mercredi 23 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen -- 10 I วิกฤตผู้นำ: ทั้งมิอาจ “บรรลุข้อตกลง” และ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” ได้



หัวค่ำวันศุกร์หนาวจัดมาก หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ “Climate Shame” ผมก็ออกจาก Oksnehallen Hall ในเขต Copenhagen’s Vesterbro ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งของ NGO, ภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กได้จัดไว้ให้ใหม่เพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปใน Bella Centre ที่นี่มีทีวีถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวต่างๆ จาก Bella Centre มาด้วย

ผมเดินจากจัตุรัสเมืองไปยังย่านถนนคนเดิน Konges Nytorv และมาหยุดที่ “สถานที่หนึ่งร้อยแห่งที่ควรจดจำก่อนมันจะสูญหายไป” เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดโดยองค์กร CO+Life และ Care เดนมาร์ก เป็นการแสดงภาพสถานที่หนึ่งร้อยแห่งบนโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปภายในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านหลังของนิทรรศการกลางแจ้งนี้เป็นป้ายโฆษณาใหญ่บนตึกขององค์กร European Environmental Agency ซึ่งเขียนว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต!”(Bend the Trend!)

กราฟบนป้ายโฆษณาแสดงถึงการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนซึ่งเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เส้นกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ถึง 2593 และตรงช่วงกลางกราฟมีการทำเครื่องหมายและเขียนว่า “COP 15 วันนี้” แล้วก็มีลูกศรชี้ขึ้น แสดงถึงผลจาก “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งจะทำให้เราไปสู่หายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลูกศรชี้ลง ซึ่งแสดงถึง “ดำเนินการลดการปล่อยอย่างเข้มข้นร่วมกัน” ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่มากไปกว่าสององศา และเป็นระดับที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” และผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าผลจากการเจรจาในวันสุดท้ายจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผมนึกถึงอีเมล์ล่าสุดจากทีมการเมืองของ Greenpeace International ที่ว่า

“...การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนอยู่ในกำหนดการเป็นเวลาสองปีแล้ว ในขณะที่เหล่าผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยที่มารวมตัวกันที่นี่ด้วยความคิดและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซโดยเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

มันไม่เป็นธรรม ที่จะคาดหวังให้ประเทศยากจนแบกรับภาระที่ก่อขึ้นและไม่ได้รับความสนใจจากประเทศอุตสาหกรรม

มันไม่เข้มข้น หากประเทศที่ร่ำรวยจะปฏิเสธไม่ยอมลดการปล่อยตามที่วิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์เรียกร้อง

มันไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หากข้อตกลงที่ได้ประกอบไปด้วยความหวัง ความผัน และความปรารถนา แทนที่จะเป็นพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

เวลาเกือบจะหมดลงแล้ว วันนี้จะถูกจดจำว่าเป็นวันที่ประเทศที่ร่ำรวยสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในการจัดการกับมหันตภัยโลกร้อน หรือจะเป็นวันที่ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่กำหนดความตายของคนนับล้านล้านคน...”


ภาพถ่ายจากนิทรรศการที่ผมเห็นภาพหนึ่งคือ ตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ใช่แล้ว กรุงเทพฯ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกร้อย ๆ แห่งที่ควรค่าแก่การจดจำก่อนที่จะสูญหายไป!!! ภาพถ่ายนี้ชื่อว่า “the Sinking City of Angles” จริงๆ แล้วภาพถ่ายไม่ใช่กรุงเทพฯ หรอก น่าจะเป็น “สมุทรสาคร” หรือ “สมุทรสงคราม” จังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่า

ใต้ภาพถ่ายเขียนว่า

“กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของวัดหลายร้อยแห่ง มีคลองเล็กคลองน้อย มีของขายหาบเร่ตามถนนหนทาง ตึกสูงระฟ้านับพัน มีรถไฟฟ้าในเขตเมือง และมีสนามบินที่ทันสมัยมาก กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก...”

“...ตั้งอยู่บน “ที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่” แห่งหนึ่งของเอเชีย และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองเมตร กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับเมืองมีการทรุดตัวลงเนื่องจากดินที่อ่อนยวบ การพัฒนาเมืองอย่างหนักหน่วง และการสูบน้ำใต้ดินมาใช้อย่างมาก บางคนประมาณการว่าเมืองทั้งเมืองมีการทรุดตัวลงถึง 5 ซม. ต่อปี...”


“ด้วยสภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและจะก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง การรุกล้ำของน้ำเค็มก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำดื่ม...”

“หากไม่มีการดำเนินการอะไรเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ก็จะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้” 

จบคำอธิบายความ

ผมรู้สึกขนลุกซู่ แล้วก็ถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ผมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ผลลัพธ์จากการเจรจาที่ Bella Centre น่าผิดหวังอย่างมาก ผมรู้สึกเศร้าในหัวใจ สิ่งที่จากโคเปนเฮเกนคือความรู้สึกโกรธ แน่นอน ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งประวัตศาสตร์ แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันคงไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” หรือ “บรรลุข้อตกลง” ได้ และผมก็รู้สึกเห็นด้วยกับประธานาธิบดีของมัลดีฟว์ที่พูดว่า “เราไม่สามารถต่อรองกับธรรมชาติได้หรอก” แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อเรามาถึงโค้งสุดท้ายของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤติโลกร้อนแล้ว มนุษย์เราก็ย่อมจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ผมปวารณาตัวเองว่าจะดำเนินชีวิตในเชิงบวกให้มากขึ้นเมื่อผมกลับไปประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้า Greenpeace คนหนึ่งที่หัวใจความเป็นนักกิจกรรมของผมยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่จะทำในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนนึงที่เป็นพ่อของลูกสองคนและในฐานะสามีด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นที่ที่ “การดำเนินการเรื่องโลกร้อน การแก้ปัญหา และความเป็นธรรมด้านโลกร้อน” เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง


อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

mardi 22 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen -- 9 I การโต้วาทีและคำแถลงการณ์



หิมะตกตลอดคืนวันพุธ ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดในโคเปนเฮเกน ผมอยู่บนรถเมล์กับคุณอัมฤทธิ์ นักข่าวจาก TPBS ซึ่งเดินทางมาถึงตอนวันเสาร์ มาทำข่าวแล้วส่งข่าวกลับประเทศไทย

ที่ Klima Forum และ Oksnehallen สถานที่แห่งใหม่ที่กลุ่มประชาสังคมและ NGO มาชุมนุมกัน มีคนมหาศาลในคืนวันพฤหัสฯ ประกอบกับอากาศหนาวเหน็บจัด ผมเลยตัดสินใจกลับที่พัก

ค่ำวันนี้ เป็นช่วงที่เหล่าผู้นำประเทศได้มาถึงพร้อมหน้ากันแล้ว(ยกเว้น ปธน.โอบามา) และจะไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ ที่ Christainsborg Slot

ผมดูข่าว COP 15 จากช่องทีวีเดนมาร์กในหอพักนักกีฬาใน Gladsaxe แล้วก็ตื่นเต้นที่เห็นข่าวด่วนทันเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ Greenpeace ปลอมตัวเป็นผู้นำประเทศเข้าไปในงาน gala dinner ปูพรมแดงหรู ของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์ก!!!! แล้วชูป้าย “Politicians talk, leaders act” (นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ)

มีการรายงานข่าวซ้ำหลายครั้งในช่องทีวีนี้ ได้ผลจริงๆ

แล้วผมก็ได้ดูการถ่ายทอดสด คำกล่าวของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กในงาน gala dinner นี้ “...เป็นความหวังของทุกคน เมื่อทุกท่านเดินทางออกจากโคเปนเฮเกนในวันพรุ่งนี้ เราก็น่าจะได้บรรลุข้อตกลงเชิงบวกที่ให้ค่ำมั่นสัญญาในการดำเนินการได้ ซึ่งจะเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประชุม COP 15 นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี”

นอกจากข่าวเรื่องกิจกรรมของผู้นำประเทศในช่วงพรมแดงหรูแล้ว ก็ยังมีการพูดคุยสดทางทีวีด้วยที่พิธีกรตั้งกระทู้ให้ผู้ที่มาร่วมอภิปรายตอบ ซึ่งรวมถึง Kavin Rudd นายกฯออสเตรเลีย คุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมอัฟริกาใต้ Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟว์ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa ประธานาธิบดีเม็กซิโก และตัวแทนจากกลุ่ม EU รวมทั้งผู้เข้าร่วมในห้องส่งด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Kumi Naidoo ผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International ซึ่งเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

อีกคนหนึ่งที่พูดคือ Lumumba Stanislaus Di-Aiping หัวหน้านักเจรจาของ G 77 ซึ่งอ้างถึงจดหมายของ Nobel Laureate Archbishop Desmond Tutu ที่เขียนถึงผู้นำทุกคนว่า ไม่มีข้อตกลง ยังจะดีกว่าถ้าได้ข้อตกลงที่แย่ๆ “ตัวตั้งต้นของข้อตกลงนี้มันผิดเพี้ยนมาแล้ว” กล่าวปิดจบ

จากนั้น Mohamed Nasheed ก็รีบตอบว่า “ในกลุ่ม G 77 เอง เราต้องการข้อตกลงจากโคเปนเฮเกน แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นเลย เราต้องพยายามบรรลุข้อตกลงให้ได้ที่นี่ มีอุปสรรคและแรงต้านอย่างมากทีเดียว ซึ่งคร่ำครึและเป็นอุบายเก่าๆที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นมาแล้ว ตอนนี้เราประสบกับปัญหาใหม่ การเจรจาในครั้งนี้ไม่ได้สนใจหรือจริงจังกับผลที่จะเกิดขึ้นเลย”

พิธีกรเลยตั้งคำถามอีกว่า “น่าจะเป็นไปได้ที่จะพูดว่า จะไม่เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบที่โคเปนเฮเกนนี้ แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร” แล้วให้ Kavin Rudd ตอบ

ซึ่งน่าเกลียดมาก

“...มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง” Kavin Rudd ตอบ เมื่ออ้างถึงข้อเสนอจาก US และประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศยากจนในการจัดการและปรับตัวกับโลกร้อน “ไม่ว่าเราจะมีความคืบหน้าในการเจรจาขนาดไหน เราก็ต้องทำการบ้านอีกเยอะสำหรับการเจรจาในรอบต่อไปอยู่ดี ผมเชื่อว่า ภายใต้การเป็นประธานของ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa เราน่าจะบรรลุข้อตกลงได้”

พิธีกรเลยหันไปถามประธานาธิบดีเม็กซิโก “ท่านคิดว่า อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ท่านจะจัดการประชุมแบบนี้ที่เม็กซิโกมั้ยครับ”

Calderon ตอบว่า “ผมหวังว่า มันจะต้องแตกต่างไปจากที่จัดขึ้นที่นี่”

พิธีกรยังคงถามต่อ “เหล่าผู้นำที่อยู่ในโคเปนเฮเกนขณะนี้ ควรจะพยายามให้ได้ข้อตกลงที่นี่ หรือควรจะรอให้ได้ที่เม็กซิโกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า”

“เราต้องพยายามอย่างหนักในอีกวันหรือสองวันข้างหน้านี้ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่หลังจากโคเปนเฮเกนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ นี่เป็นโลกใบเดียวที่เรามีอยู่ และเรามีเวลาเหลือไม่มากนัก” Calderon กล่าว

แล้วพิธีกรก็หันมาถามคุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมของอัฟริกาใต้ “ตามความเห็นของกลุ่มอัฟริกัน คิดว่าเราควรสู้ให้ได้ข้อตกลงตอนนี้เลย หรือจะมาเจรจากันใหม่ที่เม็กซิโก”

“เราสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ที่นี่ที่โคเปนเฮเกน เพียงแต่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำในการแก้ไขและนำไปสู่ผลที่ต้องการเท่านั้น” Buyelwa เน้น

คำถามเดียวกันนี้ ถามไปยังผู้แทนจาก EU ซึ่งก็ตอบว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้เดี๋ยวนี้ และก็น่าจะทำให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า ตอนนี้ใน EU เอง เราก็มีความคืบหน้าไปมากในเรื่องข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่ได้ข้อตกลงที่นี่ตอนนี้ เราก็จะไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเงิน เราจะต้องเริ่มดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย มีเวลาเหลือไม่มากนัก”

คำตอบสุดท้ายโดย Mohamed Nasheed “เหล่าผู้นำของโลกมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดข้อตกลงขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกนนี้ ซึ่งน่าจะยังคงเกิดขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เราไม่สามารถคาดหวังถึงข้อตกลงในเม็กซิโก เพราะมันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”

ผมว่ามันเป็นการพูดคุยที่ไร้พลังจริงๆ ผมเห็นด้วยกับข้อความใน email ที่ส่งต่อๆกันว่า

“ประเทศอุตสาหกรรมได้ทำให้การเจรจาเรื่องโลกร้อนประสบกับความล้มเหลวจากการที่ไม่ยอมรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซอย่างเข้มข้นและไม่ยอมให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเพียงพอกับการดำเนินการลดและการปรับตัวกับประเทศกำลังพัฒนา

ความโกรธจากความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวได้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเลื่อนการประชุมออกไปหลายครั้ง และได้สร้างความแตกแยกในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคนในประเทศ และในหมู่ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งต้องการให้ประเทศอุตสาหกรรมดำเนินการลดแต่ก็กลับกลัวว่าตนเองจะถูกบังคับให้มีเป้าหมายต้องดำเนินการลดการปล่อยไปด้วย

เหล่าผู้นำของโลกที่มาถึงโคเปนเฮเกน โดยเฉพาะ Obama, Merkel, Sarkozy และ Brown จะต้องควบคุมสถานการณ์นี้ให้ได้ จะต้องทำให้เราบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากโลกร้อน”



อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen -- 8 I พังลงอย่างไม่เป็นท่า



วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ทางกลุ่ม Climate Justice Action และ Climate Justice Now วางแผนที่จะเดินขบวนเข้าไปในเวที COP 15 เพื่อประกาศ “People’s Assembly” (สมัชชาประชาชน) แต่ไม่สามารถฝ่าด่านและกำแพงของตำรวจตัวโตของเดนมาร์กเข้าไปได้ สถานีรถไฟตรง Bella Centre ถูกปิดลง พร้อมมีรั้วกั้นอย่างแน่นหนาบริเวณรอบๆศูนย์ประชุม

ตัวแทยภาคประชาชนไทยก็ไปร่วมขบวนด้วยบริเวณ Sundby ใกล้ๆกับศูนย์ประชุม ผมกับคุณศรีสุวรรณ ควรขจร นักเคลื่อนไหวอาวุโสของไทย จะตามไปร่วมด้วยตรงด้านหน้า ระหว่างทางผมเจอกับ Emmy อดีตผู้อำนวยการบริหาร Greenpeace Southeast Asia มาประชุมในนามของคณะเจรจาของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากศูนย์ประชุม เพื่อเตรียมตัวบินกลับบ้าน Emmy อธิบายบรรยากาศด้วย 2 คำ คือ “สับสนอลหม่าน” และ “แย่มาก”

“พอขบวนเรามาถึง Bella Centre ตำรวจก็ประกาศออกโทรโข่งเป็นภาษาอังกฤษและภาษายุโรปอื่นๆด้วยที่เราไม่เข้าใจ แล้วตำรวจก็ตัดสินใจที่จะตัดตอนขบวน ทั้งๆที่เราส่งสัญญาณบอกแล้วว่าเราจะไม่บุกเข้าไปใน Bella Centre เลย แต่จะยืนชุมนุมอยู่ด้านนอกเท่านั้น” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ซึ่งร่วมในขบวนด้วย เล่าให้ฟัง
“แต่ตำรวจก็ยังฉีดสเปรย์พริกไทยใส่กลุ่มผู้เกิดขบวน แล้วก็ทุบตีผู้เดินขบวน” เพ็ญโฉมกล่าวต่อ

แต่เหตุการณ์ก็สงบลงตอนช่วงบ่ายต้นๆ เราพยายามโทรหากลุ่มคนไทยเพื่อดูว่าปลอดภัยหรือเปล่า แล้วก็ได้รับรู้ว่า เหล่านักเดินขบวนประมาณ 230 คนถูกจับไป

“คนไทยปลอดภัยหมด” คุณศรีสุวรรณบอก หลังจากทราบข่าวว่าคนไทยทั้งหมดเดินทางกลับที่พักชานเมืองโคเปนเฮเกนแล้ว

ในวันพฤหัสฯ กลุ่ม NGO และประชาสังคม ถูกจำกัดให้เข้าใน Bella Centre ไม่เกิน 1,000 คนเท่านั้น แล้วจะลดลงเหลือเพียง 90 คนในการประชุมวันสุดท้าย

เป็นเหตุให้กลุ่ม NGO 50 องค์กร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาฯ UNFCCC นาย Yvo de Boer และ ถึงประธาน COP 15 นาย Lars Lokke Rasmussen เพราะ Connie Hedegaard ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานไปแล้ว

ข้อความในจดหมายมีว่า “เรารับไม่ได้ที่มีการจำกัดกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมไม่ให้เข้าร่วมในเวทีการเจรจา และหวังว่าทางเลขาฯ UNFCCC จะตระหนักในเรื่องนี้และแก้ไขการทำงานในลักษณะที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยเช่นนี้ การเจรจาภายใต้กรอบ UNFCCC และ พิธีสารเกียวโต จะส่งผลอย่างมากและเพิ่มขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปในโลก การมีส่วนร่วมของคนเหล่านี้ในกระบวนการเจรจาจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจาก Copenhagen นั้นมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ” แล้วยังบอกเพิ่มว่า “การจำกัดจำนวนภาคประชาสังคมในการเข้าร่วมนี้ เป็นการบิดเบือนข้อกฎหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคสาธารณะในกระบวนการเจรจา หากเสียงของภาคประชาสังคมถูกจำกัดไว้เพียงชายขอบในตอนนี้ ก็จะต้องอยู่เพียงชายขอบต่อไปในอนาคตแน่ๆ”


อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

lundi 21 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen -- 7 I Flopenhagen

“เราไม่ต้องการให้ Copenhagen ถูกจดจำว่าเป็น “Flopenhagen” (Flop = ล้มเหลว) แต่ให้จดจำว่าเป็น “Hopenhagen” (Hope = มีความหวัง)” เป็นคำกล่าวปิดของ Kumi Naidoo ในเวที side event วันแรกของ COP 15 เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก นาย Lars Lokke Rasmussen ให้เกิดข้อตกลงที่เป็นธรรม มุ่งมั่นและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย (Fair, Ambitious and Binding: FAB) ทุกหนแห่งใน Copenhagen ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟ ป้ายโฆษณา หรือในหนังสือพิมพ์ เราจะเห็นโฆษณา “Hopenhagen”  ซึ่งก็กลายเป็นลูกเล่นตลอดช่วง 2 สัปดาห์ของการประชุมเลยทีเดียว

หลังจากการเดินรณรงค์แสดงพลังในวันที่ 12 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือได้ว่าป็นการรวมพลังอย่างสันติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเดนมาร์ก แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้ว COP 15 และกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องจะมีผลกระทบสูงสุดทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมอย่างไรต่อคนในเดนมาร์ก

กลับมาที่คำว่า “Hopenhagen” อีกครั้ง คราวนี้ ป้ายโฆษณาตรงป้ายรถเมล์ซึ่งสนับสนุนโดย Coca Cola ก็มีคนเขียนตัวอักษร “S” เพิ่มไปข้างหน้า อ่านว่า “Shopenhagen”!!! (shop = จับจ่าย) ส่วนอีกป้ายหนึ่งสนับสนุนโดย Siemens มีลายมืออ่านว่า “Our climate, not your business!” (ภูมิอากาศของเรา ไม่ใช่ธุรกิจของคุณ!)

วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO ไทยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่โดยสารรถเมล์ในวันที่ประท้วง แล้วคนขับบ่นให้ฟังว่า แย่มากในวันนั้น เพราะพวกชอบก่อความวุ่นวายทั่วโลก มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ใน Copenhagen! เพื่อนไม่ได้ตอบอะไร แต่นึกในใจ ก็คนขับก็กำลังบ่นอยู่กับหนึ่งในคนจำนวนนั้นอยู่ด้วย!!

หลังจากที่ทาง UNFCCC จำกัดจำนวน NGO และภาคประชาสังคมที่จะเข้าไปใน Bella Centre คำว่า “Hopenhagen” ก็ดูจะกลายเป็น “Flopenhagen” ไปในบัดดล ผมก็เข้าไม่ได้ ต้องไปที่ Klima Forum ส่ง emails แล้วก็ปะทะสังสรรค์กับผู้คนที่มาร่วมกิจกรรม

ความคิดที่จะให้เกิดข้อตกลง Copenhagen (บนพื้นฐานของพิธีสารเกียวโต) แทนการมีพิธีสารเกียวโตต่อนั้น กลายเป็นอะไรที่ไม่เข้ารูปเข้ารอย จนนายกฯเดนมาร์กต้องตัดข้อเสนอดังกล่าวออกไปก่อนเริ่มการประชุม แม้แต่อดีตรองประธานาธิบดี Al Gore ก็ยังพูดว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากได้ หรือ ต้องการเลย “ที่ โคเปนเฮเกนนี้ เราต้องได้ข้อตกลงทางการเมือง โดยประเทศหลัก ๆ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จะต้องยอมรับและลงนามด้วย” Al Gore ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดนมาร์ก Politiken

ถ้าผู้นำประเทศเห็นว่าการได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายมันไกลเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกน Al Gore เองก็คงไม่ต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นๆที่มองหาช่องทางที่จะให้เกิดแรงต้านน้อยที่สุด มากกว่าที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้บอกและประชาชนคนทั้งโลกต้องการ คำพูดของ Al Gore ที่โคเปนเฮเกนนับว่าน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen -- 6 I ที่ Bella Centre ไร้ซึ่งประชาธิปไตย


ช่วงสายของวันอาทิตย์ เพ็ญโฉม แซ่ตั้งและ กิ่งกร นรินทร ณ อยุธยา เพื่อนจากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ขอให้ผมช่วยดูแลตัวแทนชุมชน 9 คนจากประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Hit the Production” หรือ บุกภาคการผลิต ซึ่งจัดโดย Climate Justice Now! โดยจะเป็นการปิดล้อมอ่าว เนื่องจากอุตสาหกรรมการเดินเรือถือเป็นหัวใจของระบบทุนนิยม นับเป็นสัญลักษณ์ของระบบอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลนั่นเอง

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา” ผมตอบตกลง

แต่การเข้าร่วมในการปิดอ่าวของเราชาวไทยก็ถูกยกเลิกไป เนื่องจากประเมินดูแล้วว่าความเสี่ยงสูงและมีความเป็นไปได้ที่อาจจะถูกจับกุมตัวได้ และตัวแทนชุมชนเองก็ไม่คุ้นกับกิจกรรมในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ ประกอบกับในวันเดียวกัน คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาถึงแล้วก่อน ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวแทนชุมชนจึงคิดว่าน่าจะไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ

ก่อนที่จะเดินทางมาที่โคเปนเฮเกน ตัวแทนภาคประชาสังคมไทย ได้เข้าพบนายกฯอภิสิทธิ์ และได้ยื่นข้อเสนอแนะถึงท่าทีและจุดยืนของประเทศไทยต่อการประชุมโลกร้อนในครั้งนี้ พร้อมทั้งข้อกังวลถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะออกมาจากการเจรจาที่โคเปนเฮเกนที่อาจจะกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย โดยเฉพาะชุมชนที่ขณะนี้กำลังต่อสู้เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้านสิทธิและการใช้ประโยชน์ป่า สิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน อุตสาหกรรมการเกษตร แผนพลังงานแห่งชาติซึ่งเน้นการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น

และเราก็นัดเจอกันที่ Klima Forum ผมพบกับผู้นำชุมชน 7 คนจากภาคเหนือ ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และใต้ พร้อมกับ NGO ไทยอีก 5 คน เราทั้งหมดเดินทางพร้อมกันไปที่โรงแรมมาริออท ที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์พักอยู่ เราใช้พื้นที่ตรง Lobby ของโรงแรมเป็นที่พูดคุยกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลที่มีต่อจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกน

“เราคิดว่าข้อเสนอของเราคงจะไม่ได้รับการพิจารณาถึงแม้ว่าจะส่งไปถึงมือท่านนายกฯแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นการดีที่เราจะได้ย้ำข้อเสนอของเราอีกครั้งกับท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ และก็จะดียิ่งขึ้นอีกถ้าเราได้พบกับท่านนายกฯที่นี่ด้วย” เพื่อน NGO กล่าว

และก็เป็นที่ชัดเจนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ว่า ในประเด็นเรื่องการลดการปล่อยนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนคือ 1) “พันธกรณีทางกฎหมาย”สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเป็นพันธกรณีการลดการปล่อยตามระดับเศรษฐกิจสำหรับช่วงพันธกรณีที่สอง (พ.ศ. 2556-2560) และภายในปีพ.ศ. 2563 ให้ใช้หลักความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ และความสามารถของประเทศในการดำเนินการลดที่สามารถวัดได้ รายงานได้ และตรวจสอบได้ และ 2) การดำเนินการลดการปล่อยตามความเหมาะสมในระดับประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเป็นไปตามความสมัครใจ และอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน การถ่ายโอนเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศพัฒนาแล้ว

และที่ชัดเจนอีกประเด็นหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องการให้หลักการพื้นฐานในพิธีสารเกียวโตคงอยู่ต่อไป ซึ่งก็ยังมีคำถามที่สำคัญที่ทำให้การเจรจายังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้หลายประเด็นที่สำคัญด้วยเช่น การเสนอให้มีการนำเงินจากกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) มาใช้ในการสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) แม้แต่ในกลุ่ม G77 เอง ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้ยินอีกว่า ในทีมเจรจาของไทยเอง ก็มีผู้แทนบางคนมาจากภาคอุตสาหกรรม (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)) ซึ่งทางภาคประชาสังคมเองก็ได้เคยหยิบยกประเด็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมนี้หลายครั้งกับภาครัฐแล้วว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมจึงสามารถเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาของไทยได้ แล้วภาคประชาสังคมอยู่ที่ไหน คำตอบที่เราได้ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาเพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในการเจรจาเรื่องโลกร้อน

ผมว่ามันน่าขันสิ้นดี!!!

การเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับพหุภาคีทุกอย่าง ควรจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเพื่อกำไรของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

ที่เวที COP 15 นี้ ผมได้เรียนรู้ถึงกระบวนการเจรจาว่าเป็นอย่างไร และเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่จะจับตาดูภาครัฐและเหล่านักการเมืองให้ดำเนินการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศ ข้อกังวลที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ต่อเรื่องการเจรจาเรื่องโลกร้อน ก็เห็นจะเป็นการทำหน้าที่เจรจาของทีมเจรจาไทยที่เป็นไปในลักษณะโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย

สัปดาห์ที่สองของการเจรจาเริ่มขึ้น ก็กลับปรากฏว่า ทั้ง NGOs และ INGOs จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใน Bella Centre  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกระบวนการทำงานของสหประชาชาติภายใต้ UNFCCC อันดับที่หนึ่งเลยทีเดียว

มีข่าวแพร่สะพัดใน Bella Centre หลังจากที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งนำโดยกลุ่มอัฟริกัน ถอนตัวและไม่ให้ความร่วมมือ “เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศเจ้าภาพซึ่งเป็นประธานชาวเดนมาร์กกำลังพยายามช่วยสนับสนุนความต้องการของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยไม่คำนึงถึงพันธกรณีที่แตกต่างกันของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ดำเนินไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นการดำเนินการจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่สมควรจะต้องเร่งและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการการเจรจาในนามของภาคีทุกประเทศ” ข่าว BBC รายงาน

และประกอบกับการประท้วงโดยประเทศตูวาลู ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศแถบแปซิฟิก ที่ยืนยันให้มีการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ไขทั้งอนุสัญญาฯและพิธีสารอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การเลื่อนกำหนดการประชุมเวทีใหญ่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และนี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของ UNFCCC อันดับที่สอง

ผมเดินผ่านตรงที่รัฐมนตรีสุวิทย์ กำลังยืนอยู่กับทีมงาน และก็ได้ทักทายที่ปรึกษารัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมได้ยินจากเพื่อน NGO ไทยว่าท่านรมว.ก็เดินออกนอกห้องประชุมเหมือนกัน เป็นการสนับสนุนจุดยืนของกลุ่มอัฟริกัน

และคงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมในการติดตามดูการเจรจาของทีมเจรจาไทยจากภายใน Bella Centre ผมน่าจะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (second badge) แน่ๆ แต่ก็ได้คุยกับ Yuyun เพื่อนจากอินโดนีเซียในทีมการเมืองของ Greenpeace เขายิ้มและพูดว่า “ผมดีใจมากที่จะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (ตีความได้ว่า ผมอยากจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน!!!)


อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

samedi 19 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen -- 5 I กลองแซมบ้า


วันนี้ เป็นวันเดินรณรงค์ทั่วโลก Global Day of Climate Action ที่โคเปนเฮเกน ขบวนจะเริ่มที่บริเวณ Christiansborg Slotsplads หรือ จัตุรัสรัฐสภา ผู้คนกว่า 100,000 คนจากกว่า 130 ประเทศทั่วโลกมาร่วมกันเดินขบวน เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงโลกร้อนที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับทางกฎหมาย มีตำรวจ อยู่รายรอบเต็มไปหมดและมีเฮลิคอปเตอร์บินตรวจสถานการณ์บนฟ้าเหนือหัวอยู่ 2 ลำ

ช่วงเที่ยงของวัน อุณหภูมิติดลบ 2 องศาเซลเซียส ผมรีบมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสรัฐสภา เพื่อร่วมขบวนด้วย จนประมาณบ่าย 2 ขบวนจึงเริ่มเดินมุ่งหน้าไปยัง Bella Centre ผมเข้าร่วมในกลุ่มอาสาสมัคร Greenpeace ร่วม 200 คน ที่ใส่เสื้อเขียวสดใสเขียนว่า “Act Now, Change the Future” หรือ ลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคต บางคนก็ชูป้ายข้อความอื่นๆ ตลอดทั้งขบวนก็มีการเต้นรำ ตีกลอง ส่งเสียงกันอึกทึกครึกโครม ผมก็ร่วมเต้น กระโดดขึ้น กระโดดลงไปกับบรรยากาศที่หนาวเหน็บด้วย

ผมเองเคยร่วมขบวนรณรงค์มาก็เยอะ กว่า 20 ปีแล้ว แต่ครั้งนี้นับเป็นขบวนรณรงค์โลกร้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วม มีองค์กรเข้าร่วมกว่าร้อยองค์กรทั้งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนา ศาสนา แรงงาน เยาวชน และกลุ่มการเมือง และที่ในโคเปนเฮเกนนี้กลุ่มที่เข้าร่วมที่สำคัญได้แก่ Greenpeace, Oxfam, 350.org, Avaaz, IndyAct, ActionAid, DanChurch Aid, WWF Denmark, Climate Justice Action เป็นต้น

บนเวทีก่อนที่ขบวนจะเริ่มเดิน มีเหล่านักพูดมาพูดด้วยถ้อยคำที่กินใจกับฝูงชน แล้วพอประมาณบ่ายสองโมงขบวนก็เคลื่อนออกจากจตุรัสรัฐสภามาจนถึงท่าเรือ Nyhavn ผมก็มองเห็นเรือ Arctic Sunrise ซึ่งจอดอยู่ที่โคเปนเฮเกนเรือจอดอยู่ตั้งแต่การประชุมเริ่มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เหล่าตัวแทนการเจรจาบรรลุข้อตกลงทางกฎหมายให้ได้ และมีป้ายใหญ่เขียนว่า “Politicians Talk, Leaders Act“ หรือ ”นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ”

ขบวนเคลื่อนมาเรื่อย จนถึงสี่โมงครึ่ง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว บางส่วนของขบวนก็มาถึงบริเวณ Sundby ซึ่งผมสามารถมองเห็นกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1 MW ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง Bella Centre

วนัน เพิ่มพิบูลย์ เพื่อน NGO คนไทยที่มาร่วมประชุมด้วย เล่าให้ฟังว่า เมื่อมองออกมาจาก Bella Centre เห็นฝูงชนจำนวนมหาศาลทีเดียวที่มาร่วมสร้างความหวังและความเป็นหนึ่งเดียว ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆก็ออกมาดูฝูงชนกันด้วยความทึ่งเหมือนกัน

กลุ่มภาคประชาสังคมไทยที่ไปร่วมการประชุมที่โคเปนเฮเกน ก็มาร่วมขบวนด้วย เล่าให้ฟังว่า ตรงด้านหน้าขบวนนั้นเคลื่อนกันเร็วมาก เหลือช่องว่างให้ตำรวจเข้ามาแทรกได้ ซึ่งตำรวจก็จับกุมตัวเหล่านักประท้วงไปได้หลายร้อยคนทีเดียวในวันนั้น

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

mardi 15 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen --3,4 I สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน

คนจำนวนมากยังคงยืนเข้าคิวรอการลงทะเบียนเพื่อเข้าไปใน Bella Center อยู่ ผมพบปะผู้คนทุกวันที่มีแนวคิด อุดมการณ์และวิสัยทัศน์ต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนและผลที่จะออกมาจากการประชุม COP 15 ที่คล้ายๆ กัน ผู้คนกว่า 25,000 คนจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเพื่อเป็นพยานในการประชุมในครั้งนี้ รวมทั้งผู้นำประเทศอีกกว่า 110 คนด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดขนาดไหน โดยเฉพาะตรงทางเข้า Bella Centre และที่ผมชอบก็เห็นจะเป็น ทีวีจอใหญ่มหึมาตรงทางเข้า ที่ฉายเรื่อง Climate Defender Camp ที่อินโดนีเซียด้วย

เมื่อผ่านเข้ามาใน Bella Centre แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจุดหนึ่งที่ผมอยากเข้าไปชมมากที่สุดก็คือ Climate Rescue Station (CRS) หรือ สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งกลุ่ม NGO ที่เป็นสมาชิกของ Global Campaign for Climate Action หรือ GCCA ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีกิจกรรมตลอดช่วงการประชุม ทั้งการแสดงภาพถ่าย การอภิปรายพูดคุย ฉายภาพยนตร์ แล้วยังมีกาแฟฟรีให้ดื่มกันทุกเช้าอีกด้วย



Climate Rescue Station (CRS)  ก็มีประวัติอยู่เหมือนกัน โดยเริ่มในปี 2551 ที่เมืองพอซนาน ประเทศโปแลนด์ ในครั้งนั้น สถานีตั้งอยู่ตรงพื้นที่ขอบเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเพื่อรณรงค์และเปิดโปงต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน ตำแหน่งตรงขอบเหมืองก็เสมือนการใช้ถ่านหินเป็นตัวการหลักที่ผลักดันให้เราเข้าสู่ขอบหรือห้วงโค้งสุดท้ายของโลก เหล่านักกิจกรรมของ Greenpeace ได้ร่วมกับชุมชนและนายกเทศมนตรีในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติด้านพลังงานและเรียกร้องพลังงานสะอาดในเมืองพอซนานด้วย

และในช่วง COP 14 สถานีนี้ก็ย้ายไปที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน และเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการฉลองครบรอบ 25 ปี ของ Greenpeace สเปน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะและนิทรรศการมากมาย เพื่อให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากโลกร้อนต่อสเปน เป็นสถานที่จัด Concert การอภิปรายพูดคุยทางการเมือง และเป็นศูนย์เพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ เรื่องพลังงานหมุนเวียน

และการจัดที่เมือง Glastonbury ในประเทศอังกฤษ ช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีนิทรรศการและเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการรณรงค์ของ Greenpeace ประเทศอังกฤษที่กำลังต่อต้านการสร้าง runway ที่สามที่สนามบิน Heathrow และการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในอังกฤษ

และผมก็มีโอกาสได้เห็นผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International คุณ Kumi Naidoo คำพูดที่กินใจ และนิทรรษการภาพถ่ายที่น่าทึ่งด้วย

ผมยังได้แนะนำเพื่อนคนไทยที่มาร่วมประชุมที่นี่ ให้เข้ามาเยี่ยมชมสถานีนี้ นอกจากจะมีกาแฟฟรีให้ดื่มแล้ว ยังใช้เป็นที่หลบหลีกจากความวุ่นวายและการถกเถียงอันยาวนานของ COP15 อีกด้วย


อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่ บันทึกวันที่ 3 และ บันทึกวันที่ 4
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

samedi 12 décembre 2009

บันทึกจาก Copenhagen - 2 เจราจากันต่อไปเถอะ เรือพร้อมแล้ว

เจรจากันต่อไปเถอะ … เรือพร้อมแล้ว


เป็นที่น่าเสียดายมากที่ผมพลาด highlight ของงานวันแรก ตอนที่ คุณ Leah Wickham เยาวชนจากฟิจิเป็นตัวแทนคนนับล้านที่ร่วมลงชื่อกับ tcktcktck เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมทั้งผมยังพลาดพิธีเปิดที่มี Abigail Jabines ผู้แทนจาก International Solar Generation รวมถึง Yvo De Boer เลขาธิการระดับสูงของ UNFCCC และ Connie Hedegaard ประธานคนใหม่ของ COP 15 คุณ Wickham จบการพูดลงด้วยประโยคที่ทุกคนก็พูดถึงอย่างติดปากเลยว่า “the time for talking is over and now it’s time for action“ หรือ “เวลาแห่งการพูดคุยกันหมดลงแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องลงมือดำเนินการทันที”

เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “...ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…

เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด

ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station

และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก

การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552

ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen -- นับถอยหลังที่โคเปนเฮเกน



พอเครื่องบินลงเรียบร้อยที่สนามบิน Kastrup ของกรุงโคเปนเฮเกน มีโอกาสเข้าเว็บไซต์ของ Greenpeace แล้วก็พบว่านาฬิกานับถอยหลังสู่การประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน (Countdown to Copenhagen) นั้น เหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงพอดี ก่อนที่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของโลกจะเริ่มขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมหันตภัยจากโลกร้อน

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนออกจากสนามบินคือ แผ่นป้าย Billboard โฆษณาที่มีผู้นำของโลกที่แก่แล้วพูดว่า “เราเสียใจมาก เราน่าจะได้ทำอะไรเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายจากมหันตภัยโลกร้อน … แต่เราก็ไม่ได้ทำ”

ผมก็ได้แต่หวังว่า เหล่าผู้นำของโลกที่อยู่ในป้ายโฆษณานี้ ไม่ว่าจะเป็น Lula ของบราซิล Tusk ของโปแลนด์ Brown ของอังกฤษ Merkel ของเยอรมนี Sarkozy ของฝรั่งเศส ~Zapatero ของสเปน Medvedev ของรัสเซีย Harper ของแคนาดา และ Rudd ของออสเตรเลีย จะมองเห็นและเข้าใจนัยยะของป้ายโฆษณาชิ้นนี้ของ Greenpeace ว่าเป็นการเตือนและเร่งให้สำนึกถึงความรับผิดชอบของผู้นำเหล่านี้ต่อคนรุ่นต่อไปและตัดสินใจในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อให้โลกเราได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสูง และมีผลบังคับทางกฎหมาย หรือที่เรียกว่า FAB (Fair, Ambitious and Binding) สำหรับการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

คนนับหมื่นเดินทางมาร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า การประชุม COP 15 ซึ่งเป็นการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 โรงแรมและที่พักต่างๆเต็มหมด แม้กระทั้ง หอพักนักเรียน หรือห้องใต้ถุนก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นที่พักเพื่อต้อนรับคนนับหมื่นเหล่านี้ แล้วก็นับว่าโชคดีทีเดียว ผมได้ที่พักที่หอพักนักเรียนซึ่งผมต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คนจากองค์กร Friend of the Earth เยอรมนี

ในวันแรกที่ Bella Centre สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้ ผมต้องตะลึงกับคิวผู้เข้าร่วมประชุมที่ยาวเหยียดเป็นกิโล เพื่อรอลงทะเบียนท่ามกลางอากาศที่หนาวจับจิต มีทั้งเหล่านักเจรจา นักข่าว จาก 192 ประเทศทั่วโลก ยังไม่นับรวมกลุ่ม NGO และกลุ่มภาคประชาสังคมที่มาจากทั่วทุกหัวระแหงของโลกแต่คิวที่ยาวเหยียดนี้ ก็มีข้อดีอยู่ คือทำให้หลายกลุ่มสามารถเล่นแคมเปญต่างๆกับคนที่กำลังรอคิวอยู่ได้ ซึ่งก็รวมถึงซุ้มกาแฟของ Greenpeace ที่มีนักกิจกรรมมาคอยให้บริการการแฟร้อนๆ กับผู้ที่อยู่ในคิวพร้อมทั้งเรียกร้องข้อตกลงที่ FAB ด้วย อีกทั้งยังมีจอฉายขนาดใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Greenpeace และองค์กรสมาชิกของ tcktcktck ตั้งอยู่ใต้รถไฟลอยฟ้า (metro) ซึ่งก็ตรงกับทางเข้าที่ประชุมพอดีฉาย VDO Clips ต่างๆ ทั้ง climate defender camp ของป่าสุมาตรา บริเวณที่ราบ Kampar ของอินโดนีเซีย และผลกระทบจากโลกร้อนในแถบแปซิฟิก เป็นต้น

ตรงทางเข้าที่ประชุม กลุ่มต่างๆก็มีข้อเรียกร้องกันไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชายหญิงในชุดแดงๆ แต่งเป็นตัวแทนทวงหนี้ด้านโลกร้อน (climate debt agent) ยืนถือป้ายที่อ่านว่า “rich countries – pay your climate debt!” แปลไทยก็คือ “ประเทศร่ำรวยทั้งหลาย จงจ่ายหนี้โลกร้อนมาซะดีๆ! นอกจากนี้ ก็มีใบปลิวรณรงค์ให้มาทานมังสะวิรัติกัน จะช่วยโลกใบนี้ได้ “Be Veg, Go Green, Save the Planet” และยังมีชายหญิงแต่งตัวในชุดจิงโจ้พร้อมด้วยข้อความประณาม “ถ่านหินของออสเตรเลีย” ว่าเป็นอาชญากรของโลก และก็มีกาแฟฟรีไว้คอยให้บริการตรงทางเข้าด้วย

เดินทางไกลมาถึงโคเปนเฮเกน  ถือเป็นครั้งแรกของผมที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดโลกร้อนครั้งนี้ ผมไม่สามารถเข้าลงทะเบียนในวันแรกได้ เพราะต้องรอให้ชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมจาก Global Campaign for Climate Action(GCCA),ก่อน แต่ผมก็รู้สึกตะลึงทีเดียวเมือมองเห็นศูนย์ประชุม Bella Centre จากชานชาลารถไฟ ที่มีกังหันลมตั้งอยู่ด้านหลัง ไกลออกไปสูดขอบฟ้า เห็นโรงไฟฟ้าที่กำลังปล่อยควันออกมา แล้วก็มีแคมป์ Climate Rescue Camp ของ Greenpeace ตั้งอยู่ด้านข้างของ Bella Centre ผมก็นึกหวังให้เราได้ข้อตกลงที่ FAB จริงๆ ไม่งั้น การประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ คงเป็นเพียงแค่ปาหี่หรือการแก้ปัญหาที่ถูกผลักดันโดยภาคอุตสาหกรรม และเป็นอีกหนึ่ง talk show ทางการเมืองเท่านั้นเอง

นาฬิกานับถอยหลังสู่โคเปนเฮเกนในเว็บไซต์ของ UNFCCC ตอนนี้ เป็นเลขศูนย์ทั้งหมด การเจรจาเริ่มขึ้นแล้วท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัวของกรุงโคเปนเฮเกน …



อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

mercredi 2 décembre 2009

Heads of State, 2020: โฆษณาของกรีนพีซที่สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน

World leaders apologise for climate failure in Copenhagen airport ads

เราหวังว่าโฆษณาคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเหล่านี้จะไม่เป็นจริงในอนาคต!

โฆษณาเหล่านี้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์ในอนาคตที่เหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆออกมามองย้อนหลังถึงสิ่งที่เขา 'ควรทำ' ในอดีต แต่ไม่ได้ทำ ซึ่งที่ควรทำที่ว่านี้คือการบรรลุตกลงเกี่ยวกับสภาวะภูิมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนนี้


ขณะที่ยังพอมีเวลาให้เหล่าผู้นำโลกกลับตัว-ไม่ต้องเสียใจในอนาคตกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต  เีพียงแค่พวกเขาบรรลุข้อตกลงสูงสุดที่เป็นธรรมและมีพันธะผูกพันธ์ทางกฏหมาย ในการที่จะปกป้องสภาพภูิมิอากาศของโลกเราเท่านั้น

Barack Obama (US)


Photo:Greenpeace/Åslund

Angela Merkel (Germany)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Nicolas Sarkozy (France)

Photo:Greenpeace/Åslund


Gordon Brown (UK)

Photo:Greenpeace/Åslund


Luiz Inacio Lula da Silva (Brazil)

Photo:Greenpeace/Åslund


Donald Tusk (Poland)

 Photo:Greenpeace/Åslund


Jose Luis Rodriguez Zapatero

Photo:Greenpeace/Åslund


Stephen Harper (Canada)

Photo:Greenpeace/Åslund

Share

mardi 1 décembre 2009

การจำกัดและการซื้อขายการปล่อยก๊าซ หรือ Story of Cap & Trade เป็นอย่างไรแน่ !!! (หรือใครได้ประโยชน์) ???

เรื่องราวของ Story of Cap & Trade หรือ เรื่องของการจำกัดและการซื้อขายการปล่อยก๊าซ มีเนื้อหาง่าย สั้น กระชับ ได้ใจความ ที่ช่วยให้เข้าใจแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในเวทีโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน ซึ่ง Host Annie Leonard ได้สื่อถึงหัวใจสำคัญของเรื่องราวดังกล่าวผ่านธุรกิจการค้าด้านพลังงานและเหล่านักการเงินย่าน Wall Street เปิดโปง “ผู้ร้ายได้อย่างละเอียด”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยมลพิษได้อย่างลอยนวลจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การชดเชยการปล่อยคาร์บอนจอมปลอม อีกทั้งการเบี่ยงเบนประเด็นการแก้ปัญหาโลกร้อนไปจากสิ่งที่ควรจะต้องทำจริงๆเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่อง การจำกัดและการซื้อขายการปล่อยก๊าซ หรือ Cap & Trade แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไรแน่ (หรือใครได้ประโยชน์) วีดีโอนี้จะให้คำตอบคุณได้





อ่านรายละเอียดเรื่องของการจำกัดและการซื้อขายการปล่อยก๊าซเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.storyofcapandtrade.org

dimanche 29 novembre 2009

นักกิจกรรมก้าวลงจากเครน แต่ข้อความของพวกเขายังดำรงอยู่ - หยุดทำลายป่า กู้วิกฤตโลกร้อน

ข้อความที่นักกิจกรรม 4 คนส่งจากยอดรถเครนในอินโดนีเซียหลังยึดรถเครนถึง 27 ชั่วโมง นั้นชัดเจน นั่นคือ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา มันส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ใด และการหยุดการทำลายป่าเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดและมีราคาถูกที่สุด ในการแตะเบรกความบ้าคลั่งที่กำลังพุ่งดิ่งตรงมาหาเรา"

จากยอดรถเครน 1 คัน และอีก 3 คันที่ถูกยึดจนถึงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เราสามารถมองเห็นผืนป่าและป่าพรุอินโดนีเซียที่ถูกทำลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และอ้างว้างทอดไปไกล ผืนป่าและป่าพรุนี้ถูกทำลายราบเรียบและเผาอย่างมีวิธีการ โดยบริษัทต่างๆ เช่น APP เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ปลูกต้นอาคาเซียและปาล์มน้ำมัน การทำเช่นนี้ทำให้ที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์อันใหญ่มโหฬารถูกปลดล็อก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่ระดับที่อันตรายมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะพยายามนำตัวนักกิจกรรมลงมา สิ่งที่พวกเขาทำ ได้แก่ การแกว่งเครน และการขมขู่อื่นๆ พวกเขา่ประจำที่คุมเข้มจนถึง 10 โมงเช้าของวันที่ 27 พ.ย. จากนั้นตำรวจได้กักตัวนักกิจกรรม และนำตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของสถานีตำรวจเมืองเปกันบารูเพื่อสอบปากคำ กลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชาวเยอรมัน ดัช ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ได้แสดงให้ผู้นำโลกเห็นว่า การลงมือปฏิบัติในทันทีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และจำเป็น และการเปิดโปงอาชญากรสภาพภูมิอากาศ เช่น ซีนาร์ มาส ซึ่งมี APP เป็นบริษัทในเครือ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะเกินควบคุม

ในเวลานี้ถึงเวลาที่ประธานาธิบดีโอบามา และผู้นำประเทศที่พัฒนาแล้วคนอื่นๆ จะจัดหาเงิน และช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ในการปกป้องป่าของพวกเขา ในขณะเดียวกันประธานาธิบดียุดโฮโยโนควรเปลี่ยนพันธะสัญญาของเราเป็นการกระทำ โดยสั่งระงับการทำลายป่าในอินโดนีเซียในทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่เหลืออยู่จากปอดสีเขียวอันมีพลังมหาศาลจะไม่พ่ายแพ้ไปตลอดกาล

ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนที่เปิดตัวเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อน บนคาบสมุทรกัมปาร์ ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และกรีนพีซจะคงอยู่ในใจกลางป่าฝนอินโดนีเซียต่อไป

vendredi 27 novembre 2009

เรามาผจญภัยกันในที่ห่างไกล ก็เพื่อบอกผู้นำโลกว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ ปกป้องป่าทันที

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันติ
จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย

เมื่อคืนมีทีมอาสาสมัครของอินโดนีเซียและช่างภาพ (ไม่ทราบจำนวน) ไปกางป้ายกันในป่า ตั้งใจกันว่าจะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายไปกันประมาณตี ๓ (สงสัยตื่นกันไม่ไหว) ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้เพราะต้องนั่งเรือจากค่ายไปท่าเรือที่ เตลุก บินใจ ๔๕ นาที นั่งรถต่อไปถึงทางเข้าป่า แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร พร้อมป้ายผืนใหญ่ ๒ ผืน ส่วนร๊อปจะตามไปตอนเช้ามืด

หน้าตาทีมงานตอนไปถึง

การเดินทางต่อจากนี้ แบนเนอร์จะถูกลำเลียงลงเรือสำปัน (เรือพายพื้นเมือง ขุดจากต้นไม้ทั้งต้น) ๒ ลำ พายเข้าไปตามคลอง จุดหมายปลายทางคือ ๔ กิโลเมตร จากนี้ จุดที่พื้นที่ป่าถูกทำลายมากที่สุดบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ส่วนทีมงานที่เหลือ เดินเท้าเข้าไปและเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อให้เรือผ่านไปได้โดยสะดวก



สภาพป่าพรุที่ถูกเผาทำลาย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

จุดตั้งค่ายที่พักชั่วคราว ก่อนเคลื่อนย้ายป้ายขนาดใหญ่มาก ด้วยกำลังคน





ป้ายที่มีภาพของนายกรัฐมนตรีแองเจอล่า เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และข้อความว่า
Climate Change Starts Here. Less Talk, More Money! 
(ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นที่นี่ พูดให้น้อย เงินให้มาก)
และ ป้ายที่มีภาพนายกรัฐมนตรีนิฌคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส และข้อความว่า
"จัดหาเงินหลายล้านยูโร ปกป้องป่า และสภาพภูมิอากาศ"
เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั้งสองจัดหาเงินทุนเพื่อหยุดการทำลายป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน ณ
การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคมนี้


