Affichage des articles dont le libellé est gmos. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est gmos. Afficher tous les articles

lundi 10 mai 2010

จากงานอาสา มาเป็นความประทับใจ “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์”

“ใครอาสาไปค่ายเกษตรอินทรีย์กับเด็กๆบ้าง” เสียงพี่ชูชัย ผู้จัดการฝ่ายบริการสมาชิกถาม ขณะพวกเรากำลังประชุมทีม

ฉันยกมือขึ้นก่อนใคร โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กิจกรรมที่ว่านี่จะมีขึ้นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกที ฉันก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมงานกิจกรรมครั้งนี้ไปโดยปริยาย มีน้องๆที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นน้องๆที่อาศัย อยู่ในกรุงเทพฯ เรียกได้ว่า เป็นเด็กเมืองขนานแท้

.........’งานนี้ท่าจะสนุกไม่หยอก’ ฉันคิด และตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

ฉัน เพื่อนๆ กรีนพีซ และอาสาสมัครกว่า 30 คน รวมตัวกันแต่เช้าตรู่เพื่อรอรับน้องๆ ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ‘ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์’ อากาศที่ร้อนอบอ้าวและความไม่เคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ทำให้ฉันเริ่มถอดใจ ความตื่นเต้นที่เคยมีมลายหายไปหมด แถมยังพาลคิดแทนน้องๆว่า ‘ขนาดเรา ยังร้อน เหนื่อย และง่วงขนาดนี้ น้องๆ จะไหวหรือ’ เราใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการลงทะเบียน และให้น้องๆ ได้เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ฉันดูประวัติน้องๆ หลายคนแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะบางคนได้เคยผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆมาบ้างแล้ว


ค่าย “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ครั้งที่ 1

คุณมีความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กมั้ยคะ ส่วนตัวดิฉัน เท่าที่ยังคงจำได้และประทับใจไม่ลืม คือ เมื่อครั้งไปเที่ยวบ้านคุณยายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งนั้นจำได้ว่าเป็นปิดเทอมที่สนุกสุดเหวี่ยงเพราะได้ลุยเข้าไปในสวนยางของคุณยาย ชวนเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ริมสวนเดินเก็บลูกยางลวดลายแปลกๆ เอามาโยนเล่น กันอย่างสนุกสนาน ผ่านมานับสิบปีแต่ดิฉันก็ยังจำถึงเสียงบ่นของแม่ในวันนั้นได้ว่า “ทำไมเสื้อถึงได้เปรอะขนาดนี้”

มาวันนี้ภาพความทรงจำเหล่านั้นหวนกลับมาหาดิฉันอีกครั้งค่ะ ขณะที่กำลังนั่งอยู่กลางทุ่งนาอินทรีย์ที่รายล้อมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้มของเด็กๆ ที่เข้าร่วมค่ายเยาวชน “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ที่กรีนพีซจัดที่ผืนนาอินทรีย์ หมู่บ้านเขาราบ ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี


mardi 30 mars 2010

อนาคตไร้จีเอ็มโอ – การเดินทางโดยรถบัสทั่วยุโรป – รายงานจากท้องถนนโดยบ็อบ

รถบัสไร้จีเอ็มโอของเรากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางทั่วยุโรป เพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายระงับผลผลิตที่ตัดต่อพันธุกรรมทั้งหมดในสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องผู้บริโภค เกษตรกร และ สิ่งแวดล้อม

GP020A0_layoutGE2.jpg
รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

24 มีนาคม – การเดินทางของรถบัสไร้จีเอ็มโอเริ่มขึ้นจากอัมสเตอร์ดัม

ไม่มีทางปล่อยให้เปิดไฟเขียวผลผลิตจีเอ็มโอที่เสี่ยง

เป็นเวลากลางวันตอนต้นในฤดูใบไม้ผลิ ที่รถบัสการรณรงค์ “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” ของกรีนพีซ ออกจากอัมสเตอร์ดัม และกล่าวอำลากับผู้คนที่โบกมือลา และตะโกนอวยพรให้กับสมาชิกประจำรถบัส 4 คน ประเทศสมาชิก เกษตรกร และ ผู้บริโภคมากมาย ได้หวังว่าคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่จะรับฟังความตั้งใจ การเลือก และ ความกังวล ของพลเมือง เกษตรกร และ ประเทศสมาชิกที่ห่วงใย โดยจะทบทวนการอนุมัติให้ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในที่สุด ดังที่ประเทศสมาชิกเรียกร้องเมื่อสิ้นปี 2551 แต่พวกเขาไม่ได้ลงมือทบทวน พวกเขาอนุมัติให้ปลูกมั่นฝรั่งจีเอ็มโอในการตัดสินใจครั้งแรกด้วยวิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันฝรั่งนี้สามารถกลายเป็นพืชต้านทานยาปฏิชีวนะ จึงอาจลดประสิทธิภาพของยาที่สำคัญบางอย่าง มันฝรั่งนี้อาจหมายถึงภัยคุกคามต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจ และไม่ใช่เพียงเท่านั้น พืชจีเอ็มโออีกหลายชนิดอาจได้รับการอนุมัติอีก โดยกำลังรอการตัดสินใจ

การเดินทางรถบัสในยุโรป – จากอัมสเตอร์ดัมสู่แมดริด

ฉันขุ่นข้องใจและโกรธในเวลาเดียวกัน เพราะฉันสามารถเห็นฝันร้ายได้อย่างง่ายดายว่า ประเทศ 27 แห่งในสหภาพยุโรป กำลังบังคับป้อนอาหารให้กับพลเมืองยุโรป 500 ล้านคน ดังนั้นฉันจึงมีความสุขที่ได้เดินทาง “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” โดยรถบัสของกรีนพีซ เราต้องการส่งข้อความไปสู่คณะกรรมาธิการยุโรปที่นำด้วยบาร์โรโซ และ ไปสู่รัฐบาลทุกแห่งในสหภาพยุโรป ว่าประชาชนไม่ต้องการอาหารดัดแปลงพันธุกรรมบนโต๊ะอาหาร เมล็ดพันธุ์บนผืนดิน อาหารสัตว์ในฟาร์ม เพราะไม่แน่นอนว่ามันปลอดภัยหรือไม่ มันไม่ช่วยเหลือเกษตรกร และ ขายได้ยากกว่า

รถบัส ได้มาจากเยอรมนี โดยเคยใช้วัดค่ามลพิษทางอากาศในหลายประเทศ รวมถึงออสเตรีย อาร์เจนตินา และ บราซิล ทีมนักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญได้ซ่อมแซมรถบัสอายุ 19 ปีคันนี้ โดยตกแต่งภายในเสียใหม่ และเพิ่มเติมการใช้สอย รถบัสคันนี้ ซึ่งสำหรับฉันเหมือนรถบรรทุกมากกว่า สามารถรองรับคน 5 คนใน 1 ครั้ง และมีห้องแยกต่างหากที่ด้านท้าย

