Affichage des articles dont le libellé est ข้าว. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est ข้าว. Afficher tous les articles

mercredi 3 février 2010

นาขั้นบันไดที่บันนาเว การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ดิฉันเพิ่งเดินทางกลับจาก Banaue Rice Terrace เมืองแห่งการปลูกข้าวแบบขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองบันนาเว จังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดย UNESCO



ผืนนาขั้นบันไดสวย ๆ จากบันนาเวเอามาฝากกันค่ะ

Banaue Rice Terrace สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจหมายถึงความมหัศจรรย์ที่ว่า นาขั้นบันไดทุกขั้นถูกทำขึ้นจาก “มือ” ของคนพื้นเมืองบันนาเวทั้งหมดและมีอยู่มานานกว่า 2,000 ปีแล้ว เชื่อกันว่าหากนำขั้นบันไดแต่ละขั้นมาเรียงต่อกันแล้วจะได้ระยะทางที่สามารถโอบโลกของเราได้ถึงครึ่งโลก แต่สิ่งที่ทำให้ Banaue Rice Terrace สำหรับดินฉันแตกต่างไปจากคนอื่นก็เมื่อบ่ายวันหนึ่งระหว่างที่เดินสำรวจเมืองและวิถีชีวิตของชุมชนพื้นเมือง ก็บังเอิญได้พบกับ คุณป้าคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการตากข้าวเปลือกอยู่หน้าบ้าน ดิฉันเห็นเธอก็รีบเดินเข้าไปคุยด้วย เพราะหวังว่าคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจหลายอย่างตั้งแต่มาถึง Banaue Rice Terrace นั้นอาจจะได้รับคำตอบจากคุณป้าผู้นี้ก็เป็นได้

ดิฉันกับคุณป้าฟรานซิสกาผู้ใจดี
ขณะแรกพบคุณป้ากำลังตาก
ข้าวปาลาวันอยู่หน้าบ้าน
คุณป้าแนะนำตัวเองว่าชื่อ ฟรานซิสกา เกิดและเติบโตในเมืองแห่งนี้มากว่า 60 ปีแล้ว และตอนนี้ก็เปิดร้านขายของที่ระลึกเนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองบันนาเวนั้นเริ่มขยายตัว ดิฉันเริ่มบทสนทนาจากปัญหาที่สงสัยและคาใจมากที่สุดนั่นคือ “คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าร้านขายเคมีเกษตรอยู่ที่ไหนเหรอคะ เดินมาทั้งวันแล้วยังไม่เห็นมีเลยซักร้าน” คุณป้าหัวเราะพร้อมกับแววตาใจดีมองมาที่ดิฉันแล้วบอกว่า “ไม่มีหรอกหนู พวกเราไม่เคยใช้ นาขั้นบันไดที่นี่เป็นหมื่นเป็นแสนขั้นไม่มีที่ไหนใช้สารเคมีเกษตรเลย บรรพบุรุษเราก็ไม่เคยสอนให้ใช้” หลังจากได้คำตอบจากคุณป้า ดิฉันก็ถึงเมือง “อ้อ” เพราะว่าตลอดสองวันที่อยู่ที่นี่ ดิฉันไม่เจอแม้กระทั่งถุงปุ๋ยเคมี หรือขวดยาฆ่าหญ้าในเมืองนี้เลย สำหรับดิฉันแล้วนี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของ Banaue Rice Terrace เพราะนาขั้นบันไดที่นี่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 400 ตารางกิโลเมตร แต่ไม่มีแม้แต่ตารางเมตรเดียวที่จะใช้เคมีเกษตร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Banaue Rice Terrace เป็นเขตปลูกข้าวและเกษตรกรรมอินทรีย์ผืนใหญ่ของโลกที่น่ายกย่อง


