lundi 24 mai 2010

กระดานคะแนนผู้นำบริษัทไอทีสุดเจ๋ง เผยความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคำพูดและการกระทำ ในเรื่องการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

การจัดอันดับด้านสภาพภูมิอากาศของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ฉบับใหม่ล่าสุดของเราเปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่กี่แห่งกำลังเป็นผู้นำอย่างไร พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิธีแก้ปัญหาทางไอที ในการช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ดูเหมือนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยใช้วิธีทางไอทีนั้น เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด

วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน

กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน

คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน

รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ

ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน

กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก

ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม

บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด

» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที

vendredi 21 mai 2010

เปิดตัวการเดินทางสำรวจ ‘อาร์กติกใต้แรงกดดัน’

เรือเอซเพอรันซาของเรากลับไปเยือนมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนนี้ เพื่อเสริมความสำคัญให้กับเรื่องความจำเป็นอันเร่งด่วนในการปกป้องหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์และเปราะบางมากที่สุดของโลก

 เรือของเราออกเดินทางออกจากเยอรมนีแล้ว เรือเอสเพอรันซาจะไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก ณ หมู่เกาะสวาลบาร์ดในปลายเดือนนี้

เรือลำนี้นำนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำไปศึกษา ภาวะความเป็นกรดของทะเล ซึ่งจะเป็นผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดขึ้นน้อยกว่า แต่มีศักยภาพที่จะทำลายมหาสมุทรของเรามากเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ การเดินทางสำรวจครั้งนี้จะเปิดเผยและบันทึกภัยคุกคามที่ร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่ น้ำแข็งในทะเลที่กำลังละลาย การขยายตัวของอุตสาหกรรมประมงไปสู่ภูมิภาคนี้ ความพยายามให้ได้มาซึ่ง ‘สิทธิ’ ในการประมง เส้นทางขนส่งใหม่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ในอาร์กติก ซึ่งทำให้น้ำแข็งอาร์กติกละลายต่อเนื่อง ยิ่งเราเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ อาร์กติกก็จะละลายเร็วขึ้นเท่านั้น และโลกของเราก็จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับหายนะเร็วขึ้นเท่านั้น

มหาสมุทรอาร์กติกสมควรได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ในฐานะเขตสงวนทางทะเล นอกจากนี้ เราเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เลิกใช้ถ่านหิน และจุดประกายการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปกป้องอาร์กติกที่มีชีวิตในธรรมชาติอันงดงามยิ่ง รวมถึงหมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแต่ละแห่งที่พวกเขาอนุมัติ และเราจะไปเดินทางที่อาร์กติกเป็นเวลา 3 เดือนข้างหน้า เพื่อแสดงสิ่งนั้นให้พวกเขาได้เห็น

» อ่านต่อ และลงมือทำ

mercredi 19 mai 2010

ภาวะทะเลเป็นกรด โดยสังเขป



ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์คุกคามที่จะเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีของน้ำทะเล และเปลี่ยนแปลงชีวิตในมหาสมุทรของเรา ภายในชั่วชีวิตเดียวของมนุษย์

แอนนิเมชั่น โดย ลีโอเ เมอร์เรย์ เพื่อกรีนพีซ

ความสำเร็จอันหวานชื่นของงานรณรงค์คิทแคทที่ท่านเรียกร้อง และเนสท์เล่ตอบสนอง

เราใคร่ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านหลายแสนคน ได้สนับสนุนงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคท เป็นเวลา 2 เดือน ด้วยการส่งอีเมล์, โทรศัพท์ หรือเผยแพร่ข้อความรณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และสังคมออนไลน์อื่นๆ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เนสท์เล่ประกาศให้ลิงอุรังอุตัง รวมทั้งป่าฝนและป่าพรุของอินโดนีเซีย ได้พัก โดยให้คำมั่นว่าหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการทำลายป่าฝน


ในที่สุดลิงอุรังอุตังก็ได้พัก ขอขอบคุณท่าน

เนสท์เล่ได้ออกนโยบายใหม่ โดยยอมรับพันธกรณีที่จะคัดกรองบริษัทต่างๆที่เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร‘พื้นที่เพาะปลูกหรือไร่ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า’ ออกจากกลุ่มบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้เนสท์เล่ ข้อกำหนดนี้จะใช้บังคับกับบริษัทซีนาร์ มาส ที่เป็นที่รู้จักกันในทางลบ ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มและกระดาษ ที่กรีนพีซจับได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นตัวการทำลายป่าฝน ทั้งนี้ถ้าซีนาร์ มาสไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ของเนสท์เล่ นอกจากนี้ข้อกำหนดนี้ยังอาจใช้บังคับกับบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นผู้ขายส่งน้ำมันปาล์มรายหนึ่งให้เนสท์เล่ เพราะคาร์กิลน้ำมันปาล์มจากซีนาร์ มาส

การประกาศของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ส่งสัญญานอันหนักแน่นไปสู่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและกระดาษว่าการทำลายป่าฝนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในท้องตลาดยุคโลกาภิวัตน์เช่นในปัจจุบัน และประกาศดังกล่าวนี้คงจะไม่มีขึ้นหากพวกท่านไม่สนับสนุน แรงผลักดันของงานรณรงค์ต่อต้านคิทแคทของเรามาจากแรงสนับสนุนอันน่าทึ่งจากสาธารณชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งจากผู้บริโภค และนักกิจกรรมที่ชำนาญสื่อสังคมออนไลน์

แรงสนับสนุนจากสังคมออนไลน์เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งตั้งแต่ต้น เมื่อการถอดถอนวิดีโอชุด “คิดจะพัก?” ของเราออกจากยูทิวบ์ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องเรื่องการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ หลายคนได้อัปโหลดวิดีโอนั้นกลับเข้าไปในยูทิวบ์ และทำให้มีการเข้าไปดูวิดีโอนั้นนับหลายแสนครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มันได้รับการอัปโหลดเข้าไปที่วิมีโอ และเมื่อนับถึงขณะนี้มีการเข้าชมวิดีโอนั้นแล้วมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนครั้งถ้านับทุกเวอร์ชั่น

แหล่งสังคมออนไลน์ที่สำคัญอีกแห่งในการรณรงค์คิทแคทคือเฟซบุ๊ค อันเป็นที่ซึ่งพวกท่านได้ฝากกระแสกดดันต่อเนสท์เล่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบของความเห็นบนหน้าเฟซบุ๊คแฟน ในขณะที่พวกท่านอีกมากมายได้ “ติดประกาศการสนับสนุนบนแขนเสื้อ” ในแบบฉบับของเฟซบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนรูปประจำตัวของท่านเป็นภาพของลิงอุรังอุตัง, รูปป่าฝน, และภาพโลโก้รณรงค์ “ฆาตกร” คิทแคท


โลโก้ "ฆาตกร" ที่ใช้เป็นรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊ค โดยผู้สนับสนุน

พลังของสื่อสังคมสามารถสอดรับอย่างดียิ่งกับกิจกรรมทางตรงที่เราได้สื่อข้อความสายตรงไปสู่เนสท์เล่เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่างๆเช่นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของบริษัทฯเมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งนี้ เราได้ทักทายบรรดาผู้ถือหุ้นที่นอกห้องประชุมด้วยลิงอุรังอุตังที่มาประท้วงเมื่อเขามาถึง ส่วนในห้องประชุมมีนักกิจกรรมของเราซ่อนตัวอยู่บนเพดานแล้วห้อยแผ่นป้ายลงมาเรียกร้องให้เนสท์เล่จัดให้ลิงอุรังอุตังได้พัก นอกจากนั้นเรายังได้จัดกิจกรรมออนไลน์ด้วยการส่งข้อความทวีตไปยังบรรดาผู้ถือหุ้นตลอดเวลาของการประชุม โดยส่งผ่านเครือข่ายไวไฟปลอมที่เราตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเชื่อมโยงบรรดาผู้ถือหุ้นไปยัง greenpeace.org/kitkat ทันทีที่เขาเข้าอินเตอร์เน็ต

การรณรงค์ส่งสารไปยังเนสท์เล่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและไม่ลดละตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลทำให้ป่าฝนและลิงอุรังอุตังได้พัก ทั้งนี้ กิจกรรมทุกอย่าง - นับตั้งแต่การประท้วงโดยลิงอุรังอุตังตามข้างถนนไปจนถึงการอัปเดตข้อความบนเฟซบุ๊ค – ได้มีผลทำให้เกิดพันธกรณีเช่นที่มีในขณะนี้ เราขอแสดงความยินดีและขอบคุณต่อทุกท่านที่ได้ช่วยให้เรามีวันนี้ ขอให้ท่านประกาศก้องต่อโลก ประกาศบนเฟซบุ๊คและในทวิตเตอร์ หรือในเครือข่ายสังคมอื่นๆของท่าน ให้โลกรู้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยให้การรณรงค์คิทแคทของเราประสบความสำเร็จ

เรายังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคาร์บอนและป่าฝนและในอินโดนีเซียให้ครบวงจร เราจะเฝ้าดูเนสท์เล่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะรักษาคำมั่น และเพื่อผลักดันให้เขาลงมือปฏิบัติตามที่เขาประกาศโดยไม่รอช้า นอกจากนั้น เราจะสืบเสาะและเปิดโปงบริษัทที่ทำกิจการน้ำมันปาล์มและกิจการกระดาษอย่างไร้จริยธรรม ผู้ซึ่งทำลายป่าฝน และเราจะผลักดันรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม  นโยบาย “ไม่ทิ้งร่องรอยการทำลายป่า” อันเป็นนโยบายใหม่ของเนสท์เล่ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจแก่บริษัทข้ามชาติบริษัทอื่นๆ เช่นคาร์ฟู และวอลมาร์ต ให้ได้รับการสื่อสารจากเรา ว่าเราจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า

ขอจงไชโยโห่ฮิ้วกับความสำเร็จอันหวานชื่นของเรา

ขอบปรบมือดังๆให้ท่านที่ได้ช่วยเราสามารถทำให้ลิงอุรังอุตังและป่าฝนในอินโดนีเซียได้พักอย่างที่สมควรจะได้ จงคุยโวผ่านสื่อออนไลน์:

แบ่งปันที่เฟซบุ๊ค

แบ่งปันที่ทวิตเตอร์

ดูวีดิโอ: คิดจะพัก?


ภาพจากงานรณรงค์

mercredi 12 mai 2010

คลองเชียงรากน้อยกับสารพิษที่มองไม่เห็น

23 เมษายน 2553

การเดินทางของหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำยังคงดำเนินต่อไป วันนี้เราเดินทางฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุมายังคลองเชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี คลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้กับสถานีสูบน้ำดิบสำแล แหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่สำคัญที่สุดของภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ บริเวณนี้กลับเป็นที่ตั้งของโรงงานมากมาย และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แหล่งรวมโรงงานมลพิษ อาทิ โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ผลิตสารเคมี ผลิตพลาสติก เป็นต้น ทั้งหลายล้วนใช้สารเคมีอันตรายก่อมะเร็งหลากหลายชนิด

 จุดรับน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา ซึ่งอยู่ในจังหวัดปทุมทานี

ทีมงานกลับมายังจุดปล่อยน้ำเสียของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร บริเวณคลองซอยเล็กๆ หลังชุมชนซอยเชียงราก 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลบจากสายตาจากสาธารณชน แต่เป็นภาพที่ชินตาของชุมชนชาวเชียงรากน้อย ภาพท่อขนาดใหญ่วางเรียงรายพร้อมกับมีน้ำสีและกลิ่นที่ไม่สามารถบรรยายได้พวยพุ่งออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ท้าทายความรู้สึกของพวกเราอย่างมาก

 จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

คลองเชียงรากน้อยเชื่อมกับจุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีสีดำสกปรกและกลิ่นเหม็นในบางครั้ง

การกลับมาพบภาพเดิมๆ อีกครั้ง จาก 5 ปีที่แล้วที่เราเคยนำน้ำตัวอย่างไปตรวจ และพบสารโลหะหนักและนิกเกิลปนเปื้อน สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังคงเป็นบริบทเดิมๆ คือกฎหมายและการบังคับใช้ที่หละหลวม และโรงงานผู้ก่อมลพิษที่ขาดความรับผิดชอบ โดยทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมมักต่างประสานเสียงเหมือนกันว่า “โรงงานมีการบำบัดน้ำเสียแล้ว และปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด”

 ภาพมุมสูง จุดปล่อยน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองเชียงรากน้อยที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

จากภาพที่พบคำถามจึงเกิดขึ้น “เอ๊ะ! ชาวบ้านแถวนี้เค้ายังคงใช้น้ำในคลองอยู่หรือปล่าวหนอ” หรือถ้าจะเป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุดก็คือ “แล้วชาวบ้านที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำตรงนี้ในการดำรงชีวิต เขาจะทำกันอย่างไร จะได้รับผลกระทบกันอย่างไร” ความกังวลที่เกิดขึ้นกับพวกเราทันทีคือการที่ปลาและผักบุ้ง ผักกระเฉดในคลองนี้ที่ชาวบ้านจับกินและเก็บเกี่ยวไปขายในตลาดนั้น มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารพิษอันตราย

 ชาวบ้านปลูกผักกระเฉดตามคลองเพื่อนำไปขาย และยังมีการดักจับปลาเพื่อนำไปประกอบอาหาร

เดินทางลัดเลาะชายคลองมาเรื่อยๆ กับความสงสัย สายตาก็ไปสะดุดกับหอบผักกระเฉดสองหอบใหญ่ในมือคุณป้าที่กำลังขนขึ้นมาบรรจุถุงขายข้างคลอง ไม่รอช้าพวกเราจึงรีบเข้าไปคุยกับคุณป้าด้วยความอยากรู้ คุณป้าสง่าเป็นชาวจังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด อาศัยอยู่ข้างคลองเชียงรากน้อย คุณป้าเล่าว่า “ตอนเด็กๆคลองหน้าบ้านสะอาดมากมีกุ้งมีปลาให้กินตลอด สามารถว่ายน้ำเล่นได้ไม่ต้องกลัวคัน ช่วงหน้าน้ำเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ น้ำจะใสเห็นพื้นข้างล่างเลย แต่พอเริ่มมีโรงงานเข้ามาน้ำเริ่มเน่าเสียปลาลอยตายเป็นแพ” คุณลุงบุญสืบสามีป้าเล่าเสริมว่า “ยิ่งเมื่อก่อน ตอนโรงงานเข้ามาแรกๆน้ำดำขุ่นเหม็นดูไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นบ้าง เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนไปกับทางนิคมฯ”

 คุณป้าสง่าเก็บเกี่ยวรวบรวมผักกระเฉดเพื่อนำไปขาย

ฟังคุณลุงเล่าไปก็เกิดข้อสงสัยว่าที่ไม่เห็นปลาลอยตายเป็นเพราะน้ำดีขึ้นหรือไม่มีปลาอยู่ในคลองนี้แล้ว? จึงถามคุณป้าต่อว่า “แล้วปลากับผักที่หามาได้จากคลองนี้คุณป้าเคยสงสัยหรือปล่าวว่า มันถูกปนเปื้อนสารพิษจากน้ำทิ้งโรงงานรอบๆชุมชน” ป้าตอบว่า “ก็รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเค้าบอกเราก็ดี” นี่เป็นเสียงหนึ่งจากชุมชนซึ่งต้องอยู่กับมลพิษที่มองไม่เห็นรอบตัว ขณะที่เขาก็ไม่ได้ใช้หรือมีสิทธิการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวมลพิษและสารพิษที่ถูกปลดปล่อยจากโรงงานที่เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่ด้วย

 เด็กๆ จับกลุ่มเล่นกันริมคลองใต้ต้นไม้ แต่เด็กๆ เหล่านี้กลับไม่เคยได้ลงเล่นน้ำเลยเนื่องจาก
 คลองเน่าเสีย

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปในคลองเชียงรากน้อย บ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มห่างๆ กัน จนผ่านมาบ้านหลังหนึ่ง มีเงาต้นไม้ร่มครึ้มเย็นจนแปลกใจว่านี่เป็นชุมชนใกล้นิคมอุตสาหกรรมที่มีเป็นร้อยๆ โรงงานได้อย่างไร คุณป้าแสวงและญาติๆกำลังนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน กำลังนึ่งขนมข้าวต้มมัดควันฉุย เราจึงกล่าวสวัสดีและแนะนำตัวว่าเรามาทำอะไรกัน คุณป้าหัวเราะร่วนอารมณ์ดี เชื้อเชิญนั่งอย่างเป็นกันเอง พร้อมน้ำใสเย็นๆ คลายร้อนได้เป็นอย่างดี นี่แหละน้ำใจใสๆ ของคนไทย

คุณป้าแสวงกำลังทำข้าวต้มมัดเพื่อนำไปขายในตลาดหรือคนงานในนิคมฯ โดยเป็นข้าวต้มมัดที่ใช้
วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งสิ้น

ป้าแสวงเล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนแถวนี้ชาวบ้านทำนากันเป็นส่วนใหญ่ น้ำในคลองหน้าบ้านก็เอามาแกว่งสารส้มให้ใสและดื่มกินได้เลยไม่ต้องซื้อน้ำกินหรือใช้น้ำปะปาเหมือนเดี๋ยวนี้ พออากาศร้อนมากๆ เด็กๆ ก็จะใช้คลองนี้แหละเป็นที่เล่นสนุกสนานคลายร้อน โดดกันตู้มต้ามสนุกสนาน แต่เดี๋ยวนี้พอร้อนก็ต้องออกไปเดินห้างๆ ตากแอร์กัน” ป้าคุยไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ถามป้าต่อว่าปลาในคลองนี้ยังพอหาได้หรือปล่าวคะ ป้าบอกว่า “ก็พอมีแต่กินไม่ได้เนื้อมันเหม็นน้ำมัน”

 การจับปลาในลำคลอง แต่ปัจจุบันเหลือปลาอยู่น้อยมาก และเนื้อปลามักมีกลิ่นเหม็นน้ำมันและสารเคมี

มลพิษปนเปื้อนในสัตว์น้ำเป็นอีกผลพวงของการปล่อยสารพิษในแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน สารพิษเหล่านี้แม้จะไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่การสะสมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ผู้ที่ได้รับ เกิดโรคร้ายแก่ผู้รับเอง และสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ภัยที่มองไม่เห็นเหล่านี้ยังคงอยู่รอบตัวเราโดยไม่รู้ตัว

อีกนานเท่าไหร่ป้าแสวง คนในชุมชนนี้และชุมชนอื่นๆ ที่ต้องอาศัยอยู่กับอุตสาหกรรมสกปรกเอาเปรียบธรรมชาติ จะได้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรพื้นฐานกลับคืนมา และเมื่อไหร่ประชาชนจะได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัว สิ่งดังกล่าวเป็นคำถามที่เรากำลังพยายามช่วยกันหาคำตอบและผู้รับผิดชอบกันต่อไป

ลงมือทำ 
» ลงชื่อผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

lundi 10 mai 2010

จากงานอาสา มาเป็นความประทับใจ “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์”

“ใครอาสาไปค่ายเกษตรอินทรีย์กับเด็กๆบ้าง” เสียงพี่ชูชัย ผู้จัดการฝ่ายบริการสมาชิกถาม ขณะพวกเรากำลังประชุมทีม

ฉันยกมือขึ้นก่อนใคร โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กิจกรรมที่ว่านี่จะมีขึ้นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกที ฉันก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมงานกิจกรรมครั้งนี้ไปโดยปริยาย มีน้องๆที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นน้องๆที่อาศัย อยู่ในกรุงเทพฯ เรียกได้ว่า เป็นเด็กเมืองขนานแท้

.........’งานนี้ท่าจะสนุกไม่หยอก’ ฉันคิด และตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

ฉัน เพื่อนๆ กรีนพีซ และอาสาสมัครกว่า 30 คน รวมตัวกันแต่เช้าตรู่เพื่อรอรับน้องๆ ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ‘ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์’ อากาศที่ร้อนอบอ้าวและความไม่เคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ทำให้ฉันเริ่มถอดใจ ความตื่นเต้นที่เคยมีมลายหายไปหมด แถมยังพาลคิดแทนน้องๆว่า ‘ขนาดเรา ยังร้อน เหนื่อย และง่วงขนาดนี้ น้องๆ จะไหวหรือ’ เราใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการลงทะเบียน และให้น้องๆ ได้เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ฉันดูประวัติน้องๆ หลายคนแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะบางคนได้เคยผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆมาบ้างแล้ว


ค่าย “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ครั้งที่ 1

คุณมีความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กมั้ยคะ ส่วนตัวดิฉัน เท่าที่ยังคงจำได้และประทับใจไม่ลืม คือ เมื่อครั้งไปเที่ยวบ้านคุณยายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งนั้นจำได้ว่าเป็นปิดเทอมที่สนุกสุดเหวี่ยงเพราะได้ลุยเข้าไปในสวนยางของคุณยาย ชวนเพื่อนวัยเดียวกันที่อยู่ริมสวนเดินเก็บลูกยางลวดลายแปลกๆ เอามาโยนเล่น กันอย่างสนุกสนาน ผ่านมานับสิบปีแต่ดิฉันก็ยังจำถึงเสียงบ่นของแม่ในวันนั้นได้ว่า “ทำไมเสื้อถึงได้เปรอะขนาดนี้”

มาวันนี้ภาพความทรงจำเหล่านั้นหวนกลับมาหาดิฉันอีกครั้งค่ะ ขณะที่กำลังนั่งอยู่กลางทุ่งนาอินทรีย์ที่รายล้อมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้มของเด็กๆ ที่เข้าร่วมค่ายเยาวชน “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ที่กรีนพีซจัดที่ผืนนาอินทรีย์ หมู่บ้านเขาราบ ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี