยะทาง 8 กิโลเมตรไม่ใช่ระยะทางที่หลายคนถนัดนัก ประกอบกับแดดร้อนๆ ยามสายที่ส่องปะทะหน้า ระหว่างทาง เราจึงแวะพักดื่มน้ำค่อนข้างบ่อย และยังได้แวะพักเหนื่อยพักใหญ่ๆที่ DNA ของอาจารย์สุนทร สถานที่จำลองบ้านตัวอย่างที่ประหยัดพลังงาน ที่นอกจากช้างจะได้พักเล่นน้ำให้เย็นใจแล้ว คนที่เดินร่วมขบวนอย่างเรายังได้มาสัมผัสกับพลังงานหมุนเวียนอย่างกังหันลมแบบใกล้ๆ และยังมีบ้านที่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ทั้งแสงไฟ รวมถึงเครื่องปรับอากาศ


กรุณาอ่านด้วยกระจก

“จับมือให้มั่น...เดินทางไป...เรามารวมหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน........จับมือให้มั่น.....เดินทางไป...เรามาเดินกับช้างร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง.......”
เมื่อเสียงเพลงนี้เริ่มขึ้น เหล่าคณะรณรงค์ทั้งคนและช้างก็เริ่มเดินหน้า ออกเดินทางกันต่อ
วันนี้เราจะเดินไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้คือ วัดเหวปลากั้ง วัดเล็กๆบนเนินเขาที่อยู่ละแวกตำบลหมูสีเพื่อพักผ่อน เก็บพลังในการรณรงค์ที่ยังเหลืออีก 10 กว่าวันข้างหน้า



แดดร้อนๆ ของวันนี้ ทำให้เราเริ่มเหนื่อย
จะก้าวให้เร็วกว่าช้างก็ดูยากไปหน่อย
จากที่เดินอยู่หน้าสุด กลับกลายเป็นรั้งท้าย
(พร้อมเสียงหอบแฮกแฮก)
เวลาร้องเพลงเดินกับช้างกับเพื่อนๆ เลยแผ่วกว่าเมื่อเช้าไปนิด
แต่ความรู้สึกสนุกไปกับกิจกรรมยังไม่แผ่วไปกว่าก่อนออกเดินทางเลย
ยิ่งได้เห็นสีหน้ามีความสุขของเด็กๆ ที่ได้เห็นช้าง หรือผู้ใหญ่ที่อวยพรให้พวกเราเดินทางไปถึงกรุงเทพฯอย่างปลอดภัยแล้ว ทำเอาเรายิ้มไม่หุบไปตลอดทั้งวันเลยล่ะ

นส. อิซา

ป.ล. คืนนี้นอนใกล้ๆวัดเหวปลากั้ง
อยู่บนเนินเขาเล็กๆ เห็นทุ่งกว้างๆ ของเขาใหญ่ชัดเชียวล่ะ

ดูภาพสไลด์เรื่องราวการออกเดินทางได้ที่นี่
เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และการร่วมผลักดันนโยบายลดโลกร้อนได้ที่นี่

ตักบาตรบนหลังช้าง : ระยะทางอันยาวไกล.....ย่อมเริ่มไปตั้งแต่ก้าวเดียว


วันนี้ เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาเตรียมตักบาตรกับพระสงฆ์ที่จะนั่งมาบนหลังช้างมาให้พวกเราทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนออกเดินทาง


เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ช้างนี้ เขาเล่าว่า ไม่ได้มีพิธีตักบาตรบนหลังช้างมานานกว่า 18 ปีแล้วนะคะ พวกเราทุกคนตื่นเต้นดีใจกับภาพที่เห็นพระบิณฑบาตรบนหลังช้าง ช่างเป็นภาพที่ประทับใจจริงๆ ค่ะ