ป้ายหินที่อธิบายประวัติศาสตร์ของนาขั้นบันไดที่บันนาเว ลองอ่านดูนะคะน่าสนใจมาก

ช่วงเวลาที่ดิฉันอยู่ที่เมืองบันนาเว เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาที่นี่เริ่มฤดูการเพาะปลูก ดังนั้นภาพของ Banaue Rice Terrace ที่ดิฉันเคยเห็นจากนิตยสารท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจีจึงต่างออกไปมาก สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือ ภาพของพ่อแม่ลูกช่วยกันซ่อมแซมนาขั้นบันไดที่ต้องฝ่าฝันธรรมชาติมาตลอดฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา และเห็นผืนนาขั้นบันไดที่ชาวนาเตรียมเพาะกล้าข้าวสำหรับปักดำในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า คุณป้าเห็นดิฉันสนใจเรื่องการทำนาที่นี่ จึงเล่าให้ดิฉันฟังว่า คนที่นี่ใช้เครื่องมือในการทำนาน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้มือเปล่า ๆ กับแรงงานคนนี่แหละ คุณป้าเสริมว่า “อย่างเช่น เวลาเกี่ยวข้าว เราก็ไม่ใช้เคียวหรอก” “แล้วใช้อะไรหล่ะคะ” ดิฉันถามคุณป้ากลับทันที คุณป้าตอบว่า “เราใช้มือเรานี่แหละเด็ดข้าวทีละรวง ทีละรวง” “ทีละรวงเลยเหรอคะ” ไม่อยากจะบอกว่าหากใครเห็นหน้าดิฉันตอนนั้นคงจะรู้ได้เลยว่าดิฉันทั้งงงและสงสัยมากขนาดไหน “ใช่ เสร็จแล้วเราก็จะเอามามัดรวมกันแล้วก็ ... คุณป้าพยายามสาธิตให้ดิฉันดูว่า หลังจากนั้นชาวนาที่นั่นทำยังไงกับข้าวที่เกี่ยวได้ สรุปจากท่าทางก็พอจะเข้าใจว่า เอารวงข้าวเหล่านั้นมามัดรวมกันแล้วก็เอาคานไม้คัดตรงกลาง ลักษณะก็คล้าย ๆ กับชาวนาที่บ้านเรานั่นเอง

ดิฉันกับแปลงเพาะกล้าและภูเขาสูง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากล้าข้าวที่นี่เรียง
เป็นแถว ๆ อย่างเป็นระเบียบ

ดิฉันถามคุณป้าต่อว่า แล้วเดือนไหนที่ชาวนาเริ่มหว่านข้าวเพื่อเพาะกล้า คุณป้าหัวเราะใหญ่ พร้อมกับบอกว่า “เราไม่เคยหว่านข้าว” ดิฉันคิดในใจว่าคราวนี้จะมีอะไรประหลาดใจอีกหรือเปล่า แล้วก็พบกับคำตอบที่น่าประหลาดใจจริง ๆ ว่า “เราเอารวงข้าวทั้งรวงนั่นแหละวางลงบนดิน เรียงกันเป็นแถว ๆ สลับกัน ทิ้งไว้อย่างนั้น เดี๋ยวเดียวรวงข้าวทั้งรวงก็จมหายลงไปในดินแล้วก็งอกออกมาเป็นกล้าข้าว ถ้าวางห่างได้ระยะพอดีต้นกล้าก็จะขยายแถวเพิ่มจำนวนออกมาอีก” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ดิฉันต้องร้องออกมาว่า “อ้อ........มิน่าหล่ะ กล้าข้าวในนาที่หนูเห็นถึงได้เรียงกันเป็นแถว ๆ ไม่เหมือนกับนาที่บ้านเราที่กล้าข้าวจะขึ้นกระจายกันเต็มท้องนา นึกอยู่แล้วเชียว”



 
ดูข้าวปาลาวันกันแบบใกล้ ๆ 

คุณป้าเล่าต่อว่า ชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเป็นการแสดงน้ำใจต่อผืนดินเพื่อให้ผืนดินได้พักหลังจากได้ทำหน้าที่ตลอดช่วงฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพราะเกรงว่าหากไม่ปลูกพันธุ์พื้นเมืองอีกไม่นานก็คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลาน แต่ก็มีบ้างที่ชาวนาบางครอบครัวทำนาปีละสองหน โดยหนแรกจะใช้พันธุ์พื้นเมืองปลูกข้าวไว้เพื่อกินเองในครอบครัว ส่วนหนที่สองจะปลูกไว้เพื่อขาย ซึ่งหนที่สองนั้นจะใช้ข้าวที่ถูกปรับปรุงพันธุ์เชิงพาณิชย์ซึ่งไม่ใช่พันธุ์พื้นเมือง “แล้วข้าวนี่หล่ะคะ พันธุ์อะไร” ดิฉันถามพร้อมกับชี้ไปที่ข้าวที่ตากอยู่กับพื้นที่เห็นตรงหน้า คุณป้าตอบ “เป็ นพันธุ์ข้าวพื้นเมือง นี่ไง นี่ไง” คุณป้าก้มลงหยิบข้าวที่ตากไว้กับพื้นมาให้ดู “นี่แหละ เราเรียกว่า ปาลาวัน เป็นข้าวพื้นเมือง หอมมาก มามาเดี๋ยวป้าพาเข้าไปดูในครัว” ดิฉันเดินเข้าบ้านคุณป้าตามคำชวน คิดอยู่ในใจว่าสงสัยวันนี้คงได้ชิมข้าวปาลาวันแน่นอน ปรากฎว่า...


ชนพื้นเมืองบันนาเวที่สืบเชื้อสาย
กันมากว่า 2,000 ปี
คุณป้าชี้ให้ดูที่เก็บข้าวปาลาวันที่อยู่บนชั้นที่ดูเหมือนจะจงใจให้อยู่เหนือเตาไฟที่ใช้ทำกับข้าวพอดี พร้อมเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “บรรพบุรุษบอกเราว่าให้เก็บข้าวแบบนี้แล้วจะมีความสุข” “ยังไงเหรอคะ” “ก็เวลาเราทำกับข้าว ควันหรือความร้อนที่ออกจากเตาจะลอยผ่านข้าวปาลาวันที่เราเก็บไว้ข้างบนนั้น แล้วกลิ่นหอมของข้าวปาลาวันจะออกมา ทำให้หอมไปทั้งบ้าน” “อ้า เพราะอย่างนี้เองถึงได้มีความสุขใช่มั้ยคะ” คุณป้าตอบโดยส่งรอยยิ้มใจดีกลับมาให้ดิฉัน

หลังจากคุยกับคุณป้าฟรานซิสกามาซักพัก ดิฉันก็ย้อนกลับมาสงสัยถึงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาของดิฉันกับคุณป้าที่ว่า ชาวนาที่นี่ไม่เคยใช้สารเคมีเกษตร แต่ทำนาแบบอินทรีย์ เลยสงสัยว่า เค้าใช้อะไรเพื่อทนแทนเคมีเกษตร หรือมีภูมิปัญญาอะไรที่น่าสนใจอีกมั้ย คุณป้าบอกว่า ชาวนาที่นี่ใช้มูลสัตว์ ส่วนใหญ่ก็เป็นขี้ไก่ ขี้หมูที่เลี้ยงไว้ข้างบ้าน ที่เหลือก็แต่พึ่งพาความหลากหลายทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในบันนาเว ซึ่งวิธีแบบนี้ก็ใช้กันมาเป็นพันปีแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ปลูกข้าวด้วยวิธีนี้แล้วไม่พอกิน มีแต่เหลือ แต่ยังไงก็ต้องบอกว่า ชาวนาไทยเราก็ไม่น้อยหน้าหรอกค่ะ เพราะดิฉันได้พบเห็นการทำนาในรูปแบบนี้แล้วในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างน่ายกย่องทีเดียว