นักกิจกรรมชาวเยอรมันเปลี่ยนแปลงตู้คอนเทนเนอร์ที่ด้านท้ายให้เป็น “ครัวคุณยาย” ตามแบบเกษตรกรพื้นเมือง โดยมีตู้ เตา โต๊ะกินข้าว เก้าอี้นวม และแม้แต่เตาอบ รถบัสตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และภาพวาดย้อนยุคอันแพรวพราว และติดตั้งกล้องวีดิโอบนกำแพงเพื่อบันทึกข้อความของทุกคนที่ส่งถึงบาร์โรโซ แนวคิดก็คือ ให้ทุกคนนั่งลงบนโต๊ะอาหาร และส่งใบเสร็จเพื่ออนาคตไร้จีเอ็มโอ เพื่อส่งข้อความเกี่ยวกับจีเอ็มโอไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป และรัฐบาลของพวกเขาเอง

>>>>>>>>>>>>>>>ติดตามรถบัสบน Facebook <<<<<<<<<<<<<<<

อุ่นเครื่องที่เนเธอแลนด์

GP0209Z_layoutGE3.jpg
เจ้าหน้าที่กรีนพีซโบกมืออำลา ในขณะที่รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ฉันได้ทำความรู้จักกับสมาชิกประจำรถบัสคนอื่นๆ ได้แก่ เอมม่า ช่างภาพชาวอังกฤษ เจนส์ คนขับรถและช่างเครื่องชาวเยอรมัน และ ฌอง-ฌ๊ากส์ กัปตันของทั้งการเดินทาง ผู้ซึ่งประสานงานการเดินทางผ่านประเทศในยุโรป 7 แห่ง ตัวฉันเป็นชาวฮังกาเรียน เราต้องถึงกรุงลักเซมเบิร์กในตอนเย็น แต่รถบัสแล่นช้ากว่าที่ฉันคาดไว้มาก เราจึงไม่สามารถมีความสุขกับทัศนียภาพของเนเธอแลนด์และเบลเยียมได้นานมากนัก อย่างไรก็ตาม เอมม่าอดใจไม่ได้ที่จะถ่ายภาพสวยๆ ของกังหันลมไม้ที่เห็นได้ทั่วไป และรถบัสของเรา ถือเป็นโชคดี นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้อีกครั้งว่า ชนบทของเนเธอแลนด์นั้น แตกต่างจากชนบทของฮังการีอย่างแท้จริง โดยเป็นระเบียบ และอย่างน้อยสำหรับฉันประเทศของเราดูเหมือนจะหลากหลายมากกว่านัก นี่เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจจะแสดงให้ทุกคนเห็นเมื่อเราไปถึงฮังการีในสัปดาห์หน้า! อย่างไรก็ดี ทางน้ำในฮังการีเป็นที่ตรึงใจฉัน โดยใช้สำหรับเกษตรกรรม การขนส่ง การประมง กีฬา และเป็นเครื่องแบ่งที่ราบต่ำของเนเธอแลนด์เป็นส่วนๆ

ทีมงานเดินทางถึงลักเซมเบิร์ก

เราทำความรู้จักกันได้รวดเร็ว ฌอง ฌ๊ากส์ (JJ) เล่าเรื่องการเดินทางของเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มอันดีเยี่ยม เพราะเรื่องราวแปลกๆ ได้ตามมาเรื่อยๆ เราได้รู้ว่าใครทำอะไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กรีนพีซ

ในตอนดึก เรามาถึงกรุงลักเซมเบิร์ก และพบกับเฟรดริก นักกิจกรรมชาวสวีเดน ที่สนใจอาหารดีๆ เกษตรกรรรม ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ และ เกษตรกรรมอินทรีย์ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มาวรีซ ผู้ประสานงานรณรงค์เกษตรกรรมยั่งยืนของกรีนพีซ ฮังการี รอเราอยู่ และอธิบายรายการที่ละเอียดสำหรับ 2 วันที่จะมาถึง คุณควรจะอยู่ที่นั่น แล้วเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงเมื่อได้เห็นจำนวนการประชุมที่พวกเขาจัดขึ้นสำหรับวันถัดไป เหมือนเล่นเพลงเมดเล่ย์ไม่มีผิด ประธานองค์กรเกษตรกรรมอินทรีย์ ผู้อำนวยการคณะเกษตรศาสตร์ ผู้นำเกษตรกร ตัวแทนสหภาพผู้บริโภค พันตรี พ่อครัวแม่ครัว และ รัฐมนตรี มีกำหนดที่จะมาพบปะกับการเดินทาง "อนาคตไร้จีเอ็มโอ"

เหตุเพราะเราไม่มีประสบการณ์มากนักเกี่ยวกับอุปกรณ์ เราจึงต้องการอภิปรายว่าขั้นตอนใดที่จำเป็นในการรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ และจะจัดการตกแต่งภายในอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เพราะรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอาจมาเพื่อส่งข้อความผ่านวีดิโอไปยังบาร์โรโซ จากครัวเกษตรกรพื้นเมืองของเรา เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วแต่เรายังต้องจัดเตรียมให้เรียบร้อย เราวางสิ่งพิมพ์อันมีค่าไว้บนหลังคาของรถบัส ซึ่งเต็มไปด้วยแหล่งอ้างอิงถึงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นขุมทรัพย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้เกิดกฎหมายห้ามจีเอ็มโอในยุโรป มาวรีซกังวลว่าสิ่งพิมพ์เหล่านั้นจะสูญหาย เราจึงตัดสินใจป้องกันภัย โดยเจนส์อาสานอนบนรสบัส

พวกเราเข้านอนด้วยความเหน็ดเหนือยอย่างที่สุด แต่กระตือรือล้นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำคัญของการเดินทางของเราในลักเซมเบิร์ก

โดย บาลาซ “บ๊อบ” โทโมริ ผู้ประสานงานรณรงค์จีเอ็มโอ จากฮังการี

*คลิกที่นี่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ลงมือทำโดยเขียนจดหมายถึงบาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย: © Emma Stoner / Greenpeace, 24 มีนาคม 2553, อัมสเตอร์ดัม, เนเธอแลนด์

อ่านเรื่อง "GE FREE FUTURE - The European bus tour - Bob reports from the road " ภาคภาษาอังกฤษได้ที่นี่

mercredi 3 février 2010

นาขั้นบันไดที่บันนาเว การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ดิฉันเพิ่งเดินทางกลับจาก Banaue Rice Terrace เมืองแห่งการปลูกข้าวแบบขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองบันนาเว จังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดย UNESCO



ผืนนาขั้นบันไดสวย ๆ จากบันนาเวเอามาฝากกันค่ะ

Banaue Rice Terrace สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจหมายถึงความมหัศจรรย์ที่ว่า นาขั้นบันไดทุกขั้นถูกทำขึ้นจาก “มือ” ของคนพื้นเมืองบันนาเวทั้งหมดและมีอยู่มานานกว่า 2,000 ปีแล้ว เชื่อกันว่าหากนำขั้นบันไดแต่ละขั้นมาเรียงต่อกันแล้วจะได้ระยะทางที่สามารถโอบโลกของเราได้ถึงครึ่งโลก แต่สิ่งที่ทำให้ Banaue Rice Terrace สำหรับดินฉันแตกต่างไปจากคนอื่นก็เมื่อบ่ายวันหนึ่งระหว่างที่เดินสำรวจเมืองและวิถีชีวิตของชุมชนพื้นเมือง ก็บังเอิญได้พบกับ คุณป้าคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการตากข้าวเปลือกอยู่หน้าบ้าน ดิฉันเห็นเธอก็รีบเดินเข้าไปคุยด้วย เพราะหวังว่าคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจหลายอย่างตั้งแต่มาถึง Banaue Rice Terrace นั้นอาจจะได้รับคำตอบจากคุณป้าผู้นี้ก็เป็นได้

ดิฉันกับคุณป้าฟรานซิสกาผู้ใจดี
ขณะแรกพบคุณป้ากำลังตาก
ข้าวปาลาวันอยู่หน้าบ้าน
คุณป้าแนะนำตัวเองว่าชื่อ ฟรานซิสกา เกิดและเติบโตในเมืองแห่งนี้มากว่า 60 ปีแล้ว และตอนนี้ก็เปิดร้านขายของที่ระลึกเนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองบันนาเวนั้นเริ่มขยายตัว ดิฉันเริ่มบทสนทนาจากปัญหาที่สงสัยและคาใจมากที่สุดนั่นคือ “คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าร้านขายเคมีเกษตรอยู่ที่ไหนเหรอคะ เดินมาทั้งวันแล้วยังไม่เห็นมีเลยซักร้าน” คุณป้าหัวเราะพร้อมกับแววตาใจดีมองมาที่ดิฉันแล้วบอกว่า “ไม่มีหรอกหนู พวกเราไม่เคยใช้ นาขั้นบันไดที่นี่เป็นหมื่นเป็นแสนขั้นไม่มีที่ไหนใช้สารเคมีเกษตรเลย บรรพบุรุษเราก็ไม่เคยสอนให้ใช้” หลังจากได้คำตอบจากคุณป้า ดิฉันก็ถึงเมือง “อ้อ” เพราะว่าตลอดสองวันที่อยู่ที่นี่ ดิฉันไม่เจอแม้กระทั่งถุงปุ๋ยเคมี หรือขวดยาฆ่าหญ้าในเมืองนี้เลย สำหรับดิฉันแล้วนี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของ Banaue Rice Terrace เพราะนาขั้นบันไดที่นี่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 400 ตารางกิโลเมตร แต่ไม่มีแม้แต่ตารางเมตรเดียวที่จะใช้เคมีเกษตร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Banaue Rice Terrace เป็นเขตปลูกข้าวและเกษตรกรรมอินทรีย์ผืนใหญ่ของโลกที่น่ายกย่อง


ป้ายหินที่อธิบายประวัติศาสตร์ของนาขั้นบันไดที่บันนาเว ลองอ่านดูนะคะน่าสนใจมาก

ช่วงเวลาที่ดิฉันอยู่ที่เมืองบันนาเว เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาที่นี่เริ่มฤดูการเพาะปลูก ดังนั้นภาพของ Banaue Rice Terrace ที่ดิฉันเคยเห็นจากนิตยสารท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจีจึงต่างออกไปมาก สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือ ภาพของพ่อแม่ลูกช่วยกันซ่อมแซมนาขั้นบันไดที่ต้องฝ่าฝันธรรมชาติมาตลอดฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา และเห็นผืนนาขั้นบันไดที่ชาวนาเตรียมเพาะกล้าข้าวสำหรับปักดำในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า คุณป้าเห็นดิฉันสนใจเรื่องการทำนาที่นี่ จึงเล่าให้ดิฉันฟังว่า คนที่นี่ใช้เครื่องมือในการทำนาน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้มือเปล่า ๆ กับแรงงานคนนี่แหละ คุณป้าเสริมว่า “อย่างเช่น เวลาเกี่ยวข้าว เราก็ไม่ใช้เคียวหรอก” “แล้วใช้อะไรหล่ะคะ” ดิฉันถามคุณป้ากลับทันที คุณป้าตอบว่า “เราใช้มือเรานี่แหละเด็ดข้าวทีละรวง ทีละรวง” “ทีละรวงเลยเหรอคะ” ไม่อยากจะบอกว่าหากใครเห็นหน้าดิฉันตอนนั้นคงจะรู้ได้เลยว่าดิฉันทั้งงงและสงสัยมากขนาดไหน “ใช่ เสร็จแล้วเราก็จะเอามามัดรวมกันแล้วก็ ... คุณป้าพยายามสาธิตให้ดิฉันดูว่า หลังจากนั้นชาวนาที่นั่นทำยังไงกับข้าวที่เกี่ยวได้ สรุปจากท่าทางก็พอจะเข้าใจว่า เอารวงข้าวเหล่านั้นมามัดรวมกันแล้วก็เอาคานไม้คัดตรงกลาง ลักษณะก็คล้าย ๆ กับชาวนาที่บ้านเรานั่นเอง

ดิฉันกับแปลงเพาะกล้าและภูเขาสูง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากล้าข้าวที่นี่เรียง
เป็นแถว ๆ อย่างเป็นระเบียบ

