lundi 25 mai 2009

อุปสรรค ความอดทน และ ความสุข ที่ชัยนาท

การล่องเรือวันนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกวันเพราะพวกเราจะต้องผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งกั้นแม่น้ำให้เป็นสองระดับ “ช่างเหมือนชนชั้นในสังคมไทยเสียนี่กระไร” หนอนบล็อคอุทาน “แต่พวกเราจะผ่านไปได้ไงเนี่ย”

เขื่อนจะมีสองประตูด้านต้นน้ำและปลายน้ำ ตอนแรกเจ้าหน้าที่สูบน้ำเข้ามาระหว่างประตูเขื่อน จนมีระดับเท่ากับความสูงของน้ำเหนือเขื่อน จากนั้นประตูด้านบนจึงเปิดต้อนรับพวกเราพร้อมกับทุ่งผักตบที่ยาวหลายปีแสงมาเป็นประจักษ์พยาน (Bare Witness?) ในการเดินทางของพวกเราครั้งนี้ แต่ปัญหาคือพวกเราจะฝ่าทุกผักตบชวานี้ได้อย่างไร หันไปถามโยยน หัวหน้าทีมเรือจากดินแดนถิ่นกำเนิดผักตบว่าจะทำไงดี โยย่นจึงใบ้หวย...เอ้ย บอกใบ้ด้วยการหันไปที่น้องแก้ว (ฟันกระแต) ทุกคนจึงร้องอ๋อทันที แต่ถ้าจะให้แทะผักตบจนหมดอาจจะดูโหดร้ายไปซักนิด พวกเราจึงแก้ปัญหาด้วยการให้เรือใหญ่ลากเรือคายักและเรือยางพี่เลี้ยงฝ่าดงผักตบ ทว่า

“แบบนี้มันไม่ใช่อะครับ” พี่วินัยช่างภาพประจำกรีนพีซ ออกความเห็นแกมบังคับ “ภาพที่จะออกสู่สาธารณชนมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ เราจะต้องแสดงถึงศักยภาพของคนและเรือยางในการเดินทางแบบสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก พี่อยากได้ภาพพวกเราพายเรือลุยผักตบแล้วแบกเรือข้ามเขื่อนไป” พี่วินัยเล่นบทผู้กำกับ ก่อนกำกับให้ผมเป็นกำกับการจราจรในน้ำ ซึ่งก็คือการลงไปแหวกผักตบนั่นเอง งานเข้าอีกแล้ว!

รออีกซักพักกว่าน้ำจะได้ระดับที่เรือใหญ่ของเราวิ่งผ่านไปได้ พร้อมกับความระทึกว่าหลังคาเรือจะชนกับเพดานเขื่อนหรือไม่

ฝีพายวันนี้ประกอบด้วย ฟาน คู่กับพลาย (เจ้าหน้าที่รณรงค์ที่ซุ่มซ้อมจนไม่มีใครเคยเห็นอีกเช่นกัน) ส่วนอีกทีม ยังคงเป็นเดียวกับผึ้ง (ทีมคู่ฮันนีมูนจากสุราษฎร์) ที่พายทิ้งห่างคู่แรกแบบไม่เห็นใจช่างภาพ พวกเราได้ทักทายและแจกคู่มือ “คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ” ให้กับชาวบ้านตลอดการเดินทางในวันนั้น ผมสังเกตว่าชาวบ้านหลายคนมักเดินขึ้นฝั่งเวลาที่พวกเราเข้าไปใกล้ อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจึงรู้สึกอึดอัดเวลาที่พวกเราพายเรือผ่าน

ก่อนเที่ยงพี่สุรเชษฐ์ช่างภาพประจำกรีนพีซมากระซิบบอกผมว่า “พี่อยากได้ภาพเรือที่ถ่ายจากบนสะพาน ผมจึงวิทยุไปถามทีมเรือ Water Patrol ว่าข้างหน้ามีสะพานข้ามแม่น้ำหรือไม่ เมื่อได้รับการยืนยันพวกเราจึงบึ่งเรือยางพี่เลี้ยงนำหน้าไปก่อน ด้วยความที่มาจากเรือยาง และเพื่อความปลอดภัย (กลัวถูกรถชน) หรือเพื่อความขบขันของคนรอบข้าง (ตาม concept คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ) พวกเราจึงวิ่งเท้าเปล่าพร้อมสวมชูชีพวิ่งขึ้นสะพานด้วยท่าเปรตบนกะทะทองแดง (ก็มันร้อนนี่หน่า) ภาพช็อตนั้นแทบจะแลกมาด้วยกีบเท้าของพวกเราเลยทีเดียว

ช่วงบ่าย ภาพ (เจ้าหน้าที่ระดมทุนที่ทิ้งงานแบงค์มาทำงานเพื่ออุดมการณ์กับกรีนพีซ) กับผมลงมาพายแทนคู่ของพลายกับฟาน ภาพจัดว่าพายได้ไม่เลวทั้งๆ ที่ไม่ได้ซ้อมกับพวกเรามาก่อน

ตกบ่ายพวกเราพายถึงวัดหัวว่าว จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งตรงหลังวัดมีหาดเล็กๆ ให้พวกเราได้ลงไปผ่อนคลายอิริยาบถได้เป็นอย่างดี พวกเราอาบน้ำในแม่น้ำเช่นเดียวกับเมื่อวาน เดี่ยวกับผึ้งเล่น “กุ้งดีด” (กระโดดตีลังกากลับหลังโดยเหยียบไหล่เพื่อน) อย่างสนุกสนาน เมื่อตัวสะอาดแบบตุตุพวกเราก็แยกย้ายไปนอนให้ยุงหามเล่น ส่วนเพื่อนบางส่วนออกมาเฝ้าเวร ซึ่งเพิ่งเริ่มทำในคืนนี้

ช่วงค่ำๆ ชาวบ้านแถบนั้นเดินมาหากรีนพีซที่เรือ และร้องเรียนว่าโรงงานกระดาษใกล้ๆ ปล่อยน้ำเสียลงเจ้าพระยา

- ขวัญ

dimanche 24 mai 2009

พยายามมาแล้วถึง 3 วัน

ผ่านไป 1 วันครึ่ง ก็พ้นนครสวรรค์ ถึงชัยนาท จอดแวะที่วัดมะขามเฒ่า เพื่อไหว้พระ และแจกแผ่นพับการรณรงค์ให้แก่ประชาชนผู้แวะเวียน จากนั้นเดินไปสักนิด มีตลาดเล็กๆ พลายและขวัญนำทีมเดินทักทายชาวบ้านและแม่ค้า ถามไถ่ถึงวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาน้ำ ชาวบ้านกล่าวว่าตนมีบ้านอยู่ริมน้ำ จึงผูกพันกับแหล่งน้ำ และขอให้กรีนพีซช่วยอนุรักษ์ เพราะไม่ต้องการให้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาสร้างริมน้ำ

หลังจากพบปะประชาชน กรีนพีซจัดเสวนากับกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าจีนตอนบน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำ ปัญหาแหล่งน้ำ และวิธีแก้ไข สรุปความได้ว่า ปัญหาของแม่น้ำท่าจีนตอนบน คือ ผักตบชวาที่เติบโตรวดเร็วมาก และไม่มีใครช่วยกำจัด ทำให้อุดตันในแม่น้ำลำคลอง ส่วนน้ำเสียจากเกษตรกรรมมีอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนยังดีอยู่ ปลอดมลพิษ (แม่น้ำท่าจีนแยกสายมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา จุดเชื่อมต่ออยู่ที่ชัยนาท) น่ายินดีอย่างยิ่งที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนและแม่น้ำท่าจีนมีคุณภาพน้ำที่ดี เพราะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม

พายเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาในชัยนาท  คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทมีคุณภาพดี  ไม่แตกต่างจากในนครสวรรค์

คุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทมีคุณภาพดี ไม่ต่างจากจังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงฝนตกน้ำจะมาก สะอาด และมีสีขุ่น ส่วนหน้าแล้งมีสีเขียวใส และสะอาดเช่นกัน เพราะยังเป็นต้นน้ำซึ่งมีชุมชนไม่หนาแน่น และมีไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ตอนเช้าวันที่ 3 ฝีพายพายเรือแคนูมาถึงเขื่อนชัยนาท ที่ต้องพบอุปสรรค คือ ผักตบชวาที่หนาแน่น ผักตบชวาเติบโตและขยายตัวรวดเร็วในน้ำนิ่ง ฝีพายต้องพายเรือฝ่าผักตบชวาบริเวณที่ไม่หนาแน่นเข้าสู่ประตูน้ำข้างเขื่อน จากนั้นแบกเรือแคนูขึ้นฝั่ง เพราะผักตบชวาเยอะจนไม่เหลือช่องว่าง ทางหน่วยงานเปิดประตูน้ำให้เรือของเราผ่านไป น้ำหลังเขื่อนสะอาด คุณภาพดีกว่าส่วนอื่น เพราะฝนตกมาก โดยเฉพาะช่วงหลังเขื่อนตอนต้น อย่างไรก็ดีจา่กการถามชาวบ้าน น้ำบางช่วงในชัยนาทมีสีเขียว เพราะเป็นน้ำเสีย

บรรยากาศการพายเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาในชัยนาท น่าอภิรมย์เช่นในนครสวรรค์ เพราะน้ำสะอาด ปราศจากกลิ่น ยกเว้นกลิ่นอายความสดชื่น

วันนี้ทีมเรือพายนอนที่สิงห์บุรี พรุ่งนี้จะมาเล่าว่าชาวบ้านสิงห์บุรีแวะมาหากรีนพีซเรื่องอะไร

- ดูภาพสไลด์ความแข็งขันและอดทนของฝีพาย ซึ่งต้องใช้กำลังกายที่มากมายยิ่งนัก

- มีส่วนร่วมกับฝีพาย

samedi 23 mai 2009

ความครึกครื้นที่ไม่สูญเปล่า

บรรยากาศที่จุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ ที่มีพิธีเปิดงานโครงการ "คืนรอยยิ้มสู่สายน้ำ เจ้าพระยาปลอดมลพิษ" สวยงาม ตลิ่งทรายกว้าง แม่น้ำกว้างและใส สองฝั่งน้ำเขียวขจี เด็กๆ ลงว่ายน้ำชุ่มฉ่ำใจ

ปากน้ำโพ มีแม่น้ำ 4 สายที่ไหลมารวมเป็น 2 สาย (ปิงและวังรวมเป็น 1 สาย และ ยมและน่าน อีก 1 สาย) จากนั้นแม่น้ำ 2 สายที่ประกอบด้วย 4 สาย รวมเป็นต้นน้ำเจ้าพระยา ณ ที่นี้ ด้านปิงและวังน้ำออกสีน้ำตาล เพราะตะกอนใต้พื้นน้ำเป็นโคลน ด้านยมและน่านน้ำออกสีเขียว เพราะตะกอนใต้พื้นน้ำเป็นทราย

แม่น้ำเจ้าพระยามีตำนานว่า "เจ้าพระยาทั้ง 4 " ได้สละชีวิตปกป้องเมืองพระบาง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย จนแม่น้ำสายนี้ได้ชื่อว่า "แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่หลังจาก 500 ปี คำว่า "สี่" ก็จางหายไป เหลือแต่ "เจ้าพระยา"

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ได้กล่าวเปิดงาน ดังนี้

'แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวปากน้ำโพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราทุกคนผูกพันกับแม่น้ำเจ้าพระยา และต้องตอบแทนคุณ โดยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำให้ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตให้แก่ลูกหลาน เราต้องช่วยกันรักษาแหล่งน้ำให้ปลอดจากมลพิษ สารพิษจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม เป็นแหล่งก่อมลพิษทางน้ำ และส่งผลต่อคุณภาพน้ำ นอกจากภาครัฐและองค์กรอิสระ ยังเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกัน เพราะถ้ายังปล่อยสารพิษต่อไป คุณภาพน้ำจะเหมือนเจ้าพระยาตอนล่าง'

ส่วนท่านนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ได้กล่าวว่า

'ภาคเหนือตอนล่างมีอารยธรรมของคนลุ่มน้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ ประเพณี ชาวปากน้ำโพรักษาสิ่งที่ดีงามมาตั้งแต่บรรพการ มีุชุมชนจัดตั้งดูแลอารยธรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ที่ปากน้ำโพยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และศาลเจ้าแม่ทับทิม ทำให้พื้นที่นี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนต่างเคารพสักการะ เจ้าพระยาช่วงนครสวรรค์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย อย่างไรก็ดีเราควรต้องรักษา เพราะสารเคมีในปุ๋ยและดินในแปลงเกษตร เมื่อฝนตก จะถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำ ส่งผลต่อสัตว์น้ำ และน้ำกินน้ำใช้ อบต. และ อบจ. เห็นความสำคัญ โดยจะเร่งรัดเรื่องกฎหมาย ส่วนในเรื่องชุมชน เช่น ผู้อาศัยบนแพ จะสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง รวมถึงสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้แก่นักเรียน นักศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ยั่งยืน พวกเราต้องช่วยกันงดเว้นการปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมี สนับสนุนอุตสาหกรรมสะอาด และในอนาคตสามารถสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ปลอดสารพิษ เราต้องมุ่งมั่นรณรงค์รักษาให้สิ่งแวดล้อมทางน้ำยั่งยืนตลอดไป'

คำกล่าวของท่านทั้งสองแสดงชัดเจนว่าภาครัฐเห็นพ้องกับกรีนพีซในเรื่องการหยุดการปล่อยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมี ท่านนายกเทศมนตรีได้กล่าวสนับสนุนเกษตรกรรมอินทรีย์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเกษตรกรรมอินทรีย์เป็นวิถีที่เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีสู่การเกษตรธรรมชาติที่ไม่มีผลอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต และแหล่งน้ำ

เราได้รับคำมั่นจากภาครัฐของนครสวรรค์แล้ว และจะพยายามหาทางผลักดันและทำงานร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้คุณครูได้กล่าวกับนักเรียนจำนวนไม่น้อย ได้อย่างน่าปลาบปลื้ม "สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของส่วนรวม เราควรมีจิตสำนึก บอกต่อพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษ หากไม่ช่วยกันดูแลรักษา จะไม่มีธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้คนและสัตว์ทั้งหลายล้มป่วย นักเรียนควรคิดโครงการเชิงวิชาการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

งานเปิดตัวกิจกรรมในวันนี้ไม่มีแต่เพียงความครึกครื้น แต่ยังมีสาระ ภาครัฐสนับสนุนเรา นักเรียนหลายร้อยคนที่ต้นน้ำร่วมเขียนข้อความส่งสาน์สสู่ประชาชนปลายน้ำ เราจุดประกายการเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงต่อแหล่งน้ำ สร้างความตระหนัก และให้ความรู้แก่นักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำสิ่งดีๆ และประชาชนชาวนครสวรรค์ รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

กรีนพีซเดินทางรณรงค์โดยพายเรือแคนูจากนครสวรรค์ แวะจุดที่ 2 ณ ชัยนาท เพราะมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและการประมง รวมถึงมีเขื่อน เราจะผ่านสิงห์บุรี อ่างทอง และแวะอีกจุดที่อยุธยา สถานที่ที่แทบจะถูกถอดถอนชื่อออกจาการเป็นมรดกโลก เพราะมีตึกรามบ้านช่องระเกะระกะ น้ำเสีย และ อากาศเริ่มเป็นมลพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เมืองสวยงามเริ่มมีสภาพแย่ลง แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ มีสภาพเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากน้ำเสียจากชุมชนที่เกิดจากความหนาแน่นของประชากร โรงงานอุตสาหกรรมที่หนาแน่น และเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีมาก

การเดินทางด้วยเืรือแคนูตามลำน้ำเจ้าพระยาช่วงนครสวรรค์ 1 วันครึ่ง เป็นไปด้วยดี ในความหมายคือ น้ำใส หายใจเอากลิ่นธรรมชาติของแม่น้ำแล้วสดชื่น สองฝั่งน้ำมีป่าเขียวขจี ธรรมชาติอันสดชื่นโอบล้อมพวกเราไว้ แต่พวกเราก็พบสิ่งไม่ดีเช่นกัน ปลาตาย กล่องโฟมที่ลอยน้ำ ขยะแพใหญ่ พวกเราต้องใช้แรงใจกันมาก พวกเราอาสาสมัครพายกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น โดยมีฝีพาย 6 คน ที่สลับกันพายเรือ 2 ลำ ลำละ 2 คน รวมเจ้าหน้าที่กรีนพีซบางคนที่ขอร่วมด้วยบางช่วง เราเก็บขยะตลอดเส้นทาง ทั้งในน้ำและริมฝั่ง พูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อรณรงค์ให้รักษาแหล่งน้ำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่าย สำรวจมลพิษเพื่อใช้เป็นข้อมูลรณรงค์ ในบางช่วงของนครสวรรค์พบกระชังปลาที่ชาวบ้านเลี้ยง ยิ่งมีกระชังปลามาก น้ำก็จะมีคุณภาพไม่ดี เพราะอาหารปลาที่ให้ แต่ต้นน้ำมีชุมชนไม่หนาแน่น โรงงานอุตสาหกรรมน้อย น้ำจึงยังไม่เสีย ต่างจากแม่น้ำเ้้จ้าพระยาตอนล่างที่เรากำลังมุ่งหน้าไป

ชมเว็บไซต์เจ้าพระยาปลอดมลพิษ เพื่อไม่ตกข่าว

ประสบการณ์สนุกปนทุกข์ วันที่ 2 ของการพายเรือเช้าจรดเย็น หนทางยังอีกยาวไกลและลำบาก

“ขวัญ อีกห้านาทีเรือออก” เสียงพี่ท็อปหนึ่งในเจ้าหน้าที่รณรงค์ตะโกนมาแต่ไกล

“ตายแน่...” ขณะที่มือหนึ่งถือจานข้าวมือ อีกข้างกำลังใส่ชูชีพ ปากเคี้ยวไส้กรอก ขาหน้ากำลังก้าวลงเรือยาง

ระหว่างรอกัปตันปล่อยตัว ลุงคนหนึ่งเดินมาที่เรือ

“อ้าวพวกหนูมาจากไหนกัน” ลุงทักมาแต่ไกล หันหน้าไปกำลังจะตอบก็เห็นเป็นกัปตันซะงั้น

นอกจากเจอมุขเรือไม่จอด (ไม่เข้าท่า) ของกัปตันแต่เช้าแล้ว ยังโดนหยอดมุขเข้าอีก

“ทีมคายักอย่าเพิ่งออกเรือ...พี่อยากได้รูปพวกเรากับกระชังตรงนี้ แต่รอให้แดดออกก่อน” พี่วินัยช่างภาพ (Paparazzi) ประจำกรีนพีซ ตะโกนมากำกับจากเรือยาง

กว่าแดดจะออกก็ซัดไปชาติเศษ น้องแก้วที่ลงเรือรคายักกับผม หันมาบอกด้วยแววตาอันมุ่งมั่นว่า “ปล่อยๆ ฉันไปสักที อยากพายใจจะขาดแล้ว” ก่อนพวกเราจะแทบขาดใจด้วยกลิ่นหมาเน่าที่ลอยมา แน่นอนช่างภาพของเราย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป “ขวัญๆ พายมาใกล้ๆ หน่อย พี่อยากได้ภาพพวกเราตอนกำลังพายเรือผ่านหมาเน่า”........

วันนี้แดดเบากว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่กระแสน้ำไม่ได้ช่วยพวกเราเลย ทีมเรือคู่ผสมของเรา ซึ่งประกอบด้วยทีมเด็กสุราษฎร์ (เดียวกับผึ้ง) และทีมเด็กมหิดล (แก้วกับผม) จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น ช่วงแรกเรือผมพายตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะพวกเราไม่เคยพายคู่กันมาก่อน แต่เราทั้งคู่ก็พายไปด้วยกันได้อย่างดี

ช่วงสายเรืออีกลำเปลี่ยนฝีพายโดยพี่น้ำ ผู้จัดการรณรงค์กรีนพีซ ที่เรียกเสียงเกรียวกราวจากอาสาสมัครและพนักงานกรีนพีซ เพราะพี่น้ำเป็นหัวหน้าของชาวกรีนพีซหลายคน ที่ได้ซุ่มซ้อมจนไม่มีใครเคยเห็น กับน้องฟานลงมาเปลี่ยนกับทีมสุราษฎร์ แม้จะเป็นฝีพายใหม่ในเรือลำเดิมแต่ลีลาการพายเป็นเลข 8 และการพายชนตลิ่งนั้นก็ยากยิ่งที่จะเลียนแบบ ข้างทางที่นี่มีวัดมากกว่าเมื่อวาน เรือข้ามฟากมีให้เห็นประปราย ชาวบ้านตกปลาพอมีเห็นบ้าง

ความหิวโหยทำให้พวกเราหยุดพักกลางวันก่อนแวะกราบรูปหล่อหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากนั้นจึงเดินสายพูดคุยและแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ให้กับชุมชนในตลาดบริเวณวัด นักข่าวจากไทยพีบีเอสมาทำข่าวกิจกรรมของพวกเราด้วย ซึ่งผมได้รับเชิญให้มาเดินคู่กับพลาย (เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสารพิษและโครงการนี้นั่นเอง) ในการทำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้

เรือยางกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจัดกระบวนทัพใหม่ น้องแก้วพายคู่กับเดียว ส่วนผมพายคู่กับฟานที่เมา (เรือ) เป็นนิจ...แล้วฉันจะรอดไหม? พายอยู่ครู่ใหญ่ก็ปวดหนัก ผมอยากจะกระโดดลงช่วยตัวเองในน้ำ แต่เห็นกล้องพี่วินัยตามมาติดๆ เลยต้องอดทนนั่งขนลุกต่อไป น้องแก้วพายเรือเข้ามาช่วยขอชาวบ้านเข้าห้องน้ำ ปัญหาจึงคลี่คลายไปในที่สุด















แสงแดดลอดเมฆในยามเย็น สวยงามจนช่างภาพเข้ามาถ่ายรูปพวกเราท่ามกลางบรรยากาศนี้ ด้วยความที่กลัวจะไม่แนว พี่วินัยกระโดดขึ้นมานั่งบนหัวเรือคายักเพื่อถ่ายรูปพวกเราขณะกำลังพายเรือ “ไม่เป็นไรกล้องพี่มีประกัน” แต่ไม่ทันจะได้ถ่ายพี่วินัยก็ร่วง โชคดีของบริษัทประกันที่ตอนนั้นยังไม่มีกล้องในมือของแก

เรือยางเข้ามารับพวกเราก่อนกลับขึ้นเรือใหญ่ ผมขึ้นมานั่งบนเรือยาง ส่วนฟานยังคงนั่งอยู่บนเรือคายัก ไม่รู้ว่าแดดร้อนหรืออย่างไร อยู่ดีๆ ฟานก็เอาเรือมาครอบหัวให้เรือยางลากไปซะงั้น โชคดีที่ทีมพายทุกคนสวมหมวกกันกระแทกจึงไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ บนหน้าของฟาน

ทว่า “ผมจะตายเพราะหมวกนี่แหละพี่ ลากน้ำสุดๆ” ฟานพึมพำก่อนขึ้นเรือยาง

เย็นนี้เรือเทียบท่าที่ชัยนาท พวกเราบางส่วนอาบน้ำในแม่น้ำ บางส่วนขึ้นไปอาบในโรงแรมที่ทีมงานบางส่วนพักอยู่

เราจบวันด้วยอาหารเย็นและการสรุปกิจกรรมเช่นเมื่อวานก่อนแยกย้ายกันไปนอน

- ขวัญ

vendredi 22 mai 2009

วันแรกของการเดินทาง



ตื่นมาแบบตาขวางๆ ด้วยแรงสั่นสะเทือนจากการสวนสนามของเหล่าทีมงานและอาสาสมัคร กำลังจะหันไปต่อว่า แต่พอเหลียวไปเห็นปาท่องโก๋ที่ผู้เสียสละของพวกเราออกไปซื้อก่อนไก่จะตื่นแล้ว ความขุ่นเคืองกลายเป็นความหิวทันที อิ่มการสบายท้องเสร็จ ฝีพายเรือยางของเราก็พายเรือข้ามแม่น้ำไปที่เต็นท์พิธี





ขาไม่ทันจะก้าวพ้นน้ำดี นักข่าวก็กรูมาสัมภาษณ์พวกเราอย่างกับดารา นอกจากสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาร่วมงานแล้ว ยังมีน้องๆ จากโรงเรียนต่างๆ มาร่วมงานด้วย แม้พวกเขาจะถูกเชิญ (ครูบังคับ) หรือมาด้วยเหตุผลอันใด แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ากิจกรรมนี้ได้ทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่า และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำของพวกเขาว่ามากแค่ไหน หลายครั้งที่ผมมักตั้งคำถามว่า การพายเรือจะทำให้แม่น้ำสะอาดขึ้นมาได้อย่างไรจนอยากจะตอบแบบประชดว่า “การพายเป็นการตีอากาศลงน้ำ หากทุกคนมาร่วมกันพายเรือ ก็จะทำให้มีออกซิเจนในน้ำมากขึ้น!”

แม้มันจะจริงบางส่วน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่คืออะไร?

ขอยกตัวอย่างนี้แทนคำอธิบาย

‘กลางดึกคืนหนึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหล จู่ๆ สัญญาณเตือนภัยก็ร้องดังขึ้น ทุกคนตื่น ผู้คนบางส่วนวิ่งออกจากอาคาร บางส่วนโทรเรียกตำรวจดับเพลิง และบางส่วนช่วยกันดับเพลิง ไฟมอดลง หลังจากนั้นไม่นานความเสียหายเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ทุกคนคาด และที่สำคัญไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ’

คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกคนปลอดภัย?

เช่นเดียวกัน สิ่งที่พวกเราทำ คือ การทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาจากภวังค์ การพายเรือไม่ได้ทำให้น้ำสะอาด หรือการร้องของสัญญาณเตือนภัยก็ไม่ได้ทำให้ไฟดับได้ด้วยตัวมันเอง ทว่าทั้งสองอย่างได้ทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงภัยร้ายที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเขาเอง คนที่เขารัก และชุมชนของเขา

จบจากรายการดาราจำเป็น ขบวนเรือก็เริ่มเคลื่อนออกจากลานพิธี ซึ่งนำโดยนายกองค์กรบริหารส่วนจังหวัด เรือของเรามี 2 ลำ ลำแรกมีกวางกับโยย่น ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเรือของกรีนพีซชาวอินโดนีเซีย และยังเป็นคนสอนเทคนิคการพายให้กับพวกเราด้วย ส่วนอีกลำมีเดียวกับผมเป็นจับกัง เอ้ยฝีพาย ซึ่งทั้ง 4 คน ได้รับการคัดสรรมาแล้ว จะไม่พายเรือวนเป็นวงกลมให้ขายขี้หน้าในงานอย่างแน่นอน

กระบวนเรือเป็นไปอย่างอลังการภายใต้การกำกับของพี่วินัย ที่มักพูดบ่อย ๆ ว่า “เวลาที่กล้องอยู่ในมือแม้ว่าจะเป็นนายกคุณก็สั่งได้” แต่ผมไม่ได้ถามพี่วินัยว่าที่นายกอบจ. ตกเรือนั้นเป็นไปตามคำขอหรือไม่
พายไปไม่นานนักขบวนเรือที่มาส่งก็แยกจากไป เหลือเพียงเรือของพวกเราเพียงสองลำ วันนี้แดดจัดมากถึงมากที่สุด ผมนึกถึงตอนเช้าขณะที่พวกเรากำลังทาครีมกันแดด

“อ้าว กลัวจะดำไปกว่านี้หรือพ่อหนุ่ม” กัปตันหยอดแต่เช้า

“โอ้ย ดำไม่กลัวหรอกครับ...กลัวแต่มะเร็ง” ผมสวนกลับแบบไม่ต้องคิด

“กลัวทำไมหนุ่ม? มันแค่เล็งเฉยๆ...” กัปตันไม่เลิกปล่อยมุขรุ่นพิพิธภัณฑ์

แม้มุขจะดึกไปสักนิด แต่จะมีสักกี่ประเทศที่ผู้คนเป็นมิตรมากเท่านี้

ช่วงบ่ายผมยังคงพายคู่กับเดียวแต่สลับตำแหน่งกันโดยเดียวมาเป็นนายท้ายแทน ส่วนอีกลำมีการเปลี่ยนมือพาย โดยฟานมาพายแทนกวางซึ่งไปทำหน้าที่บนเรือยาง ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมน้ำหน้าดีที่โยย่นได้ลูกพายเมาเรือมาช่วย แต่ด้วยความเก๋าของหัวหน้าทีมเรืออินโด เขาก็รอดมาได้

สองฝั่งน้ำวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา ต่างจากอยุธยาที่เราซ้อมพายเรือเมื่อวันก่อน ซึ่งจะเห็นชาวบ้านออกมาตกปลาอยู่เกือบตลอดทาง เรือยางมาเก็บพวกเรากลับสี่โมงเย็นเนื่องจากฝนกำลังจะตก ผมรีบอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อไม่ทันจะเหม็น พี่วินัย (ช่างภาพมือเทวดาของกรีนพีซ) ก็เรียกพวกเราลงน้ำอีกครั้งเพื่อถ่ายรูปเรือยางกับฟ้าหลังฝนที่มีรุ้งกินน้ำเป็นฉากหลัง โอว...มันช่างเป็นฉากแห่งนักรบสายรุ้งอย่างแท้จริง แต่วันนี้ฉันไม่ลงน้ำอีกแน่นอน!

เราจบวันด้วยอาหารเย็นจากฝีมือขั้นเทพของนุ่น (แต่มื้อนี้ข้าวนิ่มแฮะ) ต่อด้วยการสรุปกิจกรรมและปัญหา รวมถึงร่วมกันระดมความคิดเพื่อหาทางแก้ไข จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปนอน ส่วนผมมาเขียนบันทึกการเดินทางฉบับนี้.....ง่วงมาก

- ขวัญ

ดูภาพสไลด์บรรยากาศของงาน

หรือ ดู 4 อย่างที่คุณทำได้บนอินเตอร์เน็ตตอนนี้เพื่อปกป้องน้ำ

แต่ก่อนอื่น อ่าน ข้อเท็จจริง 4 ข้อ ในหลายแง่มุม ของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออ่านเหตุผลที่ควรปกป้องแม่น้ำสายนี้

หรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ ว่าเราทำโครงการนี้ทำไม

jeudi 30 avril 2009

เอดีบี และ ภาวะโลกร้อน

ในเดือนนี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยรายงานใหม่ 250 หน้า เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: การทบทวนระดับภูมิภาค" ที่มุ่งเน้นที่ผลกระทบต่อประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และ ไทย โดยเป็นรายงานฉบับใหญ่ที่สุดระดับภูมิภาคด้านภาวะโลกร้อน

รายงานสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระดับน้ำทะเลกำลังส่งผลต่อเมืองใหญ่ตามชายฝั่ง และอาจทำให้ผลผลิตของพืชผลตกต่ำมหาศาล รวมถึงอาจส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ซึ่งจะจุดชนวนความขัดแย้ง หากภูมิภาคนี้ไม่ปรับตัว และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม เอดีบีผลักดันการพัฒนาพลังงานสกปรก และวิธีแก้ปัญหาที่ผิดพลาดอย่างยิ่งในภาคพลังงาน โดยเฉพาะ "ถ่านหินสะอาด" และที่น่าประหลาดใจ คือ ในรายงานฉบับนี้ เอดีบีเสนอแนะให้พลังงานนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในทางเลือกการบรรเทาภาวะโลกร้อน แม้ว่าเอดีบีจะกล่าวว่า รายงานฉบับนี้ โดยตัวของมันเองแล้ว ไม่ได้เป็นตัวแทนของมุมมองของเอดีบี แต่แท้จริงแล้วเอดีบียังคงดำเนินไปตามเส้นทางที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจเช่นเคย

mercredi 22 avril 2009

ลองจินตนาการว่า ทุกวัน คือ วันคุ้มครองโลก

กรีนพีซอยู่ในชีวิตฉันมานานพอควร

ฉันเริ่มเป็นอาสาสมัครกรีนพีซหลังจากรู้จักกรีนพีซทางอินเตอร์เน็ตหลายปีมาแล้ว ด้วยความที่ชอบช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นชีวิตจิตใจ พี่ท๊อปที่เคยเป็นพนักงานที่นี่ และไปเรียนต่อแล้ว ติดต่อมาทาง Care2.com เรียกไปปฐมนิเทศอาสาสมัคร จา่กนั้นฉันก็เป็นอาสาสมัครเรื่อยมา ทั้งช่วยงานที่บ้าน และออกไปปฏิบัติการสันติวิธี เช่นนี้ เช่นนี้ หรือ เช่นนี้ เป็นต้น

ดูวีดิโอใหม่ “แรงดลใจแห่งการปฏิบัติการสันติวิธี”


แรงจูงใจใดพาดิฉันมาร่วมแรงร่วมใจกับกรีนพีซ

สิ่งแวดล้อมของโลกถูกคุกคามมาเป็นเวลาแสนนานนานก่อนที่กระแสปกป้องสิ่งแวดล้อมจะขยายวงกว้างอย่างเช่นในปัจจุบัน โลกต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน เช่น น้ำเสีย ป่าถูกทำลาย ความหลากหลายทางชีวภาพถูกคุกคามด้วยสารเคมีเกษตรและพืชตัดต่อพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) สัตว์และพืชสูญพันธุ์ ภาวะประชากรล้นเกินความสามารถของการแบกรับของโลก เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษออกมาเตือนว่าอาจเกิด "การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6" โดยจะทำให้สัตว์และพืชราว 50% สูญหายไปจากโลก

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของโลกเกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง การที่ประชากรมนุษย์ซึ่งคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 9-10 พันล้านคน ณ สิ้นทศวรรษนี้ และการที่โลกอยู่ที่ครึ่งกลางของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ 6 โดยครั้งที่ 6 นี้ สาเหตุ คือ กิจกรรมนุษย์ จึงทำให้ในไม่กี่ปีข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งต่อการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพอันมีค่า สาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ 6 ซึ่งก็คือ สายพันธุ์โฮโม ซาเปียน (มนุษย์) เปิดโลกทัศน์ของพวกเราว่า พวกเราจะเดินบนเส้นทางเดิมไปสู่การสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ของเราเอง หรือจะเปลี่ยนเส้นทางเดิน โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่นำไปสู่การปกป้องระบบนิเวศของโลก ซึ่งพวกเรายังคงเป็นส่วนหนึ่ง

กรีนพีซประสบความสำเร็จในงานรณรงค์มาหลายต่อหลายครั้ง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งให้ฉันมีแรงบันดาลใจต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมกับกรีนพีซต่อไปในฐานะพนักงานประจำ อยากให้ทุกคนระลึกไว้เสมอว่า การลงมือทำในวันนี้อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น หลายคนมักคิดว่าการลงมือทำบางอย่างไม่มีประสิทธิภาพพอ ทั้งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการรณรงค์ที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากร่วมมือกัน แต่ขอให้มั่นใจว่าการกระทำทุกอย่างมีผล เหมือนน้ำแต่ละหยดที่ประกอบเป็นมหาสมุทร มันอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพของโลกในภาพรวมในฉับพลัน แต่มันมีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ แม้เล็กน้อย และเมื่อเราไม่ย่อท้อในการทำสิ่งที่ดี โลกก็จะดีขึ้นในวงกว้างขึ้นแน่นอน

สิ่งง่ายๆ ที่คุณทำได้ตอนนี้

ดูวีดิโอใหม่ของกรีนพีซที่ชื่อ "แรงดลใจแห่งการปฏิบัติการสันติวิธี" จากนั้นดูว่าคุณทำอะไรได้เพื่อปกป้องโลกใบเดียวของเรา