Wouters Thai import
mardi 15 juin 2010
Khao Yai
Entering the region of Nakhon Ratchasima, Thailand an immediate damper is set over Thanarat Road, the four lane highway that leads to Thailand’s oldest and most cherished national park and the World Heritage site of Khao Yai. A route once inhabited by brilliant fresh greens now lies with a ten kilometer boarder of broken rock, red dirt and roots ripped from the ground, contributing to a “natural” scenic route.
Sopon Sarum, Thailand’s Minister of Transportation demanded road expansion to lessen traffic jams, and create more fluid means of travel through Khao Yai. However, cars on Thanarat Road can be counted on two hands, making reason to double the size of the route, merely seem like a monetary outsource. The ministry of transportation claims that road expansion will raise town development; however, real consequences include rising land costs, with decreasing property area. People of Khao Yai do not hold favor in the expansion, and only became aware of construction once it had begun, giving them no chance, nor choice to voice their opinion. For this, Greenpeace created a mission and responsibility to represent public voice, in discovering means of how this forest destruction, and rising climate change can be halted.
Over the next three days Greenpeace held hands with local environmental NGO's (later formed a coalition called "People's Alliance for Conservation of Khao Yai- the World's Heritage")
Efforts advanced to success with the message from Prime Minister Abhisit Vejjajiva that the project will be suspended until further investigation of environmental impact. Now the people await a confirmed response to the future of Thanarat Road, while Greenpeace staff hopes authorities continue to consider social and environmental impacts before embarking on potential projects.
samedi 5 juin 2010
เขาใหญ่.....เราเล็ก
Share Share
การขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาอาจเป็นความตั้งใจแอบแฝงของปัญหาการพัฒนารูปแบบเดิมๆ ของนักการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ ความตั้งใจอย่างเต็มที่ของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจในกระเป๋าของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอนุมัติโครงการฯ แต่คนเหล่านั้นกลับพยายามปกปิดความจริงดังกล่าวไว้
ความรีบร้อนในการขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรในช่วงแรกของโครงการ กลายเป็นเผือกร้อนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนในพื้นที่และคนรักเขาใหญ่แทบนั่งไม่ติด ประจักษ์พยานในพื้นที่เกิดเหตุบอกว่าโครงการนี้เริ่มลงมือขุดเจาะ ตัดต้นไม้ใหญ่ออกและไถกลบจนเป็นถนนลูกรังอย่างที่เห็นตั้งแต่เดือนที่แล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำของรถแมคโครและการย้ายต้นไม้ใหญ่บางส่วนออกนอกพื้นที่ตามคำสั่งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ลักลอบปฏิบัติการในช่วงที่คนไทยมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปักหลักในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาไม่รู้จะไปแจ้งหรือเรียกร้องต่อหน่วยงานใด
การอ้างความชอบธรรมของการขยายถนนสู่เขาใหญ่ กลับเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลเมื่อเกิดการเปิดฉากต่อต้านอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุกยื่นจดหมายเรียกร้องให้ยุติโครงการฯต่อรัฐมนตรีคมนาคมขณะลงสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายหลังจากท่านรัฐมนตรียืนยันดำเนินการต่อจนโครงการเสร็จสิ้นพร้อมปิดท้ายคำสัมภาษณ์ที่น่าสลดว่า “สิ่งที่เสียไปแล้ว ย่อมเอากลับคืนมาไม่ได้” โดยเชื่อมโยงกับความเป็นเด็กบ้านนอกของตัวเองที่เคยหากบหาเขียด แต่ตอนนี้กบเขียดมีน้อยลงและหาได้ยากขึ้น ท่านลืมนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกบเขียดที่มีผลมาจากการพัฒนา แต่กลับมีสายตากว้างไกลมองเห็นการพัฒนาที่จะทะลุทะลวงเขาใหญ่อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผลกระทบที่ตามมาคือสัญญาณบ่งบอกหายนะทางสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเหมือนกัน
บทเรียนราคากว่า 69 ล้านบาทของโครงการฯ ที่จะทำให้การต่อสู้ด้วยสองมือเปล่าและหนึ่งความคิดดีๆของคนทั้งในและนอกพื้นที่ด้วยสำนึกดีที่จะคืนความสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมาได้สำเร็จ จำเป็นต้องมองต่างมุมในบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ โครงการการขยายถนนสู่เขาใหญ่ขาดการบูรณาการในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานอย่างสิ้นเชิง งบประมาณหลายสิบล้านและความหายนะที่เกินกว่าค่าภาษีคือสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องตระหนักร่วมกันในเชิงผลกระทบและความซ้ำซากของวงจรการโยนความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นหลังจากใกล้สิ้นสุดโครงการแทบทุกกรณี ประการที่สองคือ การอ้างประชาพิจารณ์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่บกพร่องอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชาวบ้าน เจ้าของรีสอร์ทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเขาใหญ่บอกว่าพวกเขาไม่เคยได้รับจดหมายเชิญหรือเอกสารเพื่อเข้าร่วมกระบวนการบังหน้าของผู้มีส่วนได้เสียที่เรียกกันว่าการทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด แล้วรายชื่อของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานประชาพิจารณ์ที่ถูกแอบอ้างมาปรากฏในเอกสารประกอบโครงการได้อย่างไรภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ประการสุดท้ายคือ ตราบใดที่การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการมองจากความต้องการของคนใหญ่กว่าธรรมชาติ แน่นอนว่าการบุกรุกและเหยียบย่ำธรรมชาติย่อมไม่มีวันสิ้นสุด เขาใหญ่ในวันนี้จึงต้องการคนตัวเล็กที่มองเห็นอุทยานแห่งชาติ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
การขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาอาจเป็นความตั้งใจแอบแฝงของปัญหาการพัฒนารูปแบบเดิมๆ ของนักการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ ความตั้งใจอย่างเต็มที่ของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจในกระเป๋าของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอนุมัติโครงการฯ แต่คนเหล่านั้นกลับพยายามปกปิดความจริงดังกล่าวไว้
ความรีบร้อนในการขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรในช่วงแรกของโครงการ กลายเป็นเผือกร้อนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนในพื้นที่และคนรักเขาใหญ่แทบนั่งไม่ติด ประจักษ์พยานในพื้นที่เกิดเหตุบอกว่าโครงการนี้เริ่มลงมือขุดเจาะ ตัดต้นไม้ใหญ่ออกและไถกลบจนเป็นถนนลูกรังอย่างที่เห็นตั้งแต่เดือนที่แล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำของรถแมคโครและการย้ายต้นไม้ใหญ่บางส่วนออกนอกพื้นที่ตามคำสั่งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ลักลอบปฏิบัติการในช่วงที่คนไทยมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปักหลักในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาไม่รู้จะไปแจ้งหรือเรียกร้องต่อหน่วยงานใด
การอ้างความชอบธรรมของการขยายถนนสู่เขาใหญ่ กลับเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลเมื่อเกิดการเปิดฉากต่อต้านอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุกยื่นจดหมายเรียกร้องให้ยุติโครงการฯต่อรัฐมนตรีคมนาคมขณะลงสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายหลังจากท่านรัฐมนตรียืนยันดำเนินการต่อจนโครงการเสร็จสิ้นพร้อมปิดท้ายคำสัมภาษณ์ที่น่าสลดว่า “สิ่งที่เสียไปแล้ว ย่อมเอากลับคืนมาไม่ได้” โดยเชื่อมโยงกับความเป็นเด็กบ้านนอกของตัวเองที่เคยหากบหาเขียด แต่ตอนนี้กบเขียดมีน้อยลงและหาได้ยากขึ้น ท่านลืมนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกบเขียดที่มีผลมาจากการพัฒนา แต่กลับมีสายตากว้างไกลมองเห็นการพัฒนาที่จะทะลุทะลวงเขาใหญ่อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผลกระทบที่ตามมาคือสัญญาณบ่งบอกหายนะทางสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเหมือนกัน
บทเรียนราคากว่า 69 ล้านบาทของโครงการฯ ที่จะทำให้การต่อสู้ด้วยสองมือเปล่าและหนึ่งความคิดดีๆของคนทั้งในและนอกพื้นที่ด้วยสำนึกดีที่จะคืนความสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมาได้สำเร็จ จำเป็นต้องมองต่างมุมในบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ โครงการการขยายถนนสู่เขาใหญ่ขาดการบูรณาการในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานอย่างสิ้นเชิง งบประมาณหลายสิบล้านและความหายนะที่เกินกว่าค่าภาษีคือสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องตระหนักร่วมกันในเชิงผลกระทบและความซ้ำซากของวงจรการโยนความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นหลังจากใกล้สิ้นสุดโครงการแทบทุกกรณี ประการที่สองคือ การอ้างประชาพิจารณ์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่บกพร่องอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชาวบ้าน เจ้าของรีสอร์ทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนเขาใหญ่บอกว่าพวกเขาไม่เคยได้รับจดหมายเชิญหรือเอกสารเพื่อเข้าร่วมกระบวนการบังหน้าของผู้มีส่วนได้เสียที่เรียกกันว่าการทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด แล้วรายชื่อของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานประชาพิจารณ์ที่ถูกแอบอ้างมาปรากฏในเอกสารประกอบโครงการได้อย่างไรภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ประการสุดท้ายคือ ตราบใดที่การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการมองจากความต้องการของคนใหญ่กว่าธรรมชาติ แน่นอนว่าการบุกรุกและเหยียบย่ำธรรมชาติย่อมไม่มีวันสิ้นสุด เขาใหญ่ในวันนี้จึงต้องการคนตัวเล็กที่มองเห็นอุทยานแห่งชาติ
เขาใหญ่ใหญ่กว่านักการเมืองและอย่าปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นใหญ่กว่าเขาใหญ่เด็ดขาด
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
vendredi 4 juin 2010
วันสิ่งแวดล้อมโลก
Share Share
นับเป็นเวลา 38 ปีแล้วตั้งแต่มีการเริ่มต้นวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือ จากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก
โดยจุดเริ่มต้นนั้นจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่ว โลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ที่มีรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยเรียกการประชุมนี้ว่า "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์" หรือ "UN Conference on the Human Environment" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
กรีนพีซได้รณรงค์กิจกรรมอย่างมากมาย เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลายาวนาน และเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2010 นี้ คุณสามารถช่วยอนุรักษ์สิ่แวดล้อมได้ไม่เฉพาะวันนี้ แต่คุณสามารถช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตา รักษ์และป้กป้องสิ่งแวดล้อมได้ในทุกเสี้ยวนาทีในการใช้ชีวิตประจำวัน เชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยหลากหลายวิธีง่าย ๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
คุณสามารถช่วยกันทำอะไรได้บ้างในวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้
นับเป็นเวลา 38 ปีแล้วตั้งแต่มีการเริ่มต้นวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือ จากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก
โดยจุดเริ่มต้นนั้นจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่ว โลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ที่มีรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยเรียกการประชุมนี้ว่า "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์" หรือ "UN Conference on the Human Environment" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
คุณสามารถช่วยกันทำอะไรได้บ้างในวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้
กรีนพีซได้รณรงค์กิจกรรมอย่างมากมาย เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลายาวนาน และเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2010 นี้ คุณสามารถช่วยอนุรักษ์สิ่แวดล้อมได้ไม่เฉพาะวันนี้ แต่คุณสามารถช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตา รักษ์และป้กป้องสิ่งแวดล้อมได้ในทุกเสี้ยวนาทีในการใช้ชีวิตประจำวัน เชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยหลากหลายวิธีง่าย ๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
คุณสามารถช่วยกันทำอะไรได้บ้างในวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้
- ยื่นมือช่วยโลก โดยดูวีดิโอวันคุ้มครองโลกใหม่ของเรา และบอกต่อ
- ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม ลงชื่อผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
- ปฏิทิน 365 เหตุผล ที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์
- สมัครเป็นนักรณรงค์ทางอินเตอร์เน็ตกรีนพีซ
- ติดตามเรื่องราวการรณรงค์ที่บล็อกของเรา
- เป็นแฟนของเราที่ Facebook
- อ่านคู่มือกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ
- คำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของคุณ
- 12 วิธีประหยัดไฟกู้โลก
- วิธีง่ายๆ เพื่อหยุดโลกร้อน
jeudi 3 juin 2010
Water journal part 5: กรีนพีซส่งตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงห้องทดลอง มหาวิทยาลัย Exeter ประเทศอังกฤษแล้ว
Share Share
CG Thai: ห้องทดลอง มหาวิทยาลัย Exeter ประเทศอังกฤษ
CG: ดร. เควิน บริดเดน นักวิทยาศาตร์ กรีนพีซสากล
ผมและทีมงานกำลังทดสอบตัวอย่างน้ำจากประเท
เมื่อเราได้ตัวอย่างน้ำเหล่านี้มา เราก็จะนำไปผ่านกระบวนการทดสอบเพื่อหาสารเ
ในการทดสอบนี้ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน เพราะจะต้องทดสอบเพื่อหาสารเคมีที่แตกต่าง
เราคาดว่าจะได้ผลทดสอบภายในหนึ่งเดือน และเราจะรวบรวมเป็นรายงานเพื่อเปิดเผยต่อส
mardi 1 juin 2010
วิถีชุมชนริมคลองที่ซุกซ่อนในเมืองใหญ่... คลองพระยาราชมนตรี คลองสนามชัย และคลองดาวคะนอง
Share Share
1 มิถุนายน 2553
ช่วงก้าวข้ามผ่านช่วงที่ร้อนและแล้งที่สุดของปี เริ่มเช้านี้ด้วยฝนปรอยๆ อากาศกำลังสบาย ทำให้ทุกคนกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษในการสำรวจคลอง ไม่ต้องอยู่กลางแดดดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา ทีมหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำและอาสาสมัครเดินทางมายังฝั่งธนบุรีห่างจากกรุงเทพมหานครไม่กี่กิโลเมตรมุ่งหน้าสู่ตลาดบางแค เป็นตลาดสดที่อยู่ติดกับ “คลองราชมนตรี” ตลาดสดแห่งนี้รายรอบไปด้วยบ้านเรือนริมคลองที่ดูสบายๆ อาศัยอยู่เป็นชุมชน ในคลองมีเรือจอดเรียงรายอยู่ซึ่งบ่งบอกว่าคลองบริเวณนี้ “มีชีวิต” ไม่ได้เป็นที่คลองรับน้ำเสียที่มีสภาพไม่ต่างจากท่อระบายน้ำเหมือนคลองอื่นๆ ในเมือง
เรามุ่งหน้าไปที่จุดลงเรือที่ได้นัดแนะกับ “คุณสมพร” คนขับเรือนำเที่ยว ผู้ที่ช่ำชองในเส้นทางต่างๆ และอยู่กับคลองในบริเวณนี้มาตั้งแต่เกิด เราเริ่มต้นการสำรวจจากคลองราชมนตรี สิ่งที่สัมผัสได้จากคลองนี้คือกลิ่นอายของวิถีชุมชนริมคลองที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองใหญ่ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นตลอดลำคลองเล็กๆที่ทอดยาวผ่านบ้านเรือน วัด และชุมชนมากมายก่อนไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คุณภาพน้ำในคลองนี้แม้จะไม่สะอาดเหมือนอดีตที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ ปัจจุบัน เด็กๆ ก็พอจะอาศัยกระโดดเล่นน้ำได้ เป็นสนามเด็กเล่น และที่เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กที่อาศัยอยู่ตามริมน้ำ
คุณสมพรเล่าว่าคลองราชมนตรีเป็นคลองเชื่อมต่อกับคลองซอยต่างๆ ซึ่งล้วนใช้เป็นคลองสัญจรและแลกเปลี่ยนสินค้าในสมัยที่ยังไม่มีถนนลาดยางเหมือนในปัจจุบัน คลองในอดีตเป็นเหมือน “ถนนหน้าบ้าน” จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมบ้านเรือนทุกหลังยังหันหน้าเข้าหาคลอง สวนผลไม้ เช่น กล้วย มะพร้าว และมะม่วง ยังคงมีให้เห็น ต้นไม้น้อยใหญ่เขียวชอุ่มเย็นตาสร้างร่มเงาระหว่างการเดินทางในคลอง

บ้านสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ ส่วนใหญ่มีต้นไม้หน้าบ้าน หลายหลังใหญ่โตสวยงาม แสดงให้เห็นถึงว่าสมัยก่อนนั้นผู้มีฐานะจะมีบ้านและที่ดินริมคลอง
ปัจจุบันผู้คนยังคงมีการสัญจรโดยใช้เรืออยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้กับสมัยก่อนเลย ที่ถึงขนาดว่าการจราจรติดขัดในคลอง แน่นจนไม่มีทางไป ใครจะไปเชื่อว่าในยุคสมัยที่ทุกอย่างเร่งรีบ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-mail ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่กระพริบตาสามทีก็ถึงผู้รับ จะยังมีเรือไปรษณีย์ลำน้อยติดเครื่องยนต์เล็กๆเดินทางส่งความคิดถึงและสารต่างๆสู่ผู้คนชุมชนริมน้ำแห่งนี้
อาจจะเพราะฝนเพิ่งตกจึงทำให้น้ำดูไม่ขุ่น แต่จะก็มีขยะและสวะลอยมาประปราย จากการสอบถามและสังเกตดู พบว่าบางบ้านก็ยังมีการโยนขยะลงคลองด้วยความมักง่าย และเนื่องจากถนนเข้าไม่ถึงจึงไม่รู้จะแบกขยะออกไปอย่างไร (แม้จะมีเรือขยะมาเก็บ แต่ก็ไม่ทันใจ และต้องเสียเงินค่าเก็บขยะ) ขยะมีให้เห็นมากขึ้นเมื่อเราเดินทางไปถึงคลองอื่นๆ ที่น้ำเน่าสกปรกและบ้านเรือนดูเหมือนเป็นชุมชนเสื่อมโทรม แซมด้วยตึกแถว และโรงงานขนาดเล็ก
เราเดินทางทะลุผ่านไปยังคลองบางเชือกหนัง คลองบางกอกใหญ่ คลองชักพระ ที่เชื่อมต่อกันสภาพชุมชนยังคงดำเนินไปอย่างเนิบนาบแบบเดิม ก๋วยเตี๋ยวเรือ เรือขายไก่ย่างควันฉุย ยังคงมีให้เห็น วัดวาอารามที่ดูห่างไกลกันหากเดินทางด้วยถนน
แต่เมื่อเรานั่งเรือไปตามคลองที่ห่างกันไม่กี่คุ้งน้ำเท่านั้นเอง การเดินทางที่รื่นรมย์ต้องสะดุดเมื่อเราเดินทางมาถึง “คลองสนามชัย” บริเวณเขตจอมทอง กลิ่นเหม็นเหม็นลอยแสบจมูกชวนเวียนหัวของน้ำเริ่มก่อกวนความสวยงามสองฝั่งคลอง จากการสอบถามคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำพบว่า น้ำที่เน่าเสียบริเวณนี้เกิดจาก โรงงานต่างๆ อาทิ โรงงานย้อมผ้า ฟอกหนัง ชุบเหล็ก และอื่นๆ อีกมากมายปล่อยน้ำเสียลงมา อีกทั้งคลองเล็กคลองน้อยที่รับน้ำเสียมาจากแหล่งต่างๆ รวมถึงโรงงานขนาดเล็กที่มีอยู่ค่อนข้างหนาแน่นที่มีจนถึงสมุทรปราการบริเวณสุขสวัสดิ์ คลองเล็กๆ เหล่านี้ก็รับน้ำเสียและไหลลงมาสู่คลองสนามชัย

คุณลุงซึ่งเป็นคนดั้งเดิมอาศัยอยู่ริมคลองสนามชัย ชี้นิ้วบอกทางไปโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียสีขาวขุ่นมีกลิ่นฉุน คุณลุงบอกว่าโรงงานเป็นสาเหตุหลักของปัญหามลพิษทางน้ำและสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนมานับสิบปี

โรงงานเรียงรายริมคลองสนามชัย น้ำมีสีดำสนิทและมีกลิ่นเหม็นชวนเวียนหัว ส่วนล่างซ้ายมือของภาพเป็นคลองย่อยซึ่งนำพาน้ำเสียจากทั้งโรงงานและบ้านเรือนบริเวณอื่นๆ ไหลมารวมสู่คลองนี้
คุณสมพรเล่าให้ฟังต่อว่า สมัยก่อนเมื่อสามสิบปีที่แล้วคลองนี้ยังสะอาด ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสวนผลไม้ไว้กิน เหลือก็นำมาขายหรือแลกกัน มีทั้งร้านค้าและมีเรือมากกว่า 50 ลำ มาจอดบริเวณนี้ สมัยนั้นเรียกว่า “ท่าน้ำธงเหลือง” แต่ปัจจุบันเมื่อความเจริญเข้ามาตามถนน ร้านค้าชาวคลองบ้างส่วนถูกไฟไหม้ ตลาดเงียบ ที่ทางบริเวณนี้ราคาแพงขึ้นเรื่อย บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สนามกอล์ฟ และโรงงานขนาดเล็กเริ่มเข้ามาทำลายบรรยากาศของชุมชน คลองซอยสายเล็กๆไม่ต่างอะไรกับท่อระบายน้ำของคนเมือง คนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เจริญแล้ว”

เรือขายผักและอาหาร เหลืออยู่ไม่มากในลำคลอง คุณยายขายของยากขึ้นและต้องพายเรือไกลขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของบ้านเรือนริมคลองเปลี่ยนไป และมีการย้ายถิ่นฐานเนื่องจากมลพิษ
ล่องย้อนกลับมาสู่คลองดาวคะนอง คลองใหญ่ที่เชื่อมต่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขยะน้อยใหญ่ สภาพน้ำขุ่นข้นสีน้ำตาลอ่อน ไหลผ่านเรือของพวกเรา มีกลิ่นเหม็นลอยมาบ้างแต่ก็ไม่เหม็นเน่าเหมือนคลองสนามชัย ริมคลองพบโรงงานเล็กๆเรียงราย ตึกแถวสถาพเสื่อมโทรม และยังเห็นน้ำทิ้งสีดำสนิทเหม็นน้ำมันออกจากรางที่หลบสายตาระบายลงคลองแห่งนี้ ดูจากลักษณะน้ำก็พอจะเดาได้ว่าเป็นน้ำทิ้งจากโรงงานฟอกย้อม

โรงงานฟอกย้อมที่ต่อท่อปล่อยลงสู่คลองดาวคะนอง บริเวณห่างจากปากคลองเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 1 กิโลเมตร
ป้ารัชนีอาศัยวิ่งเรือนับจ้างในคลองดาวคะนองเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนน้ำสะอาดกว่านี้มาก แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรร อาคารพานิช และโรงงานเข้ามา สภาพน้ำในคลองก็เปลี่ยนไป ชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เหมือนป้ายการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐที่ไม่มีการปรับปรุงข้อมูลมานานมากแล้ว

ป้ารัชนีกล่าวอย่างเผ็ดร้อนถึงโรงงานที่ปล่อยน้ำและสร้างปัญหาให้กับทั้งตัวเองและทุกๆคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ
นั่งเรือผ่านมายังคลองบางหลวง บริเวณชุมชนคูหาสวรรค์ หรือตลาดกำแพง บ้านไม้ห้องแถวแบบโบราณแต่สะอาดตา เป็นที่ดึงดูดของผู้คนที่ผ่านไปมายิ่งนัก เรือนไม้ตกแต่งด้วยภาพถ่ายในอดีต และภาพเขียนของศิลปินกลุ่มหนึ่งที่หนีความวุ่นวายมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ณ ริมน้ำแห่งนี้ และยังชักชวนให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์คลองหน้าบ้านไม่ให้ทิ้งขยะลงน้ำอีกด้วย แต่น่าเสียดายสมัยก่อนถ้าน้ำสะอาดกว่านี้ชุมชนนี้คงเป็นชุมชนที่สวยมาก
คุณยายเชื้อสายจีนที่นั่งเล่นอยู่ริมคลองหน้าบ้านเล่าให้ฟังว่า “ฉันอยู่ชุมชนนี้มา 60 ปีแล้ว เมื่อก่อนน้ำตรงนี้กินได้เลยนะ ตักขึ้นมาใส่ตุ่มแล้วเอาสารส้มแกว่งก้อกินได้แล้ว แต่เดียวนี้ไม่กล้ากิน อะไรต่อมิอะไรทุกคนก็ทิ้งลงน้ำ” คุณยายเล่าให้ฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย
บ้านเรือนสมัยใหม่หันหลังให้คลองมิหนำซ้ำยังต่อท่อตรงคาดว่าไม่ได้รับการบำบัดใดๆทั้งสิ้นระบายทุกสิ่งอย่างสู่สายน้ำ ภาพเหล่านี้เหมือนแทบม้วนเดิมที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาผ่านสายตาของพวกเรา ตั้งแต่คลองสนามชัย และคลองดาวคะนอง เราเดินทางตามสายน้ำสีน้ำตาลที่ปนเปื้อนด้วยความเจริญของอุตสาหกรรมในยุคบริโภคนิยม จนถึงปากคลองดาวคะนองและแน่นอนที่สุดคือน้ำและสิ่งปฏิกูลต่างๆมาลงที่เพื่อนรักของเราเช่นเคย “แม่น้ำเจ้าพระยา”
เราเดินทางกลับพร้อมความเงียบและแดดร้อนยามบ่าย สภาพที่เห็นได้สะท้อนคำถามในใจของเราคล้ายกัน คิดถึงอนาคตอันใกล้ข้างหน้า แม่น้ำเจ้าพระยาของเราอาจจะได้ชื่อว่าเป็นท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้
1 มิถุนายน 2553
ช่วงก้าวข้ามผ่านช่วงที่ร้อนและแล้งที่สุดของปี เริ่มเช้านี้ด้วยฝนปรอยๆ อากาศกำลังสบาย ทำให้ทุกคนกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษในการสำรวจคลอง ไม่ต้องอยู่กลางแดดดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา ทีมหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำและอาสาสมัครเดินทางมายังฝั่งธนบุรีห่างจากกรุงเทพมหานครไม่กี่กิโลเมตรมุ่งหน้าสู่ตลาดบางแค เป็นตลาดสดที่อยู่ติดกับ “คลองราชมนตรี” ตลาดสดแห่งนี้รายรอบไปด้วยบ้านเรือนริมคลองที่ดูสบายๆ อาศัยอยู่เป็นชุมชน ในคลองมีเรือจอดเรียงรายอยู่ซึ่งบ่งบอกว่าคลองบริเวณนี้ “มีชีวิต” ไม่ได้เป็นที่คลองรับน้ำเสียที่มีสภาพไม่ต่างจากท่อระบายน้ำเหมือนคลองอื่นๆ ในเมือง
เรามุ่งหน้าไปที่จุดลงเรือที่ได้นัดแนะกับ “คุณสมพร” คนขับเรือนำเที่ยว ผู้ที่ช่ำชองในเส้นทางต่างๆ และอยู่กับคลองในบริเวณนี้มาตั้งแต่เกิด เราเริ่มต้นการสำรวจจากคลองราชมนตรี สิ่งที่สัมผัสได้จากคลองนี้คือกลิ่นอายของวิถีชุมชนริมคลองที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองใหญ่ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นตลอดลำคลองเล็กๆที่ทอดยาวผ่านบ้านเรือน วัด และชุมชนมากมายก่อนไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คุณภาพน้ำในคลองนี้แม้จะไม่สะอาดเหมือนอดีตที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ ปัจจุบัน เด็กๆ ก็พอจะอาศัยกระโดดเล่นน้ำได้ เป็นสนามเด็กเล่น และที่เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กที่อาศัยอยู่ตามริมน้ำ
คุณสมพรเล่าว่าคลองราชมนตรีเป็นคลองเชื่อมต่อกับคลองซอยต่างๆ ซึ่งล้วนใช้เป็นคลองสัญจรและแลกเปลี่ยนสินค้าในสมัยที่ยังไม่มีถนนลาดยางเหมือนในปัจจุบัน คลองในอดีตเป็นเหมือน “ถนนหน้าบ้าน” จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมบ้านเรือนทุกหลังยังหันหน้าเข้าหาคลอง สวนผลไม้ เช่น กล้วย มะพร้าว และมะม่วง ยังคงมีให้เห็น ต้นไม้น้อยใหญ่เขียวชอุ่มเย็นตาสร้างร่มเงาระหว่างการเดินทางในคลอง
บ้านสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ ส่วนใหญ่มีต้นไม้หน้าบ้าน หลายหลังใหญ่โตสวยงาม แสดงให้เห็นถึงว่าสมัยก่อนนั้นผู้มีฐานะจะมีบ้านและที่ดินริมคลอง
ปัจจุบันผู้คนยังคงมีการสัญจรโดยใช้เรืออยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้กับสมัยก่อนเลย ที่ถึงขนาดว่าการจราจรติดขัดในคลอง แน่นจนไม่มีทางไป ใครจะไปเชื่อว่าในยุคสมัยที่ทุกอย่างเร่งรีบ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-mail ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่กระพริบตาสามทีก็ถึงผู้รับ จะยังมีเรือไปรษณีย์ลำน้อยติดเครื่องยนต์เล็กๆเดินทางส่งความคิดถึงและสารต่างๆสู่ผู้คนชุมชนริมน้ำแห่งนี้
อาจจะเพราะฝนเพิ่งตกจึงทำให้น้ำดูไม่ขุ่น แต่จะก็มีขยะและสวะลอยมาประปราย จากการสอบถามและสังเกตดู พบว่าบางบ้านก็ยังมีการโยนขยะลงคลองด้วยความมักง่าย และเนื่องจากถนนเข้าไม่ถึงจึงไม่รู้จะแบกขยะออกไปอย่างไร (แม้จะมีเรือขยะมาเก็บ แต่ก็ไม่ทันใจ และต้องเสียเงินค่าเก็บขยะ) ขยะมีให้เห็นมากขึ้นเมื่อเราเดินทางไปถึงคลองอื่นๆ ที่น้ำเน่าสกปรกและบ้านเรือนดูเหมือนเป็นชุมชนเสื่อมโทรม แซมด้วยตึกแถว และโรงงานขนาดเล็ก
เราเดินทางทะลุผ่านไปยังคลองบางเชือกหนัง คลองบางกอกใหญ่ คลองชักพระ ที่เชื่อมต่อกันสภาพชุมชนยังคงดำเนินไปอย่างเนิบนาบแบบเดิม ก๋วยเตี๋ยวเรือ เรือขายไก่ย่างควันฉุย ยังคงมีให้เห็น วัดวาอารามที่ดูห่างไกลกันหากเดินทางด้วยถนน
แต่เมื่อเรานั่งเรือไปตามคลองที่ห่างกันไม่กี่คุ้งน้ำเท่านั้นเอง การเดินทางที่รื่นรมย์ต้องสะดุดเมื่อเราเดินทางมาถึง “คลองสนามชัย” บริเวณเขตจอมทอง กลิ่นเหม็นเหม็นลอยแสบจมูกชวนเวียนหัวของน้ำเริ่มก่อกวนความสวยงามสองฝั่งคลอง จากการสอบถามคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำพบว่า น้ำที่เน่าเสียบริเวณนี้เกิดจาก โรงงานต่างๆ อาทิ โรงงานย้อมผ้า ฟอกหนัง ชุบเหล็ก และอื่นๆ อีกมากมายปล่อยน้ำเสียลงมา อีกทั้งคลองเล็กคลองน้อยที่รับน้ำเสียมาจากแหล่งต่างๆ รวมถึงโรงงานขนาดเล็กที่มีอยู่ค่อนข้างหนาแน่นที่มีจนถึงสมุทรปราการบริเวณสุขสวัสดิ์ คลองเล็กๆ เหล่านี้ก็รับน้ำเสียและไหลลงมาสู่คลองสนามชัย
คุณลุงซึ่งเป็นคนดั้งเดิมอาศัยอยู่ริมคลองสนามชัย ชี้นิ้วบอกทางไปโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียสีขาวขุ่นมีกลิ่นฉุน คุณลุงบอกว่าโรงงานเป็นสาเหตุหลักของปัญหามลพิษทางน้ำและสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนมานับสิบปี
โรงงานเรียงรายริมคลองสนามชัย น้ำมีสีดำสนิทและมีกลิ่นเหม็นชวนเวียนหัว ส่วนล่างซ้ายมือของภาพเป็นคลองย่อยซึ่งนำพาน้ำเสียจากทั้งโรงงานและบ้านเรือนบริเวณอื่นๆ ไหลมารวมสู่คลองนี้
คุณสมพรเล่าให้ฟังต่อว่า สมัยก่อนเมื่อสามสิบปีที่แล้วคลองนี้ยังสะอาด ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสวนผลไม้ไว้กิน เหลือก็นำมาขายหรือแลกกัน มีทั้งร้านค้าและมีเรือมากกว่า 50 ลำ มาจอดบริเวณนี้ สมัยนั้นเรียกว่า “ท่าน้ำธงเหลือง” แต่ปัจจุบันเมื่อความเจริญเข้ามาตามถนน ร้านค้าชาวคลองบ้างส่วนถูกไฟไหม้ ตลาดเงียบ ที่ทางบริเวณนี้ราคาแพงขึ้นเรื่อย บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สนามกอล์ฟ และโรงงานขนาดเล็กเริ่มเข้ามาทำลายบรรยากาศของชุมชน คลองซอยสายเล็กๆไม่ต่างอะไรกับท่อระบายน้ำของคนเมือง คนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เจริญแล้ว”
เรือขายผักและอาหาร เหลืออยู่ไม่มากในลำคลอง คุณยายขายของยากขึ้นและต้องพายเรือไกลขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของบ้านเรือนริมคลองเปลี่ยนไป และมีการย้ายถิ่นฐานเนื่องจากมลพิษ
ล่องย้อนกลับมาสู่คลองดาวคะนอง คลองใหญ่ที่เชื่อมต่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขยะน้อยใหญ่ สภาพน้ำขุ่นข้นสีน้ำตาลอ่อน ไหลผ่านเรือของพวกเรา มีกลิ่นเหม็นลอยมาบ้างแต่ก็ไม่เหม็นเน่าเหมือนคลองสนามชัย ริมคลองพบโรงงานเล็กๆเรียงราย ตึกแถวสถาพเสื่อมโทรม และยังเห็นน้ำทิ้งสีดำสนิทเหม็นน้ำมันออกจากรางที่หลบสายตาระบายลงคลองแห่งนี้ ดูจากลักษณะน้ำก็พอจะเดาได้ว่าเป็นน้ำทิ้งจากโรงงานฟอกย้อม
โรงงานฟอกย้อมที่ต่อท่อปล่อยลงสู่คลองดาวคะนอง บริเวณห่างจากปากคลองเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 1 กิโลเมตร
ป้ารัชนีอาศัยวิ่งเรือนับจ้างในคลองดาวคะนองเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนน้ำสะอาดกว่านี้มาก แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรร อาคารพานิช และโรงงานเข้ามา สภาพน้ำในคลองก็เปลี่ยนไป ชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เหมือนป้ายการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐที่ไม่มีการปรับปรุงข้อมูลมานานมากแล้ว
ป้ารัชนีกล่าวอย่างเผ็ดร้อนถึงโรงงานที่ปล่อยน้ำและสร้างปัญหาให้กับทั้งตัวเองและทุกๆคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ
นั่งเรือผ่านมายังคลองบางหลวง บริเวณชุมชนคูหาสวรรค์ หรือตลาดกำแพง บ้านไม้ห้องแถวแบบโบราณแต่สะอาดตา เป็นที่ดึงดูดของผู้คนที่ผ่านไปมายิ่งนัก เรือนไม้ตกแต่งด้วยภาพถ่ายในอดีต และภาพเขียนของศิลปินกลุ่มหนึ่งที่หนีความวุ่นวายมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ณ ริมน้ำแห่งนี้ และยังชักชวนให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์คลองหน้าบ้านไม่ให้ทิ้งขยะลงน้ำอีกด้วย แต่น่าเสียดายสมัยก่อนถ้าน้ำสะอาดกว่านี้ชุมชนนี้คงเป็นชุมชนที่สวยมาก
คุณยายเชื้อสายจีนที่นั่งเล่นอยู่ริมคลองหน้าบ้านเล่าให้ฟังว่า “ฉันอยู่ชุมชนนี้มา 60 ปีแล้ว เมื่อก่อนน้ำตรงนี้กินได้เลยนะ ตักขึ้นมาใส่ตุ่มแล้วเอาสารส้มแกว่งก้อกินได้แล้ว แต่เดียวนี้ไม่กล้ากิน อะไรต่อมิอะไรทุกคนก็ทิ้งลงน้ำ” คุณยายเล่าให้ฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย
บ้านเรือนสมัยใหม่หันหลังให้คลองมิหนำซ้ำยังต่อท่อตรงคาดว่าไม่ได้รับการบำบัดใดๆทั้งสิ้นระบายทุกสิ่งอย่างสู่สายน้ำ ภาพเหล่านี้เหมือนแทบม้วนเดิมที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาผ่านสายตาของพวกเรา ตั้งแต่คลองสนามชัย และคลองดาวคะนอง เราเดินทางตามสายน้ำสีน้ำตาลที่ปนเปื้อนด้วยความเจริญของอุตสาหกรรมในยุคบริโภคนิยม จนถึงปากคลองดาวคะนองและแน่นอนที่สุดคือน้ำและสิ่งปฏิกูลต่างๆมาลงที่เพื่อนรักของเราเช่นเคย “แม่น้ำเจ้าพระยา”
เราเดินทางกลับพร้อมความเงียบและแดดร้อนยามบ่าย สภาพที่เห็นได้สะท้อนคำถามในใจของเราคล้ายกัน คิดถึงอนาคตอันใกล้ข้างหน้า แม่น้ำเจ้าพระยาของเราอาจจะได้ชื่อว่าเป็นท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้
jeudi 27 mai 2010
ตรวจบัญชีธนาคารนิวเคลียร์ : 10 อันดับธนาคารพาณิชย์ที่ให้เงินกู้แก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
เรียบเรียงโดย ธารา บัวคำศรี าก “Nuclear Bank, No Thanks!” เอกสารรณรงค์เผยแพร่ของ Greenpeace International, Urgewald, Les Amis de la Terre, Antiatom Szene, WISE, Campagna per la Riforma della Banca Mondiale and BankTrack
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตไฟฟ้าที่สร้างปัญหา มีข้อขัดแย้งและเป็นอันตราย แต่ยังเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เป็นหลัก
ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักว่าธนาคารพาณิชย์ระดับโลกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ ธนาคารมักจะเปิดเผยแต่ตัวเลขการลงทุนประจำปีในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และปกปิดการให้เงินกู้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้เป็นความลับ การให้เงินกู้ส่วนมากจะเป็นแบบทางอ้อม ผ่านการกู้เงินของบริษัทหรือการออกพันธบัตร เป็นต้น ธนาคารต่าง ๆ จึงค่อนข้างประสบผลสำเร็จจากการปกปิดเรื่องราวการลงทุนเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของสาธารณชน
เพื่อทำให้เรื่องนี้ให้เป็นสาธารณะ กรีนพีซสากลและองค์กรสาธารณะจากเยอรมนี (Urgewald) ฝรั่งเศส (Les Amis de la Terre) ออสเตรีย (Antiatom Szene) เนเธอร์แลนด์ (WISE) และอิตาลี (Campagna per la Riforma della Banca Mondiale) ได้ร่วมกับองค์กร BANKTRACK ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ www.nuclearbanks.org ข้อค้นพบจากการศึกษาที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป
กลุ่มที่ทำงานวิจัยตอบโจทย์ให้กับเรามีชื่อว่า Profundo เป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระจากเนเธอร์แลนด์ งานวิจัยเน้นพิจารณาการให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2552 ด้วยเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ การทำงานจึงย้อนหลังกลับไปดูผู้รับเงินกู้ปลายทาง และเลือกสุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับตั้งแต่การทำเหมืองยูเรเนียม ไปจนถึงการประกอบแท่งเชื้อเพลิง การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ การดำเนินงานโรงไฟฟ้าและการจัดการกากนิวเคลียร์ จากทุกทวีปบนโลกนี้
ตารางแสดงประเภทและผลรวมของธุรกรรมทางเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
จากตาราง เราพบว่า การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์โดยตรงในโครงการนิวเคลียร์นั้นมีบทบาทน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลรวมของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ยกเว้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavoda 2 ในโรมาเนีย การให้เงินกู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น การทำเหมืองยูเรเนียมและการแปรรูป เป็นต้น
การสนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการลงทุนด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้
อาจมีข้อโต้แย้งว่า เป็นไปได้ยากที่ระบุความเชื่อมโยงระหว่างการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) กับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งได้โดยตรง แต่เราก็เชื่อว่า ธุรกรรมทางการเงินสองประเภทนี้เป็นช่องทางหลักที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้ระดมเม็ดเงินเพื่อลงทุนในโครงการของตน เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีภาระรับผิดชอบต่อบริการทางการเงินดังที่กล่าวมานี้
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของเงินกู้ของบรรษัทก็คือ หากการลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ล้มเหลวก็จะกระทบกับสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่ในกรณีของการออกพันธบัตรและการออกหุ้น ธนาคารพาณิชย์จะกันตัวเองออกจากความเสี่ยงทางการเงินได้ แทนที่ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินทุนของตนไปลงที่โครงการโดยตรง ธนาคารฯ จะเป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์หานักลงทุนที่พร้อมจะซื้อพันธบัตรหรือหุ้น การที่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้ ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์
ต่อเงินก้อนใหญ่ที่ระดมไปใช้ในการลงทุนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้วย
10 อันดับของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่สนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ฺBNP Paribas (ฝรั่งเศส)
Barclays (สหราชอาณาจักร)
Citi (สหรัฐอเมริกา)
Societe Generale (ฝรั่งเศส)
Royal Bank of Scotland (สหราชอาณาจักร)
Deutsche Bank (เยอรมนี)
HSBC (สหราชอาณาจักร/ฮ่องกง)
JP Morgan (สหรัฐอเมริกา) และ
Bank of China (จีน)
โดยจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระหว่างปี 2543 ถึง 2552 มีมูลค่าทั้งสิ้น 92 พันล้านยูโร
สถาบันทางเงินระหว่างประเทศที่มีนโยบายไม่ให้เงินกู้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)
ทำไมธนาคารพาณิชย์ไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท หรือ รู้จักกันดีในชื่อย่อ CSR เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เราพูดถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จากการทำเหมืองยูเรเนียม การสร้างเตาปฏิกรณ์ไปจนถึงการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย มีการทำภาพเหตการณ์จำลองคอมพิวเตอร์ในเบลเยี่ยมซึ่งระบุว่า หากมีอุบัติเหตุขั้นรุนแรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อคนนับล้านคน ทั้งทางด้านสุขภาวะและการอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่อันตราย พื้นที่ที่ต้องอพยพคนออกอาจมีขนาดเท่ากับเบลเยี่ยมทั้งประเทศ ส่วนประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกต่อไป
กรีนพีซได้ตีพิมพ์เผยแพร่ปฏิทิน 365 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์ และเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งไม่ควรร่วมสังฆกรรมกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ในประเทศไทย กรีนพีซได้จับตาและติดตามโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งวางการลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะเวลา 20 ปี (ปี 2553-2572) จากการประเมินของเรา รายงานความเหมาะสมของพื้นที่โครงการน่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงพลังงาน แต่ในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราดและขอนแก่น ฝ่ายที่ผลักดันโครงการ โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเดินหน้าโครงการขั้นต่อไป
ประเด็นที่กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานมาโดยตลอดคือ มีความคุ้มทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อเทียบกับทางเลือกของระบบพลังงานที่ยั่งยืนและกระจายศูนย์ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์" และนำเสนอประเด็นสำคัญนี้ให้กับผู้กำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เราต้องการเห็นระบบพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน ประชาชนมีส่วนร่วมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง มิใช่ความมั่นคงของผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
คุณจะมีส่วนร่วมกับกรีนพีซในการยุติยุคนิวเคลียร์ได้อย่างไร?
กรีนพีซและองค์กรแนวร่วมที่ได้ทำรายงานเปิดเผยบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Bank) มีข้อเรียกร้องต่อธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้
รายละเอียดเกี่ยวกับ Nuclear Bank เข้าไปที่ www.nuclearbanks.org
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตไฟฟ้าที่สร้างปัญหา มีข้อขัดแย้งและเป็นอันตราย แต่ยังเป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาแพงมากที่สุดด้วย การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เป็นหลัก
ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักว่าธนาคารพาณิชย์ระดับโลกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสนับสนุนทางการเงินต่อโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ ธนาคารมักจะเปิดเผยแต่ตัวเลขการลงทุนประจำปีในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และปกปิดการให้เงินกู้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้เป็นความลับ การให้เงินกู้ส่วนมากจะเป็นแบบทางอ้อม ผ่านการกู้เงินของบริษัทหรือการออกพันธบัตร เป็นต้น ธนาคารต่าง ๆ จึงค่อนข้างประสบผลสำเร็จจากการปกปิดเรื่องราวการลงทุนเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของสาธารณชน
เพื่อทำให้เรื่องนี้ให้เป็นสาธารณะ กรีนพีซสากลและองค์กรสาธารณะจากเยอรมนี (Urgewald) ฝรั่งเศส (Les Amis de la Terre) ออสเตรีย (Antiatom Szene) เนเธอร์แลนด์ (WISE) และอิตาลี (Campagna per la Riforma della Banca Mondiale) ได้ร่วมกับองค์กร BANKTRACK ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ www.nuclearbanks.org ข้อค้นพบจากการศึกษาที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป
กลุ่มที่ทำงานวิจัยตอบโจทย์ให้กับเรามีชื่อว่า Profundo เป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระจากเนเธอร์แลนด์ งานวิจัยเน้นพิจารณาการให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2552 ด้วยเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ การทำงานจึงย้อนหลังกลับไปดูผู้รับเงินกู้ปลายทาง และเลือกสุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับตั้งแต่การทำเหมืองยูเรเนียม ไปจนถึงการประกอบแท่งเชื้อเพลิง การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ การดำเนินงานโรงไฟฟ้าและการจัดการกากนิวเคลียร์ จากทุกทวีปบนโลกนี้
ตารางแสดงประเภทและผลรวมของธุรกรรมทางเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ประเภท | จำนวนธุรกรรมทางการเงิน | มูลค่าทางการเงิน (ล้านยูโร) |
การออกพันธบัตร | 595 | 92,118 |
เงินกู้ของบรรษัท | 134 | 66,281 |
การออกหุ้น | 45 | 6,763 |
ผู้ถือหุ้น | 29 | 435,000 |
เงินกู้โครงการ | 15 | 2,189 |
สินเชื่อหมุนเวียน | 6 | 1,278 |
ตราสารหนี้ | 16 | 401,000 |
อื่น ๆ | 27 | 3,004 |
รวม | 867 | 176,492 |
จากตาราง เราพบว่า การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์โดยตรงในโครงการนิวเคลียร์นั้นมีบทบาทน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 1 ของผลรวมของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ยกเว้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavoda 2 ในโรมาเนีย การให้เงินกู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น การทำเหมืองยูเรเนียมและการแปรรูป เป็นต้น
การสนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) ซึ่งคิดรวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการลงทุนด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้
อาจมีข้อโต้แย้งว่า เป็นไปได้ยากที่ระบุความเชื่อมโยงระหว่างการออกพันธบัตร (Bond issue) และเงินกู้ของบรรษัท(Corporate loan) กับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใดแห่งหนึ่งได้โดยตรง แต่เราก็เชื่อว่า ธุรกรรมทางการเงินสองประเภทนี้เป็นช่องทางหลักที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ใช้ระดมเม็ดเงินเพื่อลงทุนในโครงการของตน เราจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีภาระรับผิดชอบต่อบริการทางการเงินดังที่กล่าวมานี้
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของเงินกู้ของบรรษัทก็คือ หากการลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ล้มเหลวก็จะกระทบกับสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่ในกรณีของการออกพันธบัตรและการออกหุ้น ธนาคารพาณิชย์จะกันตัวเองออกจากความเสี่ยงทางการเงินได้ แทนที่ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินทุนของตนไปลงที่โครงการโดยตรง ธนาคารฯ จะเป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์หานักลงทุนที่พร้อมจะซื้อพันธบัตรหรือหุ้น การที่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้ ก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์
ต่อเงินก้อนใหญ่ที่ระดมไปใช้ในการลงทุนของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้วย
10 อันดับของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่สนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ฺBNP Paribas (ฝรั่งเศส)
Barclays (สหราชอาณาจักร)
Citi (สหรัฐอเมริกา)
Societe Generale (ฝรั่งเศส)
Royal Bank of Scotland (สหราชอาณาจักร)
Deutsche Bank (เยอรมนี)
HSBC (สหราชอาณาจักร/ฮ่องกง)
JP Morgan (สหรัฐอเมริกา) และ
Bank of China (จีน)
โดยจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระหว่างปี 2543 ถึง 2552 มีมูลค่าทั้งสิ้น 92 พันล้านยูโร
สถาบันทางเงินระหว่างประเทศที่มีนโยบายไม่ให้เงินกู้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์คือ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)
ทำไมธนาคารพาณิชย์ไม่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท หรือ รู้จักกันดีในชื่อย่อ CSR เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เราพูดถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จากการทำเหมืองยูเรเนียม การสร้างเตาปฏิกรณ์ไปจนถึงการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย มีการทำภาพเหตการณ์จำลองคอมพิวเตอร์ในเบลเยี่ยมซึ่งระบุว่า หากมีอุบัติเหตุขั้นรุนแรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อคนนับล้านคน ทั้งทางด้านสุขภาวะและการอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่อันตราย พื้นที่ที่ต้องอพยพคนออกอาจมีขนาดเท่ากับเบลเยี่ยมทั้งประเทศ ส่วนประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกต่อไป
กรีนพีซได้ตีพิมพ์เผยแพร่ปฏิทิน 365 เหตุผลที่ไม่ควรจำนนต่อพลังงานนิวเคลียร์ และเราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งไม่ควรร่วมสังฆกรรมกับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ในประเทศไทย กรีนพีซได้จับตาและติดตามโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง ที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP2010) ซึ่งวางการลงทุนด้านพลังงานเป็นระยะเวลา 20 ปี (ปี 2553-2572) จากการประเมินของเรา รายงานความเหมาะสมของพื้นที่โครงการน่าจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงพลังงาน แต่ในระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราดและขอนแก่น ฝ่ายที่ผลักดันโครงการ โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเดินหน้าโครงการขั้นต่อไป
ประเด็นที่กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานมาโดยตลอดคือ มีความคุ้มทางเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใดในการผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อเทียบกับทางเลือกของระบบพลังงานที่ยั่งยืนและกระจายศูนย์ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์" และนำเสนอประเด็นสำคัญนี้ให้กับผู้กำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เราต้องการเห็นระบบพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน ประชาชนมีส่วนร่วมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง มิใช่ความมั่นคงของผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
คุณจะมีส่วนร่วมกับกรีนพีซในการยุติยุคนิวเคลียร์ได้อย่างไร?
กรีนพีซและองค์กรแนวร่วมที่ได้ทำรายงานเปิดเผยบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Bank) มีข้อเรียกร้องต่อธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้
- ยุติการให้เงินกู้กับโครงการนิวเคลียร์
- ควรมีนโยบายและข้อกำหนดเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการดำเนินธุรกรรมทางการเงินทั้งโดยตรงและ โดยอ้อมต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์
- ให้คำมั่นว่างบประมาณที่ใช้สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์จะถูกแยกออกจากการปล่อยเงินกู้และ พันธบัตรที่มีให้กับบริษัทด้านพลังงาน
- เปลี่ยนการสนับสนุนทางการเงินไปที่โครงการพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน ที่ปลอดภัยและความยั่งยืน
รายละเอียดเกี่ยวกับ Nuclear Bank เข้าไปที่ www.nuclearbanks.org
lundi 24 mai 2010
กระดานคะแนนผู้นำบริษัทไอทีสุดเจ๋ง เผยความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคำพูดและการกระทำ ในเรื่องการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
การจัดอันดับด้านสภาพภูมิอากาศของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ฉบับใหม่ล่าสุดของเราเปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่กี่แห่งกำลังเป็นผู้นำอย่างไร พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิธีแก้ปัญหาทางไอที ในการช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ดูเหมือนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยใช้วิธีทางไอทีนั้น เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง หรือเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด
วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน
กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน
คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน
รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ
ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก
ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม
บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด
» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที
วิธีแก้ปัญหาอันชาญฉลาดลดมลพิษภาวะโลกร้อน
กระดานคะแนนผู้นำฉบับที่ 3 แสดงให้เห็นว่าภาคไอทีกำลังเพิ่มวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ เช่น ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ กู้เกิ้ล และ ไอบีเอ็ม จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ทำดังที่พูด ในขณะที่พวกเขาสร้างวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยตรวจวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการประหยัดพลังงานของตน
คาดการณ์: เมฆหมอกปกคลุม พร้อมโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภาคไอทีสร้างสรรค์นวัตกรรม และมีสินค้าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มีศักยภาพในการออกแบบและใช้งานวิธีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นที่จะทำให้บรรลุประสิทธิภาพทางพลังงาน และตัดการปล่อยคาร์บอน ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาคไอทีเติบโต การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สะอาด แทนเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 19 อันสกปรก เช่น ถ่านหิน
รายงานของเราเรื่อง “เปลี่ยนภาคไอทีให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ” แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ “กลุ่มเมฆ” ทำให้เกิดความท้าทายครั้งสำคัญต่อวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของภาคไอที บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดิโอแบบสตรีมมิ่ง อีเมล และ การจัดเก็บรูปภาพ
ภาคไอทีต้องยืนหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
กระดานคะแนนผู้นำเปิดเผยว่า บริษัทไอทีไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้นวัตกรรมขึ้นสูงเท่านั้น แต่พวกเขาต้องสร้างแรงกดดันในการผลักดันนโยบายและสิ่งจูงใจที่เข้มแข็ง ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาชาติ บริษัทหลายแห่งได้แสดงให้เห็นตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาอันชัดเจนขึ้นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา และพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นวิธีตรวจวัดผลลัพธ์ของวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
คะแนนการยืดหยัดเพื่อนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ในกระดานคะแนนผู้นำไอทีสุดเจ๋ง เผยให้เห็นว่า บริษัทไอทีต่างๆ ต้องมีจุดยืนต่อสาธารณชนที่เข้มแข็งขึ้น โดยสนับสนุนนโยบายที่ปูทางไปสู่การใช้งานพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซเรือนกระจก
ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง โปรดยืนหยัดขึ้นจะได้ไหม
บริษัทไอทีสำคัญต่อศตวรรษที่ 21 ดังเช่นบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญต่ออดีต พวกเขามีพลังที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงกำหนดอนาคตของสภาพภูมิอากาศของเรา ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล ไอบีเอ็ม และ บริษัทต่างๆ ในกระดานคะแนนผู้นำต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองอันมากล้นของพวกเขาในการกำหนด ทิศทางของนโยบายต่างๆ ในยุคแห่งสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ และเป็นผู้นำการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด ที่หนุนหลังโดยสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีอันชาญฉลาด
» อ่านต่อ และดูกราฟฟิกตารางคะแนนผู้นำไอที
Inscription à :
Articles (Atom)