lundi 22 juin 2009

ครบรอบ 5 ปี การสูญเสีย เจริญ วัดอักษร

ราวสามทุ่มของวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ กระสุนปืนร่วม ๑๐ นัดจากปืน ๒ กระบอก ปลิดชีวิตนักสู้เพื่อชุมชนที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ให้เหลือเพียงตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในความทรงจำ ไม่เฉพาะของชาวบ้านบ่อนอก แต่หมายรวมถึงคนไทยทั้งประเทศ การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ข้อมูลการทุจริตที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง ๙๓๑ ไร่ ต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบที่อาคารรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ "รักษ์ท้องถิ่น" จนต้องแลกด้วยชีวิต

ระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี ของการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกนั้น นานมากพอสำหรับการพิสูจน์ความหนักแน่นและยืนหยัดของผู้นำชาวบ้านตัวจริง ที่ชื่อ เจริญ วัดอักษร ที่ได้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกอย่างยิ่งใหญ่ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

เจริญ วัดอักษร จากไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทำ จะยังคงอยู่ไปตลอดกาล เพราะการเสียสละแรงกายแรงใจในการทุ่มเทต่อสู้ภัยร้ายจากโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-หินกรูด ทำให้ชุมชนรอดพ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การเผาไหม้ถ่านหินปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา ก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง การทำเหมืองทำให้คนงานเป็นโรคฝุ่นจับปอด เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่ม และการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ การเผาไหม้และการทำเหมืองถ่านหินปล่อยสารปรอท สารหนู ซึ่งปนเปื้อนพืชพันธุ์ พืชผล แหล่งน้ำและดิน และ ทำลายชีวิตคนและสัตว์ ข้อมูลเพิ่มเติม: รายงาน "ต้นทุนจริงของถ่านหิน"

ถ่านหินเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและฉับพลัน กำลังเป็นมหันตภัยคุกคามโลก มีการคาดการณ์ว่าความอดอยากและการขาดแคลนน้ำในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้า อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน แต่เรายังมีโอกาส และยังมีเวลา เพื่อการปฏิวัติพลังงาน อันมีหัวใจสำคัญอยู่ที่พลังงานหมุนเวียน และมาตรการประสิทธิภาพทางพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระบบพลังงานที่เป็นอยู่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอยู่ในระดับที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะภัยร้ายแรงที่สุด​

การยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติ เพื่อปกป้องที่ดินสาธารณะของชุมชนให้พ้นจากการบุกรุกของนายทุนและผู้มีอิทธิพล เป็นอีกแบบอย่างหนึ่งของคนเล็กๆ ในสังคมไทย ที่ได้เสียสละตนเองเพื่อรักษาสมบัติชุมชนไว้ให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ไม่ให้เป็นตกเหยื่อของความฉ้อฉลของนายทุนร่วมกับข้าราชการ

การต่อสู้ที่กล้าหาญ เปิดเผย และตรงไปตรงมาของเจริญ วัดอักษร จะเป็นแบบอย่างแก่คนเล็กๆ อีกมากในเมืองไทย ให้เกิดสำนึกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของตนเอง และไม่ยอมปล่อยให้ตัวเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไป เพียงสำนึกตระหนักถึงพลังของตัวเองของคนเล็กๆ ในเมืองไทย ซึ่งเขามีส่วนในการปลุกเร้าขึ้นนี้ จะทำให้โฉมหน้าของเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าถ้าปราศจากสำนึกเช่นนี้ของคนเล็กๆ ทั่วไป

เจริญ วัดอักษรไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้อีกแล้ว แต่การต่อสู้จะยังคงอยู่ เพราะการจัดองค์กรตามแนวทางประชาธิปไตยอันสุขุมรอบคอบ ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค เป็นแบบอย่างของการจัดองค์กรของคนเล็กๆ ฉะนั้นแม้จะสูญเสียผู้นำอย่างเจริญ วัดอักษรไป ก็ไม่มีใครหวั่นไหว องค์กรยังอยู่ การต่อสู้ยังอยู่ และจิตใจหาญกล้าเพื่อความเป็นธรรมก็ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง

การจากไปของเจริญวัดอักษร เป็นแบบอย่างของการต่อสู้คัดค้านถ่านหินโดยชุมชน ซึ่งขณะนี้ตระหนัก​เป็นอย่างดีว่าพวกเขานั่นเองที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากมลพิษ และภาวะโลกร้อน​

mardi 16 juin 2009

แม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ณ มุมสงบสันติแห่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา

เราไปถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าตะวันตกพอดี หลังจากโทรศัพท์สอบถามเส้นทางอีกครั้งจากคนในพื้นที่ เพื่อร่วมงานคอนเสิร์ตต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าโรงเรียนวัดสิงห์ ไม่ไกลจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงของจังหวัดชัยนาท เราก็ได้เห็นมุมที่สงบสันติแห่งหนึ่งริมฝั่งเจ้าพระยา

ชุมชนตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ของจังหวัดชัยนาทอยู่ในโอบกอดของแม่น้ำ (และภูเขาลูกย่อมๆ) ฝั่งตะวันออกเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันตกเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำท่าจีน ไม่น่าเชื่อว่า ความสงบสันติของชุมชนและความงดงามตามธรรมชาติของพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งของพื้นที่ในการสำรวจความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน

ทันทีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ภายใต้งบประมาณผูกพันสามปีของกระทรวงพลังงาน ได้งัดข้อมูลพื้นที่ 14 แห่งเพื่อสำรวจความเหมาะสม และตัดออกเหลือ 4 แห่ง ในเวลาต่อมา ออกสู่สายตาของสาธารณะชนผ่านงานสัมมนาที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า ชัยนาทถูกเล็งให้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ นำไปสู่การรับรู้ที่มากขึ้นของชุมชนในเขตตำบลมะขามเฒ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่บริษัทที่ปรึกษา Burn and Roe ที่รับจ้างจากกระทรวงพลังงานศึกษาความเหมาะสมของการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปเจาะชั้นดินเพื่อเก็บข้อมูลด้านธรณีวิทยานั้น ได้สร้างความกังขาให้คนในพื้นที่ และตัวแทนชุมชนได้ติดต่อมาที่กรีนพีซเพื่อประสานในด้านข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากนั้นไม่นาน

ณ ที่สงบสันติริมฝั่งเจ้าพระยาตรงนั้น จึงได้ระอุขึ้นมาด้วยประเด็นใหม่ "พลังงานนิวเคลียร์"

กรีนพีซในนิทรรศการต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
เด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ชมนิทรรศการ "บาดแผลแห่งเชอร์โนบิล" ของกรีนพีซ

บทเพลงต้านนิวเคลียร์

อาจกล่าวได้ว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่เราได้เห็นชุมชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับประเด็นพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย นอกเหนือจากกรณีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่องครักษ์ ความคิดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีมานานแล้ว ครั้งแรกในปี 2509 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อ่าวไผ่ ชลบุรี) โครงการต้องพับไปเนื่องจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งในปี 2520 คราวนี้ด้วยกระแสของการต่อต้านนิวเคลียร์ในระดับโลก การผลักดันโครงการจึงไม่เป็นผล และการเกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปี 2529 ก็ถือเป็นการตอกตะปูฝาโลงให้กับการขยายตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก

ความบ้านิวเคลียร์กลับมาอีกครั้งจากประเด็นของภาวะโลกร้อนและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้วิวาทะนี้เพื่อเร่ขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตนไปทั่วโลก และชัยนาทก็เป็นหนึ่งในสมการแห่งความบ้าคลั่งดังกล่าว