ส่วนที่ค่าย วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มไปทำงานที่เขื่อนเต็มวัน (เคลียร์พื้นที่ต่อ) จริง ๆพวกเราก็อยากไปร่วมกับทีมป้าย แต่งานสร้างเขื่อนมันค้ำคอ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน เพตเตอรี่นัดพวกเราออกเดินทางประมาณ ๗ โมงเช้า แต่สายตามเคยเพราะอาหารเช้า ๗ โมง เช้านี้เราหารองเท้าบูธที่เตรียมไว้ในห้องเก็บของไม่เจอ นึกได้ว่าอาจจะเป็นทีมกางแบนเนอร์ในป่าเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน เราเลยเสียเวลาเตรียมของอีกนิดหน่อย งานของพวกเราวันนี้คือ ขนไม้ที่อยู่บริเวณชายหาดเข้าไปที่เขื่อนให้ได้ สมาชิกวันนี้มี เพตเตอรี่ พี่ริว พี่ท๊อป พี่แป๋ง นุ่น ส่วนน้องอุ้มปวดท้อง (แบบผู้หญิง ผู้หญิง) บอกว่าประมาณ ๒ วัน น่าจะหาย เลยให้นอนอยู่ที่ค่าย มีสุรีย์ คอยดูแลให้กินยาสมุนไพร อะไรบางอย่าง คอยนวดเท้า ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง พวกเราเลยออกเดินทางกัน

เมื่อเรือปอมปองมาส่งเราที่หาด เจอกับพวกบานี่ (มีชาวบ้าน + อาสาสมัคร) ประมาณ ๕ คน ที่ไปสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งที่ ๒ บอกว่าเข้าไปเจอสัตว์ตัวนึงเหมือนจะโดนตัวอะไรกัด เลยช่วยออกมา

วันนี้น้ำลงเยอะต้องเดินไกลกว่าปกติ ทิม กับ โจฮาน อยู่ช่วยพวกเราด้วย พี่ท๊อปอาสาแบกไม้ที่จะต้องเอาไปสร้างที่พักชั่วคราว ส่วนวันนี้พี่ริวแต่งตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย (จริงๆ กลัวแดดเผา) และคนอื่นที่เหลือก็ช่วยกันขนของอื่นๆ ตามไป

เมื่อพร้อมเริ่มงาน เพตเตอรี่ก็สรุปว่างานของวันนี้ที่ต้องทำ คือ ขนไม้ที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ที่หาดเข้ามาให้ถึงบริเวณที่จะสร้างเขื่อน ตอนแรกก็บอกให้พวกเราช่วยกันแบก แล้วเดินเข้าไปที่เขื่อน แต่หลังจากทดลองกันพบว่าเป็นงานที่หนักมาก เพตเตอรี่บอกว่าคนไม่พอต้องไปตามคนมาช่วย (มองเห็นทีมเรือจอดเรืออยู่ไกลๆ) แต่พวกเรามีหรือจะยอมลำบากขนาดนั้น งานแบบนี้มันต้องใช้สมอง ไม่ใช่แค่แรงงาน

หลังจากวิเคราะห์กันแล้วพวกเราเลยตัดสินใจ ใช้เชือกที่ผูกมากับไม้ ผูกไม้ลากไปตามคลอง จนถึงเขื่อน ไกล เหนื่อย แต่ก็ดีกว่าแบกไป ส่วนเพตเตอรี่ได้คนมาช่วยอีก ๒ คน

เวลาและเรี่ยวแรงของเราทั้งหมดในวันนี้ ทุ่มเทไห้กับการลากไม้เดินลุยน้ำเข้าไปตามคลอง ส่วนการยกไม้ขึ้นฝั่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เริ่มสร้างเขื่อนวันแรก จะมีคนมาช่วยเยอะไว้ค่อยช่วยกันยกพรุ่งนี้แล้วกัน ห้าโมงเย็นถึงเวลาเลิกงาน พวกเราพาร่างกายที่เหนื่อยล้า เดินกลับมารอปอมปองที่ชายหาด

กลับมาถึงค่ายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน น้องอุ้มบอกช่วงบ่ายก็ดีขึ้นนิดหน่อยเลยออกมานั่งข้างนอก โรดาก็ให้ช่วยกวาด เรือน Big Common คนป่วยอยู่นะ ถึงแม้จะกลับกันมาเร็วแต่ก็ต้องรออาหารเย็นตอน ๑ ทุ่มครึ่ง วันนี้มีอาสาสมัครจากเยอรมัน ชื่อเลาร่า และช่างภาพ อีก ๒ คน มาที่ค่าย ประมาณ ๒ ทุ่ม ทีมกางป้ายในป่าก็กลับกันมา สกปรกกันมาก แต่ไม่มีใครยอมไปอาบน้ำก่อนกินข้าวแม้แต่คนเดียว (คงกลัวอาหารหมด ในเมื่อผู้จัดการค่ายไม่เรียกประชุมซะที (แบบว่าไม่เห็นใจคนที่ทำงานเหนื่อยวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากันเลย) เพตเตอรี่ พระเอกขี่ม้าขาวของเรา ก็เรียกประชุมซะเอง จนวันต่อ ๆมา พวกอาสาสมัครอินโด จะชอบพูดว่า Briefing Briefing (เมื่อเพตเตอรี่เดินมา ) เป็นเรื่องตลกกันไป คืนนี้กว่าจะสรุปกิจกรรมประจำวันก็เกือบ ๓ ทุ่ม มีแนะนำสมาชิกใหม่ และก็สรุปกิจกรรมของวันนี้ ทั้งการรณรงค์ จากบุสตาร์ กางป้าย จากร๊อปและยูดี้ และ งานสร้างเขื่อนจาก เพตเตอรี่ ซึ่งแจ้งว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสร้างเขื่อนกัน ให้ทุกคน เตรียมตัว เตรียมน้ำดื่ม อุปกรณ์ทั้งหมดที่จะต้องใช้ คนที่จะไปสร้างเขื่อนให้แจ้งชื่อที่โรดา ๔ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาปิดไฟ คนที่ยังไม่ง่วงก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกันต่อที่ท่าน้ำ ส่วนฉันปวดแขนและไหล่ข้างที่ใช้ลากไม้มาก ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อ ตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะไปนวดไทยให้หายคิดถึง วันนี้หลังจากเข้านอน ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่
นุ่น

jeudi 26 novembre 2009

งานอันหนักอึ้ง กระสอบทราย 450 ถุง ถุงละประมาณ 40 กิโล!!

๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ค่ายผู้พิทักษ์ป่า เพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน
หมู่บ้านเตลุก เมอรันสิ จังหวัดรีอาล
อินโดนีเซีย



ตื่นตี ๔ มาอยู่ยามกับดีดี้ อากาศดี นั่งดูรูปที่เขื่อนกันไปเรื่อยๆ เช้านี้หลายคนค่อนข้างตื่นเช้า เพราะทีมของเฉาเหว่ยต้องไปดูหนังเรื่อง Age of Stupid ที่ หมู่บ้านเตลุก บินใจ มีช่างภาพ ช่างวีดีโอไปด้วยหลายคน



เมื่อคืนอยู่ยาม เช้านี้เลยง่วงมาก อยากนอน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คน เลยแอบไปนอนในเต็นท์ (ผู้ชาย) เนื่องจากไม่น่าจะมีใครเข้าไปรบกวน (มีอัคนันโด Action Logistic จากบราซิล นอนอยู่อีกเตียงนึง เพราะเพิ่งกลับมาตอนตี ๕) กะว่าจะนอนเตียงพี่ริวเพราะไม่อยู่ แต่กลัวแดดส่องเลยย้ายไปนอนเตียงพี่ท๊อป คิดผิดอย่างแรง ตื่นมาอีกทีตอน ๑๑ โมง ร้อนนนนนนนนนน มาก แล้วก็หิวข้าว จะย้ายเตียงก็เจอพี่แป๋งกับพี่ท๊อปยึดไว้ทั้งสองเตียง(ผู้ชายกรีนพีซไม่มีคำว่าเสียสละ-หญิงชายย่อมเท่าเทียมกัน) เลยจำใจนอนร้อนต่อไป ตื่นมาอีกทีเจออัคนัลโด นั่งบ่นว่า “I need my my girlfriend” งงว่าจะเอาไงดีเลยตัดสินใจตื่น ออกมาเจอยานเซ่นผัดมาม่า (โอ้ พระเจ้า สวรรค์ส่งมาโปรดแท้ๆ) กินไปประมาณ ๓ ใน ๔ เริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ของเรา เลยบอกขอบใจ รอกินข้าวเที่ยงต่อ ยานเซ่นสัญญาว่าเย็นนี้จะทำให้กินอีก วันนี้ทีมไทยไม่มีใครไปที่เขื่อน นุ่นกับพี่ท๊อปมีงานที่ค่าย ส่วนพี่แป๋งก็เหนื่อย



กิจกรรมที่เขื่อนก็ดำเนินไปตามปกติ ขนมและน้ำถูกลำเลียงไปส่งที่เขื่อนในตอนบ่ายอีกเช่นเคย วันนี้งานค่อนข้างหนัก เพราะมีถุงทรายมาส่งเพิ่มอีก ๔๕o ถุง คาดว่าเขื่อนจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ช่วงเย็นไม่มีอะไร ทีมเขื่อนกลับมาถึงประมาณ ๒ ทุ่ม เหนื่อย เปียก และดูหิวกันมาก ก็มีเหล่าขนมปังและมาม่าในครัวมาให้รองท้อง (ซึ่งที่นี่ขนมมีจุนเจือให้ตลอด 24 ชั่วโมง) พี่ริวกลับมาถึงตอน ๔ โมง ส่วนน้องอุ้มกลับมาถึงมืดมาก (บ่นว่านั่งรถผิด คิดจนตัวตาย) ข้าวเย็นวันนี้เป็นอะไรก็จำไม่ได้ ไม่รู้อร่อยรึเปล่า เข้าใจว่าความรู้สึกเดียวของทุกคนตอนนี้คือหิวจนหน้ามืด ข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว (ดูจากภาพคงไม่ต้องบรรยาย)



หลังข้าวเย็นก็สรุปกิจกรรมประจำวัน โจอังมี NVDA Training (การอบรมปฏิบัติการสันติวิธีของกรีนพีซ) ภาคทฤษฎี ให้กับอาสาสมัครใหม่ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน (ไม่รู้จะเป็นไปได้รึเปล่า) คืนนี้ค่อนข้างเงียบ ตอนเตรียมที่นอนไม่อุปสรรคแต่อย่างใด คืนนี้บุสตาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ป่าไม้ หลีกทางให้แต่โดยดี แถมยังช่วยเก็บโต๊ะด้วย พรุ่งนี้ตื่น ๖ โมง ข้าวเช้า ๖ โมงครึ่ง ออกเดินทางไปเขื่อน ๗ โมง (ข่าวจากเพตเตอรี่ )

เมื่อทุกคนเข้านอน ก็นั่งเขียนบล็อกต่อ ปัญหาคือไม่มีไฟ แบตเตอร์รี่คอมก็เหลือน้อย เพราะตอนหัวค่ำไม่สามารถแย่งเก้าอี้ดนตรีมาได้ แถมแมลงก็เยอะมากกก เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งสัณญาณ Low Battery สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปูที่นอนดีกว่า นั่งรอเวลาอยู่ยามจากเที่ยงคืนถึงตี ๒ ที่ เรือน Big Common หิวมาก อยู่คู่กับโคโค่ ส่วนเดบี้กับน้องอุ้มนอนไม่หลับ อาวังซึ่งอยู่ต่อช่วงตี ๒ ถึง ตี ๔ ก็มานั่งอยู่ด้วย (จริง ๆ พวกเราคิดว่าอุ้มคงอยากอยู่คุยกับอาวัง และอาวังก็คงอยากคุยกับอุ้ม แล้วทำมาอ้างว่านอนไม่หลับ) เอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจ เพาะความรักมันสวยงาม (คำพูดอัคนันโด) ส่วนอะเซ็บอยู่ในถุงนอน เมื่อสมาชิกเริ่มเยอะเลยไปผัดมาม่ามากินกัน (โคโค้ อาวัง เดบี้ นุ่น อะเซ็บ) โดยมีนุ่นแม่ครัว และโคโค่เป็นผู้ช่วย แต่ตอนเสร็จอะเซ็บหลับไปก่อน เพราะต้องตื่นมาอยู่ยามตอนตี ๔ พอดีโรดายังไม่นอนเลยมีตัวหารเพิ่ม ไม่งั้นแย่ สุดท้ายเมื่อท้องอิ่มเดบี้อาสาเป็นคนล้างจาน โดยมีพวกเราหลายคนตามไปเป็นกำลังใจ คืนนี้ เรือน Small Common ค่อนข้างเต็มเพราะมีลอร่ากับสุรีย์ ออกมานอน อุ้มบ่นว่าโดนแย่งที่ ส่วนเดบี้อยากนอนข้างนอก แต่ที่เต็มและไม่มีถุงนอน เลยต้องกลับเข้าไปนอนข้างใน อยู่ยามถึงตี 2 ง่วงมาก หาวตลอด โคโค่บอกไปนอนได้แล้ว โอเค พรุ่งนี้เจอกัน กู๊ดไนท์ จ้า





คืนนี้อากาศดีเย็น ดาวเต็มท้องฟ้า สวยมากๆ พระจันทร์เกือบจะครึ่งดวง (ท่าทางอุ้มคงหลับฝันดี) สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ ( กินมังสวิรัติดีกว่า)

นุ่น

ส่วนของน้องอุ้ม---

โรงแรม DYAN GRAHA ในตัวเมืองเปกันบารู

ตื่นเช้ากี่โมงไม่รู้ กินข้าว กินยา มีโทรศัพท์มาจากริชชี่ ถามว่าพร้อมมั้ย ถ้าพร้อมอีกสิบนาทีให้ลงไปรอข้างล่างอีก 10 นาทีจะไปรับ หรือจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้นะ โอย กลับวันนี้สิคะ

ริชชี่พานั่งแท็กซี่ไปสำนักงานไปถึงก็ง่วงเลย สงสัยเพราะยาล่ะมั้ง เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นบน หลับไปชั่วโมงนึง ฮาลิมมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง กินข้าวหรือยัง อุ้มกลับไปวันนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตามไปก็ได้ แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน แล้วก็กะว่าจะนอนต่อ พอดีพี่ริวเรียกบอกว่ารถพร้อมแล้ว คนพร้อมแล้ว รออุ้มอยู่คนเดียวเนี่ย อ้าวชิบหายล่ะสิ วิ่งด่วนเลย

เราออกเดินทางจากสำนักงานตอนสิบโมง มีรถ 2 คัน คันแรก โตโยต้า อะวันซา พี่ริวนั่งมากับทนายความ นักข่าว คันที่สองเป็นโฟร์วีลมีอุ้ม ฟินดี้ แล้วก็นักข่าวอีกคน คนขับรถดูเป็นมิตรดี เค้าบอกว่าชื่อโดนี่ แล้วก็ขอให้เขียนชื่อเค้าเป็นภาษาไทยให้หน่อย


นั่งรถครั้งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน สงสัยฉันคงอยากให้ถึงเร็วเกินไปล่ะมั้ง ระหว่างนั่งรถนั้นฟินดี้กับคุณนักข่าวคุยกันมาตลอด คุยเก่งเกินไปหรือเปล่าคะ เราแวะที่ที่หนึ่งด้วยเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ซูซานทำหล่นไว้ ฝนก็ตก ป่วยก็ป่วย เอ้า หาก็หาว่ะ ผลคือไม่เจอคะ แต่ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันดูคุ้นๆชอบกลเลยถามคนที่เป็นนักข่าวว่า ที่นี่ใช่ที่ที่กรีนพีซเอาแบนเนอร์ผืนใหญ่มากางหรือเปล่า ปรากฎว่าใช่ด้วยล่ะ แต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีก4กิโลเมตรนะ

เฮ้อ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ สงสัยว่าพี่ริวจะมาถึงก่อนแล้วนั่งเรือไปค่ายแล้ว เราก็เลยต้องนั่งรอเรืออีกเกือบๆชั่วโมงที่หมู่บ้านเตลุก บินใจ ระหว่างนี้ก็มีเรือขนผลปาล์มมาส่งขึ้นรถบรรทุกด้วย โดยผู้ชายในหมู่บ้านจะใช้เหล็กแหลมมีด้ามจับทิ่มผลปาล์มแล้วเหวี่ยงจากเรือขึ้นฝั่ง แล้วก็จะมีคนรับช่วงต่อเหวี่ยงจากพื้นดินขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง โดยมีเด็กๆพากันมาดำน้ำหาผลปาล์มที่หล่นลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงก็จูงเด็กเล็กๆมาให้กำลังใจอยู่ที่ท่าน้ำ และจับกลุ่มคุยกัน ส่วนฉันก็สงสัยจะว่างเกิน นั่งเขียนบันทึกอยู่นี่ไง โอยเมื่อไหร่เรือจะมานะ



ในที่สุดเรือก็มา คราวนี้ไม่ใช่ปอม ปอง แต่เป็นเรือยางของกรีนพีซ มีโยย่นเป็นกัปตันกับแพททริคเป็นลูกเรือ อุตส่าห์ได้ลงเรือแล้วก็นึกว่าจะถึงค่ายเสียที เปล่าเลย แวะหมู่บ้านตูลุก มารานติ คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวอยู่เป็นชั่วโมง จนฟ้ามืดโน่นล่ะ ถึงได้ออกเรือมาค่าย

กว่าจะถึงค่ายก็หกโมงกว่าแล้ว พอมาถึงยานเซ่นก็ทักก่อนเลยว่า เฮ้ อุ้ม ยูยังไม่ตายเหรอเห็นริว (ที่กลับมาถึงก่อนแล้ว) บอกว่าอุ้มไม่กลับมาแล้ว ตายไปแล้ว แหม ให้กำลังใจกันดีเหลือเกิน กลับมาถึงค่ายดูเงียบๆ ผิดปกติ พอดีพี่ท๊อปบอกว่าเค้าไปขนถุงทรายประมาณ 400 ถุง กันที่เขื่อนตั้งแต่บ่ายๆ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย นั่งคุยกันสักพักโรด้าก็เดินมาบอกพี่แป๋งว่าคุณต้องไปช่วยงานในครัวตามตารางเวรที่จัดไว้นะ พี่แป๋งเลยต้องรับภาระขนชาม จาม แก้ว กองโตไปล้างที่ท่าน้ำ เพราะน้ำในครัวไม่ไหลอีกแล้วครับท่าน ก็นะ จะไม่ไปช่วยก็ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว เลยไปขอยืมไฟฉายจากโจอัง แล้วก็รีบวิ่งตามไป ถามพี่แป๋งว่าอุ้มไม่อยู่ใครล้างจานให้ พี่แป๋งบอกว่าก็มีผู้ช่วยใหม่ไง แต่ไม่ยอมบอกว่าใคร โธ่เอ๊ย ไม่เชื่อหรอก มี บางคน บอกมาว่าบรรดาบอสๆ ทั้งหลายล้างจานกันเองทั้งนั้น

ประมาณสองทุ่ม คนที่ไปขนถุงทรายก็กลับกันมา ก็ได้ยินแต่ประโยคที่ว่า ไฮ อุ้ม ฮาว อาร์ ยู เหมือนจะป๊อปปูลาร์ขึ้นมาทันที ขนาดคนที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ยังมาถามเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ดีว่ะ อยู่อินโด ป่วยนิดเดียว มีคนเป็นห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วที่เค้าอยากให้หายน่ะเป็นเพราะว่าจะได้ไม่เอาหวัดไปติดคนอื่นนะซิ อาวังบอกว่าโทรไปที่โรงแรมด้วย แต่พี่ริวรับสายแล้วก็บอกว่าอุ้มหลับแล้ว อะไรอ่ะ งง จะรับแทนได้ไงนอนกันคนละห้องนี่นา แล้วพี่ริวก็ไม่เห็นบอกเลยด้วย เดบี้ผู้เป็นเหมือนพี่สาวของฉันที่นี่ก็มาบอกว่าเป็นห่วงนะ เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนอัลโบบอกว่าทำไมยูยังไม่ตายอีก เห็นแป๋งกับริวบอกว่ายูตายไปแล้วนี่นา เลยตอบกลับไปว่า ไอ คัม แบ็ค ฟรอม เดอะ เฮฟเวน

วันนี้ตอนกลางคืนมีบรรยาย NVDA โดยโจอังเป็นคนบรรยายแต่เป็นภาษาบาฮาซาร์ อินโดนีเซียอ่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้อาวังแปลให้ฟังหน่อย ก็นะ แปลแค่ประโยคแรกประโยคเดียวจบ แล้วยังไงล่ะที่เหลือให้เดาเอาเองเหรอไง พี่ท๊อปก็มานั่งดูด้วย บอกว่าต้องดูเสียหน่อย พี่เองก็ลืมเหมือนกัน อ้าวลืมแล้วไหงมาสอนอุ้มได้ล่ะ พี่ท๊อปก็บอกว่าพี่ไม่ได้สอนอุ้ม พี่แป๋งสอนต่างหาก โอเคจำได้ล่ะที่พี่แป๋งมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังนั่นเอง ฮ่าๆๆ

ฉันก็เลยเอาโน้ตบุ้คมานั่งพิมพ์บันทึกจากที่จดใส่กระดาษไว้ เผลอก้มไปกินน้ำแป๊ปเดียว กระดาษที่จดไว้ตกน้ำเปียกหมดเลย เฮ้อ หาเรื่องแท้ๆเลย ว่าแล้วก็ใส่บูทลุยน้ำเก็บกระดาษมาตากไปพิมพ์ไป สักพักแบตหมด ไว้ทำต่อพรุ่งนี้ล่ะกัน

เห็นพี่ริวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเขื่อนด้วย อืมคิดเหมือนกันเลย ไม่อยากหยุดแล้ว พักพอแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าอุ้มพักผ่อนอยู่ค่ายแหละดีแล้ว ห้ามไปนะ อ้าวแล้วทำไมพี่ริวไปได้ล่ะ เออไม่ไปก็ไม่ไป ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่เป็นภาระของคนอื่นอีก เซ็งขั้นเทพ

พอสี่ทุ่มปิดเครื่องปั่นไฟ พี่นุ่นมาไล่ให้ไปนอน โธ่เอ๊ย ใครจะไปนอนหลับกันล่ะ นอนมาสองวันแล้วเนี่ยนะ ก็นั่งเล่น นอนเล่นเป็นเพื่อนพี่นุ่น อาวัง เดบี้ แล้วก็โคโค่ ตอนไนท์วอช กว่าจะหลับก็ตีสอง หลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ ต้องตื่นมาทายากันยุงอีก ไม่ไหวยุงดุเหลือเกิน กัดจมูกบวมเลย เซ็งเป็ดมากมายสำหรับวันนี้

อุ้ม

IRRI Rice Symposium

IRRI's Symposium Day 1

The IRRI's 6th International Rice Genetics Symposium began today. It is a big scientific gathering with more than 700 scientists from all over the world, but mainly Asian countries. It began with some opening speeches from the HRH Sirindhron Princess and Mr. Zeigler, the director of IRRI (FYI: The International Rice Research Institute, headquater based the Philippines).

What was most noticeable there was the emphasis that HRH put on Marker Assisted Breeding (MAS) technology as a very good tool for improving rice for the new climate change challenges (drought resistance, submergence and flooding resistance, etc.) and in the whole opening session Genetic Engineering (GE) was mentioned very little only at the end of Zeigler's speech, mentioning that eventhough there is a need to use the major rice diversity that is getting discovered, there are traits that do not exist in rice, for which GE would be necessary. He cited C4 rice as an example, but all this was a very tiny portion of the speech. It shows how right we have been to launch our MAS report at this time ;) Click here to read about MAS in Thai | Click here to download the MAS report in English

In fact, we have been able to "ambush" Dr. Zeigler (as Danny puts it) and handed him a copy of the MAS report, and it was interesting that he told us he had read it online (although it was released out just last Friday, as Janet said earlier IRRI is so sensitive).

He went on to say that we are 95% in agreement - even better than the 90% agreement he has made with his wife so far (we guess the 5% disagreement was GE) in the need for more biodiverse, climate resilient, farmers-oriented agriculture. It was obviously not the place to get into a lengthy argument about what we put under these words. Still, it was quite significant that he has read the report. He even dared to say that Yellow Rice (he calls it Golden of course) was also MAS, after the gene had been incorporated through GE into rather bad varieties, it is now introgressed from these bad varieties to good ones through MAS.

So far, it is not that easy to schmooze with scientists, as they are so many, but the poster sessions tomorrow should help.

Apparently, our poster, which is on display (and rather well located) is attracting quite some interest.

---
IRRI's Symposium Day 2

Today was a lot "geeker" still than yesterday. A lot of highly technical and scientific conferences and workshops, still quite interesting. For those interested in rice genetics in the last research results, we can provide you later with a copy of the CD that was supplied to the participants, with all the abstracts, but do not expect so much fun reading about QTLs, RNAis, gene pyramiding, etc.

We begin to meet scientists, but they were not so much IRRI's scientists, but rice specialists. Interestingly, there wwas a high proportion of the American and French scientists, apart from predominantly Asiatic presence.

We had a 10 minute discussion with IRRI's IT person, whom some of you might know. Marco Van den Bergen, who was an IT perspn for Greenpeace International (GPI) a few years ago, after being at IRRI for 6 years, and now came back to IRRI after about 2 years with GPI. He still follows what is happening in Greenpeace (was very aware that Gerd has left, for example).

He was adamant in trying to get more links between IRRI and Greenpeace. For example, he mentioned that IRRI is organizing internal seminars/debates every thursday, but wanted to explore the possibility that Greenpeace gives a seminar or a talk to discuss our points of view one Thursday. He will  also put us in contact with the new Communications Manager at RRI, Sophie Clayton, when we go to IRRI's headquarters at Los Bbanos on Thursday. It seems that IRRI is nervous about the opposition (the PAN AP initiative to ask for closure of IRRI) and would like to have some "allies" in the NGO world, so there's a fine line here.

Today was also the official opening of the IRRI's 50 years celebration (anniversary will be on April 2010) in Los Banos, with the visit there of the Thai princess, and there was a NGO and small farmers protest there, that the police evacuated. He knew that we had met the director yesterday. Marco also mentioned the restructuring of the CGIAR (of which the IRRI is one institute), saying it was not very different from the restructuring at GPI a few years ago (with apparently some common advisors) but did not dwell very much on it, and did not know what the results would be. Apparently, funding of IRRI is doing pretty well.

The afternoon poster session was also the opportunity to meet some scientists, that were interested in discussing with us (many French, that were very critical of our campaign in France, that prevented a lot of public research on GMOs, leaving the door open to private companies to get monopolies on the tools). As I mentioned, that was not a majority of IRRI's scientists, so we do not have a clear picture of the balance of power within IRRI yet. But oddly, even MAS scientists do not feel "threatened" by GE research and funds gooing there instead of MAS, many see these 2 fields as complementary. But many were interested in the report, and also in the food for the future report. At least, they do not consider us as luddites, and many expressed a will for more dialogue (which may mean in their view some kind of endorsement). And tomorrow will also be fun, as we're going to distribute our postcard asking Bayer to get its hands off our rice.

Cheers, salut
Danny, Janet, Natty and Arnaud

Rice Harvest Update from our Campaigner


An aerial view of Greenpeace staffs and volunteers and farmers in Ratchaburi harvesting rice in the Rice Art field.

Sorry for the late update. Last Saturday (21 November 2009), hundreds of Greenpeace supporters and local farmers met at the Rice Art field in Ratchaburi province and harvested the black rice that was left after the green rice had already been harvested 2 weeks ago. It was a  very emotional activity, where urban supporters joined local farmers to harvest together organic rice in the traditional way.



For many of them, it was the first time in their life that they shared and participated in farmer  work and it was very inspiring. There were also displays of traditional milling of rice in front of the field, so everyone could understand the different processes of rice after harvest until it is commercialized and finally consumed. It also reaffirmed us that what a wonderful traditional way and wisdom of planting rice that we have.

The harvest ceremony was attended by Greenpeace Southeast Asia's chairman Dr.Ophart, our Executive Director Von, Fundraising Director Dawn and Campaign Director Shai. I would also like to take this opportunity to thank our Senior Management Team to devote their valuable  time to participate and support this event. Also, I would like to thank everyone who were  involved in this and made it happen, you are very respected.



The governmental bodies visiting the field and also participating symbolically by harvesting were comprised of the Vice-Governor of Ratchaburi province and Dr.Sumith Champrasith (Secretariat of the Economic Sufficiency Institute). The Vice Governor of Ratchaburi province made a statement on behalf of the provincial authority and that was strong GE-free rice statement and fully in support of the Greenpeace's campaign. As discussed with him, he is quite keen to help us on the GE rice issues and will provide us information about rice research conducted in Ratchaburi. He is also keen of developing organic rice farming in the province and disseminating organic farming methods and this will provide us with a good platform for our future work on agriculture in Thailand.


Kum Payao rice species, the black rice

Dr.Sumith is a very strategic person who plays an important role, particularly on agricultural  issues in the country. He made a statement with a few specific demands on Thai agricultural  problems (i.e. land grabs and national policy on organic agriculture). He also stated that the country needs to protect our agriculture from GE crops and the most urgent one is GE rice. However, his focus is actually more specific on organic farming and sufficiency economy than on GE issues. But we had a very good conversation with him and he committed to put GE rice issues into his 2010 plan and will be following up all inside info regarding GE crops for us. It's quite good that we have him on our side.


Chainart 1 species of rice that gave green color to the Rice Art.

Unfortunately, eventhough the Prime Minister was invited, he has faced another political problem so his attention has been with that and he didn't come, neither the Ministry of Science and Technology (MoST). Anyhow, the success of this harvest day will allow us to follow up with both of them to get the official GE-free policy to be announced publicly.

We have already received an official letter from the Ministry of Agriculture (MoA) stating a GE-free rice policy from the government and this also was confirmed casually in a discussion we had last week with the The International Rice Research Institute (IRRI)'s Deputy Director,  explaining that the Thai government is quite clearly against GE rice and insists in the GE-free rice policy. The difficulty is to get this policy to be proactive and public.



This harvest day was a closure of a huge effort of many of those in the Greenpeace world,  including the dedicated volunteers and farmers who made the Rice Art work happened. We now have some rice in a beautiful package and the picture of the field for our political work. We will continue to try to get the good GE-free position from the Thai government to be even more solid. In the meantime, it has helped us develop our relationship with farmers of the province, from which we will be able to build our Sustainable Agriculture network for the coming years.

Natwipha

OUR GREAT VICTORY at Criminal Courthearing in Khon Kaen

24 November 2009

OUR GREAT VICTORY, Let's celebrate it




This is our GREAT VICTORY ever. This morning our two former greenpeacers - Dr.Jiragorn (ex-Executive Director) and Patwajee (ex-GMO campaigner), our lawyer and we were at the courthouse at which the hearing started at 9.00am. We were quite confident that our friends will be acquitted and not convicted anyway. So YES, we were right, the court have just cleared them of the charges of trespassing, theft and destruction of property appealed by the Department of Agriculture (DoA) and again this means they are ACQUITTED.


Fenruary 2004 - A greenpeace activist picked a papaya and put in a closed container in the DOA's GE papaya trail field.

Dr.Jiragorn and Patwajee were criminal charged with trespassing, theft and destruction of property by the DoA since 2004 after they had uncovered evidence of the government agency's role in widespread GMO papaya contamination in Thailand. They both had been acquitted at the first court in September 2006.



After the hearing I saw many big smiling faces from all of the Greenpeace staffs, our friends and even the journalists. We went out to have an interview in front of the courthouse.



However, the DoA will be able to extend the case by making an appeal to the supreme court, the last chance for them to go further. But we see that there is small possibility of doing that  because if we are found not guilty in the supreme court, it will be a criterion for the society in the future, which for them maybe too risky to move forward and extend the case. If they are convicted they will possible face 5-year in jail but the lawyer believed that they will be acquitted again. Within 30 days, we need to follow up and see if the DoA will extend the case or not. Just one word to say, LET'S CELEBRATE IT, EAT SOMTAM :)

Natwipha