vendredi 23 avril 2010

การระเบิดของภูเขาไฟ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การระเบิดของภูเขาไฟได้เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากระเบิดของภูเขาไฟ (ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ถือว่าน้อยมาก กล่าวคือ การระเบิดของภูเขาไฟปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศราว 110-250 ตันต่อปี ในขณะที่กิจกรรมของมนุษย์นั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า

อะไรปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ต่อวันมากกว่ากัน อุตสาหกรรมการบินในยุโรป หรือ ภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์?

การระเบิดของภูเขาไฟจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้น หรือจะมีส่วนต่อความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากการระเบิดรุนแรงมากพอ ก็จะทำให้ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซที่เป็นกรดชนิดต่างๆ กระจายขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ และแผ่ปกคลุมโลกภายในไม่กี่สัปดาห์ และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็นเดือนหรือเป็นปี

ละอองเถ้าขนาดเล็กที่อยู่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์บางส่วนกลับออกสู่อวกาศแทนที่จะลงสู่พื้นผิวโลก ก๊าซที่เป็นกรดซัลเฟอร์เมื่อรวมตัวกับน้ำในชั้นบรรยากาศกลายเป็นละอองลอย (aerosols) ที่ดูดซับรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์และสะท้อนรังสีเหล่านั้นกลับออกสู่อวกาศ การสะท้อนของรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังพื้นผิวโลกนี้เป็นผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง

 การระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การระเบิดของภูเขาไฟที่รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลงชั่วคราวนั้นได้เกิดขึ้นในหลายๆ โอกาสด้วยกันในช่วง 600 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่รู้จักกันมากที่สุดและเกิดขึ้นในปี 2534 คือการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ในฟิลิปปินส์ ที่ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ราว 17 ล้านตัน และละอองเถ้าขนาดเล็ก ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูง 40 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก ภายใน 3 สัปดาห์ กลุ่มควันภูเขาไฟก็ได้แผ่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลง 0.4 องศาเซลเซียส การลดลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกดังกล่าวมีต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

กลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ Eyjafjallajokull ในไอซ์แลนด์ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ยังลอยขึ้นไปไม่ถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ นอกจากนี้ การระเบิดที่เกิดขึ้นมิได้ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล ดังนั้น อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ยกเว้นเสียแต่ว่า การระเบิดจะรุนแรงมากขึ้น หรือมีช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศอาจเกิดในวงที่กว้างขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การลดลงของอุณภูมิผิวโลกจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและไม่อาจชดเชยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นที่การกระทำของมนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์และการทำลายป่าไม้

ธารา บัวคำศรี

mercredi 21 avril 2010

การประชุมภาคประชาชนโลกด้านภาวะโลกร้อน


เริ่มจากวันจันทร์ที่ 19 เมษายน ประชาชนประมาณ 15,000 คน จากทั่วโลก พร้อมทั้งตัวแทนจากรัฐบาล 70 ประเทศ โดยหลักๆ มาจากประเทศที่ยากจน จะเข้าร่วมประชุม การประชุมภาคประชาชนโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิทธิของโลก ณ เมืองโคชาบัมบา ประเทศโบลีเวีย นี่เป็นการประชุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่นำพาประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มารวมตัวกันกับผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหา

“จุดประสงค์หลักของการประชุม คือ การเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธะและบรรลุพันธะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเราได้สังเกตเห็นว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากแรงกดดันจากภาคประชาสังคม” พาโบล โซลอน ทูตสหประชาชนแห่งโบลีเวีย กล่าว

ในโคชาบัมบา “ผู้ที่กำลังประสบผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จะมีโอกาสได้ออกเสียง” โซลอนกล่าว

โบลีเวียกำลังเผชิญกับการสูญเสียธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็วเพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ในขณะที่ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ เช่น โคโมรอส จะเข้าร่วมประชุมเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น


การประชุมประกาศเรียกรวมตัวโดย ประธานาธิบดีอีโว โมราเลส แห่งโบลิเวีย หลังการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งล่าสุด ณ กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยร่างข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ที่ไร้ซึ่งเป่าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลบังคับทางกฎหมาย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ความพยายามของโบลีเวียในการเติมพลังใหม่ให้กับการเจรจา ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และ สิทธิมนุษยชนชั้นนำจากทั่วโลก เช่น 350.org, Friends of the Earth, Oxfam, Greenpeace, Action Aid และ Via Campesina คณะผู้แทนที่จะเข้าร่วมมาจากลาติน อเมริกา แอฟริกา เอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ ส่วนเยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และ เม็กซิโก ได้ยืนยันแล้วฃ

ในบทบรรณาธิการ บิล แม็กคิบเบน จาก 350.org เขียนไว้ว่า “ขอบคุณสวรรค์…ที่ประเทศเช่นโบลีเวียเต็มใจที่จะทำงานเคียงข้างกับภาคประชาสังคม (แทนที่จะปิดห้องคุยกัน ดังที่สหประชาชาติทำที่โคเปนเฮเกน)”


ประธานาธิบดีโมราเลส จะกล่าวสุทนทรพจน์ในการเปิดประชุมครบองค์ในวันอังคารที่ 20 เมษายน และการประชุมจะดำเนินไปจนถึงวันพฤหัสบดีที่ 22 การประชุมจะมุ่งไปที่การประชุมคณะทำงาน 17 กลุ่ม และครอบคลุมประเด็น เช่น สาเหตุเชิงโครงสร้างของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ และ พิธีสารเกียวโต

เฮอร์นาน จีอาดินิ กล่าวปราศรัยในการประชุมภาคประชาชนโลก เกี่ยวกับกลยุทธ์หลังการประชุมที่โคชาบัมบาในวันพุธ ดังนี้

กรีนพีซยินดีต้อนรับการประชุมภาคประชาชนโลก ในฐานะเวทีอภิปรายที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับการต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตราย” เฮอร์นาน จีอาดินิ แห่งกรีนพีซ อาร์เจนตินา กล่าวจากการประชุม “เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจที่ได้เห็นว่าความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศเป็นหัวใจของการเจรจา ประชาชนที่ยากจนที่สุดของโลกจำนวนหนึ่งกำลังได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสภาพภูมิอากาศที่ถูกทำลาย เมื่อบ้าน วิถีชีวิต และ ชีวิตของพวกเขากำลังถูกทำลาย

กรีนพีซขอชื่นชมการเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีโมราเลส ซึ่งเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายอเมริกันคนแรกที่เป็นชาวพื้นเมือง ที่ได้ผลักดันให้สิทธิของประชาชนพื้นเมืองอยู่ในหัวแถวของการเจรจา ณ โคชาบัมบา


กรีนพีซหวังว่าการประชุมภาคประชาชนโลกจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ ของสหประชาชาติที่กำลังดำเนินอยู่ โดยช่วยทำให้เกิดการเห็นชอบข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่เป็นธรรม มุ่งมั่น และ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะของประเทศอุตสาหกรรมกำลังล้มเหลวในการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ พันธกรณีปัจจุบันภายใต้กระบวนการของสหประชาชาตินั่นไม่เพียงพออย่างน่าตำหนิ โดยอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้มากกว่า 3 องศาเซลเซียส ซึ่งในระดับนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าจะนำไปสู่หายนะสภาพภูมิอากาศ

กรีนพีซยินดีในความคิดริเริ่มของรัฐบาลโบลีเวีย ในการเดินหน้าการเจรจาเพื่อเห็นชอบการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่สูงส่ง เป็นธรรม และ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน” จอร์จ เพลทนิคอฟ เจ้าหน้าที่รณรงค์และนักกิจกรรมด้านสิทธิประชาชนพื้นเมืองอเมริกัน จากกรีนพีซ กล่าว “ข้อเสนอที่สามารถช่วยให้โลกบรรลุข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และ สมเหตุสมผล ต้องได้รับการพิจารณา

jeudi 15 avril 2010

สงกรานต์ วันสาดน้ำ และ วันประหยัดน้ำ

วันสงกรานต์ นอกจากเป็นวันสาดน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำแล้ว ให้เป็นวันที่เราหันมาเริ่มใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าด้วยดีไหมคะ


"ใช้สิ่งต่างๆ (เช่น แก้ว เสื้อผ้า เป็นต้น) บ่อยกว่าเดิมก่อนล้าง เทน้ำที่ใช้แล้วใส่ต้นไม้ ทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ด้วยผ้าเปียก เช็ดจานชามแทนการล้างในการเอาสิ่งสกปรกออก  จากนั้นล้างสิ่งสกปรกในอ่างที่มีน้ำยาล้างจาน แทนการล้างใต้ก๊อกที่มีน้ำไหล"

ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ทำสิ่งง่ายดายเหล่านี้ และเหตุผลสำคัญที่เราควรทำก็คือ การขาดแคลนน้ำ

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรารับรู้กันทั่วไป น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด น้อยกว่า 3% ของน้ำในโลกเป็นน้ำจืด โดย 2 ใน 3 ของน้ำจืดนั้นถูกกักเก็บอยู่ในธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งขั้วโลก ทำให้เราเหลือน้ำให้เราใช้เพียง 1% การทำฝนเทียมไม่เพิ่มปริมาณน้ำ (แม้ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่เฉพาะ) การกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืดสามารถเพิ่มปริมาณน้ำจืดได้ แต่มีราคาแพง และเป็นได้แค่ทางเลือกในพื้นที่ชายฝั่ง หรือที่ที่มีน้ำกร่อย

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำจืดไม่ได้เป็นปัญหามากเท่ากับวิธีการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองของเรา โดยเราทำให้น้ำสูญเปล่าอย่างมาก โดยไม่เฉลียวใจที่จะใช้น้ำก่อน ในขณะที่ประชากรมนุษย์ยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลกและในประเทศ ความตึงเครียดเรื่องทรัพยากรก็จะมีแต่เพิ่มขึ้น

แหล่งสำรองน้ำใต้ดินที่กำลังเหือดแห้งสามารถทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ลดน้อยลงอย่างมาก เพราะแม่น้ำ ทะเลสาบ และ พื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน นอกจากนี้ พื้นผิวน้ำบาดาลที่ลดลงสามารถทำให้พืชไม่สามารถเข้าถึงน้ำใต้ดินได้

มนุษยใช้น้ำจืดที่มีอยู่ในโลกมากกว่าขีดจำกัดในการใช้ของเรา การประมาณการณ์ขององ์การสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันเราดึงน้ำมาใช้ 54% และจะเพิ่มขึ้นสู่ 90% ภายใน 25 ปี หากภาวะในปัจจุบันดำเนินต่อไป จะเหลือน้ำเพียง 10% สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งหมดของโลก

เราทำอะไรได้บ้าง…เราต้องเริ่มใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ใช้น้ำ (และใช้อย่างสิ้นเปลือง) มากที่สุด ดังนั้นจึงต้องเกิดการประหยัดน้ำในภาคการเกษตร แต่การปรับปรุงการใช้น้ำในบ้านก็ยังเกิดขึ้นได้อีกมาก ลองอ่านคำแนะนำด้านล่าง และแน่นอนว่าคุณจะพบ 1 หรือ 2 วิธี ที่คุณสามารถนำไปลงมือทำได้อย่างง่ายดาย โปรดจำไว้ว่า การประหยัดน้ำไม่ได้เป็นปัญหาที่แก้ได้โดยต้องใช้ทุกวิธี หรือไม่ก็แก้ไม่ได้เลย การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างสามารถช่วยได้จริง

ตัวการสิ้นเปลืองน้ำ
โถส้วมใช้น้ำมากที่สุดในบ้าน เครื่องซักผ้าตามมาเป็นอันดับที่ 2 อย่างไรก็ดีน้ำที่หยด หรือรูรั่วสามารถมีชัยเหนือทั้งสองอย่าง
วิธีประหยัดน้ำ

ปลูกฝังนิสัยที่มีประสิทธิผล
  • เปิดน้ำเมื่อต้องใช้เท่านั้น ไม่ใช่เปิดในขณะแปรงฟัน โกนหนวด หรือ ล้างเคาท์เตอร์ห้องน้ำ นอกจากนี้อย่าอาบน้ำนาน
  • อย่าทำให้โถส้วมของคุณเป็นถังขยะทิ้งกระดาษทิชชูอย่างสิ้นเปลือง
  • ใช้เครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้าเมื่อเครื่องเต็มเท่านั้น
  • อย่าล้างสิ่งต่างๆ เช่น แก้ว และซักผ้าโดยไม่จำเป็น เพียงแต่บางสิ่งถูกใช้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องล้าง
ซื้ออุปกรณ์ถาวรและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ
  • หากโถส้วม ฝักบัว และ ก๊อกน้ำของคุณมีอายุเก่าย้อนไปก่อนพ.ศ.2535 ให้พิจารณาเปลี่ยนหัวฝักบัวและก๊อกน้ำทุกรุ่นในปัจจุบันนั้นเป็นแบบน้ำไหลช้า ที่ไม่ทำให้น้ำไหลอย่างสูญเปล่า
  • ซื้อเครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพทางพลังงาน (มีฉลาก Energy Star) เพราะใช้น้ำน้อยกว่า
ภาวะขาดแคลนน้ำทั่วโลก
ประชาชนมากกว่า 1 พันล้านคนขาดการเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับดื่ม และ 2 พัน 5 ร้อยล้านคนขาดบริการด้านสุขอนามัยที่เพียงพอ
จัดสภาพแวดล้อมของสวนของคุณโดยคำนึงถึงการใช้น้ำ
  • ปลูกพืชพื้นเมืองที่ต้องการน้ำน้อย ซึ่งรวมถึงปลูกหญ้าที่ต้องการน้ำน้อย
  • อย่ารดน้ำต้นไม้อย่างตรงต่อเวลาทุกวัน ให้ปรับการรดน้ำต้นไม้ตามสภาพอากาศ
  • รดน้ำต้นไม้ในตอนเช้าตรู่และตอนเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงการระเหยที่ไม่จำเป็น
  • กวาดพื้นที่มีแผ่นปู อย่าใช้สายยางฉีดลงท่อ
ซ่อมรูรั่ว
  • แม้แต่รูรั่วเล็กๆ ก็สามารถทำให้สูญเสียน้ำมากอย่างเหลือเชื่อได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก NRDC

vendredi 2 avril 2010

โปสการ์ดจากภาคเหนือ

ภัยแล้งได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ชีวิตที่นั่นยังคงดำเนินต่อไป

เริ่มต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ภัยแล้งใน 36 จังหวัดทั่วประเทศไทย จากนั้นในช่วงสิ้นเดือน ตัวเลขของภัยแล้งได้เพิ่มขึ้นเป็น 53 จังหวัด โดยรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ว่าจะรุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน

ภาพที่เห็นจากหน้าต่างรถประจำทางตั้งแต่เชียงรายไปเชียงของ จนกระทั่งถึงเชียงแสน คือไร่นาอันแห้งแล้ง บ่อน้ำที่แห้งผาก ลำน้ำโขงที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ ระดับน้ำในลำน้ำโขงนั้นดูแทบจะสูงไม่ถึงหนึ่งเมตร หรือมีระดับน้ำแค่ครึ่งเมตรในบางพื้นที่

 
เชียงของ, เชียงราย, 18 มีนาคม 2553 – หญิงชราชาวม้งกำลังเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกบริเวณชายเขาในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ความแห้งแล้งยิ่งทำให้แสงแดดทุกวันนี้ดูร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความร้อนรวมตัวกันกับไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งของภูมิภาคนี้ บางครั้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติและส่วนมากเกิดด้วยความตั้งใจ ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เราจะได้กลิ่นเหม็นไหม้จากการเผาไร่ เผานา เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกควันและฝุ่นขี้เถ้า และภาพของตอไหม้และนาข้าวสีดำๆ กระจายอยู่ทั่วไป และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้จะถูกปกปิดด้วยภาพชีวิตของผู้คนที่ยังดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เสมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”

ที่อำเภอขุนตาล  จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2553 นายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี ชี้ให้ดูระดับน้ำที่ลดลงของบ่อเก็บน้ำที่อยู่กลางนาของเขาในอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย 

ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เราได้รู้จักกับเกษตรกรชื่อนายสมชาย ยาวิเริง อายุ 46 ปี เขาเริ่มปลูกข้าวเมื่อเดือนมกราคมที่แล้ว หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมผ่านไปไม่นาน แต่ด้วยปัญหาระบบชลประทานที่จำกัดมาก ทำให้ทั้งเขาและภรรยาเริ่มกังวลกับการเก็บเกี่ยว นาของเขาดูแห้งแล้งจนเกือบจะแตกระแหง และต้นข้าวก็แทบจะอยู่ไม่รอด เขาคุ้นเคยกับความร้อนของฤดูแล้งเป็นอย่างดี แต่ปีนี้เขาบอกว่าเป็นฤดูร้อนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“สองสามปีที่แล้ว ผมยังไปหาน้ำจากคลองใกล้ ๆ บ้านมาปลูกข้าวได้ แต่ว่าปีนี้น้ำในคลองแห้งมากและผมก็ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำของหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปอีก 500 เมตร ฝนที่ตกน้อยกว่าทุกปีก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก” นายสมชายกล่าว แต่เขาก็ยังโชคดีกว่าเพื่อนบ้านหลาย ๆ คนที่ต้นข้าวของพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดจากความร้อนได้

ชาวประมงในอำเภอเชียงของก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ปลาในแม่น้ำ ทำให้เกิดความกังวลว่าการจับปลาในปีนี้จะลดลงอย่างมาก ชุมชนโดยรอบต่างพากันแสดงความกังวลถึงความอยู่รอดของปลาบึก ซึ่งเป็นปลาประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของเชียงของและกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ถึงแม้ว่าทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนจะมีโครงการขยายพันธุ์ปลาบึก แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นปลาบึกในแม่น้ำเลย

9 มีนาคม 2553 – ชาวประมงกำลังจอดเรือเทียบตลิ่งทรายในลำน้ำโขง ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 

ไม่เพียงแค่ปลาบึกเท่านั้น ปลาพันธุ์อื่นๆ ในลำน้ำโขงก็กำลังขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะไก ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในช่วงฤดูร้อน บริเวณริมแม่น้ำที่มีน้ำตื้นเขินและมีก้อนกรวด สาหร่ายไกหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลงและน้ำขุ่นมากขึ้น นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายประชาชนในท้องถิ่น อายุ 50 ปี เล่าให้เราฟังว่า ในอดีตนั้นเราสามารถทำนายหรือคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้จากการดูระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังรู้ว่าจะไปหาสาหร่ายไกได้ที่ไหน และเมื่อไหร่ “แต่ตอนนี้ไม่มีใครบอกได้ สาหร่ายไกหาได้ยากมาก เราคาดเดาอะไรไม่ได้อีกแล้ว”

ในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ทุกอย่างดูเหมือนจะยังดำเนินไปอย่างปกติ ตรงข้ามกับรายงานภัยแล้งอันรุนแรงของปีนี้ ชุมชนชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่บนภูเขาในเชียงของได้เริ่มเพาะปลูกตามขั้นบันไดในเช้าวันหนึ่งหลังจากมีฝนตกลงมาอย่างไม่คาดฝัน ชาวบ้านที่นี่พึ่งน้ำฝนมากกว่าน้ำจากระบบชลประทานแบบที่ใช้ในการเพาะปลูกในที่ราบ  และยิ่งระดับน้ำในสันปันน้ำลดลงเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขา ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะยิ่งรุนแรงขึ้นสำหรับชาวบ้านในชุมชนนี้ ฝนทำให้ดินเกิดความชุ่มชื่น แต่ละครอบครัวจึงลงมือปลูกมันสำปะหลังตามไร่สวนข้างทาง ถึงแม้พืชหัวจะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชประเภทนี้ในช่วงที่มีภัยแล้งนั้นอาจทำให้กลายเป็นพืชมีพิษได้

20 มีนาคม 2553 – ชาวม้งปลูกมันสำปะหลังตามไร่ริมถนนในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

20 มีนาคม 2553 - หญิงสาวชาวม้งกำลังเตรียมก้านมันสำปะหลังสำหรับเพาะปลูกในไร่บริเวณข้างถนน ในเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขงต่างก็ต้องพึ่งพาวัฏจักรของความแห้งแล้งและน้ำท่วมมาโดยตลอด แต่เมื่อภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและวัฏจักรก็ค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเนื่องจากการสร้างเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ความเสียหายอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ทันจะตั้งตัวรับนั้นอาจมีมากกว่าที่เราคิด

เขียนโดย เลยา เกเรโร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพโดย ชัยเลนดรา ยัสวัน
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

mardi 30 mars 2010

อนาคตไร้จีเอ็มโอ – การเดินทางโดยรถบัสทั่วยุโรป – รายงานจากท้องถนนโดยบ็อบ

รถบัสไร้จีเอ็มโอของเรากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางทั่วยุโรป เพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายระงับผลผลิตที่ตัดต่อพันธุกรรมทั้งหมดในสหภาพยุโรป เพื่อปกป้องผู้บริโภค เกษตรกร และ สิ่งแวดล้อม

GP020A0_layoutGE2.jpg
รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

24 มีนาคม – การเดินทางของรถบัสไร้จีเอ็มโอเริ่มขึ้นจากอัมสเตอร์ดัม

ไม่มีทางปล่อยให้เปิดไฟเขียวผลผลิตจีเอ็มโอที่เสี่ยง

เป็นเวลากลางวันตอนต้นในฤดูใบไม้ผลิ ที่รถบัสการรณรงค์ “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” ของกรีนพีซ ออกจากอัมสเตอร์ดัม และกล่าวอำลากับผู้คนที่โบกมือลา และตะโกนอวยพรให้กับสมาชิกประจำรถบัส 4 คน ประเทศสมาชิก เกษตรกร และ ผู้บริโภคมากมาย ได้หวังว่าคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่จะรับฟังความตั้งใจ การเลือก และ ความกังวล ของพลเมือง เกษตรกร และ ประเทศสมาชิกที่ห่วงใย โดยจะทบทวนการอนุมัติให้ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในที่สุด ดังที่ประเทศสมาชิกเรียกร้องเมื่อสิ้นปี 2551 แต่พวกเขาไม่ได้ลงมือทบทวน พวกเขาอนุมัติให้ปลูกมั่นฝรั่งจีเอ็มโอในการตัดสินใจครั้งแรกด้วยวิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันฝรั่งนี้สามารถกลายเป็นพืชต้านทานยาปฏิชีวนะ จึงอาจลดประสิทธิภาพของยาที่สำคัญบางอย่าง มันฝรั่งนี้อาจหมายถึงภัยคุกคามต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจ และไม่ใช่เพียงเท่านั้น พืชจีเอ็มโออีกหลายชนิดอาจได้รับการอนุมัติอีก โดยกำลังรอการตัดสินใจ

การเดินทางรถบัสในยุโรป – จากอัมสเตอร์ดัมสู่แมดริด

ฉันขุ่นข้องใจและโกรธในเวลาเดียวกัน เพราะฉันสามารถเห็นฝันร้ายได้อย่างง่ายดายว่า ประเทศ 27 แห่งในสหภาพยุโรป กำลังบังคับป้อนอาหารให้กับพลเมืองยุโรป 500 ล้านคน ดังนั้นฉันจึงมีความสุขที่ได้เดินทาง “อนาคตไร้จีเอ็มโอ” โดยรถบัสของกรีนพีซ เราต้องการส่งข้อความไปสู่คณะกรรมาธิการยุโรปที่นำด้วยบาร์โรโซ และ ไปสู่รัฐบาลทุกแห่งในสหภาพยุโรป ว่าประชาชนไม่ต้องการอาหารดัดแปลงพันธุกรรมบนโต๊ะอาหาร เมล็ดพันธุ์บนผืนดิน อาหารสัตว์ในฟาร์ม เพราะไม่แน่นอนว่ามันปลอดภัยหรือไม่ มันไม่ช่วยเหลือเกษตรกร และ ขายได้ยากกว่า

รถบัส ได้มาจากเยอรมนี โดยเคยใช้วัดค่ามลพิษทางอากาศในหลายประเทศ รวมถึงออสเตรีย อาร์เจนตินา และ บราซิล ทีมนักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญได้ซ่อมแซมรถบัสอายุ 19 ปีคันนี้ โดยตกแต่งภายในเสียใหม่ และเพิ่มเติมการใช้สอย รถบัสคันนี้ ซึ่งสำหรับฉันเหมือนรถบรรทุกมากกว่า สามารถรองรับคน 5 คนใน 1 ครั้ง และมีห้องแยกต่างหากที่ด้านท้าย

นักกิจกรรมชาวเยอรมันเปลี่ยนแปลงตู้คอนเทนเนอร์ที่ด้านท้ายให้เป็น “ครัวคุณยาย” ตามแบบเกษตรกรพื้นเมือง โดยมีตู้ เตา โต๊ะกินข้าว เก้าอี้นวม และแม้แต่เตาอบ รถบัสตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และภาพวาดย้อนยุคอันแพรวพราว และติดตั้งกล้องวีดิโอบนกำแพงเพื่อบันทึกข้อความของทุกคนที่ส่งถึงบาร์โรโซ แนวคิดก็คือ ให้ทุกคนนั่งลงบนโต๊ะอาหาร และส่งใบเสร็จเพื่ออนาคตไร้จีเอ็มโอ เพื่อส่งข้อความเกี่ยวกับจีเอ็มโอไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป และรัฐบาลของพวกเขาเอง