ดิฉันถามคุณป้าต่อว่า แล้วเดือนไหนที่ชาวนาเริ่มหว่านข้าวเพื่อเพาะกล้า คุณป้าหัวเราะใหญ่ พร้อมกับบอกว่า “เราไม่เคยหว่านข้าว” ดิฉันคิดในใจว่าคราวนี้จะมีอะไรประหลาดใจอีกหรือเปล่า แล้วก็พบกับคำตอบที่น่าประหลาดใจจริง ๆ ว่า “เราเอารวงข้าวทั้งรวงนั่นแหละวางลงบนดิน เรียงกันเป็นแถว ๆ สลับกัน ทิ้งไว้อย่างนั้น เดี๋ยวเดียวรวงข้าวทั้งรวงก็จมหายลงไปในดินแล้วก็งอกออกมาเป็นกล้าข้าว ถ้าวางห่างได้ระยะพอดีต้นกล้าก็จะขยายแถวเพิ่มจำนวนออกมาอีก” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ดิฉันต้องร้องออกมาว่า “อ้อ........มิน่าหล่ะ กล้าข้าวในนาที่หนูเห็นถึงได้เรียงกันเป็นแถว ๆ ไม่เหมือนกับนาที่บ้านเราที่กล้าข้าวจะขึ้นกระจายกันเต็มท้องนา นึกอยู่แล้วเชียว”



 
ดูข้าวปาลาวันกันแบบใกล้ ๆ 

คุณป้าเล่าต่อว่า ชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเป็นการแสดงน้ำใจต่อผืนดินเพื่อให้ผืนดินได้พักหลังจากได้ทำหน้าที่ตลอดช่วงฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพราะเกรงว่าหากไม่ปลูกพันธุ์พื้นเมืองอีกไม่นานก็คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลาน แต่ก็มีบ้างที่ชาวนาบางครอบครัวทำนาปีละสองหน โดยหนแรกจะใช้พันธุ์พื้นเมืองปลูกข้าวไว้เพื่อกินเองในครอบครัว ส่วนหนที่สองจะปลูกไว้เพื่อขาย ซึ่งหนที่สองนั้นจะใช้ข้าวที่ถูกปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์ซึ่งไม่ใช่พันธุ์พื้นเมือง “แล้วข้าวนี่หล่ะคะ พันธุ์อะไร” ดิฉันถามพร้อมกับชี้ไปที่ข้าวที่ตากอยู่กับพื้นที่เห็นตรงหน้า คุณป้าตอบ “เป็ นพันธุ์ข้าวพื้นเมือง นี่ไง นี่ไง” คุณป้าก้มลงหยิบข้าวที่ตากไว้กับพื้นมาให้ดู “นี่แหละ เราเรียกว่า ปาลาวัน เป็นข้าวพื้นเมือง หอมมาก มามาเดี๋ยวป้าพาเข้าไปดูในครัว” ดิฉันเดินเข้าบ้านคุณป้าตามคำชวน คิดอยู่ในใจว่าสงสัยวันนี้คงได้ชิมข้าวปาลาวันแน่นอน ปรากฎว่า...


ชนพื้นเมืองบันนาเวที่สืบเชื้อสาย
กันมากว่า 2,000 ปี
คุณป้าชี้ให้ดูที่เก็บข้าวปาลาวันที่อยู่บนชั้นที่ดูเหมือนจะจงใจให้อยู่เหนือเตาไฟที่ใช้ทำกับข้าวพอดี พร้อมเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “บรรพบุรุษบอกเราว่าให้เก็บข้าวแบบนี้แล้วจะมีความสุข” “ยังไงเหรอคะ” “ก็เวลาเราทำกับข้าว ควันหรือความร้อนที่ออกจากเตาจะลอยผ่านข้าวปาลาวันที่เราเก็บไว้ข้างบนนั้น แล้วกลิ่นหอมของข้าวปาลาวันจะออกมา ทำให้หอมไปทั้งบ้าน” “อ้า เพราะอย่างนี้เองถึงได้มีความสุขใช่มั้ยคะ” คุณป้าตอบโดยส่งรอยยิ้มใจดีกลับมาให้ดิฉัน

หลังจากคุยกับคุณป้าฟรานซิสกามาซักพัก ดิฉันก็ย้อนกลับมาสงสัยถึงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาของดิฉันกับคุณป้าที่ว่า ชาวนาที่นี่ไม่เคยใช้สารเคมีเกษตร แต่ทำนาแบบอินทรีย์ เลยสงสัยว่า เค้าใช้อะไรเพื่อทนแทนเคมีเกษตร หรือมีภูมิปัญญาอะไรที่น่าสนใจอีกมั้ย คุณป้าบอกว่า ชาวนาที่นี่ใช้มูลสัตว์ ส่วนใหญ่ก็เป็นขี้ไก่ ขี้หมูที่เลี้ยงไว้ข้างบ้าน ที่เหลือก็แต่พึ่งพาความหลากหลายทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในบันนาเว ซึ่งวิธีแบบนี้ก็ใช้กันมาเป็นพันปีแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ปลูกข้าวด้วยวิธีนี้แล้วไม่พอกิน มีแต่เหลือ แต่ยังไงก็ต้องบอกว่า ชาวนาไทยเราก็ไม่น้อยหน้าหรอกค่ะ เพราะดิฉันได้พบเห็นการทำนาในรูปแบบนี้แล้วในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างน่ายกย่องทีเดียว



ดิฉันมาสะดุดใจกับคำที่คุณป้าบอกว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีอินทรีย์สามารถผลิตข้าวพอเพียงให้กับชุมชนได้ เลยอยากรู้ว่าหากเทียบผลผลิตนาอินทรีย์กับนาเคมีต่อไร่แล้วจะเป็นอย่างไร คุณป้าบอกว่า “เราไม่เคยนับหรอก รู้แต่ว่าเรามีข้าวกินไม่เคยขาด ไม่เคยมีชาวนาคนไหนเจ็บป่วยเพราะยาฆ่าแมลง อีกอย่างที่นาที่นี่ก็ไม่ได้นับเป็นไร่หรือเป็นเฮคเตอร์ แต่เรานับเป็นขั้นบันได!!!!” นี่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของชาวนาในบันนาเวที่อาจไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนก็เป็นได้

นาทุกขั้นที่ชาวนาบันนาเวใช้ชีวิตอยู่ล้วนเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชนโดยที่ไม่เอาเปรียบสิ่งแวดล้อม และอีกหนึ่งสิ่งที่นาขั้นบันไดแห่งนี้ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็คือ การประกาศตัวว่าเป็น “GMO Free Zone” หรือ “เขตปลอดจีเอ็มโอ” ยิ่งที่ให้ผืนนาแห่งนี้น่าชื่นชม ถึงตอนนี้แล้วข้อสงสัยของดิฉันหมดไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ Banaue Rice Terrace สำหรับดิฉันเป็นมากกว่ามรดกโลก แต่คือแรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ความเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบแม้กระทั่งธรรมชาติ ก็ไม่ทำให้ชีวิตมนุษย์อย่างเราๆอยู่รอดได้อย่างมั่นคงเหมือนชาวบันนาเว



เขียนโดย ณัฐวิภา อิ้วสกุล
ภาพโดย Shailendra Yashwant

jeudi 26 novembre 2009

IRRI Rice Symposium

IRRI's Symposium Day 1

The IRRI's 6th International Rice Genetics Symposium began today. It is a big scientific gathering with more than 700 scientists from all over the world, but mainly Asian countries. It began with some opening speeches from the HRH Sirindhron Princess and Mr. Zeigler, the director of IRRI (FYI: The International Rice Research Institute, headquater based the Philippines).

What was most noticeable there was the emphasis that HRH put on Marker Assisted Breeding (MAS) technology as a very good tool for improving rice for the new climate change challenges (drought resistance, submergence and flooding resistance, etc.) and in the whole opening session Genetic Engineering (GE) was mentioned very little only at the end of Zeigler's speech, mentioning that eventhough there is a need to use the major rice diversity that is getting discovered, there are traits that do not exist in rice, for which GE would be necessary. He cited C4 rice as an example, but all this was a very tiny portion of the speech. It shows how right we have been to launch our MAS report at this time ;) Click here to read about MAS in Thai | Click here to download the MAS report in English

In fact, we have been able to "ambush" Dr. Zeigler (as Danny puts it) and handed him a copy of the MAS report, and it was interesting that he told us he had read it online (although it was released out just last Friday, as Janet said earlier IRRI is so sensitive).

He went on to say that we are 95% in agreement - even better than the 90% agreement he has made with his wife so far (we guess the 5% disagreement was GE) in the need for more biodiverse, climate resilient, farmers-oriented agriculture. It was obviously not the place to get into a lengthy argument about what we put under these words. Still, it was quite significant that he has read the report. He even dared to say that Yellow Rice (he calls it Golden of course) was also MAS, after the gene had been incorporated through GE into rather bad varieties, it is now introgressed from these bad varieties to good ones through MAS.

So far, it is not that easy to schmooze with scientists, as they are so many, but the poster sessions tomorrow should help.

Apparently, our poster, which is on display (and rather well located) is attracting quite some interest.

---
IRRI's Symposium Day 2

Today was a lot "geeker" still than yesterday. A lot of highly technical and scientific conferences and workshops, still quite interesting. For those interested in rice genetics in the last research results, we can provide you later with a copy of the CD that was supplied to the participants, with all the abstracts, but do not expect so much fun reading about QTLs, RNAis, gene pyramiding, etc.

We begin to meet scientists, but they were not so much IRRI's scientists, but rice specialists. Interestingly, there wwas a high proportion of the American and French scientists, apart from predominantly Asiatic presence.

We had a 10 minute discussion with IRRI's IT person, whom some of you might know. Marco Van den Bergen, who was an IT perspn for Greenpeace International (GPI) a few years ago, after being at IRRI for 6 years, and now came back to IRRI after about 2 years with GPI. He still follows what is happening in Greenpeace (was very aware that Gerd has left, for example).

He was adamant in trying to get more links between IRRI and Greenpeace. For example, he mentioned that IRRI is organizing internal seminars/debates every thursday, but wanted to explore the possibility that Greenpeace gives a seminar or a talk to discuss our points of view one Thursday. He will  also put us in contact with the new Communications Manager at RRI, Sophie Clayton, when we go to IRRI's headquarters at Los Bbanos on Thursday. It seems that IRRI is nervous about the opposition (the PAN AP initiative to ask for closure of IRRI) and would like to have some "allies" in the NGO world, so there's a fine line here.

Today was also the official opening of the IRRI's 50 years celebration (anniversary will be on April 2010) in Los Banos, with the visit there of the Thai princess, and there was a NGO and small farmers protest there, that the police evacuated. He knew that we had met the director yesterday. Marco also mentioned the restructuring of the CGIAR (of which the IRRI is one institute), saying it was not very different from the restructuring at GPI a few years ago (with apparently some common advisors) but did not dwell very much on it, and did not know what the results would be. Apparently, funding of IRRI is doing pretty well.

The afternoon poster session was also the opportunity to meet some scientists, that were interested in discussing with us (many French, that were very critical of our campaign in France, that prevented a lot of public research on GMOs, leaving the door open to private companies to get monopolies on the tools). As I mentioned, that was not a majority of IRRI's scientists, so we do not have a clear picture of the balance of power within IRRI yet. But oddly, even MAS scientists do not feel "threatened" by GE research and funds gooing there instead of MAS, many see these 2 fields as complementary. But many were interested in the report, and also in the food for the future report. At least, they do not consider us as luddites, and many expressed a will for more dialogue (which may mean in their view some kind of endorsement). And tomorrow will also be fun, as we're going to distribute our postcard asking Bayer to get its hands off our rice.

Cheers, salut
Danny, Janet, Natty and Arnaud

Rice Harvest Update from our Campaigner


An aerial view of Greenpeace staffs and volunteers and farmers in Ratchaburi harvesting rice in the Rice Art field.

Sorry for the late update. Last Saturday (21 November 2009), hundreds of Greenpeace supporters and local farmers met at the Rice Art field in Ratchaburi province and harvested the black rice that was left after the green rice had already been harvested 2 weeks ago. It was a  very emotional activity, where urban supporters joined local farmers to harvest together organic rice in the traditional way.



For many of them, it was the first time in their life that they shared and participated in farmer  work and it was very inspiring. There were also displays of traditional milling of rice in front of the field, so everyone could understand the different processes of rice after harvest until it is commercialized and finally consumed. It also reaffirmed us that what a wonderful traditional way and wisdom of planting rice that we have.

The harvest ceremony was attended by Greenpeace Southeast Asia's chairman Dr.Ophart, our Executive Director Von, Fundraising Director Dawn and Campaign Director Shai. I would also like to take this opportunity to thank our Senior Management Team to devote their valuable  time to participate and support this event. Also, I would like to thank everyone who were  involved in this and made it happen, you are very respected.



The governmental bodies visiting the field and also participating symbolically by harvesting were comprised of the Vice-Governor of Ratchaburi province and Dr.Sumith Champrasith (Secretariat of the Economic Sufficiency Institute). The Vice Governor of Ratchaburi province made a statement on behalf of the provincial authority and that was strong GE-free rice statement and fully in support of the Greenpeace's campaign. As discussed with him, he is quite keen to help us on the GE rice issues and will provide us information about rice research conducted in Ratchaburi. He is also keen of developing organic rice farming in the province and disseminating organic farming methods and this will provide us with a good platform for our future work on agriculture in Thailand.


Kum Payao rice species, the black rice

Dr.Sumith is a very strategic person who plays an important role, particularly on agricultural  issues in the country. He made a statement with a few specific demands on Thai agricultural  problems (i.e. land grabs and national policy on organic agriculture). He also stated that the country needs to protect our agriculture from GE crops and the most urgent one is GE rice. However, his focus is actually more specific on organic farming and sufficiency economy than on GE issues. But we had a very good conversation with him and he committed to put GE rice issues into his 2010 plan and will be following up all inside info regarding GE crops for us. It's quite good that we have him on our side.


Chainart 1 species of rice that gave green color to the Rice Art.

Unfortunately, eventhough the Prime Minister was invited, he has faced another political problem so his attention has been with that and he didn't come, neither the Ministry of Science and Technology (MoST). Anyhow, the success of this harvest day will allow us to follow up with both of them to get the official GE-free policy to be announced publicly.

We have already received an official letter from the Ministry of Agriculture (MoA) stating a GE-free rice policy from the government and this also was confirmed casually in a discussion we had last week with the The International Rice Research Institute (IRRI)'s Deputy Director,  explaining that the Thai government is quite clearly against GE rice and insists in the GE-free rice policy. The difficulty is to get this policy to be proactive and public.



This harvest day was a closure of a huge effort of many of those in the Greenpeace world,  including the dedicated volunteers and farmers who made the Rice Art work happened. We now have some rice in a beautiful package and the picture of the field for our political work. We will continue to try to get the good GE-free position from the Thai government to be even more solid. In the meantime, it has helped us develop our relationship with farmers of the province, from which we will be able to build our Sustainable Agriculture network for the coming years.

Natwipha

OUR GREAT VICTORY at Criminal Courthearing in Khon Kaen

24 November 2009

OUR GREAT VICTORY, Let's celebrate it




This is our GREAT VICTORY ever. This morning our two former greenpeacers - Dr.Jiragorn (ex-Executive Director) and Patwajee (ex-GMO campaigner), our lawyer and we were at the courthouse at which the hearing started at 9.00am. We were quite confident that our friends will be acquitted and not convicted anyway. So YES, we were right, the court have just cleared them of the charges of trespassing, theft and destruction of property appealed by the Department of Agriculture (DoA) and again this means they are ACQUITTED.


Fenruary 2004 - A greenpeace activist picked a papaya and put in a closed container in the DOA's GE papaya trail field.

Dr.Jiragorn and Patwajee were criminal charged with trespassing, theft and destruction of property by the DoA since 2004 after they had uncovered evidence of the government agency's role in widespread GMO papaya contamination in Thailand. They both had been acquitted at the first court in September 2006.



After the hearing I saw many big smiling faces from all of the Greenpeace staffs, our friends and even the journalists. We went out to have an interview in front of the courthouse.



However, the DoA will be able to extend the case by making an appeal to the supreme court, the last chance for them to go further. But we see that there is small possibility of doing that  because if we are found not guilty in the supreme court, it will be a criterion for the society in the future, which for them maybe too risky to move forward and extend the case. If they are convicted they will possible face 5-year in jail but the lawyer believed that they will be acquitted again. Within 30 days, we need to follow up and see if the DoA will extend the case or not. Just one word to say, LET'S CELEBRATE IT, EAT SOMTAM :)

Natwipha

dimanche 27 avril 2008

เรารักข้าวไทย

สวัสดีค่ะ

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำกล่าวนี้มีมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง แสดงให้เห็นว่า ข้าว เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน เปรียบเสมือน ชีวิต จิตวิญญาณ และ วัฒนธรรมของเรา แต่วันนี้ข้าวไทยกว่า 17,000 ชนิด กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับจีเอ็มโอ

ด้วยความพยายามที่จะปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจีเอ็มโอก่อนที่จะสายเกินไป กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดทำโครงการ "เรารักข้าวไทย" เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหยุดยั้งการเข้ามาของข้าวจีเอ็มโอ ปกป้องชาวนาไทยไม่ให้ตกเป็นทาสบริษัทต่างชาติ รักษาพันธุ์ข้าวธรรมชาติให้คงอยู่คู่วิถีชีวิตคนไทย

ประเทศไทยถือเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายในเอเชีย หากข้าวไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอแล้ว เราคงไม่สามารถเรียกหาข้าวพันธุ์ธรรมชาติที่บรรพบุรุษเราเฝ้าฟูมฟักมาด้วย หยาดเหยื่อและภูมิปัญญาได้อีกต่อไป

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขอเชิญเจ้าของร้านอาหารร่วมโครงการ ร่วม "เรารักข้าวไทย" โดยมีนโยบายว่าจะขายข้าวปลอดจีเอ็มโอให้กับผู้บริโภคเท่านั้น คลิกที่นี่เพื่อร่วมโครงการ

สำหรับผู้บริโภค โปรดเลือกบริโภคข้าวพันธุ์ธรรมชาติเท่านั้น พร้อมทั้งปฏิเสธข้าวจีเอ็มโออย่างสิ้นเชิง เพื่อเป็นการสนับสนุนชาวนาไทยผู้เสียสละในการปกป้องและรักษาพันธุ์ข้าวไทย

ผู้ที่มีคนรู้จักเป็นเจ้าของร้านอาหาร ท่านช่วยได้โดยส่งต่อข่าวนี้

ลงมือทำทันที

ร่วมโครงการ เรารักข้าวไทย

ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ใหม่ของเรา่เกี่ยวกับอาหารปลอดจีเอ็มโอได้ที่ Truefood.org

ร่วมโหวตให้ข้าวไทยเป็นที่หนึ่งในโลก พร้อมลุ้นของรางวัล ที่ www.truefood.org

อาหารปลอดจีเอ็มโอ คือ อาหารที่แท้จริง
True Food is GMO-Free!

หมายเหตุ
กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลก อีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค

samedi 12 avril 2008

จีเอ็มโอ ภัยร้ายต่อเกษตรกรรมไทย


Johnsongrass ซึ่งเป็นหนึ่งในวัชพืชที่ก่อปัญหามากที่สุด ปัจจุบันต้านทานยากำจัดวัชพืชที่มีสารไกลฟอเสท(glyphosate) หรือ ราวด์อัพ ในพื้นที่เพาะปลูกในรัฐอาคันซัส และ มิสซิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา Johnsongrass เป็นวัชพืชชนิดล่าสุดที่ทำให้ผู้คนตั้งคำถามถึงการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม (GE) ที่ต้านทานยากำจัดวัชพืชอย่างแพร่หลาย ในปีนี้ เกษตรกรในสหรัฐอเมริกาจะใช้ยาราวด์อัพ ซึ่งผลิตโดยบริษัทมอนซานโตกับพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด และ ฝ้าย ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ทนทานยากำจัดวัชพืชดังกล่าว พืชตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้ และชนิดอื่นๆ มีจำหน่ายให้เกษตรกร โดยบริษัทสารเคมีอ้างว่าสามารถลดการใช้ยาฆ่าแมลงลงได้ แต่การใช้ยากำจัดวัชพืชชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินขนาดทำให้เกิดวัชพืชที่ต้านทานยากำจัดวัชพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่น Johnsongrass ที่เพิ่งถูกค้นพบ

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งว่า พืชตัดต่อพันธุกรรมเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

พืชตัดต่อพันธุกรรมทำให้เกิดวัชพืชที่ร้ายแรง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแล้วไ่ม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ และ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์อย่างไร ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด คือ อย่ายอมให้มีการปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมออกสู่สิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ (Organic Farming) ซึ่งยั่งยืนและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต

รัฐบาลไทยไม่ควรนำเงินจากบริษัทสารเคมีข้ามชาติเข้ากระเป๋าตนเอง แต่ควรคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิต บริษัทสารเคมีพยายามขายเมล็ดพืชจีเอ็มโอ ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องซื้อยาฆ่าแมลงที่ใช้สำหรับพืชชนิดนั้นๆ มาด้วย ทำให้บริษัทได้กำไรมหาศาล นอกจากนี้เคยมีกรณีเมล็ดพืชจีเอ็มโอปลิวไปสู่แปลงเกษตรกรอื่น ทำให้เกษตรกรถูกฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ หากประเทศไทยยอมให้ปลูกจีเอ็มโอ จะทำให้บริษัทสารเคมีข้ามชาติได้กำไรมหาศาล แต่เกษตรกรไทยต้องยากจนลง เพราะบริษัทเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เมล็ดพืช

พืชจีเอ็มโอไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อใดที่จีเอ็มโอปนเปื้อนออกสู่ธรรมชาติแล้ว เราจะไม่สามารถเรียกสิ่งแวดล้อมเดิมกลับคืนมาได้ เพราะพืชจีเอ็มโอได้กลืนกินพืชธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการส่งออกของประเทศ เพราะหลายประเทศปฏิเสธพืชจีเอ็มโอ

กรีนพีซจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยคงมติ ครม. 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามการปลูกพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิด เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านการส่งออกของไทย รวมทั้งป้องกันไม่ให้พืชจีเอ็มโอเข้าสู่ประเทศและทำให้ภาคเกษตรกรรมไทยต้องล่มสลาย

ร่วมปกป้องให้เกษตรกรรมไทยปลอดภัยจากจีเอ็มโอ ไปที่เว็บไซต์ TRUEFOOD.org ของกรีนพีซ เพื่อดูว่าคุณสามารถช่วยได้อย่างไร

.........
คุณช่วยกรีนพีซได้ดังนี้
1. สมัครเป็นสมาชิกวันนี้
กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระที่ไม่รับความช่วยเหลือจากองค์กรรัฐบาลและเอกชน เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนเช่นคุณ

2. เป็นสมาชิกของชุมชุนนักกิจกรรมออนไลน์ของกรีนพีซ
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำสำหรับโลกอันบอบบางใบนี้ และเรายินดีเสมอที่จะได้รับความช่วยเหลือ สมัครรับจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรับวิธีการที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

3. เป็นอาสาสมัคร
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำในการปกป้องโลกสำหรับคนรุ่นต่อไป และเรายินดีรับความช่วยเหลือเสมอ

.........
พันธกิจของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดโปงและหยุดยั้งอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาที่สะอาด ด้วยวิธีเปิดเผย สร้างสรรค์ บนพื้นฐานของสันติวิธี"

mercredi 26 décembre 2007

กรีนพีซประณาม ครม. เหตุฉวยโอกาสอนุมัติให้ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในพื้นที่เปิด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉวยโอกาสอนุมัติให้ทดลองปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในพื้นที่เปิดชองราชการ

“เราพบว่านี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อพิจารณาเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของมะละกอจีเอ็มโอ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการเพิกเฉยของกระทรวงเกษตร ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวไทยในการบริโภคพืชจีเอ็มโอซึ่งจะก่อให้เกิดภัยคุกคามอันร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของสังคม แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่สนับสนุนผลประโยชน์ของคนทั่วไป ซ้ำร้ายกลับไปสนับสนุนผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ” นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

กรีนพีซยืนยันจะขอต่อสู้ต่อไปเพื่อหยุดการทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิดของทางราชการ หวั่นเกษตรกรรมไทยจะก้าวสู่หายนะ เนื่องจากประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนจากการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอในสิ่งแวดล้อมมาแล้วในปี 2547 ซึ่งปัจจุบันนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้



กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบทหลักการของความยั่งยืน เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย
การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลก ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค

อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่

...........
กรีนพีซต้องการความช่วยเหลือจากคุณ เราต้องการให้คุณช่วยบอกต่อเกี่ยวกับกรีนพีซและงานรณรงค์ขององค์กร โดยบอกให้มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา - http://www.greenpeace.or.th และมีส่วนร่วมโดยสมัครเป็นนักกิจกรรมออนไลน์

1.ร่วมบริจาค - โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้

กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระ ไม่รับเงินจากภาครัฐบาลและเอกชน ความเป็นอิสระทางการเงินนี้ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกที่ช่วยเราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา

2. ลงมือทำ - เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ
ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียง และส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

3. เป็นอาสาสมัคร - เป็นส่วนหนึ่งของกรีนพีซ สละเวลาเพียงน้อยนิด ด้วยการสมัครเป็นอาสาสมัคร ทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม มีงานมากมายที่ต้องทำในการปกป้องโลกสำหรับคนรุ่นต่อไป

...........
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

mardi 28 août 2007

กรีนพีซถล่มมะละกอหน้ากระทรวงเกษตรฯ รุก รมต.เกษตรฯ หยุดล้มมติ ครม. ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอ


English Text is After Thai


นักกิจกรรมกรีนพีซประท้วงหน้าประตูหลักของกระทรวงเกษตรฯ ในขณะที่รถบรรทุกถล่มมะละกอขวางทางเข้า กิจกรรมนี้ทำเพื่อเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับการปนเปื้อนจีเอ็มโอครั้งสำคัญที่มีสาเหตุจากการโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดกฎหมายของมะละกอจีเอ็มโอในขอนแก่นในปี 2547 กรีนพีซเรียกร้องให้ครม. ไม่ยกเลิกมติที่ห้ามการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นาเปิด



.................................................


กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2550- วันนี้กลุ่มอาสาสมัครกรีนพีซถล่มมะละกอจำนวน 3 คันรถบรรทุก ประมาณ 9 ตัน ถมหน้าประตูทางเข้าออกของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อย้ำเตือนถึงคดีมะละกอปนเปื้อนจีเอ็มโอ ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2547 ซึ่งยังคงค้างคาอยู่ พร้อมเรียกร้องไม่ให้คณะรัฐมนตรียกเลิกมติครม. ห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในระดับไร่นา

“ที่กรีนพีซเอามะละกอมากองขวางที่หน้าประตูกระทรวงเกษตรฯ ในวันนี้ เพื่อเตือนรัฐมนตรีธีระ สูตะบุตร ในกรณีที่ยังพยายามที่จะทำลายอนาคตของเกษตรกรไทย เพียงเพื่อจะสนับสนุนกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มที่คอยผลักดันพืชจีเอ็มโอ และบริษัทธุรกิจเคมีเกษตรเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น” นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ความพยายามผลักดันให้ยกเลิกมติครม.ให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอของรัฐมนตรีธีระ สูตะบุตรนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระทรวงเกษตรฯไม่ได้ใส่ใจในอนาคตของผลิตผลทางการเกษตรของประเทศที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ซึ่งตลาดเหล่านี้ไม่ต้องการผลผลิตที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ ก่อนที่เขาจะเปิดทางให้พืชจีเอ็มโอเข้ามายึดครองพื้นที่ในประเทศ เราขอให้เขาสะสางเรื่องเก่าที่ทางกระทรวงฯ เคยก่อไว้เมื่อครั้งที่มีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโออย่างผิดกฏหมายที่จังหวัดขอนแก่น” ณัฐวิภากล่าวเสริม

ในเดือนกรกฎาคมปี 2547 กรีนพีซเปิดโปงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นสาเหตุทำให้มะละกอไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ โดยมีการทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น และปล่อยให้มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์มะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอให้กับเกษตรกรไทยกว่า 2,669 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระทรวงเกษตรฯ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย การปนเปื้อนที่ผิดกฎหมายและไม่พึงประสงค์นี้เป็นเหตุให้ตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปขาดความเชื่อมั่นต่อการส่งออกมะละกอไทย


หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กระทรวงเกษตรฯ จำต้องทำลายต้นมะละกอในสถานีทดลองที่จังหวัดขอนแก่น แต่เมื่อกรีนพีซสุ่มเก็บตัวอย่างมะละกอในแปลงเกษตร เมื่อปี 2548 ปรากฎว่ายังพบมะละกอจีเอ็มโอในแปลงเกษตรใน 5 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และระยอง กรีนพีซจึงฟ้องกรมวิชาการเกษตรต่อศาลปกครอง ด้วยเหตุที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดการปนเปื้อนจีเอ็มโอในมะละกอดังกล่


“แทนที่กระทรวงเกษตรฯ จะจดจำบทเรียนจากการแพร่กระจายของมะละกอปนเปื้อนจีเอ็มโอในสถานีทดลองที่จังหวัดขอนแก่น ที่เกิดจากการไร้ความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร แต่กระทรวงฯ ยังดื้อรั้นที่จะเดินหน้าผลักดันให้มีการยกเลิกมติครม. ห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ กรีนพีซจึงต้องมาที่นี่เพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว และเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมรวมทั้งภาคเกษตรกรรมของไทยให้รอดพ้นจากแผนการอันชั่วร้ายของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้” ณัฐวิภา กล่าวย้ำ


กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลกอีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค

...........



CAPTION OF THE PIC ABOVE: 27th August 2007 - BANGKOK, THAILAND Greenpeace activists protest outside the main gates of the Ministry of Agriculture and Cooperatives (MoAC) in Bangkok whilst a truck dumps papayas blocking the entrance. The action is to remind the government of the legacy of genetic contamination that exists brought about by its illegal propagation of GM papayas in Khon Kaen province in 2004. The activists are demanding that the existing ban on field trials of genetically modified crops should not be repealed by the Cabinet.
©Greenpeace/Vinai Dithajohn


Greenpeace blocks Agriculture Ministry Gates

Activists demand that Sutabutra desist from nixing ban on GM crop trials

Bangkok, 27 August 2007- Greenpeace activists dumped truckloads of papayas at the main gates of the Ministry of Agriculture and Cooperatives (MoAC) in Bangkok today, to remind the government of the legacy of genetic contamination that exists brought about by its illegal propagation of GM papayas in Khon Kaen province in 2004. The activists are demanding that the existing ban on field trials of genetically modified crops should not be repealed by the Cabinet.

“We are forced to block the gates of MoAC because Minister Thira Sutabutra, seems to be hell-bent on destroying the livelihood of Thai farmers only to serve the interests of GMO pushers which include a few agro-chemical corporations.” said Natwipha Ewasakul, Genetic Engineering campaigner for Greenpeace Southeast Asia.”

“His continuing push to repeal the ban on GM crop trials betrays his lack of concern for the future of Thai agricultural production which relies strongly on export markets favoring untainted farm produce. Before he opens the floodgates that would allow more genetic contamination to take place, we dare him to first clean up the mess that his department left behind with their unwanted and illegal GM papaya experiments in Khon Kaen province.” she added.

In July 2004, Greenpeace exposed the role of a MoAC-run experimental station in Khon Kaen as the source of genetic contamination of Thai papayas. The station distributed GE contaminated papaya seeds to as many as 2,669 farmers in 37 provinces. The MoAC has so far failed to act to comprehensively rid Thai papaya farms of this widespread GE contamination. Due to the uncertainty caused by this unwanted and illegal contamination, market confidence on Thai papaya exports especially in Europe faltered.

Following an outcry, MoAC was forced to order the destruction of papaya trees in Khon Kaen research station’s field trials but Greenpeace found GE papaya in 5 provinces, Kampaengpetch, Kalasin, Chaiyaphoom, Mahasarakham and Rayong and filed a case at the Administrative Court against the Department of Agriculture for dereliction of duty in dealing with the said cases of contamination.

“Instead of learning a lesson from this widespread and unwanted contamination of papaya brought about by the Department of Agriculture’s irresponsible acts, the Minister is still planning to go ahead and present a resolution to repeal the ban on field trials of GM crops at a cabinet meeting tomorrow. We are here to stop and remind him that his mandate is to save our country’s agriculture and environment from the evil designs of vested interests.“ Natwipha added.

Greenpeace campaigns for GM free crop and food production that is grounded on the principles of sustainability, protection of biodiversity and provision of safe and nutritious food to all. Genetic engineering is an unnecessary and unwanted technology that contaminates the environment, threatens biodiversity and poses unacceptable risks to health.