คนตำบลมะขามเฒ่าที่ชัยนาทเป็นคนรักสงบ การที่พวกเขาลุกขึ้นมารวมตัวกันตั้งคำถาม จัดเวทีพูดคุย และทำงานด้านข้อมูลข่าวสารเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เสียงของพวกเขาสมควรต้องได้รับการรับฟังจากคนในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง และแน่นอนรัฐบาลและผู้ผลักดันโครงการนั้นไม่ควรเพิกเฉย แต่พวกเราก็ใช้กลยุทธ์การเพิกเฉยแบบแยบยล เห็นได้จากจดหมายจากกระทรวงพลังงาน ที่ลงนามโดยรองปลัดกระทรวง ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นสรุปว่าพื้นที่สำรวจที่ตำบลมะขามเฒ่ามีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ในการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

จดหมายจากกระทรวงพลังงานฉบับนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ (สกปรก) ที่ได้ผลพอสมควร คนในชุมชนส่วนใหญ่คิดว่า รัฐบาลจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่นั่นแล้ว แต่กลยุทธ์นี้เป็นสิ่งที่นำไปใช้อย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างชุมชน รัฐ และ กลุ่มทุน ในกรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่รวมถึงโครงการพลังงานต่างๆ จดหมายฉบับนั้นจึงถูกถอดรหัสในทันทีว่าเป็น กลอุบายของรัฐในการลดกระแสต่อต้านของประชาชน

การหลับหูหลับตาผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยไม่ฟังความเห็นที่หลากหลายของประชาชนนับเป็นเรื่องเปราะบาง การใช้งบประมาณ (ที่มาจากภาษีประชาชน) ลงไปยัดเยียดข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์และทำให้คนยอมรับโครงการนั้นเป็นการคิดที่หยาบคายและตื้นเขินเป็นอย่างยิ่ง

กรีนพีซในคอนเสิร์ตต่อต้านนิวเคลียร์ ที่ชัยนาท by you.
หงา คาราวาน

วงคาราวานที่ขับขานเพลงแห่งการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อย ของภาคประชาชน ก้องกังวานบนเวทีคอนเสิร์ต บนสนามฟุตบอลโรงเรียนวัดสิงห์ เป็นเสียงเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจ และถือเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ของประชาชนอีกหน้าหนึ่ง เราอยากเรียกงานคอนเสิร์ตนี้ว่าเป็น งานดนตรีต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์

บทเพลงเก่านำมาขับขานใหม่ ที่สอดแทรกเนื้อหาผ่านคำร้อง ได้จุดประกายให้คนลุกขึ้นสู้ เราขอคารวะจิตใจวิญญานชุมชนที่นั่น เราเชื่อเหลือเกินว่า ด้วยพลังของประชาชน เราจะประสบชัยชนะในที่สุด

ดูภาพสไสลด์งานคอนเสิร์ตและนิทรรศการได้ที่นี่

ธารา

mardi 9 juin 2009

ถนนสู่โคเปนเฮเกนเริ่มต้นด้วยอุปสรรค

การเจรจาร่างสนธิสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ถนนไปสู่การเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนยังเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะการเจรจาก้าวหน้าช้าเหลือเกิน ด้วยอุปสรรคจากความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจน ว่าควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเพียงใด และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตด้วยกันเองว่าใครควรแบกรับภาระส่วนใหญ่นี้

จุดยืนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของประเทศอุตสาหกรรมเกือบทุกประเทศ ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายที่สูงที่กำหนดโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)

ประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ได้ยื่นข้อเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ได้คัดค้านการลงนามในสนธิสัญญา่ลดการปล่อยก๊าซที่มีผลบังคับทางกฎหมาย โดยอ้างเหตุผลว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสนธิสัญญา่จะทำให้กระบวนการผลักดันตนเองออกสู่ความยากจนถูกขัดขวางอย่างร้ายกาจ

ประเทศที่ยากจนโต้แย้งว่าประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งแบกภาระความรับผิดชอบต่ออุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น เพราะเป็นสาเหตุนั้น ควรเป็นผู้นำโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25-40% ภายในพ.ศ. 2563 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซระดับต่างๆ ของพ.ศ. 2533 และควรให้เงินทุนสนับสนุนประเทศที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการปรับตัวต่อผลกระทบของมัน

กรีนพีซ และองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ได้ร่วมร่างสนธิสัญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับของตนเอง ที่มีผลบังคับใช้ในทางกฏหมาย สำหรับใช้เป็นฐานในการประเมินรัฐบาลต่างๆ ที่กำลังเจรจาข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ในปีนี้ และยังจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นวิธีข้ามพ้นอุปสรรคความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่

samedi 30 mai 2009

การเดินทางเหน็ดเหนื่อยยาวไกลจบสิ้น แต่ภาระกิจกรีนพีซเพิ่งเริ่มต้น

29 พฤษภาคม 2552

แหกขึ้ตาแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวและจัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เรือล่องลงสู่ทิศใต้เพื่อเข้าสู่มหานคร แม้จะเป็นแม่น้ำเดียวกัน แต่วันนี้ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเธอเป็นพิเศษเพราะผมแทบจะเติบโตมาบนสายน้ำแห่งนี้ การคมนาคมทางน้ำเป็นทางเลือกของผมท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้ามาอัดถั่วดำกระป๋องกันบนรถเมล์ที่ติดแหง็กอยู่บนถนนแห่งมลพิษ ผมหลีกวิถีชีวิตแบบนั้นด้วยการนั่ง (บางทีก็ยืน) เรือไปโรงเรียนทุกวันเพราะเร็ว ถูก ไม่ต้องต่อหลายเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่เหม็นเหมือนการเดินทางบนถนน

350 กิโลเมตรที่เราพายเรืออย่างทรหดลงมาตามแม่น้ำพบการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำตลอดเวลา แม่น้ำสีน้ำตาลนานๆ ครั้งจะเห็นเป็นสีเขียวด้วยมลพิษจากสารเคมี บางครั้งเต็มไปด้วยผักตบชวา แต่วันที่ผมสงสารแม่น้ำที่สุดคือวันลอยกระทงซึ่งคนทั้งประเทศพร้อมใจกันบูชาพระแม่คงคาด้วยการนำสิ่งแปลกปลอมนานาชนิดไปทิ้งลงในน้ำ ถ้าเก็บไม่ทันมันก็จะลอยออกทะเล ราวครึ่งหนึ่งของเครื่องบูชาเป็นวัสดุที่ก่อสาร CFC อันเป็นตัวการหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สรุปว่าสั้นๆ คืนนั้นพวกเราร่วมกันบูชา (ยัน) แบบคอมโบทำลายทีเดียวทั้งแม่น้ำ ทะเล และบรรยากาศ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งโลหะหนัก (เหรียญ – ก็มันจมน้ำนี่นา) ลงแม่น้ำ โดยเชื่อว่าเป็นการทำบุญ สงสัยจริงว่ามันจะได้บุญตรงไหน? เงินใช้ได้ในโลกหน้าด้วยหรือ? ที่นั่นมีห้างสรรพสินค้าหรือไม่? แล้วหากในนรกหรือสวรรค์ใช้เงินยูโรเราจะแลกเงินที่ไหนได้? เหรียญและธนบัตรเป็นทรัพย์สินของประเทศเราเคยคิดไหมว่าการทิ้งเหรียญลงน้ำเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะดีกว่าหรือไม่หากเราเอาเงินไปทิ้งลงตู้รับบริจาคแล้วอุทิศส่วนกุศลให้พระแม่คงคาหรือบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว หรือนำเงินของท่านไปซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงาน/บริษัทที่ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ แต่ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานไหนไม่ทิ้งน้ำเสีย? ด้วยเหตุนี้พวกเราชาวกรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำทุกแหล่ง มิใช่เฉพาะเจ้าพระยา แต่เราเลือกเจ้าพระยามาเป็นสื่อในการรณรงค์ เพราะคนไทยผูกพัน และมีมลพิษระดับสูง ที่สำคัญแม่น้ำเจ้าพระยามีประโยชน์ 4 อย่างในหลายแง่มุม ภาครัฐไม่ใส่ใจกับมลพิษทางน้ำ ทีมีโลหะหนักจากโรงงานปนเปื้อน เช่น BOC ออกาโนคลอรีน POP ซึ่งสะสมและเป็นพิษสูง เมื่อสะสมในตะกอนดิน ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค จะส่งผลต่อชีวิตในน้ำและริมฝั่งน้ำ ลูกเรือของเราคนหนึ่งแพ้น้ำ เพราะอาบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน จนผื่นแดงขึ้นเต็มตัว ใครจะรู้ว่าสาเหตุเกิดจากสารพิษในแม่น้ำหรือไม่