ดิฉันมาสะดุดใจกับคำที่คุณป้าบอกว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีอินทรีย์สามารถผลิตข้าวพอเพียงให้กับชุมชนได้ เลยอยากรู้ว่าหากเทียบผลผลิตนาอินทรีย์กับนาเคมีต่อไร่แล้วจะเป็นอย่างไร คุณป้าบอกว่า “เราไม่เคยนับหรอก รู้แต่ว่าเรามีข้าวกินไม่เคยขาด ไม่เคยมีชาวนาคนไหนเจ็บป่วยเพราะยาฆ่าแมลง อีกอย่างที่นาที่นี่ก็ไม่ได้นับเป็นไร่หรือเป็นเฮคเตอร์ แต่เรานับเป็นขั้นบันได!!!!” นี่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของชาวนาในบันนาเวที่อาจไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนก็เป็นได้

นาทุกขั้นที่ชาวนาบันนาเวใช้ชีวิตอยู่ล้วนเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชนโดยที่ไม่เอาเปรียบสิ่งแวดล้อม และอีกหนึ่งสิ่งที่นาขั้นบันไดแห่งนี้ไม่เหมือนที่ใดในโลกก็คือ การประกาศตัวว่าเป็น “GMO Free Zone” หรือ “เขตปลอดจีเอ็มโอ” ยิ่งที่ให้ผืนนาแห่งนี้น่าชื่นชม ถึงตอนนี้แล้วข้อสงสัยของดิฉันหมดไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ Banaue Rice Terrace สำหรับดิฉันเป็นมากกว่ามรดกโลก แต่คือแรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ความเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบแม้กระทั่งธรรมชาติ ก็ไม่ทำให้ชีวิตมนุษย์อย่างเราๆอยู่รอดได้อย่างมั่นคงเหมือนชาวบันนาเว



เขียนโดย ณัฐวิภา อิ้วสกุล
ภาพโดย Shailendra Yashwant

lundi 23 novembre 2009

Rice Harvest : เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย

คนไทยรักข้าวไทย

คุณคิดเหมือนกันไหมคะว่า ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก ?

วันนี้มีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครกรีนพีซในงาน “เกี่ยวข้าวขวัญ มหัศจรรย์ข้าวไทย" ที่ราชบุรี หลังจากที่ได้เริ่มปลูกกันตั้งแต่ต้นปี วันนี้ก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าวพันธุ์ก่ำพะเยา หรือข้าวที่ให้สีดำในภาพศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์นี้แล้วนะคะ

ข้าวไทย อาหารหลักในประเทศและยังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก การปลูกข้าวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความภูมิใจในข้าวไทยรวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนและรัฐบาลตระหนักถึงวิถีแห่งการเพาะปลูกข้าวที่สืบทอดกันมา การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเป็นวิถีแห่งความอยู่รอด เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องข้าวไทยอันเป็นสมบัติของชาติให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ

งานกิจกรรมเกี่ยวข้าวนี้เริ่มต้นจากการกล่าวเปิดงานจากท่านรองผู้ว่าจังหวัด ราชบุรี และต่อด้วยการเข้าสู่พิธีบายศรีโดยหมอขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ และการสวดพิธีไหว้แม่พระโพสพเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและขอขมาขอพร ให้เก็บเกี่ยวข้าวให้ได้ผลดีเพื่อนำมาเป็นข้าวขวัญใช้ปลูกข้าวในปีต่อไป

เสียงสวดของหมอขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่จบลงด้วยเสียงบทเพลงเชิญชวนให้ไปเกี่ยวข้าว และลงท้ายด้วยเสียงไชโย…โห่…ฮิ้วววว! ให้ทุกคนขานรับ เป็นสัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันลงเกี่ยวข้าวกันในนา

จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในพื้นทีแถวนั้น อาสาสมัครกรีนพีซ ผู้สนับสนุนกรีนพีซ เด็กนักเรียน ก็ร่วมแรงกายแรงใจลงไปเกี่ยวข้าวในนากัน

'.... เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว อย่ามันชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอา.....'

(ต้องระวัง เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวตัวเองเอาจริงๆคะ...)

ถึงแม้จะแดดร้อนเปรี้ยง แต่พวกเราทุกคนก็ดูเหมือนสนุกสนานกับการได้ลงเกี่ยวข้าว ครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้เราตระหนักถึงความยากลำบากของชาวนา 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ได้ยินเสียงมาจากน้องข้างๆว่า โห ปลูกข้าวมีขั้นตอนลำบากอย่างนี้ กว่าจะได้ข้าวสารมาเป็นเม็ดๆหุงได้ ต่อไปนี้ต้องทานข้าวให้หมดจานแล้วล่ะ....

หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็มีการสาธิตการกระเทาะเม็ดข้าวออกจากเปลือกโดยวิธีการแบบดั่งเดิมที่ใช้วัววิ่งบดมัดข้าวที่วางบนขี้วัวอัดแข็งเป็นรองพื้น นอกจากนี้ในบริเวณยังมีซุ้มสาธิตขั้นตอนการผลิตข้าวแบบดั่งเดิมของไทยเราต่างๆ เช่นการโม่ข้าว วิถีภูมิปัญญาไทยด้วยนะคะ

...วันนี้ ที่ราชบุรี ท้องฟ้าแจ่มใน แดดออกเต็มที่ แต่อากาศเย็นสบาย เห็นภาพที่ผู้คนเกือบสองร้อยชีวิต ร่วมแรงร่วมใจ ลุยท้องนา เกี่ยวข้าว และมัดข้าว เพื่อเตรียมสำหรับขั้นตอนต่อไป กันในผืนนา ก็ทำให้ดีใจไม่หาย ถึงความร่วมมือร่วมใจปกป้องข้าวไทย ก็เรา คนไทย รักข้าวไทย นี่คะ








> อ่่านเรื่องราวทั้งหมดของศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์ : ร่วมสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและ ปกป้องข้าวไทยจาก GMO คลิก

>
ติดตามเรื่องราวทางกรีนพีซทาง Facebook คลิก


ริน

vendredi 11 septembre 2009

ชาวนาไทย หัวใจสู้


คุณ ทราบไหมคะว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยได้รับประกาศนียบัตรจากกินเนสบุ๊ก Guiness Book World's Record ว่า ในปี 2008 ประเทศไทยได้ส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก (ประมาณ 8 ล้านตัน - คิดเป็นประมาณ 27% จากทั้งโลก)




ข้าว อาหารหลักของคนไทย สินค้าส่งออกหลักของประเทศ แล้วมีใครทานข้าวแล้วนึกถึงชาวนา คนปลูกข้าว 'หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน' ไหมคะ

คุณป้าสำเนียง ฮวดลิ้ม อายุ 62 ปี - ชาวนาไทยคนหนึ่ง เกิดในครอบครัวที่ทำนามาตลอด และปัจจุบันก็ยังทำนาด้วยวิถีดั่งเดิมอยู่



คุณป้าเล่าชีวิตการทำนาให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ;

"ป้าทำนามาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าอายุ 13-14 ปี ก็ช่วยพ่อไถนาแล้ว สมัยนั้นก็ไม่เคยใช้เคมี ใช้ขี้วัว ไปตามธรรมชาติ แล้วอยู่มา ก็มีคนบอกให้ลองใช้ดูจะได้ผลดีขึ้น ป้าก็ลองทำดู ทำไปปีแรก ก็ได้ผลดี แต่พอทำปีต่อไป ดินมันเสื่อมคุณภาพลง และข้าวก็เป็นสารพัดโรค มันคงดื้อยา แล้วเราก็ต้องซื้อเคมีมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อบำรุง ปีนึงๆ ซื้อยา 4-5 ครั้ง ครั้งละพันกว่าบาท และข้าวออกมาก็แข็ง ทั้งๆที่เป็นข้าวเราพันธุ์เดิมนั้นแหละ พอปีที่ 3 ดินมันแย่มาก ป้าก็เอาขี้วัวไปใส่ ข้าวก็เริ่มไม่เป็นโรค แข็งแรงขึ้น ป้าก็เลยเริ่มเรียนรู้ ทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ทำจากน้ำส้มควันไม้ ถ่านก็เผาเอง ไม่ต้องซื้อ แกลบ ก็เอามาทำปุ๋ยต่อ หรือ เอามาเผาถ่านเพื่อทำปุ๋ยหมัก รายได้ก็เริ่มดีขึ้น รายจ่ายก็ไม่ค่อยมี ส่วนข้าวนั้น ก็ยังเอามาแปรรูปทำขนมจีนแป้งสด เพื่อเพิ่มมูลค่า"


คุณป้าบอกว่าแค่ดูแลดินให้ดี เตรียมพื้นที่ปลูกข้าวทุกขั้นตอนด้วยเกษตรอินทรีย์ วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นขี้วัว ขี้ควาย ไม่ใช้เคมีเกษตรเลย ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักทำเอง ซึ่งก็ทำให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก

'ปุ๋ยเคมีมีต้นทุนสูงมาก สูงกว่าการปลูกทางอินทรีย์ประมาณ 4 เท่าตัว ต้นทุนทำนาปุ๋ยเคมีประมาณ 4,600 กว่าบาทต่อไร่ เทียบกับ 1,000 บาทเท่านั้นถ้าใช้วิธีปลูกทางอินทรีย์

และนี่ที่ทางบ้านป้า (หมายถึงมีคุณป้า คุณลุง ลูกชาย และลูกสะใภ้) ช่วยกันหว่านเอง ดำนาเองด้วย ไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนก็เหลือแค่ประมาณ 400 บาทต่อไร่เท่านั้น แต่เวลาถ้าทำไม่ไหว ก็จ้างลูกจ้าง คนที่เขาไม่มีงานทำ เช่นผู้ใหญ่ที่อายุแยะหน่อย หรือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกที่เขาไม่มีคนอื่นจ้างหน่ะ จะได้ช่วยชุมชนด้วย" คุณป้าสำเนียงเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


"ทีแรกลุงเขา (หมายถึงสามีคุณป้า) ก็ไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ใช้พวกปุ๋ยเคมี หรือสารฆ่าแมลงเคมีแล้วจะได้ผลผลิตดี แต่พอทำไปแล้วมันได้ผลเหลือเชื่อ ยิ่งทำไป ทำไป ดินก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ 3 นี่ ดินสมบูรณ์มาก โดยสังเกตจากมีสัตว์ต่างๆ เช่นปูนา มาอาศัยอยู่ได้ ผลผลิตก็ดี ความนุ่มและรสชาติของข้าวก็อร่อยกว่าปลูกด้วยเคมีอีก อย่างเอาข้าวมาทำขนมจีนนี่ ข้าวที่ได้จากการปลูกโดยใช้เคมีจะแข็ง เวลาเอาทำขนมจีนแทบไ่ม่ได้ มันจะร่วนและก็บูดง่าย" คุณป้าเสริม


ตอนนี้ คุณป้าสำเนียง ได้เปิดศูนย์พ่อสร้าง ลูกสาน โพธาราม มูลนิธิกษิกรรมธรรมชาติ เปิดอบรมให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ โดยนอกจากจะไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังให้ที่พัก อาหารฟรีด้วย โดยเปิดสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรการเกษตรอินทรีย์ทั่วไป เช่นสอนนาข้าวปลอดสารพิษ วิธีทำจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ยาฆ่าแมลงธรรมจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และหลักสูตรต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจะสอนเฉพาะคนว่างงาน-ไม่มีิเงินเดือน


สุดท้าย คุณป้าฝากไว้ว่า "อยากให้เกษตรกรทุกคนที่ทำนา หันมาใช้วิถีอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักธรรมชาติ เพราะปลอดภัยและได้ผลดี เป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน"


"ตอนนี้ชีวิตดีขึ้น ก่อนนี้ชีวิตป้าย้ำแย่ ชีวิตป้ายิ่งกว่าละครอีก ล้มหลายครั้ง รุ่งก็หลายครั้ง

หลงทาง ไปทำอะไรที่เราทำไม่เป็น เพราะเราไม่รู้ เชื่อเขาบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะรวย ก็ทำไปทั้งๆที่เราไม่มีความรู้จริง

เราต้องกลับมาดูตัวเราเองว่ามีความรู้ แก้ปัญหากับสิ่งที่เราทำให้เป็น ศึกษาเรียนรู้ทำอะไรที่เรารู้ เราจะได้แก้ปัญหาเป็น อย่าเอาแต่ฟังจากเขาพูด อย่างป้าเองปัจจุบัน ในที่สุดมีชีวิตที่ดีกลับมาได้ก็เพราะอาชีพทำนาที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก" คุณป้าพูดด้วยใบหน้าอมยิ้มด้วยความภูมิใจ


ทางกรีนพีซมีโครงการสนับสนุนข้าวไทยปลอดภัยสารพิษ ต่อต้านข้าว GMO ดูรายละเีอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้นะคะ



Rin


dimanche 27 avril 2008

เรารักข้าวไทย

สวัสดีค่ะ

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำกล่าวนี้มีมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง แสดงให้เห็นว่า ข้าว เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน เปรียบเสมือน ชีวิต จิตวิญญาณ และ วัฒนธรรมของเรา แต่วันนี้ข้าวไทยกว่า 17,000 ชนิด กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับจีเอ็มโอ

ด้วยความพยายามที่จะปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจีเอ็มโอก่อนที่จะสายเกินไป กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดทำโครงการ "เรารักข้าวไทย" เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหยุดยั้งการเข้ามาของข้าวจีเอ็มโอ ปกป้องชาวนาไทยไม่ให้ตกเป็นทาสบริษัทต่างชาติ รักษาพันธุ์ข้าวธรรมชาติให้คงอยู่คู่วิถีชีวิตคนไทย

ประเทศไทยถือเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายในเอเชีย หากข้าวไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอแล้ว เราคงไม่สามารถเรียกหาข้าวพันธุ์ธรรมชาติที่บรรพบุรุษเราเฝ้าฟูมฟักมาด้วย หยาดเหยื่อและภูมิปัญญาได้อีกต่อไป

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขอเชิญเจ้าของร้านอาหารร่วมโครงการ ร่วม "เรารักข้าวไทย" โดยมีนโยบายว่าจะขายข้าวปลอดจีเอ็มโอให้กับผู้บริโภคเท่านั้น คลิกที่นี่เพื่อร่วมโครงการ

สำหรับผู้บริโภค โปรดเลือกบริโภคข้าวพันธุ์ธรรมชาติเท่านั้น พร้อมทั้งปฏิเสธข้าวจีเอ็มโออย่างสิ้นเชิง เพื่อเป็นการสนับสนุนชาวนาไทยผู้เสียสละในการปกป้องและรักษาพันธุ์ข้าวไทย

ผู้ที่มีคนรู้จักเป็นเจ้าของร้านอาหาร ท่านช่วยได้โดยส่งต่อข่าวนี้

ลงมือทำทันที

ร่วมโครงการ เรารักข้าวไทย

ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ใหม่ของเรา่เกี่ยวกับอาหารปลอดจีเอ็มโอได้ที่ Truefood.org

ร่วมโหวตให้ข้าวไทยเป็นที่หนึ่งในโลก พร้อมลุ้นของรางวัล ที่ www.truefood.org

อาหารปลอดจีเอ็มโอ คือ อาหารที่แท้จริง
True Food is GMO-Free!

หมายเหตุ
กรีนพีซรณรงค์เพื่อต่อต้านพืชจีเอ็มโอรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มโอทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญบนหลักการของความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัย การตัดต่อพันธุกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมโลก อีกทั้งยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค