Affichage des articles dont le libellé est สระบุรี. Afficher tous les articles
Affichage des articles dont le libellé est สระบุรี. Afficher tous les articles

vendredi 18 septembre 2009

ช่วงเวลาประทับใจ

อีกช่วงเวลาประทับใจจากคาราวานช้าง เมื่อเราเดินผ่านนาข้าวในจังหวัดสระบุรี
_MG_4008-websize

_MG_4016-websize
001-websize

mardi 15 septembre 2009

ช้าง! นั้นสำคัญไฉน

15 กันยายน 2552
โดย พลาย ภิรมย์

ผ่านไปแล้ว 3 วันกับเดินกับช้างสร้างการเปลี่ยนแปลง จากปากช่องจังหวัดนครราชสีมาเมื่อวาน วันนี้เราก็เดินมาถึงแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อทำกิจกรรมและหยุดแวะพักที่วัดบ้านซำผักแพวตามแผนที่วางไว้ บ้านซำผักแพวเป็นบริเวณที่สงบร่มเย็นและมีผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ธรรมชาติบริเวณนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ เนื่องจากยังเป็นทุ่งนาและสวนเกษตร ปราศจากโรงงานอุตสาหกรรมและสิ่งปลูกสร้างที่รกหูรกตา



เมื่อย่างเข้าถึงบ่ายโมง นักเรียนจากโรงเรียนวัดซำผักแพวและชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่ให้ความสนใจก็เริ่มทยอยเดินทางกันมาถึง ซึ่งประกอบด้วยทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็กหัดเดินจนถึงผู้สูงอายุ  พวกเราร้องเพลงต้อนรับเด็กๆ ด้วยเพลง “เดินกับช้าง” ที่แต่งขึ้นโดยทีมสันทนาการของ “โกอ่าง” ทีมอาสาสมัครของกรีนพีซที่มากด้วยความสามารถในการให้ความสุขพร้อมความรู้ เด็กๆ และพี่ๆ อาสาสมัครอาสาสมัครนานาชาติที่ประกอบด้วยคนไทย จีน (ซึ่งเป็นถึงดารานักร้องเพลงร็อคชื่อดังจากจีน) แอฟริกาใต้ อินเดีย และฟิลิปปินส์ ร่วมกันแต่งตัวเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เต้นร้องรำทำเพลง จูงมือน้องๆ เข้าแถวเป็นรถไฟเดินไปรับต้อนรับช้างรณรงค์ 5 เชือกที่รออยู่ ตามด้วยกิจกรรมร้องเพลง เล่นเกมส์ และนิทรรศการให้ความรู้เรื่อง-คน-ช้าง-ป่า-โลกร้อน และถาม-ตอบคำถาม ตลอด 3 ชั่วโมงแบบไม่หยุด



หนึ่งกิจกรรมที่ดึงความสนใจของเด็กๆ ได้ไม่แพ้การร้องเพลงเล่นเกม คือ กิจกรรมรู้จักกับ “คุณครูช้าง” โดยพี่ “อลงกต” ซึ่งเป็นทั้งนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิจัยช้างป่าแถวหน้าของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในขุนพลที่ขับเคลื่อนกิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้ วันนี้พี่อลงกตได้พาช้าง 5 เชือกมาแนะนำให้รู้จักพร้อมสอดแทรกความรู้ต่างๆ ให้กับเด็กๆ พี่อลงกตตั้งคำถามที่น่าสนใจข้อหนึ่งว่า “ถ้าไม่มีช้างในป่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากเด็กๆ ที่ต่างกันไป บางคนก็ตอบว่า “ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว” “ก็ไม่มีช้างให้เห็นให้อนุรักษ์” แต่คำตอบที่พวกเราชอบมากที่สุดจากเด็กชายคนหนึ่งก็คือ “ป่าก็จะขาดความอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงถูกต้องที่สุด และก็เป็นที่น่าชื่นชมว่าเด็กประถม 4 สามารถตอบได้



หลังจากนั้นพี่อลงกตจึงได้เอา “ขี้ช้าง” มากองให้ดูในการเล่าให้เห็นถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ของช้างกับป่าและระบบนิเวศ พี่อลงกตบอกให้เด็กๆ นึกภาพตามว่าเมื่อขี้ช้างหล่นออกมาจากก้นช้าง ก็จะมีด้วงช้างและแมลงต่างๆ บินมาเกาะกินขี้ช้าง ไก่ป่าก็รอมากินด้วงกินแมลง แมวป่า จนถึงเสือก็คอยมากินกันเป็นทอดๆ จนเกิดเป็นระบบนิเวศ นอกจากนี้ช้างซึ่งคอยกินใบไม้ ผลไม้ และพืชต่างๆ รวมมากถึงกว่า 200 ชนิด พืชเหล่านี้จึงสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจากขี้ช้างที่ปนด้วยเมล็ดพันธุ์ของพืชเหล่านี้ที่ช้างกินเข้าไป นอกจากนี้แร่ธาตุอาหารยังให้ความสมบูรณ์ให้แก่ดิน ทางเดินของช้างในป่าที่เรียกว่า “ด่านช้าง” ก็เป็นทางที่ช้างเปิดทางเดินไว้และเป็นประโยชน์ให้กับสัตว์ชนิดต่างๆ ในการดำรงชีวิต เช่น ยอดกิ่งไม้สูงที่ช้างดึงลงมาก็เป็นอานิสงค์ให้กับสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งไม่สามารถเก็บกินเองได้ สัตว์ต่างๆ ก็ใช้เส้นทางเดินช้างในการหาอาหาร และเดินทาง ดังนั้นเมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และโดยเฉพาะช้าง ระบบนิเวศป่าก็ล่มสลาย สัตว์ต่างๆ ก็อยู่ไม่ได้ ช้างจึงถือว่าเป็น Umbrella Species หรือสัตว์ชนิดพันธุ์ที่เป็นร่มเงา


เด็กนักเรียนในท้องถิ่นเตรียมโยนขี้ช้างใส่ถาดที่เพื่อร่วมชั้นถือเตรียมไว้ เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจว่าช้างซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุด เป็นสายพันธุ์ที่สัตว์เล็กกว่าต้องพึ่งพา

“การอนุรักษ์ป่า” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้าง จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เพื่อการคงอยู่ของช้างหรือป่าไม้ แต่เป็นการคงอยู่ของระบบนิเวศ ความความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต และแน่นอน “มวลมนุษยชาติ”

การนำเอาเรื่องง่ายๆ ของ “ขี้ช้าง” และ “ช้าง” มาอธิบาย จึงสามารถทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งในระบบนิเวศ และคน-ช้าง-ป่า ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่จะพัฒนาไปสู่จิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ต่อไป และนี่จึงเป็นหนึ่งคำตอบว่าทำไมเราจึงนำ “ช้าง” มาเป็นทูตรณรงค์และร่วมปฎิบัติภาระกิจในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญครั้งนี้

ท้ายกิจกรรมทุกคนร่วมร้องเพลง “เดินกับช้าง” อีกครั้งในจังหวะช้าเป็นการส่งท้าย หลังจากเด็กๆ ได้รับความรู้ ได้เริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความ “ยิ่งใหญ่” ของช้าง ในการลาจากครั้งนี้เจ้า “พลายทองแดง” ได้ก้าวเดินไปหาเด็กๆ และค่อยๆ ยื่นงวงออกไปสัมผัสมือของเด็กๆ แต่ละคน และค่อยๆ เดินจากไป และทำให้เด็กหลายคนต้อง “หลั่งน้ำตา” ออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อรู้ว่ากำลังจะต้องจากกัน เป็นการประทับความทรงจำดี ๆ ให้กับเด็กที่ไม่อาจลืมเลือน 

เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตาปลาบปลื้มที่เราได้เห็นในวันนี้ทำให้ทีมงานทุกคนหายเหนื่อย และภูมิใจกับกิจกรรมสร้างความรู้ ส่งเสริมจิตสำนึก และความสุขเล็กๆ ที่เราได้สรรค์สร้างให้กับเด็กๆ และผู้คนในชุมชน



พลาย ภิรมย์