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐและอุตสาหกรรมหยุดปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมีอันตรายแล้ว ตัวท่านเองยังสามารถทำบุญและดูแลแม่น้ำแบบไม่ต้องเสียเงินด้วยวิธีง่ายๆ คือ การไม่ทิ้งขยะลงน้ำ หรือเก็บขยะขึ้นมาถ้าไม่ลำบากจนเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการกระจายข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์และมลพิษ ที่เราได้ทำระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทาง โดยพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชน และช่วยบอกให้พวกเขาดูแลแหล่งน้ำ ซึ่งพวกเขายินดีมาก เพราะมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรายงานการตรวจพบมลพิษให้กรีนพีซได้รับทราบ เพื่อพิจารณาเข้าไปแก้ปัญหา

นอกจากเรียกร้องให้ภาครัฐ ตรวจหา ลงโทษ และปิด โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำทิ้งปนเปื้อนสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ เราสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด เพื่อลดสารเคมีให้เหลือศูนย์ในภาคการผลิต แต่เพราะมีราคาแพง ภาครัฐจึงยังไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่มีข้อดีมากมาย เรารู้สึกแย่ที่ล่องเรือผ่านโรงงานอุตสาหรรมที่กำลังปล่อยน้ำทิ้ง และเลยมาสักนิดพบคนชราและเด็กกำลังเล่นน้ำ พวกเขามีสิทธิในการรับรู้ (Right to Know) ว่าน้ำที่พวกเขาใช้เพื่อชีวิตตนเองนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง กรีนพีซจึงเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยบัญชีการใช้สารเคมี (Toxic Inventory) เพื่อตั้งเป้าลดสารเคมีที่เรามองไม่เห็น ซึ่งชาวบ้านหลายแห่งกำลังต่อสู้ในเ้รื่องนี้ หลายประเทศเริ่มปฏิบัติแล้ว ที่มาบตาพุดเริ่มใช้แล้วเช่นกัน

กว่าจะคิดได้ก็เกือบจะสายเสียแล้ว พวกเราผูก ป้าย “Greenpeace” ข้างเรือสูบลม และแต่งตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังทำให้สะเทือนไปทั้งจักรวาลได้ แล้วทำไมการหยิบชูชีพตัวเดียวจะมิอาจทำให้สั่นสะท้านไปทั้งเรือได้

“ไม้พาย Overboard เอาเรือยางไปเก็บไม้พายก่อน” เสียงพี่ท็อปตะโกนบอกให้ทีมเรือยางลงน้ำโดยมิได้นัดหมาย พี่แป๋งรับบทพระเอกควบเรือยางนำทีมไปเก็บไม้พายที่ลอยอืดอยู่กลางน้ำ....งานนี้พี่แป๋งได้ใจผมไปเต็มๆ

เรือใหญ่จอดที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปดเพื่อให้พวกเราขนสัมภาระบางส่วนขึ้นฝั่ง พี่เบียร์ผู้นำทีมบกนำรถมารับของทันทีที่พวกเราไปถึง พวกเราผูกเรือพาติดกันเพื่อกันให้เรือไม่โคลงแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังวัดอรุณฯ เรือวิ่งไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผมมีเวลามองสองฝั่งแม่น้ำจากมุมมองที่เปลี่ยนไปเพราะพายเรือมาจึงมองเห็นจากมุมต่ำ และด้วยวัยที่หนุ่มน้อยลงทุกวันคงจะเป็นเรื่องยากที่ความคิดจะเหมือนวันวาน ที่กรุงเทพฯมีประชากรอาศัยมากกว่าทุกจังหวัด แต่เมื่อเทียบโดยสัดส่วนมีผู้คนน้อยเหลือเกินที่ใช้ชีวิตอย่างผูกพันกับแม่น้ำ ที่ดินริมน้ำมักเป็นร้านอาหาร โรงแรม สถานศึกษา ย่านธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแม่น้ำในด้านการคมนาคมเป็นหลัก

ระหว่างทางโย่ยนถามผมว่าเคยมีอุบัติเหตุในแม่น้ำเจ้าพระยาไหม ผมจึงเล่าเรื่องโป๊ะล่มที่ท่าเรือพรานนกให้ฟัง อุบัติเหตุในวันนั้นส่งผลต่อการออกแบบโป๊ะในปัจจุบัน คือโป๊ะจะไม่มีหลังคาเพื่อป้องกันคนติดอยู่ข้างในหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผมกลับมามองที่เรือตัวเองว่าจะล่มเมื่อไหร่ เพราะกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอไม้ในแม่น้ำก็ได้สร้างรอยแผลให้กับเรือพายสูบลมของพวกเราไว้อย่างมากมาย แต่อย่างน้อยล่มตรงนี้ก็ยังดีกว่าล่มที่ปลายน้ำ (ปากอ่าว)

เรือขนทรายแม้ว่าจะวิ่งช้า แต่ด้วยความที่ใหญ่และยาวอย่างยิ่งจึงกลายเป็นหนึ่งในพี่เบิ้มของสายน้ำ (เกะกะชิบเป๋ง) ตอนเด็กผมเข้าใจว่าเรือลากมีสองแบบคือแบบสูงและแบบเตี้ย โง่อยู่นานกว่าจะรู้ว่าไอ้เรือที่สูง ๆ นั้นคือเรือเปล่าที่วิ่งกลับบริษัท หากเรามองในด้าน Logistics (art of the movement and supply of troops) การวิ่งเรือเปล่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่สร้างมูลค่า นอกจากนั้นยังเพิ่มต้นทุนด้านการขนส่ง ในด้านสิ่งแวดล้อมการเดินทางแต่ละเที่ยวย่อมก่อมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิ่งที่มากเที่ยวย่อมไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแทนที่แต่ละบริษัทจะคิดแต่เรื่องการแข่งขันและวิ่งเรือแบบตัวใครตัวมัน พวกเขาควรจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (ที่ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง) ในด้านการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อถึงวัดอรุณฯ พวกเราหันหัวเรือทวนน้ำไปทางทิศเหนือ แล้วบังคับเรือเข้าใกล้ฝั่งพระนครเพื่อให้สื่อมวลชนถ่ายภาพการรณรงค์ของเรา ช่วงนี้ยากกว่าตอนซ้อมพอสมควรเพราะมีทั้งเรือด่วน เรือนำเที่ยว เรือข้ามฟาก และเรือหางยาว วิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ค่อยชอบป้ายตาข่ายเท่าไรนักเพราะว่าอ่านยาก แต่ด้วยความที่พวกเราต้องถือป้ายบนเรือซึ่งต้องเผชิญกับทั้งน้ำและลมป้ายชนิดนี้จึงเป็นคำตอบสุดท้าย พวกเราพายกันอยู่สามรอบว่าจะได้ภาพที่พอใจ แน่นอนการพายเรือคงจะไม่ทำให้น้ำสะอาดขึ้นมาเป็นแน่ ทว่าเป้าหมายของพวกเราคือการเรียกความสนใจจากมวลชนเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำรวมถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำอันเป็นสมบัติของพวกเราทุกคน

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ” ผมนึกถึงเทเลทับบีเวลาจะจบ เสร็จกิจพวกเราก็เอาไม้พายตีน้ำคนละสามครั้ง เพื่อเรียกจิตวิญญาณในสายน้ำดังที่โยย่นเคยบอก

พวกเรากลับเรือใหญ่ซึ่งพาพวกเราพร้อมสัมภาระทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือใต้สะพานพระรามแปด ภารกิจยังไม่จบดี พวกเรายังต้องกลับไปที่ Warehouse หรือคลังสมบัติของกรีนพีซ เพื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บเข้าที่ ผมขอแยกตัวกลับบ้านก่อนเพราะบอกที่บ้านไว้ไม่ให้ล็อคกุญแจ จะโทรไปบอกให้ล็อคบ้านก็ไม่มีใครอยู่ จะโทรไปบอกโจรว่าอย่าเพิ่งเข้าบ้านก็คงจะไม่ดีแน่ เพื่อนๆ อาสาสมัครล้างและเก็บของกันถึงเย็นต่อด้วย Debriefing หรือ การกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ที่คงจะไม่สั้นอย่างแน่นอน

ความสวย ทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติ และกลิ่นอายความสดชื่นของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงต้น จะทำให้พวกเราหวนคิดถึง และหวังว่าจะกระตุ้นให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำ ที่มีทิวทัศน์สวยงาม ให้ดำรงอยู่ และรักษาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และขออย่าให้เป็นเช่นดังแม่น้ำตอนกลางที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนถึงปลายน้ำ ที่เสื่อมโทรมมากที่สุด ณ ปลายน้ำนั้นแม้จะมีแปลงเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำน้อยกว่าต้นน้ำ แต่มีโรงงานมากกว่า และมีมลพิษจากท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือนมากกว่า จนปลายน้ำไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ นอกจากเพื่อเพียงการคมนาคมเท่านั้น

- ขวัญ และ หนิง

การเดินทางสิ้นสุด แต่ท่านยังคงช่วยเราได้ต่อ โปรดไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อส่งรูป ข้อความ บล็อก หรือ วีดิโอ เกี่ยวกับน้ำ เพื่อปกป้องน้ำ

ประสบการณ์เหนื่อยๆ มันๆ หนึ่งครั้งของชีวิต (บันทึกวันที่ 28 พ.ค. ก่อนวันสุดท้าย)

28 พ.ค. 2552

คืนก่อนเขียนบล็อกจนดึกก่อนเดินสลึมสลือหามุ้งซุกหัว แม้จะใส่เสือเขียวที่ไม่ฝักใฝ่มุ้งไหนเป็นพิเศษ แต่เสียง “เรือกรนไฟ” จากแต่ละมุ้งทำให้ผมประกาศอิสรภาพ

“ก็นอนมันตรงนี้เนี่ยแหละ” ผมพูดกับตัวเอง แล้วนอนนอกมุ้งแบบไม่เกรงใจยุงที่พยายามจะหามเข้าโลง

ไม่ทันจะหลับสนิทลุงแป๊ะ (กับตันฮาเฮ) ที่เดินมาดูความเรียบร้อยบนเรือคงจะทนความทุเรศของผมที่นอนเดียวดายนอกมุ้งอยู่เพียงลำพัง จึงเดินไปปลุกน้องกบ จึงเดินไปเอามุ้งมากางให้ แต่ด้วยความง่วงจัด (สันดาน) กว่าจะรู้สึกตัวสึกตัวกัปตันก็กางมุ้งให้ผมเสร็จแล้ว

แดดยามเช้าแยงลูกกะตาจนต้องตื่นขึ้นมาแบบเบลอๆ เห็นเงาตะคุ่มทางขวาจึงหันไปมองแต่กลับกลายเป็นช่างกล้องที่กำลังแอบถ่ายคลิปพวกเราซะงั้น สงสังพี่สุรเชษฐจะกลัวเสียเชิงพี่วินัยที่เมื่อวานลงทุนมุดท่อไปแอบถ่ายรูปพวกเราจนได้ภาพแหล่มๆ มาลงเว็บ วันนี้พี่เชษฐ์จึงแก้เกมส์ด้วยการรีบแหกขี้ตามาแต่เช้าเพื่อถ่ายภาพพวกเราตอนกำลังเคารพธงชาติ...เอ้ยกำลังตื่นนอน

เส้นทางวันนี้จะผ่านปทุมธานีและไปจบที่นนทบุรี เรือลำแรกมีผึ้งพายหน้าและเดียวคัดท้าย ส่วนผมพายคู่กับโยย่นที่ไม่เคยพายด้วยกันมาก่อนแต่ก็ไปได้ด้วยดี เพราะได้นายท้ายเป็นฝีพายทีมชาติที่นำเข้ามาจากอิเหนา อย่างไรก็ตามความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว (อีกแล้ว) ไม่ทันไรพวกเราต้องส่งสัญญาณเรียกเรือพี่เลี้ยงให้มาเก็บผมขึ้นไป

“เป็นอะไรครับ?” เสียงจากพี่สุรเชษฐ์ ช่างวิดีโอที่เคยทำงานร่วมกับมิยาบิมาแล้ว

“ปวดขึ้ครับพี่ ไม่ไหวแล้ว ขนลุกไปทั้งตัว ให้น้องแก้วมาแทนชั่วคราวก่อน” ผมตอบอย่างจริงใจก่อนเงยหน้าไปเห็นกล้องจ่อหัวอยู่............พลาดอีกแล้ว!!!

เรือยางพาผมไปวางระเบิดที่วัดก่อนกลับมาทำหน้าที่ต่อ ย่านนี้พบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นมลภาวะทางน้ำที่ชัดเจน หากมองในแง่ดีโรงงานย่านนี้จัดว่ามีมาตรฐาน แต่หากมองกลับกันสารพิษจำนวนมากยากจะมองเห็นในแม่น้ำสีน้ำตาล และการปล่อยน้ำเสียอาจเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับจังหวัดอื่ ๆ ดังที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยฝีพายจากสุราษฎร์จึงเลือกเก็บตัวอย่างพืชน้ำมาทดสอบ

“เอ้ย...อย่าคุยเสียงดังเดี๋ยวเจ้าของบ้านเค้าก็รู้ตัวหมด” ผึ้งปรามพวกเราก่อนพายแจ้นเอาผักบุ้งส่งขึ้นเรือใหญ่

ช่วงบ่ายพี่แป๋งคัดฝีพายพาสี่คนเพื่อมาถือป้ายในวันพรุ่งนี้โดยดูจากความโหดของใบหน้า แน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนฝีพายอีกสามคนคือ กวาง เดียว และแน่นอนโยย่น เมื่อได้ตัวแล้วพวกเราจึงซ้อมการแก้ปัญหากรณีเรือพลิกคว่ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

“พายมาชาติเศษแล้วทำไมเพิ่งจะมาซ้อม” หนอนบล็อกแขวะ

เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงกรุงเทพฯ น้ำเชี่ยว คลื่นแรง เพราะมีการจราจรทางน้ำที่คับคั่งมาก พวกเราจะต้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันหากมีการล่มปากอ่าวเกิดขึ้น หลังจากที่ซักซ้อมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสร็จแล้วพวกเราจึงฝึกการถือป้ายรณรงค์ เดิมทีตั้งใจเอาไว้ว่าเรือพายสองลำจะร่วมกันถือป้ายหน้าที่วัดอรุณ แต่เพื่อความปลอดภัย (และกลัวสื่อมวลชนจะสนใจข่าวเรือคว่ำมากกว่าข้อเรียกร้องของกรีนพีซ) ทีมเรือจึงใช้เรือยางถือป้ายร่วมกับเรือพาย ซ้อมกันอยู่นานกว่าจะมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ “แป๊ก” กว่าจะเสร็จก็ดมควันจากเรือยางกันจนแทบจะเป็นปลาซัลมอนก่อนจะพูดกันแบบขำๆ ว่า “พวกเรารักแม่น้ำมากกว่าปอดตัวเอง”

เมื่อภารกิจลุล่วงผมจึงถือโอกาสว่ายน้ำเล่นอย่างสบายใจ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายระหว่างโครงการนี้ที่พวกเราจะได้ว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำเจ้าพระยา

“ขวัญ ทำท่าเมื่อกี้อีกทีได้ไหม?” เสียงพี่วินัยลอยมาจากหัวเรือ

“ได้พี่เดี๋ยวจัดให้” ผมตอบโดยไม่คิด ก่อนตีลังกาเอาหัวมุดน้ำแล้วเอาขาหลังชี้ฟ้า

“ขออีกที เมื่อกี้ถ่ายไม่ทัน”

ผมจัดให้อีกหลายครั้งด้วยความบ้ายุ เมื่อเท้าชี้ฟ้าปัญญาจึงเกิด (เลือดไหลลงสมอง?) ระหว่างที่หัวผมมุดน้ำอยู่นั้นผมเพิ่งจะคิดได้ว่าพี่วินัยถ่ายรูปหน้าผมน้อยมาก แต่ตอนนี้ขอถ่ายรูปเท้า พี่วินัยกำลังจะบอกอะไรกับผมอยู่หรือไม่? วันนี้ผมเสียรู้ช่างภาพอีกแล้วหรือ?

คืนน้ำเราทดสอบผักบุ้งที่เก็บมาด้วยน้ำกรดในกระเพาะและพบว่าคุณภาพน้ำที่นี่ยังดีอยู่ เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีใคร “งานออก” เลยสักคน มื้อนี้นุ่นทำกับข้าวให้พวกเรากินราวกับว่าจะทุบหม้อข้าวเพื่อเข้าตีเมืองกรุง

“ก็มันเหลือนี่ ช่วยๆ กันกินหน่อย” นุ่นชี้แจง

.

.

.

ราวกับหนังตกร่องหรือคลิปสะดุด วันนี้พี่วินัยเล่นหนังเรื่องเดิมอีกแล้ว จานกลมสีขาวที่อุตส่าห์ล้างแต่หัววันกลายมาเป็นจาน “ของกลาง” ของทุกคน...แม่น้ำสีชมพูกลับกลายเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง สงสัยตั้ง White Balance ผิดจึงกรุบกริบไม่ออก “มันไม่เรื่องขำๆ แต่มันเป็นความผิดหวัง....” พี่วินัยเล่าแบบจริงจังก่อนเอาจานเขลอะๆ ไปล้างเพื่อนำมาใช้ (จนได้)

คืนนี้เป็นคืนแรก คืนสุดท้าย และคืนเดียวที่ Briefing สั้น ฟังดูเหมือนจะดีแต่ก็หาจะเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะวันรุ่งขึ้นพวกเราจะต้องแหกขึ้ตากันแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อเก็บของและเตรียมขนย้ายสัมภาระ ผมโทรบอกที่บ้านว่าใกล้ถึงแล้วพรุ่งนี้จะเข้าบ้านช่วงบ่าย อีกเพียงชั่วอึดใจภารกิจของพวกเราก็จะสิ้นสุด ผมหลับเป็นตายโดยไม่ต้องพึ่งยาของพี่น้ำ (หนังสือโลกร้อน 5 องศา)

- ขวัญ

mercredi 27 mai 2009

2 วันในตัวเมืองอยุธยา

วันแรกที่อยุธยา 26 พ.ค. 52

วันนี้เรือใหญ่และเรือพายของเรายังคงจอดอยู่ที่วัดท่าการ้อง เพราะจะต้องเตรียมงานร่วมกับจังหวัดอยุธยาในวันพรุ่งนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเราบางส่วนจึงนั่งเรือยางออกไปสำรวจเส้นทาง บางส่วนดูแลความเรียบร้อยและทำอาหารบนเรือ ส่วนทีมบนบกก็ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในจังหวัด

โดยส่วนตัวผมไม่กังวลกับการพายที่อยุธยาเท่าไหร่ เพราะพวกเราได้มาทำการฝึกซ้อมที่นี่ก่อนเริ่มกิจกรรม ตอนนั้นพวกเราได้พักที่บ้านผู้ใหญ่พูนที่ ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนนี้คือ “ยาสมุนไพรอายุวัฒนะ” ซึ่งก็คือยาเม็ดลูกกลอนนั่นเอง ขอบคุณป้าพูลที่ใจดีแบ่งผลิตภัณฑ์บางส่วนมาให้เราได้ทดลองซึ่งแก้ปัญหากินเข้าแต่ไม่ยอมออกของหลายต่อหลายคนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่นี่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแต่ไม่เป็นมิตรกับลูกกะตา
.
.
.
ย้อนกลับไปวันแรกของการเดินทาง
ด้วยความที่เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติผมจึงเอาสบู่มาฟอกหน้าแบบไม่กลัวตาจะบอด
“เช้ดดดด......นี่มันสบู่หรือผงซักฟอกกันแน่วะ!!!!!!! ทำไมมันถึงแสบตาได้ขนาดนี้” ผมคิดในใจก่อนรีบเปิดน้ำจากฝักบัวเพื่อล้างตา ไม่ทันจะหาย ล้างฟองหมดจู่ๆ น้ำก็หยุดไหลซะดื้อๆ เนื่องจากไฟช็อตทำให้ปั๊มไม่ทำงานน้ำจึงไม่ไหลทั้งเรือ จะตักน้ำในถังมาล้างหน้าก็ไม่ได้ เพราะเมื่อตอนเช้ามีคนทำสบู่รุ่นเดียวกันตกลงไปในถัง แต่ไม่มีใครคิดจะก้มลงไปเก็บเพราะกลัวจะโดน “กรุบกริบ” ฟองจึงฟอดเต็มถัง จะก้มหน้าลงไปอีกอ่างก็กลัวเม็ดพริกจะติดหน้าแล้วมันจะซี๊ดกว่าเดิม จะวิ่งออกไปกระโดดน้ำพร้อมแท่งเหล็กเพชรก็กลัวจะโดนปลาตอด ผมจึงได้แต่กรีดร้องเผื่อจะมีคนใจดีมาช่วย โชคดีพี่แป๋งเด็กมหิดล (อีกแล้ว) ลงมาล้างจานอยู่หน้าห้องจึงไปบอกกับตันให้ซ่อมไฟให้ แล้วผมก็กลับมามีชีวิตแบบครบ 32 อีกครั้ง

กลับสู่ปัจจุบัน
ตอนบ่ายผมออกไปสำรวจเส้นทางทำกิจกรรมสำหรับวันรุ่งขึ้นกับทีมเรือยาง ขยะไม่มากอย่างที่คิดเพราะน้ำในแม่น้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนหลายคนทิ้งขยะลงน้ำ เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าเดี๋ยวน้ำก็พัดไปที่อื่น หลายครั้งที่พวกเราเห็นคนทิ้งขยะลงน้ำกับตา แน่นอนย่อมไม่มีใครพอใจ แต่พวกเราก็ไม่อาจโทษคนเหล่านั้นได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะความจริงคือในบางพื้นที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเก็บขยะ และด้วย “ความเป็นไทยนี้รักสบาย” แม่น้ำของเราจึงต้องรับกรรมจากความบกพร่องจากทั้งภาครัฐและประชาชน

ในขาวมีดำในดำมีขาว ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่มีทางออก ยังมีกลุ่มชุมชนที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จนนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาคือกลุ่มชุมชนเกาะลอยที่แต่ละบ้านร่วมกันลงแขก เอ้ยลงขันกันเดือนละ 30 บาทเพื่อจ้างคนมาเก็บขยะอาทิตย์ละครั้ง โดยให้ชาวบ้านนำขยะมากองที่จุดเดียวกันแล้วเรือจะรับไปส่งที่เทศบาล นอกจากนั้นพวกเขายังทำน้ำยาล้างจาน สบู่ และยาสระผมขึ้นใช้เอง ผลิตภัณฑ์บางส่วนพวกเขาแจกให้กับโรงเรียนในละแวกนั้น แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาตินั้นมักเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (แต่จะเป็นมิตรกับลูกกะตาหรือเปล่านั้นก็เป็นอีกเรื่อง) เพราะว่ามันเป็นอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางชีวภาพ จึงมีสารตกค้างน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม

ตกเย็นทีมเรือยางของพวกเรากลับมาที่เรือใหญ่ พวกเราเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าห้องน้ำวัดนี้สะอาดกว่าห้องน้ำทุกวัดทั่วไทย อาจเป็นเพราะด้วยแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน หรือเพราะตู้รับบริจาคที่มีมากถึงมากที่สุด และมีการทำบุญให้เลือกแทบทุก Option เชื่อหรือไม่ว่าท่านสามารถชำระเงินได้ด้วยบัตรเครดิต และ Smart Purse ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนทำทานเพื่ออะไร เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเพื่อการลงทุนสำหรับชาติหน้า (โลภกว่าเดิม) ผมนอนที่นี่สองคืนแต่ไม่เคยได้ยินเสียงทำวัตรแม้แต่ครั้งเดียวทว่าได้ยินเสียงละหมาดจากมัสยิดในละแวกใกล้เคียงทั้งวัน
.
.
.
คืนนี้ผมคงจะต้องสวดมนต์ให้ตัวเองฟังอีกเช่นเคย


วันที่ 2 ที่อยุธยา 27 พ.ค. 52

อรุณเบิกฟ้า คายักเริ่มพายไปจุดนัดพบที่ตลาดหัวรอ เช้าวันนี้พวกเรามีกิจกรรมเก็บขยะในแม่น้ำร่วมกับชาวอยุธยา ขอบคุณทีมบนบกที่จัดเตรียมนิทรรศการรวมถึงประสานงานกับชุมชนอย่างเรียบร้อยก่อนที่พวกเราจะไปถึง เรือไม้ของชาวบ้านทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดงานเรือพายราวสามลำได้เคลื่อนตัวเข้าสู่คลองคูเมือง อาสาสมัครจากกรีนพีซจำนวนมากที่มาสมทบก็ได้ร่วมลงเรือมาเก็บขยะกับพวกเราด้วย เพื่อความมันส์และเร้าใจ ผู้ว่าประกาศแจกไข่เป็นรางวัลให้กับเรือที่เก็บขยะในงาน

ฝีพายทุกลำใส่เสื้อเขียว “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ” และปลอกแขน “Greenpeace” กันอย่างพร้อมเพรียง
“ยาย ปลอกแขนสวยนะครับ” ผมตะโกนแซวยายที่พายเรืออยู่ข้างหน้า
“จ้า ก็เหมือนของหนูนั่นแหละ แต่มันเขียนว่าอะไรหรือยายอ่านไม่ออก” ................
พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ขยะที่เก็บได้เป็นส่วนมากเป็นโฟมและถุงพลาสติกที่บรรจุขยะจากครัวเรือน ป้าคนหนึ่งที่เก็บด้วยกันบ่นว่า “ตอนนี้ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่หรอกหนู แต่พอน้ำลงมันจะเหม็นมาก พวกแพมเพิส (ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป) นี่เยอะมากเลย ป้าว่ามันน่าจะมีมาตรการซื้อคืน”

เกือบจะลืมบอกไปทีมเรือพายของเราในวันนี้ประกอบด้วย โยย่นคู่กับฟาน และเดียวคู่กับผม อาจเป็นเพราะอยู่ไกลบ้าน (และเมีย) โยยนออกอาการเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นทุกวัน สัญชาติญาณอนุรักษ์พันธุ์มนุษย์ทำงานมากกว่าสัญชาติญาณอนุรักษ์แม่น้ำ เรือของหัวหน้าทีมเรืออิเหนามักจะเป๋ไปหาสาวๆ ทันทีที่มีโอกาส

อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวถึงสัญชาติญาณเสาะหาก็คงจะไม่มีใครเกินพี่วินัย ที่ลงทุนมุดท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อให้ได้ภาพ “ภาพนี้มันสุดยอดเลยมีทั้งขยะ น้ำเสีย ท่อระบายน้ำกำลังพัง บ้านเรือน แม่น้ำ และคนกำลังเก็บขยะ มีประธานขยายประธาน กริยาขยายกริยา กรรมขยายกรรม” พี่วินัยติผลงานตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดี ระหว่างเล่าเบื้องหลังให้ผมฟัง ได้รูปสวยอารมณ์จึงดีช่างภาพของเราจึงมีเวลาไป “กรุบกริบ” ที่ร้านกาแฟสีขาวแห่งหนึ่งในเมืองแห่งประวัติศาสตร์ “มันคือรางวัลแห่งชีวิตที่เทพประธานมาให้จากการบูชายัญตัวเองเพื่อภาพภาพนั้น พี่ไม่คิดว่าจะมีร้านกาแฟน่ารักๆ ที่นี่ แต่ที่ตรึงใจพี่ี่สุดคือน้องกี้ (นามสมมุติ) ใบหน้าขาวนวลกับผมซอยสั้นของเธอทำให้พี่รู้สึกอยากจะแต่งงาน” พี่วินัยเล่าอย่างเมามันระหว่างพักกินข้าวเที่ยง

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthaya

ช่วงบ่ายมีการสลับฝีพายเล็กน้อยโดยเดียวขึ้นไปพัก โยยนพายคู่กับกวาง และฟานเปลี่ยนลำมาพายคู่กับผม ที่อยุธยามีวัดเยอะมากถึงมากที่สุดจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่ข่าวร้ายคือมีข่าวว่า องค์กรยูเนสโก กำลังพิจารณาว่าถอดถอนอยุธยาออกจากเมืองมรดกโลกเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง ผมก็ได้แต่หวังว่าการรณรงค์ของพวกเราจะช่วยให้ชุมชนหันมาดูแลสภาพแวดล้อมของตัวเองมากขึ้นเพื่อให้อยุธยายังคงรักษาเกียรตินั้นต่อไปได้

การพายช่วงนี้ออกจะซิกแซกบ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะต้องหลบผักตบชวาอยู่เป็นระยะ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่าพืชชนิดนี้สร้างปัญหามลภาวะทางน้ำมาก เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนเต็มคูคลอง ทำให้แสงไม่สามารถส่องลงน้ำได้จนพืชน้ำชนิดอื่นไม่สามารถสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนได้ทำให้แม่น้ำเน่าเสียในที่สุด แค่ชื่อก็บอกชัดแล้วว่ามันมาจากไหน แม้ว่าสภาพภูมิอากาศอาจไม่แตกต่างกันนัก แต่ระบบนิเวศในแต่ละที่ย่อมแตกต่างกันและมีความสมดุลในตัวของมันเอง การนำพืชหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ เช่น การที่ผักตบชวาไม่มีผู้ล่าอาจเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้พวกมันขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในบ้านเราจนนำไปสู่ปัญหาที่ตามมามากมาย ในบางประเทศมีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Law) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วยการ ห้ามนำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ที่เสียเวลาแพ่มยืดมายาวนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกให้คนที่คิดจะนำสัตว์หรือพืชแปลกๆ จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเลิกความคิดนั้นซะ

ตกเย็นพวกเรากลับฐานทัพ (เรือใหญ่) ผมดื่มน้ำดับกระหายแล้วลงไปล้างแก้วข้างล่าง แต่ก็ไม่รู้จะล้างอย่างไรเพราะจานชามหม้อไหเต็มไปหมด จะให้ยืนหน้าจาน หรือหน้าหม้อก็ไม่ใช่วิสัยผมจึงต้องจำใจล้างมันให้หมด

“ขวัญ ๆ เห็นจานสีขาวป่าว” พี่ิวินัยเดินลงมาถาม
“มีครับ แต่ยังไม่ได้ล้าง”
“ดีๆ งั้นเดี๋ยวพี่ล้างเอง พอดีอยากกินข้าวบนจานสีขาว”
แล้วพี่วินัยก็หายตัวไป

ขณะที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังช่วยกันทำป้าย (Banner) ที่จะใช้ในวันแถลงข่าวของพวกเราผมกลับตัดสินใจเป็นลูกมือของนุ่นแม่ครัวใหญ่ที่ดูไม่ค่อยสบายตั้งแต่เมื่อวาน พวกเราช่วยกันปอกส้มโอเพื่อเป็นผลไม้หลังอาหารเย็น

“พี่ขวัญช่วยหยิบจานสีขาวให้นุ่นหน่อย พอดีต้องใช้จานใบใหญ่”
.
.
.
พี่วินัยเดินกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มที่ลงทุนลุยฝ่าดงหมาไปซื้อมากินแกล้มกับอาหารบนจานสีขาวเพื่อเป็นรางวัลต่อเนื่องจากการพบเธอที่ร้านกาแฟสีขาวกลางกรุงเก่า

“มันคือความจริง เวลาที่เราถ่ายรูปเนี่ย จะต้องแข่งขันกับอะไรมากมาย” พี่วินัยพูดเช่นนี้ทุกครั้งเวลาที่ให้คำแนะนำเรื่องการถ่ายภาพกับพวกเรา

ทว่ามันก็คือความจริงเช่นกันที่จานสีขาวใบนั้นถูกส้มโอปอกแล้วทับอยู่................ความฝันฟุ้งที่กำลังจะเป็นเรื่องน้ำเน่า ถูกกระแทกด้วยส้มโอให้กลับสู่ความจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเน่าเช่นกัน

ผมใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกับน้อง ๆ อาสาสมัครถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเขา และกลับมาเขียนบันทึกของวันนี้จนอีกเช่นเคย ส่วนๆ เพื่อนบางส่วนยังคงทำป้ายกันจนดึกเพราะพวกเราเข้าใกล้กรุงเทพฯ เต็มที

- ขวัญ


» ดูภาพทั้งชุดได้ที่นี่

» เป็นส่วนหนึ่งของการพายเรือ ทำกิจกรรมง่ายๆ บนอินเตอร์เน็ต

mardi 26 mai 2009

ขยะ สำคัญน้อยกว่าขยะที่มองไม่เห็น (พายเรือเก็บขยะที่อยุธยา)

ก่อนเล่าเรื่องราวในงานที่มีข่าวดีในวันนี้ ขอเล่าประวัติศาสตร์เมืองเก่าของเราแต่ก่อน (อยุธยา) ก่อนนะคะ...

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทอง เจ้าเมืองอู่ทอง อยุธยา ซึ่งขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดและขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำริจะย้ายเมือง และพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่ ซึ่งต้องเป็นเมืองที่มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอด เริ่มแรกพระองค์ทรงประทับที่ตำบลเวียงเหล็กเพื่อดูชั้นเชิงเป็นเวลากว่า 3 ปี และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่ตำบลหนองโสน (บึงพระราม) เพราะมีต้นโสนมาก ออกดอกเหลืองอร่ามคล้ายทองคำแลสะพรั่งตา ดังนั้นดอกโสนจึงถือเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด และทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓

ตัวเมืองอยุธยา หรือ "เกาะเมือง" มีแม่น้ำ 3 สายโอบล้อม ได้แก่ แม่น้ำลพบุึรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเชื่อมกับเครือข่ายคลองธรรมชาติและคลองขุดจนได้รับฉายาจากชาวตะวันตกที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" สถานที่ที่เรามารวมตัวกันวันนี้อยู่ในตำบลหัวรอ ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งค้าขายสำคัญแหล่งหนึ่งสมัยอยุธยา เพราะเป็นที่ซึ่งแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีมาบรรจบกัน

ชุมชนชาวอยุธยามีหลากหลายวัฒนธรรมมาก มีวัดเยอะ แต่ในขณะเดียวกัีนก็มีมัสยิดและโบสถ์สวยๆ เราล่องเรือผ่านวัด ซึ่งพื้นที่โดยรอบถูกกัดเซาะมาก จนต้องรื้อโบสถ์จนเหลือแต่องค์พระประธานองค์เดียว เพื่อสร้างกำแพงสูง 2 เมตรเพื่อป้องกันการกัดเซาะ เท่ากับต้อง "รื้อวัด" กันทีเดียว สาเหตุก็คือ น้ำที่กัดเซาะแรงและเร็ว ปกติน้ำนั้นกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้ว แต่กิจกรรมและการใช้ประโยชน์จากที่ดินของมนุษย์ทำให้การกัดเซาะรุนแรงและรวดเร็วขึ้น

วันนี้กรีนพีซร่วมกับอบจ. สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทศบาลพระนครนครศรีอยุธยา พายเรือในคลอง 2 คลอง คือ คลองคูเมือง และคลองบางขวด และขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ สถานที่เปิดงานอยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทร์เกษม อีกชื่อหนึ่ง คือ จันทร์เกษมหรือวังหน้า ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประมาณ พ.ศ. 2120 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เริ่มงานด้วยนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และว่าที่ ร.ต.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวเปิดงาน และ นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการพายเรือรณรงค์ครั้งนี้

พายเรือสร้างรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaตอนเปิดงานมีน้องนักเรียนใส่ชุดดรัมเมเยอร์ที่ทำจากถุงพลาสติกและกล่องนมเสีย ด้วย รู้มาว่าจังหวัดอยุธามีโครงการรีไซเคิล ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว 2 โรงเรียน และจะเชิญให้อีก 59 ชุมชนในเขตเทศบาลเข้าร่วม โครงการรีไซเคิลได้องค์กรซีด้า ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมของแคนาดา ส่งเงินมาช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้นักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมาช่วยเหลือด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จถึงขนาดที่ประเทศแคนาดา บังคลาเทศ มัลดีฟ และ เนปาล มาขอดูงานกันเลยทีเดียวนะ

ผู้ว่าฯ กล่าวว่า "การล่องเรือเป็นต้นแบบของการรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำ อยุธยาเป็นมรดกโลก สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ รวมถึงแหล่งน้ำจึงควรได้รับการรักษา โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ขอให้ประสบความสำเร็จ และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำอยุธยาให้สะอาด ให้สมกับที่เป็นมรดกของโลกต่อไป โดยนำความตั้งใจและห่วงใยของกรีนพีซ เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อไป"

ส่วนนายกเทศมนตรีฯ กล่าวว่า "ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจว่า วิถีชีวิตประจำวันของคนเป็นพิษต่อสายน้ำ การอาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน มีส่วนสร้างมลพิษในน้ำทั้งสิ้น การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ คนท้องถิ่น ถ้าทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องของทุกคน อบจ. และ อบต. ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เรื่องขยะ น้ำเสีย และมลพิษนั้น ถ้าทุกคนช่วยกัน เราก็จะมีทรัพยากรธรรมชาติใช้ไปนานๆ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการรักษาแหล่งน้ำสืบต่อไปในอนาคต"

ท่านนายกเทศมนตรีฯ พูดถูก แต่ท่านลืมเน้นว่า น้ำเสียจากชุมชนไม่มีความเป็นพิษ และแก้ไขได้ง่ายโดยการบำบัด แต่น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สะอาด และเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีที่ถูกฝนชะล้างยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชลงในแหล่งน้ำ เป็น 2 ตัวการหลักที่สร้างความเป็นพิษ และเป็นมลพิษที่อันตรายกว่าน้ำเสียจากชุมชนที่ไม่มีพิษ ซึ่งเป็นปัญหารอง โรงงานในอยุธยาหนาแน่นกว่าที่นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี และ อ่างทอง ที่เราใช้เวลาพายเรือแคนูผ่านมา 5 วัน (22-26 พ.ค.)

นายพลายภิรมย์กล่าวย้ำความคิดนี้ในการเปิดงาน ดังนี้

"ประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน รวมถึงด้านมลพิษทางน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตชีวิต น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม และสารเคมีเกษตรจากพื้นที่เพาะปลูก เกิดจากผลประโยชน์เพื่อปัจเจกบุคคล แทนที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน มลพิษจากสารพิษในแม่น้ำเจ้าพระัยา และสัตว์น้ำที่ลดลง ส่งผลต่อผู้คนนับล้าน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปกป้อง และกระตุ้นให้ตระหนักในการอนุรักษ์และร่วมฟื้นฟู"

ภาครัฐของอยุธยาได้รับสาน์สจากเราแล้ว

เมื่อพิธีการเสร็จ พวกเราส่วนหนึ่งพายเรือสู่คลองคูเมืองและคลองบางขวด อีกส่วนหนึ่งขี่จักรยานรอบกรุงเก่า เพื่อเก็บขยะ และรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ปกป้องแหล่งน้ำจากสารพิษ ขยะที่ฉันเก็บได้ ได้แก่ ถุงขนม ถุงใส่กับข้าวเหลือเน่าแล้ว แผ่้นพลาสติกห่อผ้าอนามัย ถุงพลาสติกใส่ผ้าอ้อมใช้แพายเรือคืนรอยยิ้มให้เจ้าพระยาถึงอยุธยาแล้ว Greenpeace activists canoe to Ayuthayaล้ว เศษกระสอบพลาสติก เชือกฟาง เชือกพลาสติกแข็ง ถุงพลาสติกทั้งเก่ามากและใหม่ กล่องโฟม โฟมแผ่นแบบอ่อนสำหรับห่อของแผ่นใหญ่ๆ รองเท้าแตะ กระดาษห่อข้าว นี่เป็นประเภทของขยะที่เรือของฉันเก็บได้ เรือของคนอื่นๆ คงมีขยะประเภทอื่นๆ อีก

การพายเรือเป็นประสบการณ์ใหม่ของฉัน และสนุก เพราะได้สัมผัสกับน้ำที่สร้างความสดชื่น และได้ชมบ้านเรือนริมน้ำซึ่งเป็นชีวิตความเป็นอยู่อีกรูปแบบ ที่น่าอยู่ไปอีกแบบ แม่น้ำให้ทัศนคติอีกมุมมองในเรื่องการท่องเที่ยว ปกติพวกเราท่องเที่ยวทางบก แต่พอได้นั่งบนเรือพายไม้ของชาวบ้าน พบว่า บรรยากาศสวยงามกว่าการเที่ยวบนบก ทัศนียภาพเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนใหญ่ผู้ที่นั่งริมน้ำเป็นคนชรา เป็นไปได้ว่าคนชรา่ผูกพันกับน้ำ นอกจากนี้ไม่มีคนใดที่เรามองไปแล้วไม่ยิ้มให้ เห็นฟันหลอๆ ดูแล้วประทับใจ

การเก็บขยะครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรณรงค์ให้คนไม่ทิ้งขยะแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรามาส่งสาน์สถึงหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนชาวอยุธยา และประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมกันปกป้องแหล่งน้ำจากสารเคมีอันตรายที่ถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ขยะเปรียบเสมือนการสร้างภาพให้เรารู้สึกไม่สบายใจ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเรามองเห็นได้ อย่างไรก็ดี ขยะมีความเป็นพิษน้อยกว่าขยะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ และไม่ให้ภาพที่น่าขยะแขยง และยังเก็บไม่ได้อีก นั่นคือ ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือน้ำทิ้งที่มีสารเคมีมีพิษ ขยะนี้เก็บไม่ได้ เว้นแต่ภาครัฐและโรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดการแก้ไข

หากรูปในบล็อกนี้ไม่พอ ดูสไลด์โชว์เต็มๆ ได้ที่นี่

วันนี้เราจะพายเรือต่อไปในอยุธยา พรุ่งนี้จะเข้าปทุมธานีและนนทบุรี จากนั้นวันสุดท้ายของการพายเรืออันทรหดจะสิ้นสุดลงที่กรุงเทพฯ ในวันศุกที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งจะมีการแถลงข่าวเกิดขึ้น ฉะนั้นการเขียนบล็อกยังไม่จบ โปรดติดตา่ม แต่ก่อนอื่น โปรดช่วยเราทำบางอย่าง โดยไปที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/take-action-for-river เพื่อมีส่วนร่วมกับการพายเรือโดยไม่ต้องออกแรงพาย


ขยะบางส่วนที่เก็บได้จากคลองคูเมือง