lundi 13 juillet 2009

ความชอกช้ำแสนสาหัสทางนิเวศวิทยา และการพลิกฟื้น

สัญลักษณ์นิเวศวิทยา


สัญลักษณ์นิเวศวิทยา เป็นส่วนผสมของตัวอักษร "E" และ "O" ที่มาจากคำว่า "สิ่งแวดล้อม" (Environment) และสิ่งมีชีวิต" (Organism) ตามลำดับ

ในฐานะชุมชนของโลก พวกเรามักจะเปรียบเสมือนครอบครัวที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เราทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลา คนที่แข็งแรงกว่าทารุณคนที่อ่อนแอกว่า และผู้นำประพฤติตัวเหมือนคนเสพติดผลประโยชน์ โดยไม่สนใจที่จะเปลี่ยนนิสัยที่กำลังทำลายบ้านของเรา เหมือนกับการถูกทำทารุณกรรมในครอบครัว ผู้มีอำนาจประกาศห้ามให้มีการประท้วง และให้ร้ายผู้ที่ส่งเสียงเรียกร้องว่าเป็นพวกประสาทเสีย

ประชาชน 10 ล้านคนในครอบครัวมนุษย์ของพวกเราอดอาหารตายในทุกๆ ปี เด็กๆ ถูกใช้งานเป็นทาส และสุขภาพทรุดโทรมลงไปในโรงงานทำเครื่องเพชรพลอยกระจุกกระจิกสำหรับคนรวย สิ่งที่เลวร้ายไปกว่าความอยุติธรรมอันร้ายกาจนี้ก็คือ ในทุกๆ วัน เราได้ล้างผลาญแหล่งของความร่ำรวยที่แท้จริงแหล่งเดียว นั่นคือ โลก เราสูญเสียดินที่อุดมสมบูรณ์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สู่บรรยากาศ แพร่กระจายสารพิษ เปลี่ยนทุ่งหญ้าให้กลายเป็นทะเลทราย และสร้างเกาะแห่งขยะพลาสติกในทะเล

รัฐบาลและกัปตันของภาคอุตสาหกรรมละเลยสัญญาณของการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และให้สัญญาที่จะ ‘เปลี่ยน’ โดย ‘สร้างความยั่งยืนมากขึ้น’ เหมือนพ่อแม่ติดเหล้า ที่ให้สัญญาที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยทำ ผู้ปราดเปรื่องด้านการตลาดสวมชุด ‘สีเขียว’ เพื่ออำพรางการยึดผลประโยชน์ทางธุรกิจแบบเดิม โดยพิมพ์รูปโลกติดบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกของผงซักฟอก เพื่อบรรเทาความกังวลของเรา การแก้ปัญหาของสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ที่ได้รับการตอบรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับเราว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ในขณะที่แม่น้ำถูกมลพิษทำลาย และสัตว์และพืชสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งในครอบครัวโลกเฝ้ามองอย่างตื่นกลัว อีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับความจริง

จิตวิทยาเชิงนิเวศ

บุคคลหนึ่งในปัจจุบัน ที่ความรู้สึกต่างๆ ยังมีชีวิต จะประสบกับความปวดร้าวแสนสาหัสเมื่อเป็นประจักษ์พยานการทำลายธรรมชาติอย่างไม่ปรานี พวกเขาจะส่งเสียงเพรียก และพยายามซ่อมแซมการทำงานที่บกพร่อง อย่างไรก็ตาม บางคนอาจทุกข์ทรมานกับความปวดร้าวแสนสาหัสนี้อย่างไม่รู้สึกตัว พวกเขาอาจไม่รู้ว่าอะไรในชีวิตที่ขาดหายไป อาจทำงานในสภาพแวดล้อมที่พึ่งพาเทคโนโลยี 50 สัปดาห์ในทุกปี จากนั้นก็หลบหายไปในธรรมชาติ ที่ซึ่งพวกเขารู้สึกมีชีวิตอีกครั้ง ในวันลาพักร้อน 2 สัปดาห์

สภาพจิตผิดปกติของคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นปกติในประเทศอุตสาหกรรม สามารถสืบหาสาเหตุไปที่การแยกตัวจากธรรมชาติ ความอัศจรรย์และความสุขสบายของสังคมเทคโนโลยีเป็นเพียงชั้นบางๆ ที่เคลือบความเป็นสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติของเราไว้เท่านั้น เรายังคงเป็นสัตว์ที่มีกายภาพเชิงนิเวศ ที่คล้ายกับมดและแรคคูน เมื่อหลายสหัสวรรษที่ผ่านมา สัตว์ตระกูลไพรเมทที่ฉลาดบางสายพันธุ์อยู่เหนือสัตว์สายพันธุ์อื่นทั้งหมด โดยสามารถควบคุมไฟและพัฒนาเครื่องมือ และแย่งชิงตำแหน่งเจ้าโลกได้สำเร็จ แต่ในด้านสัญชาตญาณ ความปรารถนา และปฏิกิริยาโต้ตอบขั้นพื้นฐาน เราแสดงให้เห็นถึงการมีวิวัฒนาการอันยาวนานอย่างแนบชิดกับธรรมชาติ

หากไม่นับรวมความหยิ่งทะนงที่มีมากกว่าสัตว์อื่น พวกเรายังดำรงแบบแผนที่เรียนรู้มาจาก 50 ล้านปีแห่งการวิวัฒนาการของสัตว์ตระกูลไพรเมท 5 ล้านปีของพัฒนาการในฐานะมนุษย์วานร และ 500,000 ปี ของวัฒนธรรมนักล่า-นักเก็บของป่าที่สร้างไฟและประดิษฐ์เครื่องมือ ในช่วงเริ่มต้นอันยาวนานนี้ มนุษยชาติเติบโตในความสุขสบายและข้อจำกัดของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ที่ให้เครื่องประทังชีพ บทเรียนที่จำเป็น ความสงสัย และ บ้าน การมองดูบ้านหลังนั้นถล่มลงด้วยเครื่องจักรกลแห่งลัทธิอุตสาหกรรมทำให้ระบบของเราสั่นสะเทือน ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่

แม้ว่าชีวิตในโบราณกาลจะธรรมดาและทำให้ลำบากกาย แต่มันก็ให้ผลประโยชน์และหล่อหลอมธรรมชาติของพวกเรา มนุษย์ในยุคแรกเริ่มเหมือนกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ นั่นคือ เติบโตเต็มที่ในชุมชนที่มีเสถียรภาพ โดยมีเสบียงอาหารที่ค่อนข้างเพียงพอแก่การบริโภค เป็นเวลาหลายสหัสวรรษแล้วที่ครอบครัวมนุษย์ไม่ถูกรบกวน และลูกหลานเติบโตขึ้นกับการเฝ้ามองพ่อแม่ทำงาน โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ซึ่งเป็นพ่อแม่ที่สำคัญที่สุด พวกเขาได้รับบทเรียนจากป่ากว้างและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

ความสุขสบายตามธรรมชาตินี้หล่อเลี้ยงพวกเราถึง 99.99% ของพัฒนาการของบรรพบุรุษของเรา จากนั้นเมื่อไม่กี่พันปีที่แล้ว มนุษย์บางคนเริ่มมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมแบบเมือง โดยพึ่งพาเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกล ทักษะของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเพทุบายของผู้รับแลกเงิน ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว วัฒนธรรมอุตสาหกรรมทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แบ่งแยกสมาชิกในครอบครัว และทำลายชุมชน ทำให้บุคคลโดดเดี่ยว และยึดติดกับงานที่หาได้ยาก พวกเขาได้รับสิ่งตอบแทน คือ อาหารในบรรจุภัณฑ์และความบันเทิง หรือ ‘ขนมปังและละครสัตว์’(1) ที่จักพรรดิ์ชาวโรมันประเคนให้ประชาชนที่รักสบาย

แม้ว่าเราจะมีวิถีชีวิตแห่งอารยะชน แต่จิตใจของมนุษย์ยังคงเชื่อมโยงกับชีวิตดั้งเดิมแห่งโบราณกาล ด้วยเหตุนี้ เราจึงปวดร้าวทรมานแสนสาหัสจากการเป็นพยานของการล้างผลาญระบบนิเวศ การเฝ้ามองป่ากว้างถูกทำลายราบเรียบ เฝ้ามองสิ่งมีชีวิตถูกกำจัด และโลกเสื่อมโทรมลง

ความสามารถในการรู้สึก

แคธี่ แมคมาฮอน นักจิตวิทยาคลินิกเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความปวดร้าวแสนสาหัสเพราะสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ในเว็บไซต์ Peak Oil Blues ของเธอ ว่า “พวกเรามีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมอันบ้าคลั่ง แทนที่จะทำให้เสียงเรียกร้องแห่งการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องรอง เราจำเป็นต้องทำให้ความเจ็บปวดหายไป การประท้วงและความห่วงใยเป็นการโต้ตอบกับความสูญเสียและความโศกเศร้าที่มีผลดีต่อสภาพจิตใจ

แคธี่เชื่อว่าเราศึกษากลุ่มคนผิดกลุ่ม โดยเราศึกษาผู้คนที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากสงคราม ความรุนแรง และการทำลายสิ่งแวดล้อม “เราควรศึกษาผู้ที่ไม่ทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านั้น กลุ่มที่ ‘เป็นปกติ’ ที่ไม่ยอมให้ประสบการณ์อันร้ายกาจนี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน คนประเภทใดที่ไม่รู้สึกกับสิ่งเหล่านี้เลย ผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่รู้สึกกับความสูญเสียนี้ หรือผู้ที่ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงเมามายและเสพยานั้น เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง”

เชลลิส เกลนดินนิ่ง นักจิตวิทยา อธิบายไว้ในหนังสือ Off the Map และเรียงความ เช่น ตื่นฟื้นจากอารยธรรมตะวันตก (Recovery from Western Civilisation) เกี่ยวกับ ‘ความชอกช้ำสาหัสทางใจที่ไม่เคยมีมาก่อน’ เพราะการมีชีวิตในสังคมอุตสาหกรรม ความล้มเหลวของเทคโนโลยี และ โลกาภิวัฒน์ ในการมอบความสุขสบายที่ธรรมชาติและชุมชนเคยมอบให้ เธออธิบายว่า การสูญเสียนี้นำไปสู่พฤติกรรมเสพติด โดยผู้คนเติมเต็มความว่างเปล่าในใจด้วยการบริโภค ยาเสพติด และ แฟชั่น เธออธิบายถึง ‘การดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง’ ที่แสดงออกมาในรูปการเสพติด ความโกรธ ความด้านชา และ ความพยายามที่จะทำตัวให้เป็น ‘ปกติ’ ตามมาตรฐานของวัฒนธรรมอันบ้าคลั่ง

เมื่อ 75 ปีก่อน พอล เชฟพาร์ด ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านนิเวศวิทยาแนวใหม่ ได้อธิบายถึงการปลีกตัวไปสู่ธรรมชาติ ในหนังสือเรื่อง ธรรมชาติและความบ้าคลั่ง (Nature and Madness) และหนังสือเล่มอื่นๆ พอลเสนอว่าการพัฒนาอันบกพร่องของพลเมืองสมัยใหม่ได้นำสังคมไปสู่การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสังคมเอง เขาเชื่อว่ามนุษย์ยุคโบราณและธรรมชาติต่างพึ่งพากันและกันอย่างเอื้อประโยชน์ เพราะเด็กเล็กมีแม่อยู่เคียงข้างเสมอ มีผู้เป็นพ่อที่มีบทบาทชัดเจน สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตนอกเหนือมนุษย์อาศัยในพื้นที่ที่ไม่ถูกรบกวนโดยกิจกรรมมนุษย์ และมีความคิดริเริ่มในวัยรุ่นที่รอบคอบก่อนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ในอีกแง่หนึ่ง พอลอธิบายว่า วัฒนธรรมอุตสาหกรรมได้ละทิ้งธรรมชาติ และแบ่งแยกสมาชิกในครอบครัว นำไปสู่การพัฒนาในสภาพถูกกักขัง พอลกล่าวว่า ผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ขึ้นอย่างเลวร้ายตีความความเป็นคู่กันของพวกเขาและโลกธรรมชาติอย่างเด็กๆ หวาดเกรงโลกธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และ พยายามเติมเต็มความเพ้อฝันอย่างเด็กๆ ด้วยความรักชาติ การนับถือระบบความเชื่ออย่างเคร่งครัด และ สถานะทางสังคม พอลเหมือนกับเกล็นดินนิ่งและแม็กมาฮอนที่เห็นอาการป่วยของ ‘ความทุเรศทุรังในวัยเด็ก’ ในรูปแบบการบำบัดอาการป่วยของผู้คนมหาศาล การหลีกหนีตนเองไปสู่สิ่งบันเทิงใจ และ การเสพติดเหล้ายา เขาอธิบาย ‘อาการบาดเจ็บของโลกที่กำลังรุนแรงขึ้น’ ว่าเป็น ‘อาการของความผิดปกติทางจิตของมนุษย์’

“สังคมเดียวที่น่าหวาดกลัวกว่าสังคมที่เด็กๆ เป็นผู้นำ ดังที่ถูกกล่าวถึงในนวนิยายเรื่อง Lord of the Flies ของวิลเลียม โกลดิง” พอลเขียนไว้ในหนังสือเรื่องธรรมชาติและความบ้าคลั่ง “อาจเป็นสังคมที่ปกครองโดยผู้ใหญ่ที่มีความคิดเป็นเด็ก”

ผู้ทำให้เป็นไปได้

เป็นธรรมดาที่ผู้เสพติดและผู้ทารุณปฏิเสธการกระทำของตน ให้สัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง และ ให้เงินผู้ใหญ่ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ซึ่งถูกขู่ขวัญให้ปิดปากเงียบ หรือถูกยุยงให้สนับสนุนพวกตนโดยให้ส่วนแบ่งอำนาจ

แม็คมาฮอนเชื่อว่าการยอมรับ การปฏิเสธความจริง หรือแม้แต่การสนับสนุนการทำลายระบบนิเวศ ‘แบบปกติ’ “ไม่เป็นเพียงความโง่เง่าที่นำไปสู่ลู่ทางที่ผิด แต่เป็นผลประโยชน์ทางการเงินส่วนตน พลเมืองส่วนมากถูกครอบงำหรือมีชีวิตขึ้นอยู่กับคำโกหกนี้” เธอกล่าว “เงินจำนวนมากได้มาจากความวิปลาสของการล้างผลาญและทำลายชีวาลัย”

คนที่มีทัศนคติแบบเดิมๆ ต้านทานความเปลี่ยนแปลงโดยปัดให้เป็นเรื่องไม่สำคัญ และเยาะเย้ยผู้เปิดโปงความจริง “ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนจึงสร้างทัศนคติตายตัวให้แก่ผู้คนที่ใส่ใจกับประเด็นด้านนิเวศวิทยา” แม็คมาฮอน อธิบาย “โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น ‘พวกหมกมุ่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อม’ (Carborexics (2)) หรือ ‘ผู้สิ้นหวังกับสภาพการณ์ของโลก’ ยัดเยียดอาการผิดปกติของปลอมให้แก่ผู้ที่หวาดกลัวเพราะเป็นพยานแห่งการทำลายโลก”

เจย์ เอส บายบี และ จอห์น ซี ยู นักกฎหมายของรัฐบาลจอร์จ บุช ผู้จัดทำเหตุผลเพื่อกระทำทารุณนักโทษสงคราม เป็นผู้สร้างความเป็นไปได้อย่างที่ทราบกันดี ผลงานนี้ทำให้เจย์ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาแห่งรัฐบาลกลางไปตลอดชีวิต และยูได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมื่อสมาคมจิตแพทย์อเมริกันตีพิมพ์แถลงการณ์ต่อต้านการทารุณ สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ‘ตัดสินใจ’ ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์นั้น กองทหารอเมริกันจึงให้รางวัลจิตแพทย์ในสมาคมจิตแพทย์อเมริกันด้วยใบอนุญาตและสัญญาต่างๆ ที่ถูกปฏิเสธต่อจิตแพทย์ที่ออกมาเปิดโปง

พระราชบัญญัติสภาพภูมิอากาศแว็กซ์แมน-มาร์คีย์ ของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าคนเสพติดสร้างภาพประทับใจของความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่เสริมสร้างนิสัยทำลาย พรบ. ฉบับนี้ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยการอนุมัติก่อมลพิษสำหรับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุด และช่องโหว่เพื่อช่วยการหลบเลี่ยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลดีอย่างแท้จริง แม้ว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะประมาณการว่ามนุษยชาติต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50-80% ต่ำกว่าระดับพ.ศ. 2533 เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กฎหมายสหรัฐเสนอให้ลดลง 4% แม้จะเป็นเช่นนั้น หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ยกย่องพรบ. ฉบับนี้ว่าเป็น ‘กฎหมายด้านพลังงานและภาวะโลกร้อนที่มีเป้าหมายสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการถกเถียงในรัฐสภา’ ซึ่งเป็นคำแถลงการณ์ที่ปิดซ่อนความล้มเหลวและการเสแสร้งอันผิวเผินอย่างแท้จริง

อัล กอร์ยกย่องพรบ. ฉบับนี้ว่าเป็น ‘ก้าวสำคัญยิ่ง’ โจเซฟ รอมม์ นักฟิสิกส์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ เขียนไว้ว่า “เหตุใดกระผมจึงได้ปรับเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศที่มองโลกตามความเป็นจริงของผม ซึ่งเรียกร้องการปฏิบัติที่แข็งแกร่งกว่าของพรบ. แว็กซ์แมน-มาร์คีย์มาก รวมถึงบทบาททางการเมืองที่มีต่อภาวะโลกร้อนที่มองโลกตามความเป็นจริงของผม ที่ทำให้ผมสนับสนุนการผ่านพรบ. อันบกพร่องนี้ คำตอบสั้นๆ ก็คือพรบ. นี้เป็นเกมการเมืองเดียวที่มีอยู่ในประเทศ” รอมม์กล่าวเสริมว่า “หากพรบ.แว็กซ์แมน-มาร์คีย์ กลายเป็นกฎหมาย โอกาสจริงๆ คือ 10-20% ในการหลีกเลี่ยงหายนะ”

คุณจะยอมรับโอกาส 10% ของการหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดกับลูกหลานของคุณหรือไม่ รอมม์ อัลกอร์ และ นักข่าวของนิวยอร์ก ไทม์ เป็นคนฉลาด และบางทีพวกเขาอาจคิดว่าโอกาสอันน้อยนิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำเพื่อครอบครัวมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกครอบงำอย่างฝังรากลึกโดยทัศนคติแบบเดิมๆ เหมือนภรรยาให้ข้ออ้างเพื่อปกป้องสามีขี้เหล้า พวกเขากลัวที่จะหย่าขาดจากแบบแผนของอำนาจที่ครอบงำพวกเขา

ตัวอย่างเช่น อัล กอร์ เป็นส่วนสำคัญในกองทุนร่วม Generation Investment Management ร่วมกับเดวิด บลัด และอดีตเพื่อนร่วมงานบริษัทโกลด์แมน แซกส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการปัญหาฟองสบู่แตกในตลาดตราสารอนุพันธ์เพื่อการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากไม่มีใครซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อกัน และแผนการปั่นหุ้น (การเก็บหุ้นไว้ เมื่อคนแห่ซื้อดันราคาขึ้นไปก็เทขายออกมา)ครั้งสำคัญๆ ในสหรัฐตั้งแต่พ.ศ. 2463 พวกเขาอยู่ในฐานะที่สามารถทำเงินได้มากมายจากข้อตกลงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นครั้งใหญ่ครั้งต่อไป บริษัทโกลด์แมน แซกส์จะทำความดีบ้างหรือไม่ ไม่แน่ บริษัทจะปกป้องโลกหรือไม่ อาจจะไม่ บริษัทนี้จะสร้างความร่ำรวยมากขึ้นให้กับคนร่ำรวยมากที่มีน้อยคน และกระตุ้นการบริโภค ประเด็นก็คือผู้ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้เหล่านี้ถูกครอบงำโดยแบบแผนอำนาจที่ปฏิบัติกันทั่วไป และระบบเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการบริโภคอย่างสุรุ่ยสุร่าย และทำให้โลกไม่สามารถต้านทานการทำลายที่เกินขีดจำกัดของระบบนิเวศได้ พวกเขาจะปกป้องผู้ผลาญทำลาย การที่พวกเขาสนับสนุนพรบ. แวกซ์แมน-มาร์คีย์ ที่ถูกลดความแข็งแกร่ง เป็นมิตรต่อภาคเอกชน และ ปฏิเสธความจริง แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อนายหน้าค้าอำนาจที่ทำงานบกพร่อง

ในความเป็นจริงในทางปฏิบัติ กฎหมายของสหรัฐฉบับนี้จะทำลายความพยายามในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ที่การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนในปลายปีนี้ โอกาส 10% ในการหลีกเลี่ยงหายนะ แทบไม่สร้างความสบายใจให้กับลูกหลานของเรา

การพลิกฟื้น

เชลลิส เกล็นดินนิ่ง เขียนไว้ว่า “เป้าหมายสูงสุดของการพลิกฟื้น คือ การค้นพบความสัมพันธ์กับธรรมชาติของเราอีกครั้ง การรู้สึก การมีชีวิต การก้าวออกจากการบดทับของเครื่องจักรที่ทำให้ตายด้าน และมุมมองเกี่ยวกับโลกที่เป็นจักรกล” พอล เชฟพาร์ดพบความหวังในความจริงที่ว่า “ภายใต้การเคลือบแฝงของอารยธรรม ไม่ได้มีคนป่าเถื่อนและสัตว์ แต่ความเป็นมนุษย์ในตัวเราที่รู้ว่าอะไรถูกต้องและจำเป็นในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

เชฟพาร์ดมองเห็นการพลิกฟื้นผ่านการปลูกฟื้น ‘มนุษย์ที่สมบูรณ์และสัมพันธ์กับธรรมชาติ’ เขาเขียนไว้ว่า เพื่อที่จะสร้างผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพใจดีขึ้นมาใหม่ เด็กๆ ต้องเกิดในสภาพแวดล้อมอันอ่อนโยน และเติบโตโดยสัมผัสสิ่งแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตนอกเหนือมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์ เด็กวัยเยาว์ที่มีสุขภาพใจดีต้องมีประสบการณ์การทำงานของเด็กวัยเยาว์ ใช้เครื่องมือง่ายๆ และเรียนรู้ ‘วิชาประวัติศาสตร์ธรรมชาติ’ ท้ายที่สุด เด็กวัยเยาว์ต้องเรียนรู้ ‘ความสำคัญยิ่งเชิงอุปมา’ ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และมีประสบการณ์ใน ‘การริเริ่มการกระทำอันเป็นนิสัย และได้รับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ในขั้นตอนต่อๆ มา’

มนุษยชาติ ซึ่งอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่การสูญสิ้น ต้องได้รับการแทรกแซง ดังที่จิฑฑุ กฤษณมูรติ เขียนไว้ในช่วงทศวรรษ2513 ว่า “หลักเกณฑ์ด้านสุขภาพไม่สามารถนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมได้ในสังคมที่ป่วยอย่างรุนแรง”

- เรกซ์ เวย์เลอร์

ท่านสามารถเขียนความเห็นเกี่ยวกับบทความในคอลัมน์ “Deep Green” ที่บล็อก Ecolog ของผม ที่ซึ่งผมใส่ส่วนหนึ่งของคอลัมน์นี้ และบทสนทนากับผู้อ่านเอาไว้

หมายเหตุ

(1) “ขนมปังและละครสัตว์” เป็นวลีเหยียดหยามที่ใช้วิจารณ์นโยบายที่รัฐบาลใช้ทำให้พลเมืองสงบ หรือทำให้ความปรารถนาอันตื้นเขินและเสื่อมทรามของพลเมืองเหล่านั้นเองสงบลง สำหรับทั้ง 2 กรณี วลีนี้หมายถึงอาหารและความบันเทิงราคาถูก คุณภาพต่ำ มีอยู่ทั่วไป ที่กลายเป็นสิ่งเดียวที่ประชาชนต้องการ ไปจนถึงการตัดเรื่องต่างๆ ที่บางคนมองว่าสำคัญกว่าออกไป เช่น ศิลปะ โครงการเพื่อสาธารณะ สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ประชาธิปไตย วลีนี้มักใช้เรียกการบรรเทาระยะสั้นที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหา ที่ใช้แทนวิธีแก้ปัญหายืดเยื้อและสำคัญ

(2) Carborexic มาจาก “carbon” (ก๊าซคาร์บอน) และ anorexic (โรคผิดปกติทางการกิน คนที่ป่วยโรคนี้พยายามกินน้อยที่สุด) คำนี้แปลว่า คนที่พัฒนาระดับความหมกมุ่นขึ้นสูงมาก ในการมีชีวิตอยู่โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

lundi 22 juin 2009

ครบรอบ 5 ปี การสูญเสีย เจริญ วัดอักษร

ราวสามทุ่มของวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ กระสุนปืนร่วม ๑๐ นัดจากปืน ๒ กระบอก ปลิดชีวิตนักสู้เพื่อชุมชนที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ให้เหลือเพียงตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในความทรงจำ ไม่เฉพาะของชาวบ้านบ่อนอก แต่หมายรวมถึงคนไทยทั้งประเทศ การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ข้อมูลการทุจริตที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง ๙๓๑ ไร่ ต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบที่อาคารรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ "รักษ์ท้องถิ่น" จนต้องแลกด้วยชีวิต

ระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี ของการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกนั้น นานมากพอสำหรับการพิสูจน์ความหนักแน่นและยืนหยัดของผู้นำชาวบ้านตัวจริง ที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ที่ได้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกอย่างยิ่งใหญ่ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

เจริญ วัดอักษร จากไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทำ จะยังคงอยู่ไปตลอดกาล เพราะการเสียสละแรงกายแรงใจในการทุ่มเทต่อสู้ภัยร้ายจากโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-หินกรูด ทำให้ชุมชนรอดพ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การเผาไหม้ถ่านหินปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา ก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง การทำเหมืองทำให้คนงานเป็นโรคฝุ่นจับปอด เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่ม และการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ การเผาไหม้และการทำเหมืองถ่านหินปล่อยสารปรอท สารหนู ซึ่งปนเปื้อนพืชพันธุ์ พืชผล แหล่งน้ำและดิน และ ทำลายชีวิตคนและสัตว์ ข้อมูลเพิ่มเติม: รายงาน "ต้นทุนจริงของถ่านหิน"

ถ่านหินเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและฉับพลัน กำลังเป็นมหันตภัยคุกคามโลก มีการคาดการณ์ว่าความอดอยากและการขาดแคลนน้ำในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้า อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน แต่เรายังมีโอกาส และยังมีเวลา เพื่อการปฏิวัติพลังงาน อันมีหัวใจสำคัญอยู่ที่พลังงานหมุนเวียน และมาตรการประสิทธิภาพทางพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระบบพลังงานที่เป็นอยู่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอยู่ในระดับที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะภัยร้ายแรงที่สุด​

การยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติ เพื่อปกป้องที่ดินสาธารณะของชุมชนให้พ้นจากการบุกรุกของนายทุนและผู้มีอิทธิพล เป็นอีกแบบอย่างหนึ่งของคนเล็กๆ ในสังคมไทย ที่ได้เสียสละตนเองเพื่อรักษาสมบัติชุมชนไว้ให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ไม่ให้เป็นตกเหยื่อของความฉ้อฉลของนายทุนร่วมกับข้าราชการ

การต่อสู้ที่กล้าหาญ เปิดเผย และตรงไปตรงมาของเจริญ วัดอักษร จะเป็นแบบอย่างแก่คนเล็กๆ อีกมากในเมืองไทย ให้เกิดสำนึกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของตนเอง และไม่ยอมปล่อยให้ตัวเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไป เพียงสำนึกตระหนักถึงพลังของตัวเองของคนเล็กๆ ในเมืองไทย ซึ่งเขามีส่วนในการปลุกเร้าขึ้นนี้ จะทำให้โฉมหน้าของเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าถ้าปราศจากสำนึกเช่นนี้ของคนเล็กๆ ทั่วไป

เจริญ วัดอักษรไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้อีกแล้ว แต่การต่อสู้จะยังคงอยู่ เพราะการจัดองค์กรตามแนวทางประชาธิปไตยอันสุขุมรอบคอบ ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค เป็นแบบอย่างของการจัดองค์กรของคนเล็กๆ ฉะนั้นแม้จะสูญเสียผู้นำอย่างเจริญ วัดอักษรไป ก็ไม่มีใครหวั่นไหว องค์กรยังอยู่ การต่อสู้ยังอยู่ และจิตใจหาญกล้าเพื่อความเป็นธรรมก็ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง

การจากไปของเจริญวัดอักษร เป็นแบบอย่างของการต่อสู้คัดค้านถ่านหินโดยชุมชน ซึ่งขณะนี้ตระหนัก​เป็นอย่างดีว่าพวกเขานั่นเองที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากมลพิษ และภาวะโลกร้อน​

mardi 16 juin 2009

แม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ณ มุมสงบสันติแห่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

เราไปถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าตะวันตกพอดี หลังจากโทรศัพท์สอบถามเส้นทางอีกครั้งจากคนในพื้นที่ เพื่อร่วมงานคอนเสิร์ตต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าโรงเรียนวัดสิงห์ ไม่ไกลจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงของจังหวัดชัยนาท เราก็ได้เห็นมุมที่สงบสันติแห่งหนึ่งริมฝั่งเจ้าพระยา

ชุมชนตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ของจังหวัดชัยนาทอยู่ในโอบกอดของแม่น้ำ (และภูเขาลูกย่อมๆ) ฝั่งตะวันออกเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันตกเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำท่าจีน ไม่น่าเชื่อว่า ความสงบสันติของชุมชนและความงดงามตามธรรมชาติของพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งของพื้นที่ในการสำรวจความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน

ทันทีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ภายใต้งบประมาณผูกพันสามปีของกระทรวงพลังงาน ได้งัดข้อมูลพื้นที่ 14 แห่งเพื่อสำรวจความเหมาะสม และตัดออกเหลือ 4 แห่ง ในเวลาต่อมา ออกสู่สายตาของสาธารณะชนผ่านงานสัมมนาที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า ชัยนาทถูกเล็งให้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ นำไปสู่การรับรู้ที่มากขึ้นของชุมชนในเขตตำบลมะขามเฒ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่บริษัทที่ปรึกษา Burn and Roe ที่รับจ้างจากกระทรวงพลังงานศึกษาความเหมาะสมของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปเจาะชั้นดินเพื่อเก็บข้อมูลด้านธรณีวิทยานั้น ได้สร้างความกังขาให้คนในพื้นที่ และตัวแทนชุมชนได้ติดต่อมาที่กรีนพีซเพื่อประสานในด้านข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากนั้นไม่นาน

ณ ที่สงบสันติริมฝั่งเจ้าพระยาตรงนั้น จึงได้ระอุขึ้นมาด้วยประเด็นใหม่ "พลังงานนิวเคลียร์"

กรีนพีซในนิทรรศการต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ชมนิทรรศการ "บาดแผลแห่งเชอร์โนบิล" ของกรีนพีซ

บทเพลงต้านนิวเคลียร์

อาจกล่าวได้ว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่เราได้เห็นชุมชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับประเด็นพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย นอกเหนือจากกรณีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่องครักษ์ ความคิดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีมานานแล้ว ครั้งแรกในปี 2509 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อ่าวไผ่ ชลบุรี) โครงการต้องพับไปเนื่องจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งในปี 2520 คราวนี้ด้วยกระแสของการต่อต้านนิวเคลียร์ในระดับโลก การผลักดันโครงการจึงไม่เป็นผล และการเกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปี 2529 ก็ถือเป็นการตอกตะปูฝาโลงให้กับการขยายตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก

ความบ้านิวเคลียร์กลับมาอีกครั้งจากประเด็นของภาวะโลกร้อนและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้วิวาทะนี้เพื่อเร่ขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตนไปทั่วโลก และชัยนาทก็เป็นหนึ่งในสมการแห่งความบ้าคลั่งดังกล่าว

คนตำบลมะขามเฒ่าที่ชัยนาทเป็นคนรักสงบ การที่พวกเขาลุกขึ้นมารวมตัวกันตั้งคำถาม จัดเวทีพูดคุย และทำงานด้านข้อมูลข่าวสารเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เสียงของพวกเขาสมควรต้องได้รับการรับฟังจากคนในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง และแน่นอนรัฐบาลและผู้ผลักดันโครงการนั้นไม่ควรเพิกเฉย แต่พวกเราก็ใช้กลยุทธ์การเพิกเฉยแบบแยบยล เห็นได้จากจดหมายจากกระทรวงพลังงาน ที่ลงนามโดยรองปลัดกระทรวง ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นสรุปว่าพื้นที่สำรวจที่ตำบลมะขามเฒ่ามีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ในการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

จดหมายจากกระทรวงพลังงานฉบับนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ (สกปรก) ที่ได้ผลพอสมควร คนในชุมชนส่วนใหญ่คิดว่า รัฐบาลจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่นั่นแล้ว แต่กลยุทธ์นี้เป็นสิ่งที่นำไปใช้อย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างชุมชน รัฐ และ กลุ่มทุน ในกรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่รวมถึงโครงการพลังงานต่างๆ จดหมายฉบับนั้นจึงถูกถอดรหัสในทันทีว่าเป็น กลอุบายของรัฐในการลดกระแสต่อต้านของประชาชน

การหลับหูหลับตาผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยไม่ฟังความเห็นที่หลากหลายของประชาชนนับเป็นเรื่องเปราะบาง การใช้งบประมาณ (ที่มาจากภาษีประชาชน) ลงไปยัดเยียดข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์และทำให้คนยอมรับโครงการนั้นเป็นการคิดที่หยาบคายและตื้นเขินเป็นอย่างยิ่ง

กรีนพีซในคอนเสิร์ตต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
หงา คาราวาน

วงคาราวานที่ขับขานเพลงแห่งการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อย ของภาคประชาชน ก้องกังวานบนเวทีคอนเสิร์ต บนสนามฟุตบอลโรงเรียนวัดสิงห์ เป็นเสียงเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจ และถือเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ของประชาชนอีกหน้าหนึ่ง เราอยากเรียกงานคอนเสิร์ตนี้ว่าเป็น งานดนตรีต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์

บทเพลงเก่านำมาขับขานใหม่ ที่สอดแทรกเนื้อหาผ่านคำร้อง ได้จุดประกายให้คนลุกขึ้นสู้ เราขอคารวะจิตใจวิญญานชุมชนที่นั่น เราเชื่อเหลือเกินว่า ด้วยพลังของประชาชน เราจะประสบชัยชนะในที่สุด

ดูภาพสไสลด์งานคอนเสิร์ตและนิทรรศการได้ที่นี่

ธารา

mardi 9 juin 2009

ถนนสู่โคเปนเฮเกนเริ่มต้นด้วยอุปสรรค

การเจรจาร่างสนธิสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ถนนไปสู่การเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนยังเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะการเจรจาก้าวหน้าช้าเหลือเกิน ด้วยอุปสรรคจากความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจน ว่าควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเพียงใด และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตด้วยกันเองว่าใครควรแบกรับภาระส่วนใหญ่นี้

จุดยืนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของประเทศอุตสาหกรรมเกือบทุกประเทศ ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายที่สูงที่กำหนดโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)

ประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ได้ยื่นข้อเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ได้คัดค้านการลงนามในสนธิสัญญา่ลดการปล่อยก๊าซที่มีผลบังคับทางกฎหมาย โดยอ้างเหตุผลว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสนธิสัญญา่จะทำให้กระบวนการผลักดันตนเองออกสู่ความยากจนถูกขัดขวางอย่างร้ายกาจ

ประเทศที่ยากจนโต้แย้งว่าประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งแบกภาระความรับผิดชอบต่ออุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น เพราะเป็นสาเหตุนั้น ควรเป็นผู้นำโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25-40% ภายในพ.ศ. 2563 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซระดับต่างๆ ของพ.ศ. 2533 และควรให้เงินทุนสนับสนุนประเทศที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการปรับตัวต่อผลกระทบของมัน

กรีนพีซ และองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ได้ร่วมร่างสนธิสัญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับของตนเอง ที่มีผลบังคับใช้ในทางกฏหมาย สำหรับใช้เป็นฐานในการประเมินรัฐบาลต่างๆ ที่กำลังเจรจาข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ในปีนี้ และยังจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นวิธีข้ามพ้นอุปสรรคความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่

samedi 30 mai 2009

การเดินทางเหน็ดเหนื่อยยาวไกลจบสิ้น แต่ภาระกิจกรีนพีซเพิ่งเริ่มต้น

29 พฤษภาคม 2552

แหกขึ้ตาแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวและจัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เรือล่องลงสู่ทิศใต้เพื่อเข้าสู่มหานคร แม้จะเป็นแม่น้ำเดียวกัน แต่วันนี้ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเธอเป็นพิเศษเพราะผมแทบจะเติบโตมาบนสายน้ำแห่งนี้ การคมนาคมทางน้ำเป็นทางเลือกของผมท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ามาอัดถั่วดำกระป๋องกันบนรถเมล์ที่ติดแหง็กอยู่บนถนนแห่งมลพิษ ผมหลีกวิถีชีวิตแบบนั้นด้วยการนั่ง (บางทีก็ยืน) เรือไปโรงเรียนทุกวันเพราะเร็ว ถูก ไม่ต้องต่อหลายเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่เหม็นเหมือนการเดินทางบนถนน

350 กิโลเมตรที่เราพายเรืออย่างทรหดลงมาตามแม่น้ำพบการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำตลอดเวลา แม่น้ำสีน้ำตาลนานๆ ครั้งจะเห็นเป็นสีเขียวด้วยมลพิษจากสารเคมี บางครั้งเต็มไปด้วยผักตบชวา แต่วันที่ผมสงสารแม่น้ำที่สุดคือวันลอยกระทงซึ่งคนทั้งประเทศพร้อมใจกันบูชาพระแม่คงคาด้วยการนำสิ่งแปลกปลอมนานาชนิดไปทิ้งลงในน้ำ ถ้าเก็บไม่ทันมันก็จะลอยออกทะเล ราวครึ่งหนึ่งของเครื่องบูชาเป็นวัสดุที่ก่อสาร CFC อันเป็นตัวการหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สรุปว่าสั้นๆ คืนนั้นพวกเราร่วมกันบูชา (ยัน) แบบคอมโบทำลายทีเดียวทั้งแม่น้ำ ทะเล และบรรยากาศ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งโลหะหนัก (เหรียญ – ก็มันจมน้ำนี่นา) ลงแม่น้ำ โดยเชื่อว่าเป็นการทำบุญ สงสัยจริงว่ามันจะได้บุญตรงไหน? เงินใช้ได้ในโลกหน้าด้วยหรือ? ที่นั่นมีห้างสรรพสินค้าหรือไม่? แล้วหากในนรกหรือสวรรค์ใช้เงินยูโรเราจะแลกเงินที่ไหนได้? เหรียญและธนบัตรเป็นทรัพย์สินของประเทศเราเคยคิดไหมว่าการทิ้งเหรียญลงน้ำเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะดีกว่าหรือไม่หากเราเอาเงินไปทิ้งลงตู้รับบริจาคแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พระแม่คงคาหรือบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว หรือนำเงินของท่านไปซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงาน/บริษัทที่ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ แต่ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานไหนไม่ทิ้งน้ำเสีย? ด้วยเหตุนี้พวกเราชาวกรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำทุกแหล่ง มิใช่เฉพาะเจ้าพระยา แต่เราเลือกเจ้าพระยามาเป็นสื่อในการรณรงค์ เพราะคนไทยผูกพัน และมีมลพิษระดับสูง ที่สำคัญแม่น้ำเจ้าพระยามีประโยชน์ 4 อย่างในหลายแง่มุม ภาครัฐไม่ใส่ใจกับมลพิษทางน้ำ ทีมีโลหะหนักจากโรงงานปนเปื้อน เช่น BOC ออกาโนคลอรีน POP ซึ่งสะสมและเป็นพิษสูง เมื่อสะสมในตะกอนดิน ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค จะส่งผลต่อชีวิตในน้ำและริมฝั่งน้ำ ลูกเรือของเราคนหนึ่งแพ้น้ำ เพราะอาบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน จนผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ใครจะรู้ว่าสาเหตุเกิดจากสารพิษในแม่น้ำหรือไม่

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐและอุตสาหกรรมหยุดปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมีอันตรายแล้ว ตัวท่านเองยังสามารถทำบุญและดูแลแม่น้ำแบบไม่ต้องเสียเงินด้วยวิธีง่ายๆ คือ การไม่ทิ้งขยะลงน้ำ หรือเก็บขยะขึ้นมาถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการกระจายข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์และมลพิษ ที่เราได้ทำระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทาง โดยพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชน และช่วยบอกให้พวกเขาดูแลแหล่งน้ำ ซึ่งพวกเขายินดีมาก เพราะมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรายงานการตรวจพบมลพิษให้กรีนพีซได้รับทราบ เพื่อพิจารณาเข้าไปแก้ปัญหา

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิด โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ เราสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด เพื่อลดสารเคมีให้เหลือศูนย์ในภาคการผลิต แต่เพราะมีราคาแพง ภาครัฐจึงยังไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่มีข้อดีมากมาย เรารู้สึกแย่ที่ล่องเรือผ่านโรงงานอุตสาหรรมที่กำลังปล่อยน้ำทิ้ง และเลยมาสักนิดพบคนชราและเด็กกำลังเล่นน้ำ พวกเขามีสิทธิในการรับรู้ (Right to Know) ว่าน้ำที่พวกเขาใช้เพื่อชีวิตตนเองนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง กรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยบัญชีการใช้สารเคมี (Toxic Inventory) เพื่อตั้งเป้าลดสารเคมีที่เรามองไม่เห็น ซึ่งชาวบ้านหลายแห่งกำลังต่อสู้ในเ้รื่องนี้ หลายประเทศเริ่มปฏิบัติแล้ว ที่มาบตาพุดเริ่มใช้แล้วเช่นกัน

กว่าจะคิดได้ก็เกือบจะสายเสียแล้ว พวกเราผูก ป้าย “Greenpeace” ข้างเรือสูบลม และแต่งตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังทำให้สะเทือนไปทั้งจักรวาลได้ แล้วทำไมการหยิบชูชีพตัวเดียวจะมิอาจทำให้สั่นสะท้านไปทั้งเรือได้

“ไม้พาย Overboard เอาเรือยางไปเก็บไม้พายก่อน” เสียงพี่ท็อปตะโกนบอกให้ทีมเรือยางลงน้ำโดยมิได้นัดหมาย พี่แป๋งรับบทพระเอกควบเรือยางนำทีมไปเก็บไม้พายที่ลอยอืดอยู่กลางน้ำ....งานนี้พี่แป๋งได้ใจผมไปเต็มๆ

เรือใหญ่จอดที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปดเพื่อให้พวกเราขนสัมภาระบางส่วนขึ้นฝั่ง พี่เบียร์ผู้นำทีมบกนำรถมารับของทันทีที่พวกเราไปถึง พวกเราผูกเรือพาติดกันเพื่อกันให้เรือไม่โคลงแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังวัดอรุณฯ เรือวิ่งไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผมมีเวลามองสองฝั่งแม่น้ำจากมุมมองที่เปลี่ยนไปเพราะพายเรือมาจึงมองเห็นจากมุมต่ำ และด้วยวัยที่หนุ่มน้อยลงทุกวันคงจะเป็นเรื่องยากที่ความคิดจะเหมือนวันวาน ที่กรุงเทพฯมีประชากรอาศัยมากกว่าทุกจังหวัด แต่เมื่อเทียบโดยสัดส่วนมีผู้คนน้อยเหลือเกินที่ใช้ชีวิตอย่างผูกพันกับแม่น้ำ ที่ดินริมน้ำมักเป็นร้านอาหาร โรงแรม สถานศึกษา ย่านธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแม่น้ำในด้านการคมนาคมเป็นหลัก

ระหว่างทางโย่ยนถามผมว่าเคยมีอุบัติเหตุในแม่น้ำเจ้าพระยาไหม ผมจึงเล่าเรื่องโป๊ะล่มที่ท่าเรือพรานนกให้ฟัง อุบัติเหตุในวันนั้นส่งผลต่อการออกแบบโป๊ะในปัจจุบัน คือโป๊ะจะไม่มีหลังคาเพื่อป้องกันคนติดอยู่ข้างในหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผมกลับมามองที่เรือตัวเองว่าจะล่มเมื่อไหร่ เพราะกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอไม้ในแม่น้ำก็ได้สร้างรอยแผลให้กับเรือพายสูบลมของพวกเราไว้อย่างมากมาย แต่อย่างน้อยล่มตรงนี้ก็ยังดีกว่าล่มที่ปลายน้ำ (ปากอ่าว)

เรือขนทรายแม้ว่าจะวิ่งช้า แต่ด้วยความที่ใหญ่และยาวอย่างยิ่งจึงกลายเป็นหนึ่งในพี่เบิ้มของสายน้ำ (เกะกะชิบเป๋ง) ตอนเด็กผมเข้าใจว่าเรือลากมีสองแบบคือแบบสูงและแบบเตี้ย โง่อยู่นานกว่าจะรู้ว่าไอ้เรือที่สูง ๆ นั้นคือเรือเปล่าที่วิ่งกลับบริษัท หากเรามองในด้าน Logistics (art of the movement and supply of troops) การวิ่งเรือเปล่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่สร้างมูลค่า นอกจากนั้นยังเพิ่มต้นทุนด้านการขนส่ง ในด้านสิ่งแวดล้อมการเดินทางแต่ละเที่ยวย่อมก่อมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิ่งที่มากเที่ยวย่อมไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแทนที่แต่ละบริษัทจะคิดแต่เรื่องการแข่งขันและวิ่งเรือแบบตัวใครตัวมัน พวกเขาควรจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (ที่ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง) ในด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อถึงวัดอรุณฯ พวกเราหันหัวเรือทวนน้ำไปทางทิศเหนือ แล้วบังคับเรือเข้าใกล้ฝั่งพระนครเพื่อให้สื่อมวลชนถ่ายภาพการรณรงค์ของเรา ช่วงนี้ยากกว่าตอนซ้อมพอสมควรเพราะมีทั้งเรือด่วน เรือนำเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือหางยาว วิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ค่อยชอบป้ายตาข่ายเท่าไรนักเพราะว่าอ่านยาก แต่ด้วยความที่พวกเราต้องถือป้ายบนเรือซึ่งต้องเผชิญกับทั้งน้ำและลมป้ายชนิดนี้จึงเป็นคำตอบสุดท้าย พวกเราพายกันอยู่สามรอบว่าจะได้ภาพที่พอใจ แน่นอนการพายเรือคงจะไม่ทำให้น้ำสะอาดขึ้นมาเป็นแน่ ทว่าเป้าหมายของพวกเราคือการเรียกความสนใจจากมวลชนเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำรวมถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำอันเป็นสมบัติของพวกเราทุกคน

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ” ผมนึกถึงเทเลทับบีเวลาจะจบ เสร็จกิจพวกเราก็เอาไม้พายตีน้ำคนละสามครั้ง เพื่อเรียกจิตวิญญาณในสายน้ำดังที่โยย่นเคยบอก

พวกเรากลับเรือใหญ่ซึ่งพาพวกเราพร้อมสัมภาระทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปด ภารกิจยังไม่จบดี พวกเรายังต้องกลับไปที่ Warehouse หรือคลังสมบัติของกรีนพีซ เพื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บเข้าที่ ผมขอแยกตัวกลับบ้านก่อนเพราะบอกที่บ้านไว้ไม่ให้ล็อคกุญแจ จะโทรไปบอกให้ล็อคบ้านก็ไม่มีใครอยู่ จะโทรไปบอกโจรว่าอย่าเพิ่งเข้าบ้านก็คงจะไม่ดีแน่ เพื่อนๆ อาสาสมัครล้างและเก็บของกันถึงเย็นต่อด้วย Debriefing หรือ การกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ที่คงจะไม่สั้นอย่างแน่นอน

ความสวย ทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติ และกลิ่นอายความสดชื่นของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงต้น จะทำให้พวกเราหวนคิดถึง และหวังว่าจะกระตุ้นให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำ ที่มีทิวทัศน์สวยงาม ให้ดำรงอยู่ และรักษาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และขออย่าให้เป็นเช่นดังแม่น้ำตอนกลางที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนถึงปลายน้ำ ที่เสื่อมโทรมมากที่สุด ณ ปลายน้ำนั้นแม้จะมีแปลงเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำน้อยกว่าต้นน้ำ แต่มีโรงงานมากกว่า และมีมลพิษจากท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือนมากกว่า จนปลายน้ำไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ นอกจากเพื่อเพียงการคมนาคมเท่านั้น

- ขวัญ และ หนิง

การเดินทางสิ้นสุด แต่ท่านยังคงช่วยเราได้ต่อ โปรดไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อส่งรูป ข้อความ บล็อก หรือ วีดิโอ เกี่ยวกับน้ำ เพื่อปกป้องน้ำ

ประสบการณ์เหนื่อยๆ มันๆ หนึ่งครั้งของชีวิต (บันทึกวันที่ 28 พ.ค. ก่อนวันสุดท้าย)

28 พ.ค. 2552

คืนก่อนเขียนบล็อกจนดึกก่อนเดินสลึมสลือหามุ้งซุกหัว แม้จะใส่เสือเขียวที่ไม่ฝักใฝ่มุ้งไหนเป็นพิเศษ แต่เสียง “เรือกรนไฟ” จากแต่ละมุ้งทำให้ผมประกาศอิสรภาพ

“ก็นอนมันตรงนี้เนี่ยแหละ” ผมพูดกับตัวเอง แล้วนอนนอกมุ้งแบบไม่เกรงใจยุงที่พยายามจะหามเข้าโลง

ไม่ทันจะหลับสนิทลุงแป๊ะ (กับตันฮาเฮ) ที่เดินมาดูความเรียบร้อยบนเรือคงจะทนความทุเรศของผมที่นอนเดียวดายนอกมุ้งอยู่เพียงลำพัง จึงเดินไปปลุกน้องกบ จึงเดินไปเอามุ้งมากางให้ แต่ด้วยความง่วงจัด (สันดาน) กว่าจะรู้สึกตัวสึกตัวกัปตันก็กางมุ้งให้ผมเสร็จแล้ว

แดดยามเช้าแยงลูกกะตาจนต้องตื่นขึ้นมาแบบเบลอๆ เห็นเงาตะคุ่มทางขวาจึงหันไปมองแต่กลับกลายเป็นช่างกล้องที่กำลังแอบถ่ายคลิปพวกเราซะงั้น สงสังพี่สุรเชษฐจะกลัวเสียเชิงพี่วินัยที่เมื่อวานลงทุนมุดท่อไปแอบถ่ายรูปพวกเราจนได้ภาพแหล่มๆ มาลงเว็บ วันนี้พี่เชษฐ์จึงแก้เกมส์ด้วยการรีบแหกขี้ตามาแต่เช้าเพื่อถ่ายภาพพวกเราตอนกำลังเคารพธงชาติ...เอ้ยกำลังตื่นนอน

เส้นทางวันนี้จะผ่านปทุมธานีและไปจบที่นนทบุรี เรือลำแรกมีผึ้งพายหน้าและเดียวคัดท้าย ส่วนผมพายคู่กับโยย่นที่ไม่เคยพายด้วยกันมาก่อนแต่ก็ไปได้ด้วยดี เพราะได้นายท้ายเป็นฝีพายทีมชาติที่นำเข้ามาจากอิเหนา อย่างไรก็ตามความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว (อีกแล้ว) ไม่ทันไรพวกเราต้องส่งสัญญาณเรียกเรือพี่เลี้ยงให้มาเก็บผมขึ้นไป

“เป็นอะไรครับ?” เสียงจากพี่สุรเชษฐ์ ช่างวิดีโอที่เคยทำงานร่วมกับมิยาบิมาแล้ว

“ปวดขึ้ครับพี่ ไม่ไหวแล้ว ขนลุกไปทั้งตัว ให้น้องแก้วมาแทนชั่วคราวก่อน” ผมตอบอย่างจริงใจก่อนเงยหน้าไปเห็นกล้องจ่อหัวอยู่............พลาดอีกแล้ว!!!

เรือยางพาผมไปวางระเบิดที่วัดก่อนกลับมาทำหน้าที่ต่อ ย่านนี้พบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นมลภาวะทางน้ำที่ชัดเจน หากมองในแง่ดีโรงงานย่านนี้จัดว่ามีมาตรฐาน แต่หากมองกลับกันสารพิษจำนวนมากยากจะมองเห็นในแม่น้ำสีน้ำตาล และการปล่อยน้ำเสียอาจเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับจังหวัดอื่ ๆ ดังที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยฝีพายจากสุราษฎร์จึงเลือกเก็บตัวอย่างพืชน้ำมาทดสอบ

“เอ้ย...อย่าคุยเสียงดังเดี๋ยวเจ้าของบ้านเค้าก็รู้ตัวหมด” ผึ้งปรามพวกเราก่อนพายแจ้นเอาผักบุ้งส่งขึ้นเรือใหญ่

ช่วงบ่ายพี่แป๋งคัดฝีพายพาสี่คนเพื่อมาถือป้ายในวันพรุ่งนี้โดยดูจากความโหดของใบหน้า แน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนฝีพายอีกสามคนคือ กวาง เดียว และแน่นอนโยย่น เมื่อได้ตัวแล้วพวกเราจึงซ้อมการแก้ปัญหากรณีเรือพลิกคว่ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

“พายมาชาติเศษแล้วทำไมเพิ่งจะมาซ้อม” หนอนบล็อกแขวะ

เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงกรุงเทพฯ น้ำเชี่ยว คลื่นแรง เพราะมีการจราจรทางน้ำที่คับคั่งมาก พวกเราจะต้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันหากมีการล่มปากอ่าวเกิดขึ้น หลังจากที่ซักซ้อมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสร็จแล้วพวกเราจึงฝึกการถือป้ายรณรงค์ เดิมทีตั้งใจเอาไว้ว่าเรือพายสองลำจะร่วมกันถือป้ายหน้าที่วัดอรุณ แต่เพื่อความปลอดภัย (และกลัวสื่อมวลชนจะสนใจข่าวเรือคว่ำมากกว่าข้อเรียกร้องของกรีนพีซ) ทีมเรือจึงใช้เรือยางถือป้ายร่วมกับเรือพาย ซ้อมกันอยู่นานกว่าจะมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ “แป๊ก” กว่าจะเสร็จก็ดมควันจากเรือยางกันจนแทบจะเป็นปลาซัลมอนก่อนจะพูดกันแบบขำๆ ว่า “พวกเรารักแม่น้ำมากกว่าปอดตัวเอง”

เมื่อภารกิจลุล่วงผมจึงถือโอกาสว่ายน้ำเล่นอย่างสบายใจ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายระหว่างโครงการนี้ที่พวกเราจะได้ว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำเจ้าพระยา

“ขวัญ ทำท่าเมื่อกี้อีกทีได้ไหม?” เสียงพี่วินัยลอยมาจากหัวเรือ

“ได้พี่เดี๋ยวจัดให้” ผมตอบโดยไม่คิด ก่อนตีลังกาเอาหัวมุดน้ำแล้วเอาขาหลังชี้ฟ้า

“ขออีกที เมื่อกี้ถ่ายไม่ทัน”

ผมจัดให้อีกหลายครั้งด้วยความบ้ายุ เมื่อเท้าชี้ฟ้าปัญญาจึงเกิด (เลือดไหลลงสมอง?) ระหว่างที่หัวผมมุดน้ำอยู่นั้นผมเพิ่งจะคิดได้ว่าพี่วินัยถ่ายรูปหน้าผมน้อยมาก แต่ตอนนี้ขอถ่ายรูปเท้า พี่วินัยกำลังจะบอกอะไรกับผมอยู่หรือไม่? วันนี้ผมเสียรู้ช่างภาพอีกแล้วหรือ?

คืนน้ำเราทดสอบผักบุ้งที่เก็บมาด้วยน้ำกรดในกระเพาะและพบว่าคุณภาพน้ำที่นี่ยังดีอยู่ เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีใคร “งานออก” เลยสักคน มื้อนี้นุ่นทำกับข้าวให้พวกเรากินราวกับว่าจะทุบหม้อข้าวเพื่อเข้าตีเมืองกรุง

“ก็มันเหลือนี่ ช่วยๆ กันกินหน่อย” นุ่นชี้แจง

.

.

.

ราวกับหนังตกร่องหรือคลิปสะดุด วันนี้พี่วินัยเล่นหนังเรื่องเดิมอีกแล้ว จานกลมสีขาวที่อุตส่าห์ล้างแต่หัววันกลายมาเป็นจาน “ของกลาง” ของทุกคน...แม่น้ำสีชมพูกลับกลายเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง สงสัยตั้ง White Balance ผิดจึงกรุบกริบไม่ออก “มันไม่เรื่องขำๆ แต่มันเป็นความผิดหวัง....” พี่วินัยเล่าแบบจริงจังก่อนเอาจานเขลอะๆ ไปล้างเพื่อนำมาใช้ (จนได้)

คืนนี้เป็นคืนแรก คืนสุดท้าย และคืนเดียวที่ Briefing สั้น ฟังดูเหมือนจะดีแต่ก็หาจะเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะวันรุ่งขึ้นพวกเราจะต้องแหกขึ้ตากันแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อเก็บของและเตรียมขนย้ายสัมภาระ ผมโทรบอกที่บ้านว่าใกล้ถึงแล้วพรุ่งนี้จะเข้าบ้านช่วงบ่าย อีกเพียงชั่วอึดใจภารกิจของพวกเราก็จะสิ้นสุด ผมหลับเป็นตายโดยไม่ต้องพึ่งยาของพี่น้ำ (หนังสือโลกร้อน 5 องศา)

- ขวัญ

mercredi 27 mai 2009

2 วันในตัวเมืองอยุธยา

วันแรกที่อยุธยา 26 พ.ค. 52

วันนี้เรือใหญ่และเรือพายของเรายังคงจอดอยู่ที่วัดท่าการ้อง เพราะจะต้องเตรียมงานร่วมกับจังหวัดอยุธยาในวันพรุ่งนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเราบางส่วนจึงนั่งเรือยางออกไปสำรวจเส้นทาง บางส่วนดูแลความเรียบร้อยและทำอาหารบนเรือ ส่วนทีมบนบกก็ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในจังหวัด

โดยส่วนตัวผมไม่กังวลกับการพายที่อยุธยาเท่าไหร่ เพราะพวกเราได้มาทำการฝึกซ้อมที่นี่ก่อนเริ่มกิจกรรม ตอนนั้นพวกเราได้พักที่บ้านผู้ใหญ่พูนที่ ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนนี้คือ “ยาสมุนไพรอายุวัฒนะ” ซึ่งก็คือยาเม็ดลูกกลอนนั่นเอง ขอบคุณป้าพูลที่ใจดีแบ่งผลิตภัณฑ์บางส่วนมาให้เราได้ทดลองซึ่งแก้ปัญหากินเข้าแต่ไม่ยอมออกของหลายต่อหลายคนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่นี่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแต่ไม่เป็นมิตรกับลูกกะตา
.
.
.
ย้อนกลับไปวันแรกของการเดินทาง
ด้วยความที่เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติผมจึงเอาสบู่มาฟอกหน้าแบบไม่กลัวตาจะบอด
“เช้ดดดด......นี่มันสบู่หรือผงซักฟอกกันแน่วะ!!!!!!! ทำไมมันถึงแสบตาได้ขนาดนี้” ผมคิดในใจก่อนรีบเปิดน้ำจากฝักบัวเพื่อล้างตา ไม่ทันจะหาย ล้างฟองหมดจู่ๆ น้ำก็หยุดไหลซะดื้อๆ เนื่องจากไฟช็อตทำให้ปั๊มไม่ทำงานน้ำจึงไม่ไหลทั้งเรือ จะตักน้ำในถังมาล้างหน้าก็ไม่ได้ เพราะเมื่อตอนเช้ามีคนทำสบู่รุ่นเดียวกันตกลงไปในถัง แต่ไม่มีใครคิดจะก้มลงไปเก็บเพราะกลัวจะโดน “กรุบกริบ” ฟองจึงฟอดเต็มถัง จะก้มหน้าลงไปอีกอ่างก็กลัวเม็ดพริกจะติดหน้าแล้วมันจะซี๊ดกว่าเดิม จะวิ่งออกไปกระโดดน้ำพร้อมแท่งเหล็กเพชรก็กลัวจะโดนปลาตอด ผมจึงได้แต่กรีดร้องเผื่อจะมีคนใจดีมาช่วย โชคดีพี่แป๋งเด็กมหิดล (อีกแล้ว) ลงมาล้างจานอยู่หน้าห้องจึงไปบอกกับตันให้ซ่อมไฟให้ แล้วผมก็กลับมามีชีวิตแบบครบ 32 อีกครั้ง

กลับสู่ปัจจุบัน
ตอนบ่ายผมออกไปสำรวจเส้นทางทำกิจกรรมสำหรับวันรุ่งขึ้นกับทีมเรือยาง ขยะไม่มากอย่างที่คิดเพราะน้ำในแม่น้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหลายคนทิ้งขยะลงน้ำ เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าเดี๋ยวน้ำก็พัดไปที่อื่น หลายครั้งที่พวกเราเห็นคนทิ้งขยะลงน้ำกับตา แน่นอนย่อมไม่มีใครพอใจ แต่พวกเราก็ไม่อาจโทษคนเหล่านั้นได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะความจริงคือในบางพื้นที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเก็บขยะ และด้วย “ความเป็นไทยนี้รักสบาย” แม่น้ำของเราจึงต้องรับกรรมจากความบกพร่องจากทั้งภาครัฐและประชาชน

ในขาวมีดำในดำมีขาว ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่มีทางออก ยังมีกลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จนนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาคือกลุ่มชุมชนเกาะลอยที่แต่ละบ้านร่วมกันลงแขก เอ้ยลงขันกันเดือนละ 30 บาทเพื่อจ้างคนมาเก็บขยะอาทิตย์ละครั้ง โดยให้ชาวบ้านนำขยะมากองที่จุดเดียวกันแล้วเรือจะรับไปส่งที่เทศบาล นอกจากนั้นพวกเขายังทำน้ำยาล้างจาน สบู่ และยาสระผมขึ้นใช้เอง ผลิตภัณฑ์บางส่วนพวกเขาแจกให้กับโรงเรียนในละแวกนั้น แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาตินั้นมักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (แต่จะเป็นมิตรกับลูกกะตาหรือเปล่านั้นก็เป็นอีกเรื่อง) เพราะว่ามันเป็นอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางชีวภาพ จึงมีสารตกค้างน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม

ตกเย็นทีมเรือยางของพวกเรากลับมาที่เรือใหญ่ พวกเราเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าห้องน้ำวัดนี้สะอาดกว่าห้องน้ำทุกวัดทั่วไทย อาจเป็นเพราะด้วยแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน หรือเพราะตู้รับบริจาคที่มีมากถึงมากที่สุด และมีการทำบุญให้เลือกแทบทุก Option เชื่อหรือไม่ว่าท่านสามารถชำระเงินได้ด้วยบัตรเครดิต และ Smart Purse ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนทำทานเพื่ออะไร เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเพื่อการลงทุนสำหรับชาติหน้า (โลภกว่าเดิม) ผมนอนที่นี่สองคืนแต่ไม่เคยได้ยินเสียงทำวัตรแม้แต่ครั้งเดียวทว่าได้ยินเสียงละหมาดจากมัสยิดในละแวกใกล้เคียงทั้งวัน
.
.
.
คืนนี้ผมคงจะต้องสวดมนต์ให้ตัวเองฟังอีกเช่นเคย


วันที่ 2 ที่อยุธยา 27 พ.ค. 52

อรุณเบิกฟ้า คายักเริ่มพายไปจุดนัดพบที่ตลาดหัวรอ เช้าวันนี้พวกเรามีกิจกรรมเก็บขยะในแม่น้ำร่วมกับชาวอยุธยา ขอบคุณทีมบนบกที่จัดเตรียมนิทรรศการรวมถึงประสานงานกับชุมชนอย่างเรียบร้อยก่อนที่พวกเราจะไปถึง เรือไม้ของชาวบ้านทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดงานเรือพายราวสามลำได้เคลื่อนตัวเข้าสู่คลองคูเมือง อาสาสมัครจากกรีนพีซจำนวนมากที่มาสมทบก็ได้ร่วมลงเรือมาเก็บขยะกับพวกเราด้วย เพื่อความมันส์และเร้าใจ ผู้ว่าประกาศแจกไข่เป็นรางวัลให้กับเรือที่เก็บขยะในงาน

ฝีพายทุกลำใส่เสื้อเขียว “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ” และปลอกแขน “Greenpeace” กันอย่างพร้อมเพรียง
“ยาย ปลอกแขนสวยนะครับ” ผมตะโกนแซวยายที่พายเรืออยู่ข้างหน้า
“จ้า ก็เหมือนของหนูนั่นแหละ แต่มันเขียนว่าอะไรหรือยายอ่านไม่ออก” ................
พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ขยะที่เก็บได้เป็นส่วนมากเป็นโฟมและถุงพลาสติกที่บรรจุขยะจากครัวเรือน ป้าคนหนึ่งที่เก็บด้วยกันบ่นว่า “ตอนนี้ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่หรอกหนู แต่พอน้ำลงมันจะเหม็นมาก พวกแพมเพิส (ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป) นี่เยอะมากเลย ป้าว่ามันน่าจะมีมาตรการซื้อคืน”

เกือบจะลืมบอกไปทีมเรือพายของเราในวันนี้ประกอบด้วย โยย่นคู่กับฟาน และเดียวคู่กับผม อาจเป็นเพราะอยู่ไกลบ้าน (และเมีย) โยยนออกอาการเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นทุกวัน สัญชาติญาณอนุรักษ์พันธุ์มนุษย์ทำงานมากกว่าสัญชาติญาณอนุรักษ์แม่น้ำ เรือของหัวหน้าทีมเรืออิเหนามักจะเป๋ไปหาสาวๆ ทันทีที่มีโอกาส

อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวถึงสัญชาติญาณเสาะหาก็คงจะไม่มีใครเกินพี่วินัย ที่ลงทุนมุดท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อให้ได้ภาพ “ภาพนี้มันสุดยอดเลยมีทั้งขยะ น้ำเสีย ท่อระบายน้ำกำลังพัง บ้านเรือน แม่น้ำ และคนกำลังเก็บขยะ มีประธานขยายประธาน กริยาขยายกริยา กรรมขยายกรรม” พี่วินัยติผลงานตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดี ระหว่างเล่าเบื้องหลังให้ผมฟัง ได้รูปสวยอารมณ์จึงดีช่างภาพของเราจึงมีเวลาไป “กรุบกริบ” ที่ร้านกาแฟสีขาวแห่งหนึ่งในเมืองแห่งประวัติศาสตร์ “มันคือรางวัลแห่งชีวิตที่เทพประธานมาให้จากการบูชายัญตัวเองเพื่อภาพภาพนั้น พี่ไม่คิดว่าจะมีร้านกาแฟน่ารักๆ ที่นี่ แต่ที่ตรึงใจพี่ี่สุดคือน้องกี้ (นามสมมุติ) ใบหน้าขาวนวลกับผมซอยสั้นของเธอทำให้พี่รู้สึกอยากจะแต่งงาน” พี่วินัยเล่าอย่างเมามันระหว่างพักกินข้าวเที่ยง

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ช่วงบ่ายมีการสลับฝีพายเล็กน้อยโดยเดียวขึ้นไปพัก โยยนพายคู่กับกวาง และฟานเปลี่ยนลำมาพายคู่กับผม ที่อยุธยามีวัดเยอะมากถึงมากที่สุดจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่ข่าวร้ายคือมีข่าวว่า องค์กรยูเนสโก กำลังพิจารณาว่าถอดถอนอยุธยาออกจากเมืองมรดกโลกเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง ผมก็ได้แต่หวังว่าการรณรงค์ของพวกเราจะช่วยให้ชุมชนหันมาดูแลสภาพแวดล้อมของตัวเองมากขึ้นเพื่อให้อยุธยายังคงรักษาเกียรตินั้นต่อไปได้

การพายช่วงนี้ออกจะซิกแซกบ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะต้องหลบผักตบชวาอยู่เป็นระยะ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่าพืชชนิดนี้สร้างปัญหามลภาวะทางน้ำมาก เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนเต็มคูคลอง ทำให้แสงไม่สามารถส่องลงน้ำได้จนพืชน้ำชนิดอื่นไม่สามารถสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนได้ทำให้แม่น้ำเน่าเสียในที่สุด แค่ชื่อก็บอกชัดแล้วว่ามันมาจากไหน แม้ว่าสภาพภูมิอากาศอาจไม่แตกต่างกันนัก แต่ระบบนิเวศในแต่ละที่ย่อมแตกต่างกันและมีความสมดุลในตัวของมันเอง การนำพืชหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ เช่น การที่ผักตบชวาไม่มีผู้ล่าอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พวกมันขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในบ้านเราจนนำไปสู่ปัญหาที่ตามมามากมาย ในบางประเทศมีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Law) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วยการ ห้ามนำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ที่เสียเวลาแพ่มยืดมายาวนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกให้คนที่คิดจะนำสัตว์หรือพืชแปลกๆ จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเลิกความคิดนั้นซะ

ตกเย็นพวกเรากลับฐานทัพ (เรือใหญ่) ผมดื่มน้ำดับกระหายแล้วลงไปล้างแก้วข้างล่าง แต่ก็ไม่รู้จะล้างอย่างไรเพราะจานชามหม้อไหเต็มไปหมด จะให้ยืนหน้าจาน หรือหน้าหม้อก็ไม่ใช่วิสัยผมจึงต้องจำใจล้างมันให้หมด

“ขวัญ ๆ เห็นจานสีขาวป่าว” พี่ิวินัยเดินลงมาถาม
“มีครับ แต่ยังไม่ได้ล้าง”
“ดีๆ งั้นเดี๋ยวพี่ล้างเอง พอดีอยากกินข้าวบนจานสีขาว”
แล้วพี่วินัยก็หายตัวไป

ขณะที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังช่วยกันทำป้าย (Banner) ที่จะใช้ในวันแถลงข่าวของพวกเราผมกลับตัดสินใจเป็นลูกมือของนุ่นแม่ครัวใหญ่ที่ดูไม่ค่อยสบายตั้งแต่เมื่อวาน พวกเราช่วยกันปอกส้มโอเพื่อเป็นผลไม้หลังอาหารเย็น

“พี่ขวัญช่วยหยิบจานสีขาวให้นุ่นหน่อย พอดีต้องใช้จานใบใหญ่”
.
.
.
พี่วินัยเดินกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มที่ลงทุนลุยฝ่าดงหมาไปซื้อมากินแกล้มกับอาหารบนจานสีขาวเพื่อเป็นรางวัลต่อเนื่องจากการพบเธอที่ร้านกาแฟสีขาวกลางกรุงเก่า

“มันคือความจริง เวลาที่เราถ่ายรูปเนี่ย จะต้องแข่งขันกับอะไรมากมาย” พี่วินัยพูดเช่นนี้ทุกครั้งเวลาที่ให้คำแนะนำเรื่องการถ่ายภาพกับพวกเรา

ทว่ามันก็คือความจริงเช่นกันที่จานสีขาวใบนั้นถูกส้มโอปอกแล้วทับอยู่................ความฝันฟุ้งที่กำลังจะเป็นเรื่องน้ำเน่า ถูกกระแทกด้วยส้มโอให้กลับสู่ความจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเน่าเช่นกัน

ผมใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกับน้อง ๆ อาสาสมัครถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเขา และกลับมาเขียนบันทึกของวันนี้จนอีกเช่นเคย ส่วนๆ เพื่อนบางส่วนยังคงทำป้ายกันจนดึกเพราะพวกเราเข้าใกล้กรุงเทพฯ เต็มที

- ขวัญ


» ดูภาพทั้งชุดได้ที่นี่

» เป็นส่วนหนึ่งของการพายเรือ ทำกิจกรรมง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ต