>>>>>>>>>>>>>>>ติดตามรถบัสบน Facebook <<<<<<<<<<<<<<<

อุ่นเครื่องที่เนเธอแลนด์

GP0209Z_layoutGE3.jpg
เจ้าหน้าที่กรีนพีซโบกมืออำลา ในขณะที่รถบัสไร้จีเอ็มโอออกจากสำนักงานใหญ่ของกรีนพีซสากล ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ฉันได้ทำความรู้จักกับสมาชิกประจำรถบัสคนอื่นๆ ได้แก่ เอมม่า ช่างภาพชาวอังกฤษ เจนส์ คนขับรถและช่างเครื่องชาวเยอรมัน และ ฌอง-ฌ๊ากส์ กัปตันของทั้งการเดินทาง ผู้ซึ่งประสานงานการเดินทางผ่านประเทศในยุโรป 7 แห่ง ตัวฉันเป็นชาวฮังกาเรียน เราต้องถึงกรุงลักเซมเบิร์กในตอนเย็น แต่รถบัสแล่นช้ากว่าที่ฉันคาดไว้มาก เราจึงไม่สามารถมีความสุขกับทัศนียภาพของเนเธอแลนด์และเบลเยียมได้นานมากนัก อย่างไรก็ตาม เอมม่าอดใจไม่ได้ที่จะถ่ายภาพสวยๆ ของกังหันลมไม้ที่เห็นได้ทั่วไป และรถบัสของเรา ถือเป็นโชคดี นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้อีกครั้งว่า ชนบทของเนเธอแลนด์นั้น แตกต่างจากชนบทของฮังการีอย่างแท้จริง โดยเป็นระเบียบ และอย่างน้อยสำหรับฉันประเทศของเราดูเหมือนจะหลากหลายมากกว่านัก นี่เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจจะแสดงให้ทุกคนเห็นเมื่อเราไปถึงฮังการีในสัปดาห์หน้า! อย่างไรก็ดี ทางน้ำในฮังการีเป็นที่ตรึงใจฉัน โดยใช้สำหรับเกษตรกรรม การขนส่ง การประมง กีฬา และเป็นเครื่องแบ่งที่ราบต่ำของเนเธอแลนด์เป็นส่วนๆ

ทีมงานเดินทางถึงลักเซมเบิร์ก

เราทำความรู้จักกันได้รวดเร็ว ฌอง ฌ๊ากส์ (JJ) เล่าเรื่องการเดินทางของเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มอันดีเยี่ยม เพราะเรื่องราวแปลกๆ ได้ตามมาเรื่อยๆ เราได้รู้ว่าใครทำอะไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กรีนพีซ

ในตอนดึก เรามาถึงกรุงลักเซมเบิร์ก และพบกับเฟรดริก นักกิจกรรมชาวสวีเดน ที่สนใจอาหารดีๆ เกษตรกรรรม ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ และ เกษตรกรรมอินทรีย์ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มาวรีซ ผู้ประสานงานรณรงค์เกษตรกรรมยั่งยืนของกรีนพีซ ฮังการี รอเราอยู่ และอธิบายรายการที่ละเอียดสำหรับ 2 วันที่จะมาถึง คุณควรจะอยู่ที่นั่น แล้วเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงเมื่อได้เห็นจำนวนการประชุมที่พวกเขาจัดขึ้นสำหรับวันถัดไป เหมือนเล่นเพลงเมดเล่ย์ไม่มีผิด ประธานองค์กรเกษตรกรรมอินทรีย์ ผู้อำนวยการคณะเกษตรศาสตร์ ผู้นำเกษตรกร ตัวแทนสหภาพผู้บริโภค พันตรี พ่อครัวแม่ครัว และ รัฐมนตรี มีกำหนดที่จะมาพบปะกับการเดินทาง "อนาคตไร้จีเอ็มโอ"

เหตุเพราะเราไม่มีประสบการณ์มากนักเกี่ยวกับอุปกรณ์ เราจึงต้องการอภิปรายว่าขั้นตอนใดที่จำเป็นในการรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ และจะจัดการตกแต่งภายในอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เพราะรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอาจมาเพื่อส่งข้อความผ่านวีดิโอไปยังบาร์โรโซ จากครัวเกษตรกรพื้นเมืองของเรา เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วแต่เรายังต้องจัดเตรียมให้เรียบร้อย เราวางสิ่งพิมพ์อันมีค่าไว้บนหลังคาของรถบัส ซึ่งเต็มไปด้วยแหล่งอ้างอิงถึงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นขุมทรัพย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้เกิดกฎหมายห้ามจีเอ็มโอในยุโรป มาวรีซกังวลว่าสิ่งพิมพ์เหล่านั้นจะสูญหาย เราจึงตัดสินใจป้องกันภัย โดยเจนส์อาสานอนบนรสบัส

พวกเราเข้านอนด้วยความเหน็ดเหนือยอย่างที่สุด แต่กระตือรือล้นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำคัญของการเดินทางของเราในลักเซมเบิร์ก

โดย บาลาซ “บ๊อบ” โทโมริ ผู้ประสานงานรณรงค์จีเอ็มโอ จากฮังการี

*คลิกที่นี่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ลงมือทำโดยเขียนจดหมายถึงบาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย: © Emma Stoner / Greenpeace, 24 มีนาคม 2553, อัมสเตอร์ดัม, เนเธอแลนด์

อ่านเรื่อง "GE FREE FUTURE - The European bus tour - Bob reports from the road " ภาคภาษาอังกฤษได้ที่นี่

jeudi 25 mars 2010

เรื่องราวของน้ำขวด

เรื่องราวของน้ำขวดเผยแพร่ในวันที่ 22 มีนาคม ซึ่งเป็นวันน้ำโลก โดยใช้รูปแบบของ The Story of Stuff บอกเล่าเรื่องราวของความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของบริษัทน้ำขวดที่ลวงให้ชาวอเมริกันซื้อน้ำขวดจำนวนครึ่งพันล้านขวดในทุกๆ สัปดาห์ ทั้งๆ ที่มีน้ำประปาอยู่แล้ว ภาพยนตร์ขนาดสั้นมากกว่า 5.7 นาทีนี้ สำรวจการโจมตีน้ำประปาของอุตสาหกรรมน้ำขวด และการโฆษณาชูประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ล่อลวงใจ เพื่อปกปิดของเสียพลาสติกกองโตเท่าภูเขาหลายลูกที่พวกเขาก่อให้เกิด ภาพยนตร์สั้นนี้สรุปเรื่องราวด้วยการเรียกร้องให้ ‘นำน้ำประปากลับคืนมา’ ซึ่งไม่เพียงทำได้โดยมีพันธะส่วนบุคคลในการหลีกเลียงน้ำขวด แต่ยังทำได้โดยสนับสนุนการลงทุนไปกับน้ำประปาที่สะอาดที่มีอยู่แล้ว เพื่อทุกคน



*สิ่งที่คุณทำได้ เกี่ยวกับน้ำขวด
*ช่วยบอกต่อเกี่ยวกับโครงการหนังสั้นที่ดีๆ เช่นนี้ บริจาควันนี้

นี่เป็นบทบรรยายของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้:

ปัญหาหนึ่งของการพยายามใช้สิ่งของให้น้อยลง คือ บางครั้งเรารู้สึกว่าเราต้องใช้มันจริงๆ หากคุณอาศัยอยู่ในเมือง เช่น เคลฟแลนด์ และคุณต้องการน้ำแก้วหนึ่งล่ะ คุณจะลองเสี่ยงเอาน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะหรือไม่ หรือคุณจะซื้อน้ำขวดที่มาจากป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์แห่ง… ฟิจิ

เห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาน้ำขวดยี่ห้อฟิจิ ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนของคำถามนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างโครงการโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ทึ่มที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โฆษณา

เมืองเคลฟแลนด์ไม่ชอบที่จะถูกทำให้เป็นตัวตลกเพราะเรื่องตลกเกี่ยวกับฟิจิ ดังนั้นพวกเขาจึงทดสอบ เชื่อหรือไม่ว่า น้ำยี่ห้อฟิจิแก้วหนึ่งนั้น พ่ายแพ้ต่อน้ำประปาในเคลฟแลนด์ โดยมีคุณภาพต่ำกว่า และมีราคามากกว่าหลายพันเท่า

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป เมื่อคุณทดสอบน้ำขวด และน้ำประปา

สะอาดกว่าหรือไม่? คำตอบ คือ บางครั้ง น้ำขวดได้รับการควบคุมตรวจสอบน้อยกว่าน้ำประปา ในหลายๆ ทาง

รสชาติดีกว่าหรือไม่? ในการทดสอบรสชาติทั่วประเทศ ประชาชนเลือกน้ำประปาแทนน้ำขวด อย่างคงเส้นคงวา

บริษัทน้ำขวดเหล่านี้กล่าวว่าพวกเขาเพียงแค่พยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ใครล่ะที่จะต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนน้อยกว่า รสชาติแย่กว่า และ มีราคาแพงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อคุณสามารถได้มาฟรีจากครัวของคุณเอง น้ำขวดมีราคาแพงกว่าน้ำก๊อกประมาณ 2,000 เท่า ลองจินตนาการจ่ายเงินสำหรับสินค้าอื่นๆ ทั้งหมด มากกว่าสินค้าหนึ่ง 2,000 เท่าดูสิ ลองนึกว่าคุณจ่ายค่าแซนวิชราคา 10,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตามประชาชนในสหรัฐอเมริกาก็จ่ายเงินค่าน้ำขวดมากกว่าครึ่งพันล้านขวดในทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งเป็นขวดน้ำจำนวนมากพอที่จะใช้เรียงรอบโลกมากกว่า 5 รอบ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันย้อนไปถึงวิธีที่เศรษฐกิจด้านของใช้ทำงาน และหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของมัน เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้น

ถ้าบริษัทต่างๆ ต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต้องขายสิ่งของมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษ 2513 บริษัทเครื่องดื่มไร้แอลกฮอล์กังวลเพราะการคาดการณ์การเติบโตเริ่มคงที่ มีโซดาขายมากพอให้คนกินอย่างมากมาย นอกจากนี้คงไม่นานก่อนที่ผู้คนจะเริ่มตระหนักกว่าโซดาไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และหันกลับไปดื่ม –หายใจหอบ- น้ำประปาที่ดื่มได้

บริษัทเหล่านั้นพบว่าความคิดอันยิ่งใหญ่ต่อมาของพวกเขานั้น เป็นผลิตถัณฑ์ของนักออกแบบ ในลักษณะโง่เง่า ที่ผู้คนส่วนมากหัวเราะใส่ เหมือนมันเป็นพวกยัปปี้ที่คลั่งสมัยนิยมที่มีขึ้นและจากไป ผู้คนกล่าวกันในอดีตว่าน้ำหาได้ฟรี พวกเขาจะขายอะไรให้เราหลังจากนี้ อากาศหรือ

แล้วคุณจะทำให้ผู้คนซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่อยู่ในกระแสนี้ได้อย่างไร ง่ายๆ คือ โดยการประดิษฐ์ความต้องการขึ้น แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ ก็ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหัวหน้าบริษัทน้ำขวด

เนื่องจากผู้คนจะไม่ยืนต่อแถวเพื่อใช้จ่ายเงินที่หามาด้วยความยากลำบากไปกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น คุณก็ทำให้เขารู้สึกกลัวและไม่มั่นคงหากพวกเขาไม่มีสินค้านั้นๆ และนี่เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมน้ำขวดทำ กลยุทธ์ทางการตลาดแรกเริ่มอย่างหนึ่ง คือ การทำให้คนกลัวเกี่ยวกับน้ำประปา ด้วยการใช้โครงการโฆษณา เช่น น้ำดื่มยี่ห้อฟิจิ จากเคลฟแลนด์

“เมื่อเราประสบความสำเร็จ” ผู้บริหารบริษัทน้ำดื่มคนหนึ่งกล่าว “น้ำประปาจะถูกลดหน้าที่ไปใช้สำหรับการอาบน้ำและการล้างจาน”

ขั้นต่อไป คุณก็ซ่อนความจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณด้วยภาพลักษณ์ของความเพ้อภพอย่างสิ้นเชิง คุณเคยสังเกตเห็นหรือไม่ว่าน้ำขวดพยายามยั่วยวนเราด้วยภาพของลำธารบนภูเขา และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แต่ทายสิว่าแท้จริงแล้วน้ำขวด 3 ใน 4 ส่วนในสหรัฐมาจากไหน คำตอบ คือ จากน้ำประปา น้ำดื่มยี่ห้อ Aquafina ของเป๊ปซี่ และ Dasani ของโค้ก เป็น 2 ยี่ห้อจากหลายยี่ห้อที่แท้จริงเป็นน้ำประปาที่กรองแล้ว

แต่การโกหกเกี่ยวกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์นั้น ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น ในโฆษณาเต็มหน้ากระดาษเมื่อเร็วๆ นี้ เนสท์เล่กล่าวว่า “น้ำขวดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก” นี่มันอะไรกัน?!

พวกเขาทำกับสิ่งแวดล้อมเหมือนขยะตลอดทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ แล้วจะบอกว่ารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ปัญหาเริ่มที่การดึงทรัพยากร และการผลิต สำหรับขวดน้ำ ที่ต้องใช้น้ำมัน ในทุกๆ ปี การผลิตขวดน้ำพลาสติกในสหรัฐ ใช้น้ำมันและพลังงานมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถ 1 ล้านคัน

พลังงานที่ใช้ไปกับการผลิตขวด 1 ขวด ยังรวมถึงการขนส่งไปทั่วโลก จากนั้นเราดื่มมันหมดภายใน 2 นาที สิ่งนี้โยงไปถึงปัญหาใหญ่ ณ จุดสิ้นสุดวงจรชีวิต นั่นคือ การกำจัด

อะไรเกิดขึ้นกับขวดน้ำเหล่านี้เมื่อเราดื่มเสร็จ 80% จบลงที่พื้นที่ฝังกลบขยะ ที่ซึ่งพวกมันจะดำรงอยู่หลายพันปี หรือจบลงที่เตาเผาขยะ ที่ซึ่งพวกมันจะถูกเผา และปล่อยสารพิษออกมา ส่วนที่เหลือถูกรวบรวมไปรีไซเคิล

ฉันสงสัยว่าขวดน้ำพลาสติกที่ฉันทิ้งในถังขยะรีไซเคิลเดินทางไปที่ใด และพบว่าถูกขนส่งไปบนเรือหลายลำสู่อินเดีย ฉันจึงไปที่นั้น และจะไม่มีวันลืมเมื่อนั่งรถไปบนหุบเขานอกเมืองมัทราส และเผชิญหน้ากับขวดพลาสติกกองเท่าภูเขาที่มาจากแคลิฟอร์เนีย การรีไซเคิลที่แท้จริงจะทำให้ขวดเหล่านี้กลับไปเป็นขวดอีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นั่น พวกเขามีแผนให้ขวดเหล่านั้นถูกลดค่าลง ซึ่งหมายถึง เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำลง ที่จะถูกโยนทิ้งในภายหลัง ส่วนที่ไม่สามารถลดค่าลงได้ถูกทิ้งอยู่ ณ ที่นั้น โดยถูกขนส่งยาวไกลไปถึงอินเดีย เพียงเพื่อถูกทิ้งขว้างบนสนามหลังบ้านของใครสักคน

ถ้าบริษัทผลิตน้ำขวดต้องการใช้ภูเขาบนฉลากของพวกเขา จะตรงตามความจริงมากกว่าถ้าพวกเขาแสดงภาพหนึ่งในภูเขาของเสียพลาสติกเหล่านั้น

ทำให้เรากลัว ยั่วยวนใจเรา และ ทำให้เราเข้าใจผิด กลยุทธ์เหล่านี้เป็นส่วนหลักของการประดิษฐ์ความต้องการ

เมื่อพวกเขาประดิษฐ์ความต้องการเหล่านี้ โดยสร้างตลาดใหม่มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์แล้ว พวกเขาก็ปกป้องมัน โดยเอาชนะการแข่งขัน แต่ในกรณีนี้ การแข่งขัน คือ สิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐาน ในการเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัย

รองประธานของเป๊ปซี่กล่าวต่อสาธารณชนว่า “ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ น้ำประปา!” พวกเขาต้องการให้เราคิดว่าน้ำประปาสกปรก และน้ำขวดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ในหลายแห่ง แหล่งน้ำสาธารณะเป็นมลพิษ เพราะอุตสาหกรรมก่อมลพิษ เช่น อุตสาหกรรมขวดน้ำพลาสติก และเจ้าหน้าที่น้ำขวดเหล่านี้ก็มีความสุขล้นเหลือที่จะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาราคาแพง ซึ่งทำให้เราเกาะเกี่ยวผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเอาไว้

ถึงเวลาเราเราจะนำน้ำประปากลับคืนมา

ซึ่งเริ่มโดยการมีพันธะส่วนบุคคลที่จะไม่ซื้อหรือดื่มน้ำขวด นอกเสียจากว่าน้ำในชุมชนของคุณไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เป็นการมองการณ์ไกลเล็กน้อยที่จะคว้าขวดน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ก่อนเดินออกจากบ้าน แต่ฉันคิดว่าเราทำได้

จากนั้นก็กระทำขั้นต่อไป คือ มีส่วนร่วมกับการรณรงค์ที่ทำงานเพื่อวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น เรียกร้องการลงทุนไปกับน้ำประปาที่สะอาดเพื่อทุกคน ในสหรัฐ น้ำประปาได้รับเงินทุนต่ำเกินจริง คือ 24 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนเชื่อว่าน้ำดื่มมาจากแหล่งเดียว นั่นคือ ขวด ทั่วโลกในปัจจุบัน ประชาชน 1 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ถึงกระนั้นเมืองต่างๆ ทั่วโลกกำลังใช้เงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อจัดการกับขวดพลาสติกที่เราโยนทิ้ง จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราใช้เงินจำนวนนั้นในการปรับปรุงระบบน้ำประปา หรือที่ดีกว่าป้องกันการเกิดมลพิษ โดยทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่มแทนการผลิตน้ำขวด

มีอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อแก้ปัญหานี้ ล๊อบบี้เจ้าหน้านี้บริหารเมือง/เทศบาล ให้นำที่ดื่มน้ำสาธารณะกลับคืนมา ดำเนินการไปสู่การออกกฎหมายห้ามการซื้อน้ำขวดโดยโรงเรียน องค์กร หรือ ทั้งเมือง

นี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่โตสำหรับประชาชนหลายล้านคนที่จะตื่นขึ้น และปกป้องกระเป๋าสตางค์ สุขภาพ และ โลกของเรา ข่าวดีก็คือ มันได้เริ่มขึ้นแล้ว

น้ำขวดเริ่มขายได้น้อยลง ในขณะที่ธุรกิจน้ำที่เติมใหม่ได้ที่ปลอดภัยกำลังเฟื่องฟู เย้!

ร้านอาหารต่างๆ ภูมิใจเสิร์ฟ “น้ำประปา” และประชาชนกำลังเก็บออมเงินหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์ แทนที่จะเสียเปล่าไปกับน้ำขวด การพกน้ำขวดกำลังอยู่ในระหว่างทางในการกลายเป็นสิ่งที่เท่ห์เท่าๆ กับการสูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์ พวกเรารู้ดีขึ้นแล้ว

อุตสาหกรรมน้ำขวดกำลังกังวลเพราะแรงกระตุกกำลังเพิ่มขึ้น เราไม่หลงกลความต้องการที่ประดิษฐ์ขึ้นของพวกเขาอีกต่อไป เราจะเลือกความต้องการของเราเอง ขอบคุณมาก และเรากำลังเรียกร้องน้ำที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคน

lundi 22 mars 2010

วันน้ำโลก 2553 รัฐบาลโปรดแก้ปัญหาสารพิษ

วันนี้เป็นวันน้ำโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นในปี 2535 วัตถุประสงค์ คือ ให้ทุกคนได้ร่วมระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดของโลก รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2544 ได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า “น้ำสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ ในศตวรรษใหม่นี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถผลิตน้ำได้ จึงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนน้ำได้ จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเห็นคุณค่าของน้ำและดูแลรักษาทรัพยากรน้ำไว้ตลอดไป”


ในวันน้ำโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคม หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ (Water Patrol) ของกรีนพีซ เฉลิมฉลองความสำคัญ ความสดชื่น และ สิ่งแวดล้อมอันงดงาม ที่น้ำได้สร้างขึ้นให้กับทุกชีวิต ด้วยการเดินทางไปสำรวจแหล่งน้ำ ณ คลองบางนางเกรง และคลองสำโรง รวมถึงการแขวนป้ายผ้าบนอาคารสำนักงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม กิจกรรมรณรงค์ทั้งหมดนี้มีขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความจำเป็นอันเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม ที่ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำของประเทศ กรีนพีซเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องแหล่งน้ำ และให้รัฐบาลออกกฎหมายที่นำไปสู่การลดปริมาณการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยเร็วที่สุด

แหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำจากภาคอุตสาหกรรม สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตได้อย่างรุนแรง เพราะในกระบวนการผลิตใช้สารเคมีอันตราย และยังปนเปื้อนออกมากับน้ำทิ้ง ซึ่งซ้ำเติมให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและมีคุณภาพดีเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคลดน้อยลงไปกว่าเดิม นอกจากนี้ปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลให้ปริมาณน้ำลดลง


Water Journal ตอนที่ 1 - กรุงเทพฯ, 18 กุมภาพันธ์ 2553 - นายพลาย ภิรมย์ ตัวแทนของนักรณรงค์ของโลกเพื่อโลกปลอดสารพิษ จาก หน่วย Water Patrol นำน้ำจากคลองบางเกรงและคลองสำโรง ที่ถูกทำให้เป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้ง ไปมอบให้กับอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยว่าน้ำทิ้งมีสารเคมีอันตราย อะไรปนเปื้อนออกมาบ้าง หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือ ให้รักษาสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูล แม้น้ำที่เห็นจะไม่เน่า แต่ก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วน้ำทิ้งเหล่านั้นปนเปื้อนอะไร นอกจากนี้ชุมชนที่กรีนพีซไปพูดคุยก็ได้กังวลถึงน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาใน ทุกๆ วัน เราได้รับคำตอบแล้วว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะทำให้ข้อเสนอของกรีนพีซเป็นผลสำเร็จ และกรีนพีซก็จะผลักดันให้ข้อเสนอของเราเป็นจริงขึ้นมาโดยเร็วที่สุด ....ประชาชนทุกคนรอการแก้ไขปัญหา....


Water Journal ตอนที่ 2 - สมุทรปราการ, 22 กุมภาพันธ์ 2553 - หน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำเดินทางไปยังคลองบางนางเกรง ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองสำโรง ทั้ง 2 แห่งอยู่ในสมุทรปราการ แต่โชคไม่ดี ที่คลองบางนางเกรงตอนเช้าฝนตก น้ำจึงใสสะอาดกว่าปกติ จึงเก็บตัวอย่างดินแทน เพื่อจะได้ทราบว่ามีสารพิษอะไรบ้าง ส่วนที่คลองสำโรงได้เก็บทั้งตัวอย่างน้ำและดินที่มีสีดำสนิท สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ เราไม่รู้ว่าโรงงานปล่อยสารเคมีอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้สารเคมีอันตรายเหล่านี้สะสมในสิ่งแวดล้อมได้ ไม่มีวันย่อยสลาย และ เป็นพิษสูง ....ผลกระทบมลพิษจากอุตสาหกรรมนั้นเป็นภัยมาก...


Water Journal ตอนที่ 3 - สมุทรปราการ, 23 กุมภาพันธ์ 2553 - ติดตามชมกันต่อกับการสาธิตวิธีการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างละ เอียดที่คลองบางนางเกรง โดย พลาย ภิรมย์ และทีมหน่วยศึกษาและเผ้าระวังมลพิษทางน้ำ น้ำทิ้งจากโรงงานเป็นสิบๆ โรงงาน หนึ่งในนั้น คือ โรงงานฟอกย้อม ไหลมารวมกันที่นี่ มีสีแดง มองดีๆ เป็นเชียว ซึ่งเป็นเศษสารเคมี มีการเปิดระบายน้ำสกปรกสู่เจ้าพระยา เป็นเรื่องน่าเศร้าที่น้ำทิ้งทั่วประเทศมารวมที่เจ้าพระยา ในครั้งนี้เก็บตัวอย่างดิน เพราะอาจไม่เจออะไรในน้ำ เพราะน้ำถูกปล่อยเข้ามา หรือโรงงานปล่อยน้ำมาน้อย ตัวอย่า่งดินสามารถบอกประวัติการปนเปื้อนสารพิษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อวัดค่ากรด-ด่าง พบว่าน้ำมีความเป็นด่างสูงมาก เมื่อเทียบกับน้ำธรรมดา และออกซิเจนในคลองนี้อยู่ที่ 0.3 เท่านั้น ....ตัวอย่างน้ำและดินเดินทางไปถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์กรีนพีซแล้ว โปรดคอยติดตาม....


Water Journal ตอนที่ 4 - ฟังเสียงสะท้อนจากจากคุณลุงชาวบ้าน...ถึงต้นสายปลายเหตุของน้ำเสีย... "เมื่อก่อนน้ำดี แต่ 20-30 ปีมานี้น้ำเสียมาก เมื่อก่อนหอยเยอะ หอยจุ๊บ หอยขม แต่สูญพันธุ์หมดแล้วเพราะน้ำเสีย มีแต่หน้าฝนที่น้ำใสมาก ชาวบ้านไม่ค่อยได้อาบน้ำกันแล้ว กลัวแพ้" และคำพูดปิดท้ายที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังที่จะได้เห็นสภาพน้ำกลับมาดีดังเดิม "ก็อยากจะให้มันดีนะ สภาพน้ำ แต่คงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมันเป็นแบบนี้ทุกปี....มาตลอดเลย...." คุณลุงกล่าว

* กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสายพิษต่อประชาชน โดยจัดทำทำเนียบการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
* อ่านแถลงการณ์วันน้ำโลก 2553
* ลงมือทำ - ปฏิรูปการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม โดยผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน