Affichage des articles dont le libellé est ข้าวอินทรีย์. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est ข้าวอินทรีย์. Afficher tous les articles

mercredi 3 février 2010

นาขั้นบันไดที่บันนาเว การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ดิฉันเพิ่งเดินทางกลับจาก Banaue Rice Terrace เมืองแห่งการปลูกข้าวแบบขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองบันนาเว จังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดย UNESCO



ผืนนาขั้นบันไดสวย ๆ จากบันนาเวเอามาฝากกันค่ะ

Banaue Rice Terrace สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจหมายถึงความมหัศจรรย์ที่ว่า นาขั้นบันไดทุกขั้นถูกทำขึ้นจาก “มือ” ของคนพื้นเมืองบันนาเวทั้งหมดและมีอยู่มานานกว่า 2,000 ปีแล้ว เชื่อกันว่าหากนำขั้นบันไดแต่ละขั้นมาเรียงต่อกันแล้วจะได้ระยะทางที่สามารถโอบโลกของเราได้ถึงครึ่งโลก แต่สิ่งที่ทำให้ Banaue Rice Terrace สำหรับดินฉันแตกต่างไปจากคนอื่นก็เมื่อบ่ายวันหนึ่งระหว่างที่เดินสำรวจเมืองและวิถีชีวิตของชุมชนพื้นเมือง ก็บังเอิญได้พบกับ คุณป้าคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการตากข้าวเปลือกอยู่หน้าบ้าน ดิฉันเห็นเธอก็รีบเดินเข้าไปคุยด้วย เพราะหวังว่าคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจหลายอย่างตั้งแต่มาถึง Banaue Rice Terrace นั้นอาจจะได้รับคำตอบจากคุณป้าผู้นี้ก็เป็นได้

ดิฉันกับคุณป้าฟรานซิสกาผู้ใจดี
ขณะแรกพบคุณป้ากำลังตาก
ข้าวปาลาวันอยู่หน้าบ้าน
คุณป้าแนะนำตัวเองว่าชื่อ ฟรานซิสกา เกิดและเติบโตในเมืองแห่งนี้มากว่า 60 ปีแล้ว และตอนนี้ก็เปิดร้านขายของที่ระลึกเนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองบันนาเวนั้นเริ่มขยายตัว ดิฉันเริ่มบทสนทนาจากปัญหาที่สงสัยและคาใจมากที่สุดนั่นคือ “คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าร้านขายเคมีเกษตรอยู่ที่ไหนเหรอคะ เดินมาทั้งวันแล้วยังไม่เห็นมีเลยซักร้าน” คุณป้าหัวเราะพร้อมกับแววตาใจดีมองมาที่ดิฉันแล้วบอกว่า “ไม่มีหรอกหนู พวกเราไม่เคยใช้ นาขั้นบันไดที่นี่เป็นหมื่นเป็นแสนขั้นไม่มีที่ไหนใช้สารเคมีเกษตรเลย บรรพบุรุษเราก็ไม่เคยสอนให้ใช้” หลังจากได้คำตอบจากคุณป้า ดิฉันก็ถึงเมือง “อ้อ” เพราะว่าตลอดสองวันที่อยู่ที่นี่ ดิฉันไม่เจอแม้กระทั่งถุงปุ๋ยเคมี หรือขวดยาฆ่าหญ้าในเมืองนี้เลย สำหรับดิฉันแล้วนี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของ Banaue Rice Terrace เพราะนาขั้นบันไดที่นี่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 400 ตารางกิโลเมตร แต่ไม่มีแม้แต่ตารางเมตรเดียวที่จะใช้เคมีเกษตร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Banaue Rice Terrace เป็นเขตปลูกข้าวและเกษตรกรรมอินทรีย์ผืนใหญ่ของโลกที่น่ายกย่อง


ป้ายหินที่อธิบายประวัติศาสตร์ของนาขั้นบันไดที่บันนาเว ลองอ่านดูนะคะน่าสนใจมาก

ช่วงเวลาที่ดิฉันอยู่ที่เมืองบันนาเว เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาที่นี่เริ่มฤดูการเพาะปลูก ดังนั้นภาพของ Banaue Rice Terrace ที่ดิฉันเคยเห็นจากนิตยสารท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจีจึงต่างออกไปมาก สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือ ภาพของพ่อแม่ลูกช่วยกันซ่อมแซมนาขั้นบันไดที่ต้องฝ่าฝันธรรมชาติมาตลอดฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา และเห็นผืนนาขั้นบันไดที่ชาวนาเตรียมเพาะกล้าข้าวสำหรับปักดำในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า คุณป้าเห็นดิฉันสนใจเรื่องการทำนาที่นี่ จึงเล่าให้ดิฉันฟังว่า คนที่นี่ใช้เครื่องมือในการทำนาน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้มือเปล่า ๆ กับแรงงานคนนี่แหละ คุณป้าเสริมว่า “อย่างเช่น เวลาเกี่ยวข้าว เราก็ไม่ใช้เคียวหรอก” “แล้วใช้อะไรหล่ะคะ” ดิฉันถามคุณป้ากลับทันที คุณป้าตอบว่า “เราใช้มือเรานี่แหละเด็ดข้าวทีละรวง ทีละรวง” “ทีละรวงเลยเหรอคะ” ไม่อยากจะบอกว่าหากใครเห็นหน้าดิฉันตอนนั้นคงจะรู้ได้เลยว่าดิฉันทั้งงงและสงสัยมากขนาดไหน “ใช่ เสร็จแล้วเราก็จะเอามามัดรวมกันแล้วก็ ... คุณป้าพยายามสาธิตให้ดิฉันดูว่า หลังจากนั้นชาวนาที่นั่นทำยังไงกับข้าวที่เกี่ยวได้ สรุปจากท่าทางก็พอจะเข้าใจว่า เอารวงข้าวเหล่านั้นมามัดรวมกันแล้วก็เอาคานไม้คัดตรงกลาง ลักษณะก็คล้าย ๆ กับชาวนาที่บ้านเรานั่นเอง

ดิฉันกับแปลงเพาะกล้าและภูเขาสูง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากล้าข้าวที่นี่เรียง
เป็นแถว ๆ อย่างเป็นระเบียบ

ดิฉันถามคุณป้าต่อว่า แล้วเดือนไหนที่ชาวนาเริ่มหว่านข้าวเพื่อเพาะกล้า คุณป้าหัวเราะใหญ่ พร้อมกับบอกว่า “เราไม่เคยหว่านข้าว” ดิฉันคิดในใจว่าคราวนี้จะมีอะไรประหลาดใจอีกหรือเปล่า แล้วก็พบกับคำตอบที่น่าประหลาดใจจริง ๆ ว่า “เราเอารวงข้าวทั้งรวงนั่นแหละวางลงบนดิน เรียงกันเป็นแถว ๆ สลับกัน ทิ้งไว้อย่างนั้น เดี๋ยวเดียวรวงข้าวทั้งรวงก็จมหายลงไปในดินแล้วก็งอกออกมาเป็นกล้าข้าว ถ้าวางห่างได้ระยะพอดีต้นกล้าก็จะขยายแถวเพิ่มจำนวนออกมาอีก” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ดิฉันต้องร้องออกมาว่า “อ้อ........มิน่าหล่ะ กล้าข้าวในนาที่หนูเห็นถึงได้เรียงกันเป็นแถว ๆ ไม่เหมือนกับนาที่บ้านเราที่กล้าข้าวจะขึ้นกระจายกันเต็มท้องนา นึกอยู่แล้วเชียว”



 
ดูข้าวปาลาวันกันแบบใกล้ ๆ 

คุณป้าเล่าต่อว่า ชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเป็นการแสดงน้ำใจต่อผืนดินเพื่อให้ผืนดินได้พักหลังจากได้ทำหน้าที่ตลอดช่วงฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพราะเกรงว่าหากไม่ปลูกพันธุ์พื้นเมืองอีกไม่นานก็คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลาน แต่ก็มีบ้างที่ชาวนาบางครอบครัวทำนาปีละสองหน โดยหนแรกจะใช้พันธุ์พื้นเมืองปลูกข้าวไว้เพื่อกินเองในครอบครัว ส่วนหนที่สองจะปลูกไว้เพื่อขาย ซึ่งหนที่สองนั้นจะใช้ข้าวที่ถูกปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์ซึ่งไม่ใช่พันธุ์พื้นเมือง “แล้วข้าวนี่หล่ะคะ พันธุ์อะไร” ดิฉันถามพร้อมกับชี้ไปที่ข้าวที่ตากอยู่กับพื้นที่เห็นตรงหน้า คุณป้าตอบ “เป็ นพันธุ์ข้าวพื้นเมือง นี่ไง นี่ไง” คุณป้าก้มลงหยิบข้าวที่ตากไว้กับพื้นมาให้ดู “นี่แหละ เราเรียกว่า ปาลาวัน เป็นข้าวพื้นเมือง หอมมาก มามาเดี๋ยวป้าพาเข้าไปดูในครัว” ดิฉันเดินเข้าบ้านคุณป้าตามคำชวน คิดอยู่ในใจว่าสงสัยวันนี้คงได้ชิมข้าวปาลาวันแน่นอน ปรากฎว่า...


ชนพื้นเมืองบันนาเวที่สืบเชื้อสาย
กันมากว่า 2,000 ปี
คุณป้าชี้ให้ดูที่เก็บข้าวปาลาวันที่อยู่บนชั้นที่ดูเหมือนจะจงใจให้อยู่เหนือเตาไฟที่ใช้ทำกับข้าวพอดี พร้อมเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “บรรพบุรุษบอกเราว่าให้เก็บข้าวแบบนี้แล้วจะมีความสุข” “ยังไงเหรอคะ” “ก็เวลาเราทำกับข้าว ควันหรือความร้อนที่ออกจากเตาจะลอยผ่านข้าวปาลาวันที่เราเก็บไว้ข้างบนนั้น แล้วกลิ่นหอมของข้าวปาลาวันจะออกมา ทำให้หอมไปทั้งบ้าน” “อ้า เพราะอย่างนี้เองถึงได้มีความสุขใช่มั้ยคะ” คุณป้าตอบโดยส่งรอยยิ้มใจดีกลับมาให้ดิฉัน

หลังจากคุยกับคุณป้าฟรานซิสกามาซักพัก ดิฉันก็ย้อนกลับมาสงสัยถึงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาของดิฉันกับคุณป้าที่ว่า ชาวนาที่นี่ไม่เคยใช้สารเคมีเกษตร แต่ทำนาแบบอินทรีย์ เลยสงสัยว่า เค้าใช้อะไรเพื่อทนแทนเคมีเกษตร หรือมีภูมิปัญญาอะไรที่น่าสนใจอีกมั้ย คุณป้าบอกว่า ชาวนาที่นี่ใช้มูลสัตว์ ส่วนใหญ่ก็เป็นขี้ไก่ ขี้หมูที่เลี้ยงไว้ข้างบ้าน ที่เหลือก็แต่พึ่งพาความหลากหลายทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในบันนาเว ซึ่งวิธีแบบนี้ก็ใช้กันมาเป็นพันปีแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ปลูกข้าวด้วยวิธีนี้แล้วไม่พอกิน มีแต่เหลือ แต่ยังไงก็ต้องบอกว่า ชาวนาไทยเราก็ไม่น้อยหน้าหรอกค่ะ เพราะดิฉันได้พบเห็นการทำนาในรูปแบบนี้แล้วในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างน่ายกย่องทีเดียว



ดิฉันมาสะดุดใจกับคำที่คุณป้าบอกว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีอินทรีย์สามารถผลิตข้าวพอเพียงให้กับชุมชนได้ เลยอยากรู้ว่าหากเทียบผลผลิตนาอินทรีย์กับนาเคมีต่อไร่แล้วจะเป็นอย่างไร คุณป้าบอกว่า “เราไม่เคยนับหรอก รู้แต่ว่าเรามีข้าวกินไม่เคยขาด ไม่เคยมีชาวนาคนไหนเจ็บป่วยเพราะยาฆ่าแมลง อีกอย่างที่นาที่นี่ก็ไม่ได้นับเป็นไร่หรือเป็นเฮคเตอร์ แต่เรานับเป็นขั้นบันได!!!!” นี่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของชาวนาในบันนาเวที่อาจไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนก็เป็นได้

นาทุกขั้นที่ชาวนาบันนาเวใช้ชีวิตอยู่ล้วนเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชนโดยที่ไม่เอาเปรียบสิ่งแวดล้อม และอีกหนึ่งสิ่งที่นาขั้นบันไดแห่งนี้ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็คือ การประกาศตัวว่าเป็น “GMO Free Zone” หรือ “เขตปลอดจีเอ็มโอ” ยิ่งที่ให้ผืนนาแห่งนี้น่าชื่นชม ถึงตอนนี้แล้วข้อสงสัยของดิฉันหมดไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ Banaue Rice Terrace สำหรับดิฉันเป็นมากกว่ามรดกโลก แต่คือแรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ความเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบแม้กระทั่งธรรมชาติ ก็ไม่ทำให้ชีวิตมนุษย์อย่างเราๆอยู่รอดได้อย่างมั่นคงเหมือนชาวบันนาเว



เขียนโดย ณัฐวิภา อิ้วสกุล
ภาพโดย Shailendra Yashwant

lundi 23 novembre 2009

Rice Harvest : เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย

คนไทยรักข้าวไทย

คุณคิดเหมือนกันไหมคะว่า ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก ?

วันนี้มีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครกรีนพีซในงาน “เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย" ที่ราชบุรี หลังจากที่ได้เริ่มปลูกกันตั้งแต่ต้นปี วันนี้ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพันธุ์ก่ำพะเยา หรือข้าวที่ให้สีดำในภาพศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์นี้แล้วนะคะ

ข้าวไทย อาหารหลักในประเทศและยังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก การปลูกข้าวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความภูมิใจในข้าวไทยรวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนและรัฐบาลตระหนักถึงวิถีแห่งการเพาะปลูกข้าวที่สืบทอดกันมา การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นวิถีแห่งความอยู่รอด เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องข้าวไทยอันเป็นสมบัติของชาติให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ

งานกิจกรรมเกี่ยวข้าวนี้เริ่มต้นจากการกล่าวเปิดงานจากท่านรองผู้ว่าจังหวัด ราชบุรี และต่อด้วยการเข้าสู่พิธีบายศรีโดยหมอขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ และการสวดพิธีไหว้แม่พระโพสพเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและขอขมาขอพร ให้เก็บเกี่ยวข้าวให้ได้ผลดีเพื่อนำมาเป็นข้าวขวัญใช้ปลูกข้าวในปีต่อไป

เสียงสวดของหมอขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จบลงด้วยเสียงบทเพลงเชิญชวนให้ไปเกี่ยวข้าว และลงท้ายด้วยเสียงไชโย…โห่…ฮิ้วววว! ให้ทุกคนขานรับ เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันลงเกี่ยวข้าวกันในนา

จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในพื้นทีแถวนั้น อาสาสมัครกรีนพีซ ผู้สนับสนุนกรีนพีซ เด็กนักเรียน ก็ร่วมแรงกายแรงใจลงไปเกี่ยวข้าวในนากัน

'.... เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว อย่ามันชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอา.....'

(ต้องระวัง เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวตัวเองเอาจริงๆคะ...)

ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พวกเราทุกคนก็ดูเหมือนสนุกสนานกับการได้ลงเกี่ยวข้าว ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงความยากลำบากของชาวนา 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ได้ยินเสียงมาจากน้องข้างๆว่า โห ปลูกข้าวมีขั้นตอนลำบากอย่างนี้ กว่าจะได้ข้าวสารมาเป็นเม็ดๆหุงได้ ต่อไปนี้ต้องทานข้าวให้หมดจานแล้วล่ะ....

หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็มีการสาธิตการกระเทาะเม็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีการแบบดั่งเดิมที่ใช้วัววิ่งบดมัดข้าวที่วางบนขี้วัวอัดแข็งเป็นรองพื้น นอกจากนี้ในบริเวณยังมีซุ้มสาธิตขั้นตอนการผลิตข้าวแบบดั่งเดิมของไทยเราต่างๆ เช่นการโม่ข้าว วิถีภูมิปัญญาไทยด้วยนะคะ

...วันนี้ ที่ราชบุรี ท้องฟ้าแจ่มใน แดดออกเต็มที่ แต่อากาศเย็นสบาย เห็นภาพที่ผู้คนเกือบสองร้อยชีวิต ร่วมแรงร่วมใจ ลุยท้องนา เกี่ยวข้าว และมัดข้าว เพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป กันในผืนนา ก็ทำให้ดีใจไม่หาย ถึงความร่วมมือร่วมใจปกป้องข้าวไทย ก็เรา คนไทย รักข้าวไทย นี่คะ








> อ่่านเรื่องราวทั้งหมดของศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและ ปกป้องข้าวไทยจาก GMO คลิก

>
ติดตามเรื่องราวทางกรีนพีซทาง Facebook คลิก


ริน

mercredi 2 septembre 2009

ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์



คุณรู้ไหมคะว่า ข้าวไทยกำลังเจอวิกฤติที่อาจทำให้สูญพันธุ์ได้?

ใ่ช่คะ ข้าวไทยอาจสูญพันธุ์ได้จาก 2 เหตุหลักๆ
> การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ : ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง น้ำท่วม หรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล
> ภัยคุกคามจากข้าว GMO หรือข้าวที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม

ด้วยความเป็นห่วงข้าวไทย ไม่อยากให้สูญพันธุ์ กรีนพีซอยากให้คนไทยหันมาสนใจวิกฤตข้าวไทย
ต้องการตอกย้ำให้รัฐบาลไทย อย่านิ่งเฉยกับวิกฤตข้าวไทย ปฎิเสธข้าว GMO หรือข้าวดัดแแปลงพันธุกรรม
ปรับทิศทางไปเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้เคมี สนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่งพาตนเอง

โดยการนี้ กรีนพีซจึงได้ริเริ่มโครงการศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ โดยเมื่อวันแห่งความรักปีนี้ กรีนพีซได้จัดงาน
​ “​ปลูกรัก​ให้​ต้นข้าว​” ​ ร่วมกันลงแขกดำนา ​เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์​เป็น​ครั้งแรก​ใน​ประ​เทศไทย​ ​ที่จังหวัดราชบุรีื​ ​ศิลปะบนนาข้าวนี้ เกิดจากข้าว​ 2 ​สายพันธุ์ (ข้าวสีทอง​ พันธุ์ชัยนาท 1 กับ ​ข้าวก่ำ​ จังหวัดพะเยา สีดำ​) ปลูกในพื้นที่​ขนาด​ 10 ​ไร่​

และวันนี้ ต้นข้าวได้เติบโตออกเป็นภาพศิลปะบนผืนนาที่สวยงาม ภาพชาวนาไทย กำลังปลูกข้าว ภาพที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวนาไทยที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติไทย


วันนี้ เวลาคุณทานข้าว อยากคุณนึกถึงชาวนาไทยที่ปลูกข้าวให้คุณ (และคนอื่นๆในโลกนี้) ทานบ้างนะคะ

ช่วยเหลือชาวนาไทย สนับสนุนข้าวไทย ปฎิเสธข้าว GMO ตั้งแต่วันนี้

Rin