หลังจากรับบิณฑบาตรแล้ว พระท่านก็ให้พร แล้วคาราวานช้าง ก็พร้อมที่จะออกเดินทาง

ระยะทางอันยาวไกล .... ย่อมเริ่มไปตั้งแต่ก้าวเดียว

การเดินทางจะผสมผสานกันระหว่างการเดินเท้าระยะสั้น (8-15 กม.) ระหว่างหมู่บ้านและชุมชน และการเดินทางด้วยรถบรรทุกช้างผ่านโครงข่ายคมนาคม และจะไม่เดินผ่านเมืองใ้ห้เป็นที่รบกวนประชาชนและการจราจร เราจะเดินผ่านแต่ธรรมชาติ เผื่อเป็นประจักษ์พยานผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทย


หมายเหตุ: ช้าง 5 เชือก (คชาพัช, ทองแดง, ดอกแก้ว, หลาวทอง, โชคประทาน) ที่นำมาเดินนี้ เป็นช้างบ้าน ที่บางตัวได้รับการช่วยเหลือมาจากการทรมาน และการติดยา เพื่อให้ทำงาน และเดินขอทานตามถนน และที่สำคัญช้างทั้งหมดได้ผ่านการตรวจดูแลสุขภาพกันมาแล้วอย่างละเอียด โดยกรีนพีซทำงาน ร่วมกับกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทยที่เขาใหญ่ และมูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่า เพื่อรับประกันถึงสิทธิและสุขภาพของช้างในระหว่างการเดินทาง (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับช้างแต่ละเชือก ทีนี่ คะ)




































เสี่ยวเว่ย นักร้องวงร็อคจากจีน เข้าร่วมคาราวานช้าง


Rin

samedi 12 septembre 2009

เมื่อเริ่มเดิน ... กับช้าง

12 กันยายน 2552


ช้าง สัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทยตั้งแต่สมัยโบราณ สัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก

เขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติที่ไ้ดรับการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกจาก UNESCO


วันนี้ เรานัดออกจากกรุงเทพกันตั้งแต่ 6 โมง เพื่อจะไปร่วมกิจกรรม "เดินกับช้างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง" ที่ศูนย์กิจกรรมช้างไทยเพื่อการอนุรักษ์ ที่เขาใหญ่

ถึงเขาใหญ่ก่อน 9 โมงเช้า มีพิธีเปิดงาน และ พิธีปะกำ ซึ่งเป็นพิธีที่ควาญช้างที่มีประสบการณ์ทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนพาช้างออกเดินทาง คนที่ศูนย์นี้เล่าว่า ในเมืองไทยไม่ได้มีพิธีนี้มานานหลายปีมากแล้วคะ เพราะไม่ได้มีการเดินช้างไปไหนเหมือนสม้ัยก่อนมานานแล้ว

ควาญช้างจะแต่งตัวด้วยชุดที่มีเอกลักษณ์ประจำตัว และห้อยคอด้วยโซ่ ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งควาญช้างจะใส่ชุดนี้ตลอด 3 เดือนของการออกจากบ้านเข้าป่าไปเพื่อคล้องช้าง ควาญช้างระดับสูงสุดนั้นจะต้องเคยจับช้างป่าอย่างน้อย 16 ตัวขึ้นไป (ซึ่งคนที่ศูนย์นี้บอกว่า ปัจจุบันควาญช้างระดับนี้เสียชีวิตไปหมดแล้วคะ)

*** ช้างป่าใช้สรรพนามว่า 'ตัว' เมื่อถูกคล้อง-จับมาเป็นช้างบ้าน ถึงจะถูกเปลี่ยนไปใช้สรรพนามว่า 'เชือก' นะคะ

ในการประกอบพิธีปะกำนี้ จะมีเครื่องเซ่นไหว้ หัวหมู น้ำ อาหารต่างๆ โดยควานช้างจะจุดธูป เป่าแตรเขาสัตว์ และเสี่ยงทายกระดูกไก่ ซึ่งครั้งนี้ ควาญช้างเสี่ยงทายได้กระดูกตรง ซึ่งหมายความถึงความโชคดี ถ้าเมื่อครั้งใดที่ควาญช้างเสี่ยงได้กระดูกที่คด ควาญช้างจะเสี่ยงใหม่ จนกว่าจะได้กระดูกที่ตรงซึ่งจะนำความโชคดีมาให้ตลอดการเดินทาง

กิจกรรมต่อด้วยการเสวนา การแปรอักษร และ บรรเลงเพลง โดย พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

ในระหว่างวันยังมีฐานกิจกรรมสำหรับเด็กนักเรียน เพื่อเข้าฐานกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนรู้เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ เรื่องเรือนกระจก ภาวะโลกร้อน ฯลฯ ซึ่งเด็กๆดูสนุกนานตื่นเต้นกับการเข้าร่วมกิจกรรม และการเล่นกับช้างมากมาย เห็นสีหน้าเด็กๆมีความสุขยิ้มหัวเราะแก้มปริแล้วก็ทำให้เราพลอยอดยิ้ม มีความสุขไไปด้วยไม่ได้




คืนนี้เราเข้านอนกันเกือบเที่ยงคืน ทั้งๆที่อากาศร้อน และอยู่กลางแจ้งกันเกือบทั้งวัน แต่เราก็อดยิ้มอย่างมีความสุขก่อนหลับตาลงนอนไม่ได้

พรุ่งนี้ เราจะตื่นตักบาตรบนหลังช้างกันแต่เช้า.....














เดินกับช้าง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง






















ควาญช้าง เริ่มพิธีปะำกำ เพื่อเป็นสิริมงคล




ควาญช้างเป่าแตรเขาสัตว์ประกอบพิธี

Rin

อนาคตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน

12 กันยายน 2552

โอม ไจย กาเนชา ไจย กาเนชา ไจย กาเนชา เดวา (ขอชัยชนะจงมีแด่องค์พระพิฆเนศ) การขอประสาทพรจากพระเจ้าที่มีศีรษะเป็นช้าง หรือ คณปติ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มีความเชื่อหลายล้านคน โดยเฉพาะชาวฮินดู คณปติ เป็นผู้ปัดเป่าอุปสรรค และเป็นพระเจ้าของการเริ่มต้นในทุกเรื่อง การขอพรในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเปิดตัวคาราวาน “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง" ใกล้ๆ กับมรดกโลกของยูเนสโกอันมีชื่อเสียง นั่นคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อันเป็นป่าฝนอันงดงามยิ่ง

ฉันนั่งร่วมกับเด็กนักเรียนหลายร้อยคน เพื่อชมพิธีกรรมโบราณ คือ พิธีปะกำ ที่ประกอบพิธีโดยควาญช้างอาวุโสเผ่ากุย เพื่ออัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษควาญช้างให้มาช่วยปกป้องทุกชีวิตในป่า ฉันประหลาดใจกับความเชื่อลัทธิถือผีถือวิญญาณอันเรียบง่ายที่ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าผืนป่าจะลดลง พืชและสัตว์หลายพันสายพันธุ์ได้สูญพันธุ์ไป และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้หายไป


ก่อนมนุษย์จะเกิดขึ้นบนโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นภูมิภาคที่ประกอบด้วย 11 ประเทศ และมีขนาดราวๆ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ถูกปกคลุมด้วยป่าทั้งหมด ซึ่งยังไม่รวมถึงชายหาด ที่ราบน้ำขึ้นถึง และ ยอดเขาสูง

พืชมากกว่า 100 ตระกูล และต้นไม้หลายพันสายพันธุ์เจริญเติบโตในผืนป่าเหล่านี้ จนทำให้ยุคหนึ่งเป็นบ้านของสายพันธุ์มากกว่า 50% ของโลก ดังที่นักธรรมชาติวิทยาระบุไว้

ผืนป่าน้อยนิดได้อยู่รอดผ่านการผลาญทำลายของมนุษย์และความละโมบของมนุษย์ แต่ดร.อลงกต เพื่อนของผม ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ช้างที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้จัดการคาราวานช้างอันยิ่งใหญ่ ให้ความเชื่อมั่นว่า ป่าฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เหลืออยู่นี้ ยังเป็นถิ่นอาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 20% ของโลก

ช้าง ซึ่งเป็นสัตว์สง่างามขนาดใหญ่ที่สุด กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากการทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันและเกี่ยวข้องกัน

ช้างเอเชียแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ย่อย ได้แก่ พันธุ์ศรีลังกา (Elephas maximus maximus) พันธุ์สุมาตรา (Elephas maximus Sumatranus) และ พันธุ์ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่บนทวีปเอเชีย (Elephas maximus Indicus)

ดร.อลงกตกล่าวว่า อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีสายพันธุ์ที่นักชีววิทยาเรียกว่า “ประชากรที่สามารถเติบโตได้ในจำนวนน้อยที่สุด” ที่สามารถผสมพันธุ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงยีนส์ที่อันตราย ที่มีสาเหตุจาก “ปรากฏการณ์การแบ่งแยกเป็นส่วนๆ” อันเนื่องมาจากความเสื่อมสภาพของป่า และการสูญเสียพื้นที่รอยต่อของป่า

ประเทศไทยมีช่างป่าประมาณ 1,500 ตัว โดยมีประชากรหนาแน่นที่สุด (200-300 ตัว) ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และตามแนวชายแดนไทย-พม่า ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างเลี้ยงประมาณ 2,500 เชือก อุตสากรรมการลากไม้ซุงที่ยุติลง ทำให้ช้างเหล่านี้จำนวนมาก และครอบครัวควาญช้างตกงาน ทำให้จำต้องไปเดินขอทานบนถนนในกรุงเทพฯ

ช้างดังกล่าวจำนวน 5 เชือก ที่ได้รับการช่วยชีวิตและฟื้นฟูสุขภาพกายและใจโดยกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย จะเป็นผู้นำคาราวานมวลชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบันทึกและเผยแพร่เสียงเพรียกของประชาชนหลายพันคนในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เพื่อผลักดันผู้นำโลก โดยเฉพาะประธานาธิบดีโอบามา ให้ลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และหยุดการทำลายป่า

วอน เฮอนานเดซ ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปราศรัยในการเปิดตัวคาราวานว่า ตัวอักษร ‘e’ ในคำว่า Chang(e) หมายถึง ‘empowerment’ (ความแข็งแกร่ง) งานแบบช้างๆ ที่เจ้าหน้าที่คาราวานจะต้องประสบในการเดินทาง และงานแบบช้างๆ ของผู้นำโลกที่จะประชุมในกรุงนิวยอร์ค โดยเป็นเจรจาครั้งพิเศษของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เราหวังว่าปัญญาของช้างเหล่านี้จะชนะ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญสิ่งเดียว ดังที่มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ ก็คือ “อนาคตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน”

-- ชายเลนดรา ยาสวัน

vendredi 11 septembre 2009

ชาวนาไทย หัวใจสู้


คุณ ทราบไหมคะว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยได้รับประกาศนียบัตรจากกินเนสบุ๊ก Guiness Book World's Record ว่า ในปี 2008 ประเทศไทยได้ส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ประมาณ 8 ล้านตัน - คิดเป็นประมาณ 27% จากทั้งโลก)




ข้าว อาหารหลักของคนไทย สินค้าส่งออกหลักของประเทศ แล้วมีใครทานข้าวแล้วนึกถึงชาวนา คนปลูกข้าว 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ไหมคะ

คุณป้าสำเนียง ฮวดลิ้ม อายุ 62 ปี - ชาวนาไทยคนหนึ่ง เกิดในครอบครัวที่ทำนามาตลอด และปัจจุบันก็ยังทำนาด้วยวิถีดั่งเดิมอยู่



คุณป้าเล่าชีวิตการทำนาให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ;

"ป้าทำนามาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าอายุ 13-14 ปี ก็ช่วยพ่อไถนาแล้ว สมัยนั้นก็ไม่เคยใช้เคมี ใช้ขี้วัว ไปตามธรรมชาติ แล้วอยู่มา ก็มีคนบอกให้ลองใช้ดูจะได้ผลดีขึ้น ป้าก็ลองทำดู ทำไปปีแรก ก็ได้ผลดี แต่พอทำปีต่อไป ดินมันเสื่อมคุณภาพลง และข้าวก็เป็นสารพัดโรค มันคงดื้อยา แล้วเราก็ต้องซื้อเคมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อบำรุง ปีนึงๆ ซื้อยา 4-5 ครั้ง ครั้งละพันกว่าบาท และข้าวออกมาก็แข็ง ทั้งๆที่เป็นข้าวเราพันธุ์เดิมนั้นแหละ พอปีที่ 3 ดินมันแย่มาก ป้าก็เอาขี้วัวไปใส่ ข้าวก็เริ่มไม่เป็นโรค แข็งแรงขึ้น ป้าก็เลยเริ่มเรียนรู้ ทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ทำจากน้ำส้มควันไม้ ถ่านก็เผาเอง ไม่ต้องซื้อ แกลบ ก็เอามาทำปุ๋ยต่อ หรือ เอามาเผาถ่านเพื่อทำปุ๋ยหมัก รายได้ก็เริ่มดีขึ้น รายจ่ายก็ไม่ค่อยมี ส่วนข้าวนั้น ก็ยังเอามาแปรรูปทำขนมจีนแป้งสด เพื่อเพิ่มมูลค่า"


คุณป้าบอกว่าแค่ดูแลดินให้ดี เตรียมพื้นที่ปลูกข้าวทุกขั้นตอนด้วยเกษตรอินทรีย์ วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นขี้วัว ขี้ควาย ไม่ใช้เคมีเกษตรเลย ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักทำเอง ซึ่งก็ทำให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก

'ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนสูงมาก สูงกว่าการปลูกทางอินทรีย์ประมาณ 4 เท่าตัว ต้นทุนทำนาปุ๋ยเคมีประมาณ 4,600 กว่าบาทต่อไร่ เทียบกับ 1,000 บาทเท่านั้นถ้าใช้วิธีปลูกทางอินทรีย์

และนี่ที่ทางบ้านป้า (หมายถึงมีคุณป้า คุณลุง ลูกชาย และลูกสะใภ้) ช่วยกันหว่านเอง ดำนาเองด้วย ไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนก็เหลือแค่ประมาณ 400 บาทต่อไร่เท่านั้น แต่เวลาถ้าทำไม่ไหว ก็จ้างลูกจ้าง คนที่เขาไม่มีงานทำ เช่นผู้ใหญ่ที่อายุแยะหน่อย หรือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกที่เขาไม่มีคนอื่นจ้างหน่ะ จะได้ช่วยชุมชนด้วย" คุณป้าสำเนียงเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


"ทีแรกลุงเขา (หมายถึงสามีคุณป้า) ก็ไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ใช้พวกปุ๋ยเคมี หรือสารฆ่าแมลงเคมีแล้วจะได้ผลผลิตดี แต่พอทำไปแล้วมันได้ผลเหลือเชื่อ ยิ่งทำไป ทำไป ดินก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ 3 นี่ ดินสมบูรณ์มาก โดยสังเกตจากมีสัตว์ต่างๆ เช่นปูนา มาอาศัยอยู่ได้ ผลผลิตก็ดี ความนุ่มและรสชาติของข้าวก็อร่อยกว่าปลูกด้วยเคมีอีก อย่างเอาข้าวมาทำขนมจีนนี่ ข้าวที่ได้จากการปลูกโดยใช้เคมีจะแข็ง เวลาเอาทำขนมจีนแทบไ่ม่ได้ มันจะร่วนและก็บูดง่าย" คุณป้าเสริม


ตอนนี้ คุณป้าสำเนียง ได้เปิดศูนย์พ่อสร้าง ลูกสาน โพธาราม มูลนิธิกษิกรรมธรรมชาติ เปิดอบรมให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ โดยนอกจากจะไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังให้ที่พัก อาหารฟรีด้วย โดยเปิดสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรการเกษตรอินทรีย์ทั่วไป เช่นสอนนาข้าวปลอดสารพิษ วิธีทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงธรรมจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และหลักสูตรต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจะสอนเฉพาะคนว่างงาน-ไม่มีิเงินเดือน


สุดท้าย คุณป้าฝากไว้ว่า "อยากให้เกษตรกรทุกคนที่ทำนา หันมาใช้วิถีอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติ เพราะปลอดภัยและได้ผลดี เป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน"


"ตอนนี้ชีวิตดีขึ้น ก่อนนี้ชีวิตป้าย้ำแย่ ชีวิตป้ายิ่งกว่าละครอีก ล้มหลายครั้ง รุ่งก็หลายครั้ง

หลงทาง ไปทำอะไรที่เราทำไม่เป็น เพราะเราไม่รู้ เชื่อเขาบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะรวย ก็ทำไปทั้งๆที่เราไม่มีความรู้จริง

เราต้องกลับมาดูตัวเราเองว่ามีความรู้ แก้ปัญหากับสิ่งที่เราทำให้เป็น ศึกษาเรียนรู้ทำอะไรที่เรารู้ เราจะได้แก้ปัญหาเป็น อย่าเอาแต่ฟังจากเขาพูด อย่างป้าเองปัจจุบัน ในที่สุดมีชีวิตที่ดีกลับมาได้ก็เพราะอาชีพทำนาที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก" คุณป้าพูดด้วยใบหน้าอมยิ้มด้วยความภูมิใจ


ทางกรีนพีซมีโครงการสนับสนุนข้าวไทยปลอดภัยสารพิษ ต่อต้านข้าว GMO ดูรายละเีอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้นะคะ



Rin


mercredi 2 septembre 2009

ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์



คุณรู้ไหมคะว่า ข้าวไทยกำลังเจอวิกฤติที่อาจทำให้สูญพันธุ์ได้?

ใ่ช่คะ ข้าวไทยอาจสูญพันธุ์ได้จาก 2 เหตุหลักๆ
> การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ : ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง น้ำท่วม หรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล
> ภัยคุกคามจากข้าว GMO หรือข้าวที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม

ด้วยความเป็นห่วงข้าวไทย ไม่อยากให้สูญพันธุ์ กรีนพีซอยากให้คนไทยหันมาสนใจวิกฤตข้าวไทย
ต้องการตอกย้ำให้รัฐบาลไทย อย่านิ่งเฉยกับวิกฤตข้าวไทย ปฎิเสธข้าว GMO หรือข้าวดัดแแปลงพันธุกรรม
ปรับทิศทางไปเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้เคมี สนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่งพาตนเอง

โดยการนี้ กรีนพีซจึงได้ริเริ่มโครงการศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ โดยเมื่อวันแห่งความรักปีนี้ กรีนพีซได้จัดงาน
​ “​ปลูกรัก​ให้​ต้นข้าว​” ​ ร่วมกันลงแขกดำนา ​เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์​เป็น​ครั้งแรก​ใน​ประ​เทศไทย​ ​ที่จังหวัดราชบุรีื​ ​ศิลปะบนนาข้าวนี้ เกิดจากข้าว​ 2 ​สายพันธุ์ (ข้าวสีทอง​ พันธุ์ชัยนาท 1 กับ ​ข้าวก่ำ​ จังหวัดพะเยา สีดำ​) ปลูกในพื้นที่​ขนาด​ 10 ​ไร่​

และวันนี้ ต้นข้าวได้เติบโตออกเป็นภาพศิลปะบนผืนนาที่สวยงาม ภาพชาวนาไทย กำลังปลูกข้าว ภาพที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวนาไทยที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติไทย


วันนี้ เวลาคุณทานข้าว อยากคุณนึกถึงชาวนาไทยที่ปลูกข้าวให้คุณ (และคนอื่นๆในโลกนี้) ทานบ้างนะคะ

ช่วยเหลือชาวนาไทย สนับสนุนข้าวไทย ปฎิเสธข้าว GMO ตั้งแต่วันนี้

Rin